ไป๋ลู่สะดุ้งโหยง! สัญชาตญาณเอาตัวรอดสั่งการให้รีบเผ่นไปให้พ้น แต่เธอดันลืมไปเสียสนิทว่าตัวเองกำลังนั่งแหมะอยู่บนรถเข็น!
ทันใดนั้นเอง พุ่มไม้หนาทึบที่กั้นกลางระหว่างเธอกับสองชายปริศนาก็ถูกมือคู่หนึ่งแหวกออก
แม่เ้า... นั่นมันมืุ์แน่เหรอ?
นิ้วมือที่เรียวยาว... มองเห็นข้อต่อนิ้วได้ชัดเจน ผิวขาวผ่องตัดกับสีเขียวของใบไม้ เป็มือที่สวยงามราวกับประติมากรรมชั้นเอกก็ไม่ปาน!
และเมื่อพุ่มไม้ถูกแหวกออกจนสุด เ้าของมือคู่นั้นก็ปรากฏตัวขึ้น...
พระเ้าช่วย! ใบหน้านั่นมันสวยยิ่งกว่าเ้าของมือเสียอีก!
ปกติแล้วถ้าใช้คำว่า สวย มาบรรยายผู้ชายมันคงฟังดูขัดหูพิลึก แต่ถ้าใช้กับผู้ชายคนนี้... แค่คำว่าสวยยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ!
สิ่งที่เรียกว่า งามล่มเมือง เพียงแค่สบตาเดียวก็ตราตรึงไปนับหมื่นปี มันหมายความว่าแบบนี้นี่เอง!
ชาติก่อนไป๋ลู่เคยได้รับเลือกให้ติดอันดับ 1 ใน 100 ใบหน้าที่สวยที่สุดในโลกติดต่อกันถึงหกปีซ้อน เธอหลงตัวเองเื่ความสวยมาตลอด มั่นอกมั่นใจว่าหล่อนนี่แหละที่หนึ่ง
แต่เมื่อมาอยู่ต่อหน้าผู้ชายคนนี้... เธอยอมยกธงขาวพ่ายแพ้อย่างราบคาบ!
แม่จ๋า แม่จ๋า! หนูเจอเทพบุตรลงมาจุติแล้ว ฮือๆๆ!
ไป๋ลู่กรีดร้องเสียงหลงอยู่ภายในใจ เธอดีดดิ้นเร่าๆ ราวกับตัวมาม็อตที่ถูกน้ำร้อนลวกใส่
โอ๊ย นี่มันเบ้าหน้าฟ้าประทานอะไรกันเนี่ย! ลงมาจุติเพื่อโปรดสัตว์โลกด้วยความงามหรือไงคะพ่อคุณ! ใบหน้าหล่อเหลาระดับทำลายล้างแบบนี้ มีอยู่จริงบนโลกมนุษย์ด้วยเหรอ!
ไป๋ลู่มองจนเคลิ้มฝัน จ้องมองเขาตาไม่กะพริบราวกับโดนทำของ
พ่อเทพบุตรสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสะอาดสะอ้าน เขาพับแขนเสื้อขึ้นอย่างลวกๆ จนถึงข้อศอก เผยให้เห็นเส้นสายกล้ามเนื้อที่งดงาม ดูผอมเพรียวแต่แข็งแกร่งไม่อ่อนแอเลยสักนิด
ั์ตาหงส์ที่มีหางตาชี้ขึ้นดูเ้าเสน่ห์ จมูกโด่งเป็สันคมกริบ ริมฝีปากสีแดงตัดกับฟันขาวสะอาด ดูประณีตงดงามราวกับภาพวาดพู่กันจีนราคาแพงระยับ
ทว่าใบหน้าที่งดงามหมดจดขนาดนี้ กลับไม่ดูหวานละมุนเหมือนผู้หญิงเลยสักนิด
เพราะเครื่องหน้าฟ้าประทานนี้ ตอนเข้าโหมดหน้านิ่งบวกทรงคิ้วเข้มพาดเฉียงกับตาเฉี่ยวทรงจิ้งจอกนั่น ออร่าตัวพ่อแผ่ออกมาแรงมากจนคนรอบข้างรู้สึกได้
สายตาคู่นั้นเฉียบคม และพร้อมมองเหยียดทุกสิ่งมีชีวิตบนโลกให้จมดินได้ในวินาทีเดียว!
