3 วิมานขาว
จากภาพหญิงสาวผมสั้นปริศนาที่กอร์ดอนมองไปยังเธอ หล่อนก็ได้ปรีกตัวหายไปในฝูงชนกลางลานปะาของชุมชน กอร์ดอนก็เดินหลบแฝงตัวเข้าตรอกมืดข้างทางเช่นกัน
พิราบขาวบินว่อนอยู่เหนือเมฆในวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งและสวยงาม มีดาวเสาร์ปรากฏใน่กลางวันอย่างอ่อนโยน ดูสง่างามและชวนฝัน ก้อนเมฆสีขาวปุปุยที่ลอยล่องเหมือนสายไหมกับธรรมชาติและอากาศที่สะอาดบริสุทธิ์
ในยุคสมัยของ อาณจักร เซ็นท์ ฟาร์เรียสกัมม์ ที่ย้อนกลับไปยังรากเหง้าแห่งประวัติศาสตร์ของพระราชวังสวนลอยบาบิโลเนียแบบร่วมสมัย ได้ถือกำเนิดขึ้นเหนือที่ราบกึ่งทะเลทรายของเมืองหลวงแห่งความบริสุทธิ์— มหานคร ไวท์ พาเลส เมืองที่ปกครองโดยตระกูลศักดิ์สิทธิ์ซึ่งสืบสายเืจากนักบูชายัญยุคก่อนการล้มสลายของพระเ้าเนซซาร์ที่ 2 แห่งกรุงบาบิโลเนีย รวมถึงนักออกแบบอุตสาหกรรมยุคโมเดิร์นในปี 1960 จากอนาคต
นคร ไวท์ พาเลส เดิมทีเป็เมืองที่มีทรัพยกรป่าไม้ค่อนข้างน้อย พื้นที่ส่วนใหญ่เต็มเปี่ยมไปด้วยทะเลทรายสีขาว ดังนั้น สถาปัตยกรรมและวิทยาการด้านสิ่งก่อสร้างถึงได้โดดเด่นเื่การฝืนธรรมชาติของโลกอย่างสุดเหวี่ยง
วังแห่งนี้เปรียบดั่ง เทวสถานแห่งกาลเวลา ผสานความลึกลับของอดีตก่อนประวัติศาสตร์และจิติญญาแห่งอนาคตผ่านความขาวบริสุทธิ์อันตระการตา ตัวอาคารทอดตัวยาวขึ้นไปถึงท้องฟ้า สร้างด้วยหินปูนสีขาวนวล ผสมกับเส้นใยคาร์บอนอินทรีย์ที่ขุดพบจากซากอารยธรรมโบราณ หินถูกขัดให้เรียบเสมือนผิวหินอ่อน แต่ยังคงลายเซาะร่องของกาลเวลา
โครงสร้างหลักคล้ายขั้นบันไดลอยฟ้า แฝงด้วยกลิ่นอายของสวนลอยแห่งบาบิโลน แต่แทนที่จะมีพันธุ์ไม้สีเขียวขจีหนาทึบ พวกเขากลับใช้พืชไม้แปรรูปสีเงินนวลกับดอกไม้สีขาวซีด ที่สามารถกรองอากาศมลพิษและผลิตออกซิเจนให้เมืองแทนที่
ในพระราชวังค์ของสวนลอย ไวท์ พาเลส ของแต่ละชั้นคือลานสวนลอยที่ไม่เหมือนกันเลยสักชั้น ชั้นล่างสุดเป็ สวนน้ำแร่ดึกดำบรรพ์ที่มีแอ่งน้ำสีฟ้าเรืองแสง ซึ่งไหลจากธารลาวาโบราณ ผ่านการฟอกด้วยหินเกลือูเา
ชั้นกลางคือ ป่าหินสีขาวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเสาหินธรรมชาติรูปหยดน้ำค้าง ฝังด้วยเศษแก้วที่หักมาจากกระจกวิหารยุคศตวรรษที่ 20 ซึ่งสะท้อนแสงอาทิตย์ให้ระยิบระยับราวเมืองของทวยเทพ ส่วนชั้นบนสุดคือ สวนแห่งการระลึก มีหญ้าเงินลู่ลมกับต้นมอสเรืองแสงที่ปลูกเป็วงกลมเพื่อสะท้อนถึงพลังของดวงจันทร์อันไร้เทียมทาน
ภายในวัง มีคนใช้มากมายสวมชุดสำหรับคนใช้ที่พริ้วไหวไปตามสายลมพวกเขากำลังเร่งรีบในการทำงานรูทีนอย่างกระฉับกระเฉง ประดับด้วยพลทหารมากมายที่สวมชุดเต็มยศอย่างเคร่งครึมมาดแมน ยืนเชิดหน้าชูอกอย่างภาคภูมิประจำแต่ละจุด
แต่แล้ว จู่ๆ เสียงทั้งหมดของวังก็ดับลง ราวกับว่าทุกคนและทุกสิ่งที่มีชีวิตในนี้กลั่นหายใจไปพร้อมกัน … เก้าอี้คนพิการที่ทำจากเพชรบริสุทธิ์ แกะสลักลายฮิมะอันอ่อนช้อย ด้วยเพชรที่มีสีสันหลากหลาย เน้นทั้งความแข็งแรงและความงามสวยงาม โครงสร้างมีการปรับระดับอัตโนมัติ พร้อมแผงควบคุมแบบัั ซึ่งเพชรเหล่านี้สะท้อนแสงเป็ประกายวาววับ เปรียบดั่งงานศิลป์ที่ใช้งานได้จริง
หล่อนนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนี้ เธอมีชื่อว่า เซ็นต์ท แวร์ริทส์ ไวท์ เซลีน เธอไม่เดิน แต่จะเคลื่นที่โดยเก้าอี้คนพิการ เธอไม่พูด แต่มักจะกระซิบเสียงเบา เธอไม่มอง แต่จะหรี่ตาลงเพื่อหลีกทางให้ขนตาสีบรอนด์ขาวโดดเด่น
