นางรีบชี้ไปยังลูกหมาสองตัวที่ท่าเรือ พร้อมกับยิ้มหยอกล้อหลานสาว
“ฝูหนิ่วเอ๋ย ไว้ภายหน้าเมื่อพวกเราตั้งหลักได้ มีบ้านเป็ของตัวเองแล้ว ย่าจะเลี้ยงลูกหมาให้เ้าตัวหนึ่ง ดีหรือไม่?”
เจียอินเก็บงำความคิดของตน รีบเปลี่ยนเป็ใบหน้ายิ้มแย้ม ส่งเสียงอ้อแอ้เอาใจให้ท่านย่าดีใจ พร้อมกับซุกไซ้จนน้ำลายเลอะเต็มหน้าแม่เฒ่าหลี่
แม่เฒ่าหลี่ถูกนางทำให้หัวเราะร่า
ขณะที่ย่าหลานกำลังเล่นหยอกล้อกันอยู่นั้น อู๋ชุ่ยฮวาก็ลากอู๋เอ้อร์ที่ร้องไห้กระซิก ๆ วิ่งขึ้นมาบนเรือ
“ท่านแม่! ดูสิว่าข้าเจอใคร!” อู๋ชุ่ยฮวาดันตัวอู๋เอ้อร์มาตรงหน้าแม่เฒ่าหลี่
แม่เฒ่าหลี่สายตาดี เพียงปราดเดียวก็จำอู๋เอ้อร์ได้ รอยยิ้มบนใบหน้าพลันเลือนหายไปทันที
“ท่านป้า ข้าเอง อู๋เอ้อร์ ฮือ ๆ ข้าเจอญาติแล้ว”
อู๋เอ้อร์แสร้งเช็ดน้ำตา แต่ลอบสำรวจแม่เฒ่าหลี่อย่างเงียบ ๆ
เมื่อเห็นว่านางแต่งกายสะอาดสะอ้าน ในอ้อมกอดยังมีทารกขาวอวบคนหนึ่ง ยิ่งทำให้เขามั่นใจว่าคนตระกูลหลี่ร่ำรวยขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าอย่างไรเขาก็ต้องเกาะตระกูลหลี่ไว้ให้ได้
“ช่างบังเอิญจริง ๆ ที่มาเจอเ้าที่นี่” น้ำเสียงของแม่เฒ่าหลี่เ็า
หลังจากเป็ดองกันมาสิบกว่าปี นางไม่มีความรู้สึกดี ๆ ให้กับตระกูลอู๋เลยแม้แต่น้อย
อู๋ชุ่ยฮวาก็ไม่ได้โง่ เมื่อเห็นท่าทางของแม่สามีเช่นนี้ก็รู้ว่าน้องชายไม่เป็ที่ต้อนรับ นางจึงตัดสินใจเสี่ยง คุกเข่าลงกอดขาแม่เฒ่าหลี่ไว้
“ท่านแม่ ท่านพ่อของข้าถูกโจรป่าที่ปล้นเสบียงตีตายแล้ว น้องชายของข้าต้องขอทานอยู่ที่ท่าเรือ เมื่อครู่ถูกคนเตะจนเกือบตาย ฮือ ๆ ท่านแม่ ได้โปรดให้น้องชายข้าอยู่ด้วยเถิด ข้าเหลือญาติเพียงคนเดียวแล้ว!”