เมื่อเห็นว่ายัยบ้าที่ไหนก็ไม่รู้มาจ้องหน้าตัวเองจนตาค้าง พ่อเทพบุตรก็เม้มริมฝีปากสวยแน่นขึ้น เขาขมวดคิ้วลงอย่างไม่สบอารมณ์ แววตาที่เป็ประกายระยิบระยับตวัดมองเธอด้วยความรำคาญ ชั่วพริบตาเดียวเขาก็ดูดุร้ายเกรี้ยวกราดขึ้นมาทันที
ไป๋ลู่เป็เด็กกำพร้า เติบโตมาท่ามกลางคำโกหกและการทรยศหักหลัง เธอถูกหลอกใช้และขูดรีดมาทั้งชีวิต สิ่งเหล่านี้หล่อหลอมให้เธอกลายเป็คนใจดำและเ็ากับมนุษย์ทุกคน ยกเว้น…‘คนหน้าตาดี’ เบ้าหน้าฟ้าประทานเท่านั้น ที่จะสามารถทำให้กำแพงน้ำแข็งในใจของเธอละลายลงได้ และทำให้เธออยากจะพุ่งตัวเข้าไปใกล้ชิดด้วย
ถ้าพูดเป็ภาษาชาวบ้านก็คือ... ยัยไป๋ลู่มันเป็พวกแพ้คนหล่อไงล่ะ!
แสงเงาจากใบไม้ทาบทับลงบนใบหน้าด้านข้างของพ่อเทพบุตร ั์ตาลึกล้ำระดับก้นมหาสมุทร ใต้แววความโเี้เ็านั้น กลับมีความเปราะบางและโศกเศร้าแฝงอยู่จางๆ
แก้มซ้ายของเขาบวมแดงขึ้นเล็กน้อย เพราะถูกลูกหลงจากการโต้เถียงเมื่อครู่นี้ ชวนให้รู้สึกน่าสงสารจับใจ ราวกับมีหมื่นพันถ้อยคำที่อัดอั้นอยู่ข้างใน แต่กลับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
นี่มันบทคุณชายขี้แยจอมดื้อรั้นที่ถูกตัวร้ายรังแกชัดๆ!
ในอดีตเคยมีอู๋ซานกุ้ย[1]ยอมเป็ฏเพื่อหญิงงาม... ในวันนี้ก็มีเธอไป๋ลู่นี่แหละที่ยอมหัวร้อนเพื่อพ่อเทพบุตร!
เืในกายของไป๋ลู่สูบฉีดขึ้นหน้าจนสมองตีบตันไปหมดทันที เธอกัดฟันรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีดีดตัวผึงออกจากรถเข็น แล้วพุ่งตัวเข้าไปขวางหน้าพ่อเทพบุตร กางแขนออกปกป้องเขาไว้ข้างหลังอย่างกล้าหาญ
"ไม่ต้องกลัวนะคะ! พี่สาวคนนี้จะปกป้องนายเอง! เจอพวกอิทธิพลมืดรังแกแบบนี้ เราต้องลุกขึ้นสู้ค่ะ!"
"เธอน่ะเหรอ... จะปกป้องไอ้หมอนี่?"
ชายที่อยู่บนรถเข็นทำราวกับว่าเขาได้ยินเื่ตลกที่น่าขันที่สุดในโลก เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไป๋ลู่ด้วยสายตาดุร้ายที่ดูน่ากลัวอย่างยิ่ง
"เจออิทธิพลมืดระดับตัวพ่อเข้าให้แล้ว เธอคิดจะลุกขึ้นสู้ยังไงล่ะ?"
"เจออันตราย ก็ต้องเรียกคุณตำรวจสิคะ!" ไป๋ลู่ไม่พูดเปล่า เธอใช้มือดันแขนพ่อเทพบุตรยิกๆ "รีบหนีไป! อาศัยจังหวะที่ไอ้หมอนี่ขาแข้งไม่ดี ฉันจะเป็คนถ่วงเวลาไว้เอง นายรีบไปหามือถือแล้วโทรแจ้งตำรวจเลยนะ!"
"เธอรู้ไหมว่าฉันเป็ใคร?"
น้ำเสียงที่เมื่อครู่ยังฟังดูเกรี้ยวกราดของชายบนรถเข็น จู่ๆ ก็สงบลงจนชวนให้รู้สึกน่าขนลุก
"แล้วเธอรู้ไหม... ว่าคนที่เธอพยายามปกป้องอยู่ข้างหลังน่ะเป็ใคร?"