เซลีนมีเส้นผมสีบรอนด์ขาวที่อ่อนมากจนคล้ายจะกลายเป็เส้นผมสีขาวโพลน เธอมักจะทำทรงผมเกล้าเป็มวยผมบนศรีษะ ดูและธรรมชาติและไม่ดูพยายามมากเกินไป มีคิ้วและขนตาที่ค่อนข้างสีอ่อนพอๆกับสีผม เปลือกตาสีชมพูอ่อนกับดวงตาสีเทาต้องมนต์สะกด ริมฝีปากของเธอดูอวบอิ่มและมีสีชมพูระเรื่อๆ ผิวหน้าของเธอดูขาวเนียนละเอียดและมีสีชมพูอ่อนเช่นกัน เธอสวมชุดเดรสลูกฟูกสีขาว มีลูกไม้ประดับเล็กน้อย ดูสบายตา แถมไม่มากไม่น้อยเกินไป เซลีนยิ้มมุมปากเล็กน้อยด้วยใบหน้าที่อ่อนโยนพร้อมปัดมือให้กับคนใช้ในวังกลับไปทำงานตามปกติโดยที่ไม่ต้องเคารพเธอถึงขั้นหยุดหายใจ
ผู้คนในวังเริ่มกลับไปทำงานตามปกติ เสียงเท้าและเสียงอื่นๆเริ่มกลับมาอีกครั้ง ภายในวังตกแต่งด้วยแนวมินิมอลเรียบง่ายแต่ยังคงความอลังการแบบผสมผสาน ทุกอย่างคือสมมาตร แต่ไม่แบนราบ ทุกผนังขาวมีความหยักเบาๆ แบบทรงหินยุคหินเกลี้ยง และใช้เส้นสายแบบเรขาคณิตในยุค 60 เช่น วงกลมขนาดใหญ่ เส้นตรงตัดเฉียง และการซ้อนชั้นของพื้นผิวแบบมีจังหวะ เฟอร์นิเจอร์ลอยได้ พื้นที่เปิดโล่ง และแสงสว่างสีขาวเย็นจากหลอดพลังงานแม่เหล็ก เสียงดนตรีคลาสสิกจากเครื่องเล่นไวนิลโปร่งแสงจะบรรเลงเบา ๆ คลอด้วยเสียงนกร้องจำลองจากซอฟต์แวร์โบราณ
เซลีนพาตัวเองเลื่อนไปยังกลางโถงใหญ่ที่มี เสาแสงสีขาวเงิน พุ่งขึ้นสู่เพดาน ประดับด้วยรูปแกะสลักอักษรรูนดึกดำบรรพ์และลวดลายโมดูลาร์สไตล์เบาเฮาส์ ยอดเสาประดับด้วย หน้ากากหินสีงาช้าง สลักรูปเทพีแห่งความจงรักภักดีและความทรงจำ สะพานใสที่ทอดยาวข้ามโถงกลาง ชื่อว่า “สะพานแห่งความบริสุทธิ์” มันเชื่อมอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของราชวงศ์เข้าด้วยกัน เซลีนมองดูรูปปั่นเทพีด้วยสีหน้าที่เบื่อหน่ายและจืดชืด หล่อนแสดงออกถึงความเหนื่อยล้าจากการแสดงเพื่อให้ทุกคนในวังชื่นชอบ
“ เธอมาทำอะไรที่นี้ เซลีน ? “ หญิงสาวคนหนึ่งถามไถ่เธอจากทางด้านหลัง ซึ่งเธอมีเสียงที่สวยงามมาก
และเธอคนนี้ก็คือ พี่สาวของเซลีนนั้นเอง เธอมีรูปหน้าทรงไข่ได้รูปงดงามราวกับถูกปั้นแต่งมาอย่างประณีต ผิวพรรณเปล่งประกายขาวนวลผ่องราวหิมะแรกยามรุ่งอรุณที่รับกับเส้นผมสีแพลตตินัมบลอนด์เรียบลื่นดุจแพรไหม ทอดตัวยาวสลวยลงมาประบ่า และบนศรีษะก็ถูกรัดเก็บด้วยที่คาดผมสีทองอร่ามขับเน้นให้ใบหน้าดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ดวงตาของเธอคมกริบราวกับมันมีชีวิต สีฟ้าสดใสปนสีเทาลึกล้ำดุจอัญมณีแซฟไฟร์ ล้อมกรอบด้วยแพขนตาสีอ่อนที่ยาวงอน บ่งบอกถึงความลึกลับและเปี่ยมเสน่ห์อย่างไม่อาจต้านทานได้ ริมฝีปากอิ่มเอิบสีชมพูระเรื่อคล้ายกลีบกุหลาบแรกแย้มชวนหลงใหล จมูกโด่งรั้นได้รูปรับกับคิ้วที่โค้งเรียวสวยงาม ทำให้องค์ประกอบทั้งหมดของใบหน้าดูลงตัวราวกับภาพวาดชั้นครู ทุกสัดส่วนของใบหน้าเธอล้วนสะท้อนความงามที่บริสุทธิ์และสง่างามราวเทพธิดาที่ก้าวลงมาจากสรวง์ หล่อนสวมชุดที่ดูเรียบง่ายทันสมัย แถมเธอยังสวมกางเกงที่ดูเข้ากับตัวเธอกับสถานที่อีกมาก
“ เธอกินยาแล้วเหรอ ? “ พี่สาวของเซลีนถามพลางกำลังจะเดินเข้าไปอีกโถงนึงที่เชื่อมกับห้องของฟังก์ชันและเทคโนโลยีของวัง โครงสร้างถูกออกแบบให้ ต้านแรงลมพิษและแผ่นดินไหวระดับ 10 ด้วยแกนกลางพลาสมาควบแน่น
“ ยังไม่เที่ยงวันค่ะ สกาเล็ท “ เซลีนเป็คนที่มีน้ำเสียงที่หนาเหมือนเสียงของผู้หญิงสผมกับเสียงผู้ชาย ช่างเป็เสียงที่น่าเกลียด “ ออกล่าสนุกมั้ยคะพี่ ? “ เซเลีนถามด้วยใบหน้าที่มีเร่ศนัยแกมชูนิ้วมือขึ้นมาดูเล็บของตัวเอง
“ ฉันไปทำงานเซลีน — “ สกาเล็ทเริ่มทำสีหน้าไม่พอใจใส่เซลีนด้วยท่าทางที่ฟุดฟัดแบบเก็บอาการ เธอเดินเข้าไปในห้องโถงที่มีกำแพงจิต เป็ห้องที่มีผนังวิเศษที่สามารถอ่านคลื่นสมองของผู้เข้าใกล้และตอบสนองโดยการเปลี่ยนสี ข้อความ หรือแม้แต่แสดงภาพจากความทรงจำในอดีต ซึ่งห้องนั้นมีพวกเครื่องดื่มต่างๆมากมายอยู่ด้วย