เจียอินที่ซุกอยู่ในซอกคอของแม่เฒ่าหลี่ หันไปมองอู๋เอ้อร์แล้วรีบมุดกลับไปด้วยความรังเกียจ
สัญชาตญาณของนางบอกว่า คนผู้นี้ไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่าย ๆ หากให้อยู่ด้วยต้องกลายเป็ตัวหายนะแน่นอน
แต่นางยังพูดไม่ได้ จึงทำได้เพียงส่งเสียงอ้อแอ้ระบายความไม่พอใจออกมา
“ท่านดองตายแล้วหรือ?” แม่เฒ่าหลี่ขมวดคิ้ว
อย่างไรเสียก็เป็คนรุ่นเดียวกัน เมื่อได้ยินข่าวการตายกะทันหัน ในใจก็รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง
อู๋ชุ่ยฮวาพยักหน้า ร้องไห้จนน้ำมูกน้ำตาไหลนอง
“ท่านแม่ พวกเราพาน้องชายข้าไปด้วยเถิด เรือของตระกูลซุนลำใหญ่ขนาดนี้ ไม่ลำบากเพราะเขาคนเดียวหรอก”
“พูดจาเหลวไหลอะไรกัน เพียงเพราะเรือเขาลำใหญ่ แล้วต้องบรรทุกคนเพิ่มอย่างนั้นหรือ? ที่ท่าเรือมีเรือตั้งมากมาย เ้าลองดูสิว่ามีลำไหนยอมให้ผู้ประสบภัยขึ้นเรือตามใจชอบบ้าง?”
แม่เฒ่าหลี่ไม่ชอบน้ำเสียงที่ทำเหมือนเป็เื่สมควรของอู๋ชุ่ยฮวา จึงตอกกลับไปอย่างรุนแรงสองประโยค
“ท่านแม่ ตระกูลอู๋ของพวกเราเหลือหน่อไม้เพียงต้นเดียวนี้เท่านั้น ท่านจะนิ่งดูดายไม่ได้นะเ้าคะ! ท่านช่วยไปขอความเมตตาจากฮูหยินซุนให้ข้าที ฝูหนิ่วของพวกเราเพิ่งจะช่วยคุณหนูตระกูลซุนไว้...”
“หุบปาก!” แม่เฒ่าหลี่เห็นอู๋ชุ่ยฮวายิ่งพูดยิ่งไม่ระวังคำ ทั้งยังจะใช้บุญคุณมาบีบบังคับ จึงโกรธจัด
แต่อู๋ชุ่ยฮวาไม่สนใจ นางะโเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ จนดึงดูดให้คนงานบนเรือหลายคนหันมามุงดู ทำให้สีหน้าของแม่เฒ่าหลี่ดูแย่ลง
โชคดีที่หลี่เหลาเอ้อร์รีบวิ่งกลับมา แล้วเอามือปิดปากอู๋ชุ่ยฮวาไว้ได้ทัน
“ท่านแม่ โวยวายแบบนี้ไม่ใช่ทางออก ช่วยขอความเมตตาให้เถิด อย่างมากที่สุดพอถึงเมืองหลวงค่อยไล่เขาไปก็ยังได้”
เมื่อลูกชายเอ่ยปาก แม่เฒ่าหลี่ก็ไม่อาจเพิกเฉยได้
อีกอย่าง หากไม่พาน้องชายอู๋เอ้อร์ไปด้วยจริง ๆ อู๋ชุ่ยฮวาคงอาละวาดจนคนทั้งท่าเรือมามุงดูเป็เื่ตลกแน่
“เ้าให้เขาลงไปก่อน ให้รออยู่ที่ริมฝั่งอย่างสงบ แล้วข้าจะไปถามให้”
แม่เฒ่าหลี่หน้าบึ้งตึง ก่อนจะอุ้มเจียอินไปขอพบฮูหยินซุน
ฮูหยินซุนกำลังว่างพอดี เมื่อฟังแม่เฒ่าหลี่อธิบายเหตุผล ก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร
“บ้านไหนก็มีเื่น่าปวดหัวกันทั้งนั้น ท่านป้าอยากพาคนเพิ่มอีกคนก็ได้ เพียงแต่อย่าให้สร้างปัญหาบนเรือก็พอ”
“ฮูหยินโปรดวางใจ ข้าจะให้คนในครอบครัวคอยเฝ้าเขาไว้ตลอดเวลา ไม่อนุญาตให้ออกนอกห้องพัก หากเขามีท่าทีไม่เรียบร้อยแม้แต่นิดเดียว ไม่ต้องรอให้ฮูหยินสั่ง ข้าจะโยนเขาลงแม่น้ำทันที”
แม่เฒ่าหลี่พูดอย่างเด็ดขาด จนทำให้ฮูหยินซุนหัวเราะ “ไม่ต้องถึงขั้นนั้นก็ได้ ถึงท่าเรือแล้วค่อยไล่ไปก็ได้เหมือนกัน”