ไป๋ลู่หันขวับกลับไปพลางตวาดแว้ดใส่ทันที "แกจะเป็ใครฉันไม่สนหรอกนะ! แต่การทำร้ายร่างกายคนอื่นมันคือสิ่งที่ผิด! คุณตำรวจเขามีหน้าที่จัดการกับพวกที่ชอบใช้ความรุนแรงแบบแกนี่แหละ— ซี๊ดดด!!!!"
ทันทีที่ไป๋ลู่มองเห็นใบหน้าของชายที่นั่งอยู่บนรถเข็นได้ถนัดตา เธอก็ใจนต้องสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่!
นะ... นี่มันยังเรียกว่าใบหน้าคนได้อยู่เหรอ?!
ทั้งใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยแผลเป็จากการถูกไฟคลอกจนยับเยินไปหมด!
ิักำพร้าบิดเบี้ยวลามลงไปจนถึงลำคอ และหายเข้าไปในปกเสื้อเชิ้ตสีดำทึบ
มือทั้งสองข้างที่วางอยู่บนที่พักแขนของรถเข็น ก็เต็มไปด้วยรอยแผลเป็จากไฟไหม้จนดูคล้ายกับกรงเล็บปีศาจ!
ลูกตาข้างซ้าย... หายไปแล้ว!
ดั้งจมูกแทบจะยุบหายเข้าไปเป็หลุม!
ริมฝีปากบิดเบี้ยวผิดรูปจนฉีกกว้างดูน่าสยดสยองอย่างยิ่ง!
พระเ้าเท่านั้นที่จะรู้ว่าผู้ชายคนนี้ต้องผ่านขุมนรกไหนมาบ้าง!
ใบหน้านี้ไม่ต้องพึ่งเทคนิคพิเศษ ไม่ต้องแต่งหน้าเอฟเฟกต์ใดใด ก็สามารถเดินเข้าฉากภาพยนตร์สยองขวัญได้ทันที!
ไป๋ลู่ใจนใบหน้าซีดเผือดเป็กระดาษ A4 แต่ขาทั้งสองข้างของเธอยังคงสั่นพั่บๆ เธอพยายามกางแขนออกบังหน้าพ่อเทพบุตรไว้อย่างไม่เจียมตัว ก่อนจะกัดฟันพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
"ปะ... ไปแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้นะ!"
ชายบนรถเข็นมองไป๋ลู่อย่างนึกสนุก มุมปากของเขายกยิ้มอย่างเหยียดหยาม... พอเขายิ้ม ใบหน้าที่เดิมทีก็ดูดุร้ายน่ากลัวอยู่แล้ว ยิ่งดูสยองพองขนเข้าไปใหญ่
ไป๋ลู่กลัวจนน้ำตาแทบจะเล็ดออกมา แก้มของเธอกระตุกยิกๆ ไม่หยุด
ชายบนรถเข็นกวาดสายตามองเธอ ก่อนจะจู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
"ไป๋ลู่? ลูกสาวแห่งชาติที่สมองกลับคนนั้นน่ะเหรอ"
ไป๋ลู่โกรธจนควันแทบออกหูแต่ก็ไม่กล้าปริปากด่ากลับออกไป
แกสิสมองกลับ! หน้าอย่างแกน่ะสมองกลับกันทั้งบ้านเลยนั่นแหละ!
ชายบนรถเข็นมองข้ามหัวไป๋ลู่ที่ตัวเตี้ยม่อต้อไปได้อย่างง่ายดาย สายตาของเขาพุ่งตรงไปยังพ่อเทพบุตรที่ยืนนิ่งสงบอยู่ด้านหลังเธอ
"โรงพยาบาลส่วนตัวของฮั่วเหยียนฟาง... ทำไมถึงปล่อยให้คนนอกเข้ามาเพ่นพ่านได้แบบนี้"
ฮั่วเหยียนฟาง?
ฮั่ว... เหยียน... ฟาง!
ไป๋ลู่เริ่มสั่นหนักกว่าเดิมราวกับมีเ้าเข้า
มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งอย่างฮั่วเหยียนฟาง มีสิบหกคำที่เพียงพอจะใช้เป็นิยามตัวเขาได้
ขี้ระแวงสงสัย อารมณ์แปรปรวน อำมหิตเืเย็น ฆ่าคนไม่กะพริบตา
ถึงแม้จะมีบางส่วนที่ดูจะเกินความจริงไปบ้าง แต่การที่ใครคนหนึ่งสามารถกุมบังเหียนอาณาจักรธุรกิจั์ใหญ่อย่างฮั่วกรุ๊ปเอาไว้ในมือได้อย่างมั่นคงั้แ่ตอนที่เพิ่งจะแตกหนุ่ม และใช้เวลาเพียงไม่กี่ปีก็ผงาดขึ้นนั่งแท่นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งได้อย่างไร้ข้อกังขาแบบนี้
คนประเภทนี้... ย่อมต้องเป็ตัวอันตรายระดับบอสใหญ่แน่นอน!
เมื่อเธอนำมาเชื่อมโยงกับข่าวลือหนาหูที่ว่าฮั่วเหยียนฟางเคยอยู่ในเหตุะเิครั้งใหญ่ ในเหตุการณ์นั้นพ่อและแม่ของเขาเสียชีวิตคาที่ มีเพียงเขาเท่านั้นที่รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์
นับั้แ่วันนั้นเป็ต้นมา... ฮั่วเหยียนฟางก็กลายเป็ครึ่งคนครึ่งผี ใบหน้าเสียโฉมยับเยิน และต้องกลายเป็คนพิการไปตลอดชีวิต เพราะความเ็ปจากาแเก่าที่ตามหลอกหลอนเขาทั้งวันทั้งคืน นิสัยของฮั่วเหยียนฟางจึงบิดเบี้ยว กลายเป็คนวิปริตและโเี้ผิดมนุษย์มนาแบบนี้
ข่าวลือวงในยังบอกอีกว่าเหตุการณ์ะเิครั้งนั้นไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็แผนชั่วที่เกิดจากการแก่งแย่งอำนาจภายในตระกูลฮั่วนั่นเอง
เดิมทีไป๋ลู่เคยคิดว่าข่าวลือก็คือข่าวลือ เชื่อถือไม่ได้หรอก แต่ลองดูชายบนรถเข็นที่อยู่ตรงหน้านี่สิ...
ใครบอกว่าข่าวลือเชื่อไม่ได้! ยื่นหูมาให้แม่ดีดเดี๋ยวนี้นะ!
ไป๋ลู่หันขวับกลับไปพลางทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ใส่พ่อเทพบุตร เธอถามกระซิบด้วยเสียงสั่นๆ
"นายไปทำอะไรให้ท่านมหาเศรษฐีโกรธเข้าล่ะเนี่ย?"
พ่อเทพบุตรขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย เขาหลุบสายตามองดูเด็กสาวตัวกะเปี๊ยกที่สูงแค่ระดับหน้าอกของตัวเอง
เห็นได้ชัดเจนว่าเธอกลัวจนตัวสั่นเป็ลูกนกตกน้ำ แต่ก็ยังดื้อรั้นมายืนขวางอยู่ข้างหน้าเขาไม่ยอมถอยไปไหน
สิ้นคิดสุดๆ ... แต่กลับดูไม่น่ารังเกียจแฮะ
"รู้แล้วว่าฉันเป็ใคร เธอยังจะคิดปกป้องมันอยู่อีกเหรอ?" ชายอัปลักษณ์บนรถเข็นเอ่ยแทรกขึ้นมา น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความท้าทาย
ไป๋ลู่กลืนน้ำลายลงคอดัง เอือก
"นี่มันคือสังคมนิติธรรมนะคะ เราต้องเคารพกฎหมายสิ! การตั้งศาลเตี้ยเพื่อจัดการกันเองมันถูกต้องแล้วเหรอ?! ต่อให้คุณจะเป็ถึงมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ คุณก็ยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกับพวกเราสิ..."
เธอนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะโพล่งออกมาอย่างหมดรูป
"ไอ้ที่ฉันพูดมาทั้งหมดเมื่อกี้นี้ ฉันขอคืนคำค่ะ ถือว่าฉันถอนคำพูดไร้สาระทั้งหมดคืนแล้วกันนะคะ!"
ฮั่วเหยียนฟาง (ในความคิดของไป๋ลู่): "…………"
ไป๋ลู่รีบใส่เกียร์ถอย เปลี่ยนโหมดเป็สาวน้อยผู้เจี๋ยมเจี้ยมทันที"ค…คือว่าฉะ... ฉันคือลูกสาวแห่งชาตินะคะ ถ้าหากฉันเป็อะไรไป สื่อต้องประโคมข่าวนี้เป็เื่ใหญ่โตแน่นอน ท่านที่เป็ถึงมหาเศรษฐีผู้กว้างขวาง ก็น่าจะเข้าใจอิทธิพลของกระแสสังคมได้ดีกว่าใครทั้งหมด เอาเป็ว่าวันนี้เราต่างฝ่ายต่างถอยกันคนละก้าวดีไหมคะท่าน?"
สาธุ... ขอให้ตาหน้าผีนี่เห็นแก่ความน่ารักระดับพรีเมียมของฉันแล้วยอมปล่อยไปทีเถอะ!
"ฮ่าๆๆๆ!"
ฮั่วเหยียนฟางะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งและอวดดี น้ำเสียงหัวเราะนั้นทั้งแหบพร่าและบาดหู
"น่าสนใจจริงๆ... ยังรู้จักเอาอิทธิพลของกระแสสังคมมาขู่ผมด้วย" เขาแสยะยิ้มที่ชวนสยดสยอง "อย่าเพิ่งไปพูดถึงเลยว่าคุณจะรอดออกไปจากที่นี่ได้ไหม แล้วคุณจะมีโอกาสได้ใช้กระแสสังคมมาขู่ผมหรือเปล่า... ผมล่ะอยากจะรู้จริงๆ เลยว่า คุณจะให้ผม ถอยคนละก้าว ยังไง?"
ไป๋ลู่รีบฉีกยิ้มประจบสอพลอในแบบสุนัขรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ทันควัน
"ท่านก็แค่ถือซะว่าวันนี้ไม่เคยเห็นหน้าฉัน ส่วนฉันเองก็ไม่เคยมาที่นี่เลย ปากของฉันน่ะรูดซิปปิดสนิทแน่นอน จะไม่พูดมั่วซั่วแม้แต่คำเดียว ท่านช่วยปล่อยฉันกลับไปได้ไหมคะ? พอฉันรักษาตัวหายดีเมื่อไหร่จะรีบไสหัวไปให้พ้นหูพ้นตาทันที จะไม่ยอมถ่วงเวลาให้ท่านรำคาญใจเพิ่มอีกแม้แต่วันเดียวเลยค่ะ!"
"..." ชายบนรถเข็นส่งเสียง หึ ในลำคออย่างดูแคลน "เมื่อกี้ยังทำตัวเป็ฮีโร่ผดุงความยุติธรรมอยู่เลยนี่นา ไหงตอนนี้ถึงได้ถอดใจ ยกธงขาวยอมแพ้ไปซะแล้วล่ะ?"
ไป๋ลู่ตอบกลับออกไปอย่างหน้าไม่อาย พร้อมกับสีหน้าจริงจังถึงขีดสุด
"คนเราโตๆ กันแล้ว ก็ต้องรู้จักรับผิดชอบในการกระทำของตัวเองสิคะ! เื่ของใครก็ควรจัดการกันเอาเองสิคะท่าน! ที่พูดจาเพ้อเจ้อเมื่อกี้เพราะเห็นแก่ความหล่อของหมอนี่ ถ้าฉันมีปัญญามากพอฉันก็คงอยากจะช่วยแหละค่ะ แต่ดูท่าตอนนี้ ลำพังแค่ตัวฉันเองยังจะเอาชีวิตไม่รอดเลย แล้วฉันจะเอาอะไรไปปกป้องคนอื่นได้คะ?"
เธอร่ายยาวเหยียดด้วยตรรกะที่เห็นแก่ตัวแต่ฟังดูมีเหตุผล (เข้าข้างตัวเอง) สุดๆ
"ต่อให้ฉันจะบ้าผู้ชายขนาดไหน แต่ฉันก็รู้ลิมิตของตัวเองดีค่ะ! ถ้าไม่มีปัญญาแล้วยังจะเสนอหน้าเข้าไปช่วย ก็มีแต่จะพาซวยกันไปหมด สู้ให้ฉันไปตายเอาดาบหน้าคนเดียวดีกว่า อย่าไปเป็ตัวถ่วงให้คนอื่นเขาต้องเดือดร้อนไปด้วยเลย จริงไหมคะท่าน!"
______________________
เชิงอรรถ
[1] อู๋ซานกุ้ย (Wu Sangui): แม่ทัพปลายราชวงศ์ิผู้เปิดด่านซานไห่กวนให้กองทัพแมนจู (ราชวงศ์ชิง) บุกเข้ายึดครองแผ่นดินจีน ว่ากันว่าเขาทำไปเพราะความโกรธแค้นที่ ‘เฉินหยวนหยวน’ อนุภรรยาสุดที่รักถูกผู้นำฏแย่งชิงไป จึงเป็ที่มาของตำนานวีรบุรุษที่ยอมทรยศชาติเพื่อหญิงงาม