“ เข้าไปทำไมคะพี่ — ห้องนั้น ? “ เซลีนพูดจาปั่นประสาทจากอีกห้องที่นางอยู่ “ อย่าลืมนะคะว่าเราเป็สตรี “ เธอค่อยๆเลื่อนตัวเข้ามายังห้องที่สกาเล็ทอยู่ด้วยเก้าอี้คนพิการตัวนั้น “ สักวัน… พวกเราจะต้องออกจากพระราชวังค์นี้ พี่จะใช้ชีวิตอิสระตามอำเภอใจแบบนี้ไม่ได้นะคะ “ เซลีนพาตัวเองเข้ามาถึงห้องที่สกาเล็ทอยู่ เธอมองไปยังสกาเล็ทด้วยสายตาที่อิจฉาตาร้อนแบบแเี
“ ถ้าเธออยากมีชีวิตแบบฉัน ก็เลิกเรียกร้องความสนใจซะสิ — ทิ้งมันไปซะ ไอเก้าอี้คนพิการงี่เง่านี้ แล้วออกไปใช้ชีวิตแบบฉัน “ สกาเล็ทใช้สายตาแห่งความน่าสมเพศมองไปยังน้องสาวแท้ๆของตนพลางใช้มืออีกข้างสพัดผมยาวสรวยของหล่อนในขณะที่เธอกำลังจะหยิบแชมเปญกับแก้วไวน์ที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์บาร์ “ แล้วฉันจะทำให้เธอเห็นว่า สตรี นี่แหละ คือทวยเทพ “ สกาเล็ทรินไวน์แดงลงไปยังแก้วที่หล่อนถือพร้อมมองไปที่เซลีน
“ ไว้ถ้าว่างเมื่อไหร่ ฉันจะให้คนใช้ไปเรียกให้พี่ตื่นนะคะ — สตรีที่ไหนในประวัติศาสตร์คะ สามารถอยู่เหนือ บุรุษ … ไม่เคยมีนะคะ สกาเล็ท “ เซลีนดีดนิ้วเล่นใหญ่กับสีหน้าและท่าทางที่นั่งอยู่บนเก้าอี้คนพิการมากเสียจนสกาเล็ทต้องรู้สึกหมั่นไส้กับลักษณะท่าทางของน้องสาวแท้ๆของตัวเองอีกครั้ง
สกาเล็ทหันหลังทันทีและทำเป็ปิดฝาขวดไวน์ แต่แท้จริงแล้วหล่อนกำลังเก็บอาการอย่างสุดกกำลังจิตพร้อมหันมาด้วยรอยยิ้มที่ดูยังไงก็สมจริงไม่สามารถเข้าใจว่ามันปลอมได้เลยแม้แต่เศษเสี้ยว “ โอ้ — จริงด้วยสิ ลืมไปเลยว่าไม่เคยมีสตรีขึ้นครองราชย์ในประวัติศาสตร์เลย พี่คงยังไม่ตื่นจริงๆ นั้นแหละ … แต่ว่านะ ลองคิดดูแล้ว ถ้าเทียบระหว่าง เธอ กับ ฉัน พี่ว่าเซลีนน่าจะไม่มีใครอยากอภิเษกด้วย เพราะเธอเป็คนพิการ ต้องกินยาวันละสามสี่เวลา บางทีก็อาการลมบ้าหมูกำเริบ บางครั้งก็อวกออกมาเป็ฟองสีขาว ภาพพวกนี้มันทุเรศมากเลยสำหรับคนที่เกิดมาในตะกูลที่สูงศักดิ์ ทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งๆนอนๆ ดูไม่ค่อยน่าสนใจแถมน่าเบื่อไปหมด “ สกาเล็ทใช้มือข้างหนึ่งจับปลายผมที่ตรงสรวยพรางยิ้มแสยะด้วยสายตาที่สะใจ
“ ขอบใจมากนะที่เตือนให้พี่ตื่นจากฝัน — เธอไม่ต้องเรียกคนใช้แล้วแหละ เพราะพี่ตื่นละ “ เธอขยับเข้าไปใกล้เซลีน ใบหน้าทั้งสองกับสายตาทั้งสองคู่ประชันเข้าหากันอย่างดุเดือด สกาเล็ทใช้นิ้วชี้ไปยังปากของตัวเองพลางขยับปากแต่ไม่พูดออกมาเป็เสียงเพื่อเยาะเย้ยเซลีนที่มีเสียงค่อนข้างหนา ไม่สมกับเสียงของสตรี “ อี - ตัว - ขี้ - อิจ - ฉา “ คำพูดที่สกาเล็ทพูดขยับปากแบบไม่มีเสียงก็คือคำนี้
หลังพูดจบ เธอก็เดินออกจากห้องนั้นไปแบบเชิดหน้าสะบัดบ๊อบ เซลีนมองแผ่นหลังของพี่สาวตัวเองด้วยสายตาที่เหมือนจะมอดไหม้ไปแล้วทั้งคู่ ทั้งแววตาและท่าทางในเก้าอี้คนพิการนี้ แสดงให้เห็นว่าเซลีนแสดงเก่งมากแค่ไหน หลังจากที่หล่อนค่อยๆเลื่อนเก้าอี้ออกไปข้างนอก ในจุดที่เห็นผู้คน เธอกลับปรับตัวให้กลายเป็คนที่อ่อนโยน น่าเคารพ เหมือนอย่างตอนแรกก่อนที่หล่อนจะเข้ามายังโถงที่ไร้ผู้คน
ในวังนี้ยังมีห้องใต้ดินชื่อ “รังแห่งผู้สถาปนา” สำหรับเก็บกระดูกของผู้นำตระกูลทุกยุค ทุกคนถูกบรรจุใน โลงหินสีขาวโปร่งแสง ที่ยังสามารถเห็นภาพฝันสุดท้ายของพวกเขาได้ผ่านจอเรืองแสงเหนือโลง
ซึ่งเซลีนลงไปยังห้องนี้ เธอนั่งครุ่นคิดและลำลึกอะไรบางอย่างจนมิอาจจะเดาทางได้ว่าหล่อนกำลังคิดอะไร