“ฮูหยินมีจิตใจเมตตา จะต้องได้รับผลบุญตอบแทนแน่นอน”
หลังจากสนทนาเล็กน้อย แม่เฒ่าหลี่ก็วางเจียอินลงให้เล่นกับคุณหนูซุน จากนั้นจึงรีบไปจัดการเื่อู๋เอ้อร์
หลี่เหลาซื่อหิ้วถังน้ำมาหลายถัง อู๋ชุ่ยฮวาช่วยล้างตัวอู๋เอ้อร์จนสะอาดและเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่
เถาหงอิงช่วยต้มโจ๊กชามใหญ่ให้
เมื่ออู๋เอ้อร์กินจนอิ่มหนำ ก็เริ่มอยากจะเดินเตร่ไปทั่วเรือตามคาด
ผลคือเขาถูกขังไว้ในห้องพักทันที ไม่อนุญาตให้ก้าวเท้าออกมาแม้แต่ก้าวเดียว
แม่เฒ่าหลี่ดึงตัวอู๋ชุ่ยฮวามา เพื่อให้สองพี่น้องได้ยินอย่างชัดเจน
“อีกไม่กี่วันจะถึงเมืองหลวง หากอู๋เอ้อร์กล้าก่อเื่ กล้าทำให้ครอบครัวเราขายหน้า ข้าจะให้เ้าสี่โยนพวกเ้าสองพี่น้องลงแม่น้ำไปพร้อมกันเลย! มีความกล้าก็ลองดู!”
นางถลึงตาใส่อู๋ชุ่ยฮวาอย่างแรง
“แทนที่จะปล่อยให้พวกเ้าสร้างเื่จนทำให้ตระกูลหลี่ต้องถูกไล่ลงเรือ สู้ให้พวกเ้าตัวหายนะสองคนจมน้ำตายไปเสียก่อนจะดีกว่า!”
อู๋ชุ่ยฮวาใจนหดคอ อู๋เอ้อร์เองก็ยอมสงบเสงี่ยมในที่สุด
เพียงหนึ่งชั่วยาม เรือลำใหญ่ของตระกูลซุนก็ออกเดินทางอีกครั้ง
เวลาผ่านไปอีกสองสามวัน ระหว่างนั้นอู๋เอ้อร์ใช้ข้ออ้างเื่การปลดทุกข์ จึงได้รับอนุญาตให้เดินบนดาดฟ้าเรือได้เป็ครั้งคราว
เขามองด้วยความอิจฉาเมื่อเห็นความมั่งคั่งของตระกูลซุน จึงคิดจะวางแผนชั่วร้าย
แต่แม่เฒ่าหลี่จัดให้เจียสี่และเจียอันคอยตามหลังเขาอยู่ตลอดเวลา
ต่อให้เขามีความคิดชั่วร้าย ก็ไม่มีโอกาสได้ลงมือ
ทุกอย่างเป็เช่นนี้เรื่อยมา การเดินทางราบรื่น และท่ามกลางความคาดหวังของทุกคน ในที่สุดเรือลำใหญ่ก็เดินทางถึงเมืองหลวง
ท่าเรือเมืองหลวงมีขนาดใหญ่กว่าท่าเรือทุกแห่งที่เคยจอดมาก่อน ที่นี่ไม่มีา ไม่มีผู้ประสบภัย
แม้ชาวบ้านที่สัญจรไปมาจะไม่ได้สวมเสื้อผ้าไหมหรูหรา แต่เมื่อเทียบกับชาวบ้านที่ท่าเรือหมินหนานหลิ่งแล้ว ระดับความเป็อยู่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด
เจียอินถูกแม่เฒ่าหลี่อุ้มออกมาจากห้องพัก เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นภาพความรุ่งเรืองของยุคสมัย
ทว่าอารมณ์ของนางกลับไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนคนตระกูลหลี่ เพียงแต่แอบถอนหายใจเงียบ ๆ
ความรุ่งเรืองเช่นนี้คงมีอยู่แค่ในเมืองหลวง ส่วนในดินแดนที่เกิดภัยแล้งและามีศพผู้หิวโหยเกลื่อนกลาด เสียงคร่ำครวญดังระงม แต่ภายใต้ฝ่าเท้าของผู้ปกครองกลับมีเพียงเสียงเพลงและการร่ายรำ
นี่ไม่ใช่ความหมายของคำว่า ‘ประตูแดงมีเหล้าและเนื้อจนเน่าเสีย แต่บนถนนมีศพคนหนาวตาย’ อีกรูปแบบหนึ่งหรอกหรือ?