พิราบขาวยังคงบินว่อนอยู่เหนือวังสวนลอยหรือ นคร ไวท์ พาเลสแห่งนี้ ซึ่งสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่แค่พระราชวัง แต่เปรียบเสมือนพิธีกรรมแห่งการดำรงอยู่ เป็สัญลักษณ์ของโลกที่หลอมรวมอดีตอันป่าเถื่อนและอนาคตอันเทียมแท้เข้าด้วยกัน
สถานที่แห่งนี้ งดงามและนิ่งงัน ผนวกกับอำนาจที่ไม่มีวันตาย
นี่คือวังของชนชั้นปกครองที่ไม่เพียงแต่ควบคุมเมือง แต่ยังควบคุมความทรงจำของโลกทั้งใบ
ไม่นาน เซลีนก็กลับถึงห้องนอนของตน หล่อนนั่งอยู่ข้างหน้าโต๊ะเครื่องแป้งและกำลังให้คนใช้สาวคนหนึ่งยืนหวีผมอยู่ข้างหลัง คนใช้คนนี้เป็คนที่มีผมสีบรอนด์เทาหยักโศก รวบผมเรียบร้อย มีกระบนใบหน้า เธอไม่สวยมาก และดูเป็คนใช้ที่ธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งในขณะที่หล่อนกำลังหวีผมอยู่นั้น เธอก็ได้เหม่อลอยกระทั้งหวีได้กินผมหนึ่งเส้นของเลซีน หัวศรีษะของเธอเอียงไปอย่างเห็นได้ชัดจากหวีที่กินเส้นผมของนาง ดวงตาที่แสดงออกมาว่า เจ็บ ของเซลีนได้สะท้อนผ่านกระจกโต๊ะเครื่องแป้ง คนใช้เริ่มมีอาการวิตกกังวลและเหงื่อแตก เธอมีลักษณะท่าทางกับแววตาที่สั่นเทาและกลัวเซลีนจวนจะเก็บอาการไม่อยู่
“ ไม่เป็ไร แมร์รี่ “ เซลีนใช้น้ำเสียงเล็กๆราวกับว่าตัวเองกำลังกระซิบพลางเงยหน้ามองคนใช้ด้วยใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตา “ หวีต่อไปเถอะ ฉันไม่เจ็บหรอก “ เธอดัดเสียงให้ฟังดูนุ่นนวล
ทันใดที่เซลีนหันกลับไป และมองตรงไปยังกระจก คนใช้แมร์รี่ก็รู้ทันทีว่าเซลีนโกรธและโมโหมาก เธอััได้ถึง รังสีอมหิตบางอย่างที่แผร่สะพัดไปทั่วห้อง มือของแมร์รี่เริ่มสั่นเทามากขึ้น สีหน้าของเธอก็เริ่มซีดลงเรื่อยๆ
“ เธอมีคนรักหรือยัง แมร์รี่ “ เซลีนถาม
“ ดะ ดะ ดิฉันมีคู่หมั่นแล้วค่ะ คุ คุณหนูเลซีน “ น้ำเสียงของแมร์รี่ฟังดูแล้วแย่มากกว่าเดิม
“ เหรอ ? แล้วมีลูกกันรึยัง ? “
“ ยะ ยัง ค่ะ “ แมร์รี่ก้มหัวหรี่ตาลงโดยไม่กล้ามองเซลีนผ่านกระจก
“ เธอมีน้องสาวด้วยใช่มั้ยแมร์รี่ — คนที่ทำครัวน่ะ … ชื่ออะไรนะ มาเรียใช่มั้ย ? “
” ชะ ใช่ค่ะ เป็พี่สาวค่ะ “
” รู้มั้ย — บางครั้งฉันก็รู้สึกว่าเธอกับฉันมีอะไรเหมือนกันนะ “ เซลีนเอนหัวนิดนึงพลางกรอกตามองดูหน้าต่างห้องนอนเล็กน้อย “ ผมตรงกว่า … สวยกว่า เก่งกว่า นางบริสุทธิ์มั้ย ? “ เซลีนเงยหน้ามองสาวใช้แมร์รี่อีกครั้งด้วยท่าทีที่ใคร่รู้
“ บะ บริสุทธิ์ค่ะคุณหนูเซลีน “ แมร์รี่พยายามเก็บอาการวิตกกังวลสุดความสามารถ
“ ดี … ออกไปได้แล้ว เดี๋ยวที่เหลือฉันจัดการเอง “ หลังจากที่เซลีนสั่งให้คนใช้แมร์รี่ออกจากห้อง
หล่อนก็นั่งครุ่นคิดอีกหนบนเก้าอี้คนพิการคู่ใจตัวนั้นหน้าโต๊ะเครื่องแป้งอย่างจริงจัง เธอใช้นิ้วมือลูบไล้และััไปยังใบหน้าของตัวเองพลางมองกระจกด้วยสีหน้าที่ไม่พึงพอใจ เธอใช้เวลาเตรียมตัวสำหรับมื้อค่ำวันนี้ั้แ่สี่โมงเย็น กระทั้งเวลาผ่านพ้นไปราวสองชั่วโมง เซลีนออกมาด้วยชุดเดรสสีกำมะหยี่โทนขาว เป็เดรสที่ดูโอเวอร์ไซต์เล็กน้อย มีลูกฟูกและลูกเล่นของชุดทันสมัยอย่างเห็นได้ชัด สร้อยมุกสีขาวกลมมนต์ที่เท่ากันทุกเม็ด ใหม่เอี่ยม และหรูหรา ดูแพงราวลูกคุณหนู เธอเกล้าผมเหมือนเดิม แต่มีลูกเล่นจากเดิมเล็กน้อย เซลีนตกแต่งทรงผมด้วยดอกเดซี่สีขาวที่แช่แข็งด้วยเกร็ดฮิมะ เป็เครื่องประดับที่ปราณีตและละเอียดอ่อนมาก ชายกระโปรงของเธอไม่ยาวมากนัก จึงสามารถเห็นรองเท้าแก้ววของหล่อนได้อย่างโจ่งแจ้ง
“ ใช่ — นางถามว่า บริสุทธิ์มั้ย … “ เสียงสะท้อนกังวานออกมาจากโถงในครัวที่อยู่ใน่เตรียมเซิร์ฟอาหาร ไม่มีผู้คนหรือคนใช้อยู่ใน่ก่อนที่จะเตรียมเซิร์ฟ เพราะคนใช้ทุกคนต้องไปชำระล้างทำความสะอาดร่างกายให้สะอาด แต่งกายในชุดคนใช้ให้เรียบร้อย ถึงจะออกมาเสิร์ฟอาหารได้ “ ฉันกลัวมากเลยค่ะพี่มาเรีย — ฉันควรทำยังไงดีคะ “ แมร์รี่กุมมือพี่สาวด้วยท่าทีที่กังวล
เซลีนเผลอได้ยินพอดี หล่อนจึงแอบอยู่หลังกำแพงเพื่อฟังต่อไปอย่างตั้งใจ เธอมีสีหน้าที่อยากรู้อยากเห็นจนกระทั้งตัวของหล่อนจะหลุดออกจากเก้าอี้แล้วก็ไม่ปาน
“ พรุ่งนี้เราจะจ้างให้คนใช้ในวังผลัดกันปลอมเป็เรา “ มาเรียพี่สาวของแมร์รี่จับมือของน้องสาวไว้แน่น
“ ไม่ต้องห่วง — เราจะหนีออกจากที่นี้ อย่างน้อยๆ พี่ก็พอมีเงินเก็บ … เราไปตั้งหลักใหม่ที่ทราบีเซียได้ “ เสียงของมาเรียสั่นเครือเล็กน้อย
“ เธอรู้ใช่มั้ยว่า คนใช้ประจำของนางที่ตัดเล็บเท้าแหว่งให้นางถูกนางสั่งฆ่าโดยใช้มีดปาดเข้าที่คอหอยแล้วนางก็ใช้พลทหารเอาถังมารองเืที่ไหลออกจากร่างของคนใช้ “ มาเรียมองตาน้องสาวด้วยท่าที่ที่จริงจัง “ นางเป็พวกโรคจิตวิปริต — เอาเืของสาวใช้บริสุทธิ์มาแช่เท้าเพราะนางบอกว่าเท้านางมีรอยหย่นและหยาบกร้าน “ มาเรียเหมือนจะเริ่มคุมสติไม่อยู่ “ พี่ทำงานที่นี่มาั้แ่ยังเด็ก พี่รู้ดีว่านางไม่เก็บเราไว้แน่ ถ้าไม่หนี “ มาเรียปล่อยมือน้องสาว และพยายามทำสีหน้าท่าทางให้กลับไปเป็ปกติ
“ ไปซะ — เตรียมเฉพาะแค่ของจำเป็ … ทำตัวปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ มาเรียมองหน้าน้องสาวอีกครั้งด้วยความห่วงใย “ อย่าแสดงพลาดนะ — เพราะถ้าพลาด แมร์รี่ตาย พี่ตาย “ หลังพูดจบ เธอก็หันหลังให้น้องสาวแล้วเดินออกจากโถงอย่างสงบราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
โชคดีสำหรับเซลีนที่คนใช้ทั้งสองไม่เดินผ่านโถงที่หล่อนแอบฟังอยู่หลังกำแพง เซลีนมีสีหน้าเรียบเฉย เหมือนไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับคำพูดนินทราของคนใช้ในวัง แม้แต่น้อย…
พลบค่ำ อาหารสำหรับคนในพระราชวังก็เตรียมพร้อม โต๊ะยาวที่ไม่ดูยาวเหยียดจนเกินไปสำหรับอาหารเริศรสที่จัดทำขึ้นอย่างพิถีพิถันให้กับครอบครัว แวร์ริทส์ ไวท์ หัวมุมของโต๊ะอาหาร แน่นอนว่าเป็ใครไม่ได้ นอกเหนือจากกษัตริย์แห่งจักรวรรดิ เซ็นท์ ฟาร์เรียสกัมม์ ซึ่งเขามีชื่อว่า ฟาร์เรียส เขาเป็ชายร่างใหญ่กำยำดูดีมีชาติตะกูล เส้นผมสีเทาสว่างและทรงผมสั้นเรียบร้อยดูเนี๊ยบสะอาดตา ขนคิ้วทุกเส้นชัดเจน ตาสองชั้นและมีนัยต์ตาสีฟ้าสด จมูกเป็สันเข้ากับรูปหน้าและปากที่ดูบาง แต่เหมาะกับเขาอย่างลงตัว รอยหย่นบางๆรวมถึงตีนกาบนใบหน้าบ่งบอกถึงอายุและประสบการณ์ของเขา เขาสวมชุดที่ดูคลาสิกแต่ก็ร่วมสมัยผสมผสานระหว่างยุค เป็เสื้อผ้าที่ออกโทนขาวและสีเทาหม่นๆ
สีหน้าเขาดูเหน็ดเหนื่อยและเหมือนว่าในใจของเขามีเื่มากมายที่ต้องแบกรับ ด้านขวาของโต๊ะ คือ สกาเล็ทที่สวมใส่เสื้อผ้าชุดเดิมกับเซลีนที่ทุ่มเทกับมื้อค่ำนี้แบบจัดเต็ม ตรงข้ามสกาเล็ทคือ โอลีเวอร์ ลูกชายคนโตของตะกูลนี้ เขายังคงทำทรงผมเดิม และสวมเสื้อผ้าที่ดูเรียบหรู ไม่มากไม่น้อย พอดี ดูดีเป็ธรรมชาติและหยิ่งทนงภายในตัว
“ มาร์ตินไม่มาเหรอ ? “ ฟาร์เรียสมองไปยังโอริเวอร์พลางกินสเต็กในขณะที่พลางถามไปด้วย
“ พอดีติดธุระครับพ่อ — “ โอริเวอร์ตอบห้วนๆ
“ แล้วแม่หล่ะคะ ? “ สกาเล็ทวางแชมเปญลงและถามด้วยน้ำเสียงที่สงสัย
“ แม่ป่วย … “ ฟาร์เรียสตอบกลับโดยไม่มองหน้าลูกสาวคนโตเลย
“ กลางปีนี้ฤกษ์ดีนะคะ — พี่จะคัดเลือกเ้าสาวเมื่อไหร่คะ ? “ เซลีนพยายามเบ่งเสียงอันน้อยนิดและเธอก็ยังพยายามแอ๊บเสียงให้ดูอ่อนโยน
“ เซลีน ! “ ฟาร์เรียสตวาดเบาๆไปยังลูกสาวคนเล็กของเขาพลางสั่นหัวเล็กน้อย อารมณ์ประมาณว่าอย่าพูดแบบนี้…
บรรยากาศการรับประทานอาหารของคืนนี้ค่อยๆแปรเปลี่ยน โอลิเวอร์แสดงแววตาไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด คนใช้ที่ยืนรับใช้อยู่โดยรอบไม่กล้าเงยหน้ามอง สกาเล็ทใช้หางตามองไปยังน้องสาวตัวเองราวกับว่ากำลังอยากจะบอกให้เธอหยุด
“ ทำไมคะ ? ราษฎร์จะได้มั่นใจไงคะว่าพี่ไม่ใช่กลุ่มคนวิตถาร “ เซลีนกรอกตามองเพดานห้องอาหารแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่อัปลักษณ์ “ จริงๆแล้ว… น้องไม่ได้รังเกียจอะไรหรอกนะคะกับการที่จะรักร่วมเพศ — แต่ในกฏของพระราชวังที่มีมายาวนานนับพันเป็หมื่นปีไม่มีข้อไหนมีเขียนกำหนดไว้นะคะว่า สามารถรักร่วมเชิงชู้สาวกับศักดิ์ที่เป็น้องในไส้หรือคนในตะกูลโลหิตเดียวกันอย่างมาร์ติน … ถึงจะเป็ลูกเมียน้อยพ่อ แต่เขาก็มีเือีกครึ่งหนึ่งของพ่อไหลเวียนอยู่ในร่างกาย — แบบนี้ ไม่ขายหน้าไปหน่อยหรอกหรือคะ ? พี่กับพามาร์ตินไปไหนต่อไหนด้วยกันตลอด ไม่ว่าจะเป็การนออกงานสำคัญๆ เที่ยวเทศกาลกีฬาั เปิดตัวอสังหาริมทรัพย์ใน ควีน กริสท์แตนท์ ขึ้นทะเบียนผู้คุมเมืองทราบีเซีย “ เธอพูดอย่างไหลลื่นเหมือนเก็บกดมันยาวนาน “ แบบนี้ มันจะทำให้ตะกลู แวร์ริทส์ ไวท์ ที่ขึ้นชื่อเื่ความบริสุทธิ์แปดเปื้อนนะคะพ่อ “ เธอมองไปยังฟาร์เรียสด้วยแววตาแห่งความหวัง ฟาร์เรียสก้มหน้าและเผยท่าทางที่หมดปัญญากับเื่นี้
โอลิเวอร์ทำทีเป็หูทวนลมไม่พูดอะไร เขาไม่ได้กลัว แต่เพียงไม่อยากจะต่อความยาวสาวความยืน เขานั่งกินมื้อค่ำอย่างสงบโดยไม่โต้ตอบ ท่าทางและใบหน้าที่หยิ่งในศักดิ์ศรีของโอลิเวอร์นั้นเย็นะเืและนิ่งเฉยจนทำให้เซลีนรู้สึกไม่สบอารมณ์ที่ไม่สามารถยั่วให้พี่ชายคนโตโมโหได้
หล่อนจึงเปลี่ยนเป้าหมาย หันมาพูดจาเหน็บแนมจิกกัดพี่สาวที่นั่งข้างๆเธออีกครั้ง “ เป็อะไรไปคะพี่ — ถึงกับกินไม่ลงเลยหรือคะ ? “ เธอหันไปมองสกาเล็ทด้วยสีหน้าที่เป็มิตร “ มาค่ะ เดี๋ยวน้องป้อนให้เอามั้ย “
“ ฉันกินเองได้เซลีน … “ สกาเล็ทมองบนด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายพลางผลักมือของเซลีนออกไป
“ น้องได้ยินมาว่าพี่ไปเข้าสมาคมเงาจระเข้ โครโค-ชาริอ็อตณ์อะไรนั้นด้วยหนิ — เห็นว่าทางทิศตะวันออกของเมืองทราบีเซียมีเด็กสองคนตายหลังจากที่พี่กับคนในสมาคมประหลาดนั้นยิงแสงเหนือจากอาวุธทางเคมีชีวภาพที่ยังสร้างไม่เสร็จ แถมยังไปดัดแปลงเล่นพิเรนทร์ จนเกิดฝนดาวตกเป็อุกบาต “ เธอวางซ้อมลงแล้วหรี่ตามองไปยังฟาร์เรียสเพื่อสังเกตอากัปกิริยาของพ่อหล่อน “ ตอนนี้เกษตกรศูนย์เสียพื้นที่ไร้นาไปมากกว่า 64,500 ตารางกิโลเมตร แบบนี้พี่จะรับผิดชอบยังไงคะ ? “ เซลีนมีความรู้สึกสะใจลึกๆกลางอกแต่เก็บสีหน้าได้ค่อนข้างดีจนไม่มีใครดูออก
“ สกาเล็ท — พวกนั้นเป็พวกประหลาดที่มีแิผิดเพี้ยนจากความเป็จริง … ไปจัดการเื่นี้ภายในสามวัน หาศพเด็กทั้งสองเจอ ทำพิธีศพ มอบค่าทำขวัญให้กับครอบครัวเด็ก และไปหาทางทำให้ชาวไร่ได้พื้นที่ของตัวเองกลับคืนมา ไม่งั้น พ่อจะไม่ปราณี “ หลังพูดจบ ฟาร์เรียสก็ลุกออกจากโต๊ะอาหารอย่างเคร่งขรึม ตามด้วยโอลิเวอร์
“ นังตัวดี “ สกาเล็ทพูดด้วยน้ำเสียงที่โกรธเคียงพลางลุกออกจากโต๊ะอาหารด้วยอารมณ์ที่โมโห คิ้วขมวด แต่ดวงตามองตรง เม็มปากเล็กน้อย แต่ไม่แสดงออกชัดเจน
มื้อค่ำของวันนี้จบลงด้วยชัยชนะของเซลีน เธอนั่งหลังพิงแนบชิดกับเก้าอี้คู่ใจ กวาดตามองไปยังรอบห้องอาหารและยิ้มยิงฟันอย่างมีความสุข ในขณะที่ไม่มีคนใช้คนใดยืนอยู่บริเวณโดยรอบ
อากาศของเช้าวันใหม่ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกลิ่นหอมหวนจากดอกลัดดาวัลย์ สายลมพริ้วไหวเบาบางราวกับว่ามันกำลังเริงระบำอยู่กลางอากาศ ท้องฟ้าปลอดโปร่งกับพิราบขาวที่บินเหนือเมฆเช่นเคย ในทุกๆวันที่สามของทุกเดือน ครอบครัว เซ็นต์ท แวร์ริทส์ไวท์ จะนัดกันไปปิกนิกที่เชิงเขากับสัตว์เลี้ยงที่ซื่อสัตย์ที่สุดของตระกูล ซึ่งนั่นก็คือแฝดขาว หรือัขาว และัทมิฬนั้นเอง
คนในครอบครัวนี้อาจจะ ไม่ได้เดินทางไปพร้อมหน้าพร้อมตา เนื่องจากแต่ละคนล้วนมีงานและมีภารกิจที่ตนต้องทำจึงมิอาจจะสามารถไปพร้อมกันได้ แต่จะไปรวมตัวกันที่สันเขาแห่งนึงของอณาจักร ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของดินแดน สันเขาแห่งนี้เต็มไปด้วยมอสสีดำและเมือกของกำมะถันที่ออกมาจากป่องูเาไฟ ูเาและพื้นหญ้าสีเข้มตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าอ่อนที่ปลอดโปร่งและสดใส บนพื้นดินและพื้นหญ้า มีหินแร่และอัญมณีสีเข้มมากมายก่ายกอง เหล่าัทั้งสามตัวกำลังกินมหาสมบัติเหล่านี้ พวกมันเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยราวกับว่านี่คืออาหารจานโปรดของพวกมัน
ซึ่งวันนี้ผู้ที่เป็พระราชินี หรือภรรยาของฟาร์เรียสก็มาร่วมกิจกรรมปิกนิกด้วย เธอมีใบหน้าเรียวงามเหมือนนางฟ้าในเทพนิยาย ผมสั้นสีบรอนซ์อ่อนเป็ลอนพลิ้วลงประบ่า ดูหรูแต่เรียบง่าย ดวงตาสีฟ้าใสปนเทาเหมือนน้ำค้างยามเช้า ริมฝีปากบางเรื่อๆ ยิ้มแย้มอบอุ่นแต่แฝงความสง่าที่บอกว่าเธอไม่ใช่คนธรรมดา แววตาและท่วงทีทุกอย่างบอกเล่าเื่ราวของหญิงสาวผู้มีเืสีน้ำเงินโดยไม่ต้องพูดออกมา และคนคนนี้ก็คือแม่ของ โอลิเวอร์ สกาเล็ท และเซลีน และเธอมีชื่อว่า เซ็นต์ แวร์ริทส์ ไวท์ ซาร่า เฟียร์ ซึ่งตอนนี้เธอกำลังนั่งข้างๆฟาร์เรียส สามีของเธอ ทุกคนนั่งอยู่ในผ้าปูพื้นสีขาวลวดลายขนนกพร้อมหน้าพร้อมตา
” เซลีน — แม่บอกกี่ครั้งแล้วว่าเวลาปิกนิกให้เราสวมเสื้อที่หนากว่านี้ … ลูกก็รู้ว่าที่นี่ลมกระโชกแรง สวมเสื้อผ้าบางขนาดนี้ อาจจะป่วยได้นะ “ ซาร่าพูดกับลูกของเธอด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่นพร้อมกับใบหน้าที่ดูเป็ห่วงเป็ใย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเซลีนเหมือนจะไม่พอใจในสิ่งที่แม่ของเธอตักเตือน เธอพยายามแสดงและเก็บอาการความโกรธ แต่แววตาของเธอนั้นแผ่รัศมีของความอำมหิต จนกระทั่งทำให้พี่ชายคนโตหรือโอริเวอร์ต้องลุกออกจากที่แล้วเดินไปหาเ้าัที่กำลังกินเพชรนิลจินดาอย่างเอร็ดอร่อย
” ไม่เป็ไรหรอกค่ะแม่ — ขนาดแม่ใส่เสื้อผ้าหนาๆยังป่วยเป็อาทิตย์เลย เมื่อวานนี้ยังไม่สามารถมารับประทานมื้อค่ำกับพวกเราได้เลยหนิคะ “ เธอหยิบถ้วยชาขึ้นมา และจิบเบาๆพลางพูดต่อด้วยน้ำเสียงเล็กๆ ” วันนี้หนูรู้สึกว่าอากาศดีค่ะ ก็เลยอยากจะใส่เสื้อผ้าบางๆเพื่อรับลม ัักับธรรมชาติ — เพราะหนูน่ะ ไม่ค่อยได้ออกไปไหนต่อไหนเหมือนพี่สกาเล็ทหนิคะ “ เธอวางถ้วยชาลง ” โปรดเข้าใจด้วยนะคะ “
ซาร่ามองลูกสาวตัวเองด้วยสายตาแห่งความเข้าใจ เธอตอบกลับด้วยรอยยิ้มเบาๆที่จริงใจพลางหันไปคุยกับสามีของเธอ
“ แล้วตอนนี้เื่ในสภาของตระกูลคราเมียร์เรียสที่ล่มสลายไปเป็ยังไงบ้างคะ ” ซาร่าถามด้วยน้ำเสียงที่เบาบาง
“ ว่ากันว่า ยังมีอีกคน ที่ยังมีชีวิตรอด — ” ฟาร์เรียส ตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ตึงเครียด “ 24 ปีมานี้ยังไม่มีใครเคยพบเจอนางเลย ”
“ เป็ไปได้เหรอคะพ่อที่จะไม่มีใครหานางเจอเลย … บนโลกของเราไม่มีใครสามารถที่จะปกปิดหรือย้อมผ้าเส้นผมของตัวเองได้หรอกนะคะ ” สกาเล็ทค้านด้วยน้ำเสียงที่มีเหตุผล
“ ก็จริงอย่างที่ลูกว่า … แต่ทว่า นางน่าจะมีเทคนิคอะไรบางอย่าง โดยไม่มีใครสามารถจับตัวนางได้เลย ” ฟาร์เรียสตอบกลับ
“ ไม่มีฐานข้อมูลในระบบ ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่เคยชำระเงินผ่านการสแกน ถ้านางมีชีวิตอยู่บนโลกนี้จริง — แม่คิดว่านางไม่ธรรมดา ” ซาร่าเสริม
“ เป็ภัยต่อตระกูลเราใช่ไหมคะ ? ” เซลีนถาม
โอลิเวอร์เดินกลับมาและตอบกลับคำถามจากน้องสาว ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ” ก็ตระกูลมันนี่แหละ ที่เป็ตัวเชิด พระเ้าเนซซาร์ที่ 2 แห่งกรุงบาบิโลเนีย ก่อนที่ตะกูลเราจะโค้นล้มระบอบของพวกมันก่อนจะขึ้นครองราชมาถึงทุกวันนี้ “
เซลีนหันหลังมองโอลิเวอร์ด้วยสีหน้าที่สงสัยพลางถามด้วยแววตาใคร่รู้ ” รู้มั้ยคะว่านางชื่ออะไร ? “
“ ไม่ ” โอลิเวอร์ตอบห้วนๆพร้อมนั่งลงข้างๆซาร่าหรือแม่ของเขา
“ รู้แค่ว่าในหนังสือ พรรณนาถึงนางคนนี้ว่า เป็คนที่มีเสน่ห์ แล้วก็ชอบสวมชุดสีเข้ม ”
หลังจบบทสนทนา ทุกคนในครอบครัวต่างแยกย้ายกลับไป ฟาร์เรียสกับซาร่าแยกกลับไปอีกทาง เนื่องจากต้องไปประชุมแล้วก็ต้องไปว่าราชการในเมืองอื่นต่อ ส่วนสกาเล็ท ก็ต้องกลับไปสะสางเื่ที่ตัวเองก่อในเมืองทราบีเซียภายในสามวัน โอลิเวอร์ก็เข้าตรวจตราเมืองที่เขาเพิ่งได้รับมอบหมายในการปกครอง ส่วนเลซีนที่พอกลับถึงพระราชวังแล้ว เธอเริ่มสนใจในตัวของหญิงปริศนาคนนี้ที่คนในครอบครัวต่างพูดเป็เสียงกันว่านางคือรัชทายาทคนสุดท้ายที่มีชีวิตรอดและเป็ภัยต่อตระกูลของ เซ็นต์ท แวร์ริทส์ ไวท์
ไม่นานนัก หลังจากที่เธอเพิ่งกลับถึงพระราชวังสวนลอย ไวท์ พาเลส เธอก็เริ่มเป็หวัด หน้าผากเธอแดงก่ำ แก้มทั้งสองข้างก็เริ่มร้อนจี๋ เธอรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะป่วย อย่างที่แม่ของเธอได้เตือนเธอเอาไว้เมื่อตอนกลางวัน อาการของเธอในตอนนี้นั้น เริ่มทรมานอย่างไม่สามารถหยุดยั้งได้ คั่นเนื้อคั่นตัว เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวเหมือนจะเป็ไข้ เธอพยายามตะเกียกตะกายขึ้นเตียง เพราะข้างเตียงของเธอมีกระดิ่งเรียกคนใช้ แต่แล้ว จู่ๆ เธอก็มีอาการชักเหมือนเป็ลมบ้าหมู ตัวเธอสั่นเทา แถมปากของเธอยังอ้วกฟองสีขาวอะไรบางอย่างที่ดูน่าสะเอียดสะเอียนออกมาเต็มไปหมดอย่างไม่หยุดหย่อน ดวงตาของเธอค่อยๆซีดเซียวจนกลายเป็สีเทาปนขาว ซึ่งดูเหมือนดวงตาของภูตผีปีศาจ หลังจากที่เธอสั่นกระดิ่งสีเงินแล้ว วินาทีหลังจากนั้นเธอก็สลบคาเตียงไป
ทุกครั้งที่นางป่วย หรือทุกครั้งที่นางหลับตา หมดสติ คนใช้ในวังโดยเฉพาะสาวใช้ที่เป็ผู้หญิงจะซุบซิบนินทาและพูดเื่ราวเสียหายของเซลีน โดยเนื้อหา ที่นางถูกนินทาโดยไม่รู้ตัวส่วนใหญ่จะเป็เื่ของการรักษาโรคทางกายภาพหรือร่างกายที่อ่อนแอของเซลีน ผู้คนมักจะบอกว่าเธอ เป็หญิงที่โรคจิตวิปริต มักฆ่าสาวบริสุทธิ์เพื่อตอบสนองความ เยาว์วัยของตัวเอง บ้างก็มีคนบอกว่าเธอชอบให้ชายหนุ่มที่มีร่างกายแข็งแรงนับสิบไปบำเรอกามนางเพียงเพราะเชื่อว่ามันจะช่วยรักษาอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงและโรคอื่นๆของนางได้ ซึ่งคนใช้ทุกคนและคนนอกที่รู้เื่พวกนี้ต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่า นี่เป็ข้ออ้างของคนที่มีสภาพจิตใจที่สกปรกโสมม
ครอบครัว แวร์ริทส์ ไวท์ ทรงอำนาจมากล้นและทุกคนต่างยกย่องเคารพ ถึงเบื้องหน้าจะขาวเพียงใด ถึงวิมานนี้จะไม่มีสีดำเลยแม้แต่น้อย แต่ทุกคนก็สามารถมองเห็นสีดำหรือความโสมมได้โดยที่ไม่ต้องจินตนาการ เพราะวิมานขาวนี้ สำหรับคนนอกที่มองเข้ามาและคนในที่เห็นจนชัดเสียยิ่งกว่าอะไร ต่างรู้ดีว่า ความจริงในพระราชวังนี้ บริสุทธิ์จริงหรือไม่