“ฝูหนิ่ว พวกเราถึงเมืองหลวงแล้ว!”
แม่เฒ่าหลี่ตื่นเต้นมาก นางเขย่าตัวหลานสาวตัวน้อยในอ้อมกอด
“พวกเราไม่ต้องกลัวพวกคนเถื่อนอีกต่อไปแล้ว!”
จ้าวอวี้หรูและเถาหงอิงก็ขอบตาแดงระเรื่อ ยื่นมือมาลูบแก้มเล็ก ๆ ของเจียอิน
“ฝูหนิ่วของพวกเราช่างมีวาสนานัก ต่อไปได้ใช้ชีวิตอยู่ที่เมืองหลวง ไม่ต้องกลัวสิ่งใดอีกแล้ว”
เจียอินพ่นฟองน้ำลายออกมาคำหนึ่งเป็การตอบรับ ทำให้แม่สามีและลูกสะใภ้ทั้งสามหัวเราะร่า
“ท่านแม่ ข้าวของเก็บเรียบร้อยหมดแล้ว ท่านไปบอกฮูหยินซุนเถิด พวกเราจะได้รีบลงเรือกัน”
พวกพี่น้องและหลี่เหลาเอ้อร์หิ้วห่อสัมภาระพะรุงพะรัง เดินมาหาแม่เฒ่าหลี่
แม่เฒ่าหลี่ขานรับ แล้วอุ้มเจียอินไปยังห้องของฮูหยินซุน
ขณะนั้นฮูหยินซุนกำลังป้อนนมลูกสาว เมื่อเห็นแม่เฒ่าหลี่เข้ามา จึงกวักมือเรียกให้นั่งลง
“ฮูหยิน ่เวลาที่ผ่านมาต้องขอบพระคุณเป็อย่างยิ่งที่ท่านคอยดูแล บัดนี้ถึงเมืองหลวงแล้ว ครอบครัวของพวกเราไม่สะดวกที่จะรบกวนต่อ อีกเดี๋ยวเมื่อเรือเทียบท่า พวกเราจะขอตัวลา”
แม่เฒ่าหลี่รู้สึกซาบซึ้งและกล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจ
ฮูหยินซุนรู้สึกอาลัยอาวรณ์ จึงถามออกไปตามสัญชาตญาณ “จะไปแล้วหรือ?”
จากนั้นนางก็จับมือแม่เฒ่าหลี่ไว้ และเอ่ยรั้งไว้อย่างจริงใจ
“ท่านป้าหลี่ ครอบครัวของพวกท่านหนีภัยแล้งมา ถึงเมืองหลวงแล้วคงไม่มีที่พึ่งพิง ไม่สู้พวกท่านอยู่ที่ตระกูลซุนของพวกเรา ข้าไม่อาจรับปากว่าจะคุ้มครองพวกท่านได้ตลอดชีวิต แต่อย่างน้อยก็รับประกันได้ว่าจะมีอาหารและเสื้อผ้าใช้อย่างไม่ขัดสน”
ฮูหยินซุนพูดอย่างตรงไปตรงมาด้วยความปรารถนาดี
แต่แม่เฒ่าหลี่กลับส่ายหน้าทันที เพราะหากอยู่ที่ตระกูลซุน พวกเขาจะต้องเป็บ่าวรับใช้ และต้องต่ำต้อยกว่าผู้อื่นไปตลอดชีวิต
ในภายหน้า หากลูกหลานจะเรียนหนังสือเพื่อสอบขุนนาง ย่อมต้องได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน