หยาดน้ำค้างแข็งที่เกาะพราวอยู่บนยอดหญ้าเริ่มละลายกลายเป็หยดน้ำหยดลงสู่พื้นดิน เมื่อแสงอาทิตย์แรกของวันใหม่สาดส่องลอดผ่านม่านหมอกหนาทึบเข้ามายังหุบเขาเมฆหมอก ลู่เฉินลืมตาขึ้นในความสลัวของห้องนอนที่เงียบสงัด ความรู้สึกแรกที่ััได้ไม่ใช่ความปวดร้าวที่แผ่นหลังหรือสีข้างเหมือนอย่างทุกเช้าที่ผ่านมา ทว่ากลับเป็ความปลอดโปร่งและพละกำลังมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ใต้ิั ประดุจลำธารที่เปี่ยมไปด้วยน้ำหลากใน่ฤดูมรสุม
เขาลุกขึ้นนั่งช้าๆ แสงสว่างที่ลอดผ่านรอยแยกของฝาผนังไม้ทอด เงา ลายทางลงบนตักของเขา ลู่เฉินก้มลงมองมือขวาที่เคยบวมช้ำจนเกือบแหลกสลาย บัดนี้มันกลับมาเรียบเนียนและดูแข็งแกร่งกว่าเดิม ผิวพรรณของเขาดูมีความมันเงาจางๆ ประดุจหยกขัดมัน นี่คือผลจากการก้าวเข้าสู่ระดับกลั่นลมปราณขั้นที่หนึ่ง แม้จะเป็เพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ ในมรรคาแห่งเซียน แต่มันได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างร่างกายของเขาไปตลอดกาล
ชายหนุ่มหลับตาลง ััถึง "จุดตันเถียน" ที่อยู่ใต้สะดือลงไปสามนิ้ว ณ จุดนั้น มีมวลพลังงานสีอำพันขนาดย่อมกำลังหมุนวนอยู่อย่างช้าๆ สอดคล้องกับจังหวะการเต้นของหัวใจ ความทรงจำจากนิมิตพยัคฆ์จากัวร์ายังคงแจ่มชัด สัญชาตญาณนักล่าที่เฉียบคมทำให้เขารับรู้ถึงเสียงฝีเท้าที่เดินวนเวียนอยู่รอบบ้าน เสียงนกที่ขยับปีกบนกิ่งไม้ไกลๆ และแม้กระทั่งเสียงลมหายใจที่ติดขัดของบิดาในห้องข้างๆ
“อาเฉิน... เ้าตื่นแล้วหรือลูก?”
เสียงของมารดาหวังซื่อดังแว่วมาจากโถงกลางบ้าน น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความวิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด ลู่เฉินรีบสวมเสื้อผ้าบัณฑิตตัวเก่าที่ปะชุนมาอย่างดีเพื่อปกปิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย แล้วก้าวออกไปหานาง
ในบ้านดินที่คับแคบ บรรยากาศกลับหนักอึ้งดุจมีก้อนหินใหญ่นับพันชั่งกดทับ ลู่ต้าซานบิดาของเขานั่งนิ่งอยู่บนแคร่ไม้ ดวงตาสีขุ่นมัวจ้องมองไปที่ประตูบ้านด้วยความสิ้นหวัง ส่วนลู่จินพี่สาวคนโตกำลังกอดชิงเอ๋อร์เอาไว้แน่น เด็กสาวตัวน้อยซบหน้าลงกับอกพี่สาว ร่างกายสั่นสะท้านเป็ระยะเมื่อนึกถึงคำขู่ของหลี่ฟู่เมื่อวานนี้
“วันนี้คือวันที่ท่านหัวหน้าหมู่บ้านสั่งให้เรา...” ลู่จินเอ่ยเสียงสั่น พลางเหลือบมองชิงเอ๋อร์ด้วยความรักและอาลัย
“พี่ใหญ่ไม่ต้องกังวล พี่รองอยู่นี่แล้ว” ลู่เฉินเดินเข้าไปตบไหล่พี่สาวเบาๆ ก่อนจะย่อตัวลงลูบศีรษะของชิงเอ๋อร์ “ชิงเอ๋อร์... พี่รองสัญญาว่าจะไม่ให้ใครมาพาตัวเ้าไปได้ แม้แต่นิ้วเดียวมันก็ไม่ได้แตะ”
คำพูดของลู่เฉินนิ่งสงบจนผิดปกติ แต่มันกลับแฝงไปด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้คนในบ้านรู้สึกใจชื้นขึ้นมาอย่างประหลาด ทว่าลู่ต้าซานกลับถอนหายใจยาว “อาเฉิน พ่อรู้ว่าเ้ากตัญญู แต่หลี่ฟู่มีทั้งอำนาจขุนนางและทหารอาสาที่มีพละกำลัง เราเป็เพียงชาวบ้านยากจน จะไปต่อกรกับพวกเขาได้อย่างไร?”
“ท่านพ่อ... ปราชญ์กล่าวว่า ‘พละกำลังใช้สยบกาย สติปัญญาใช้สยบใจ’ ข้ามีแผนการรับมือไว้แล้วขอรับ” ลู่เฉินกล่าวพลางเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือเก่าๆ เขาหยิบพู่กันที่ขนแปรงหลุดลุ่ยขึ้นมาจุ่มหมึกที่เหลือเพียงก้นถ้วย
ชายหนุ่มขยับพู่กันอย่างรวดเร็ว ตวัดอักษรลงบนกระดาษหยาบๆ สองสามแผ่น ท่วงท่าการเขียนของเขาในยามนี้ดูเปี่ยมไปด้วยพลังและจังหวะที่งดงามประดุจัเริงระบำ ทุกตัวอักษรที่เขาสลักลงไปแฝงไว้ด้วย ‘เจตจำนง’ บางอย่างที่คนธรรมดามองไม่เห็น แต่มันกลับทำให้กระดาษแผ่นนั้นดูหนักแน่นขึ้นมาทันที
ในขณะที่ลู่เฉินกำลังเตรียมการ เสียงเอะอะโวยวายก็ดังมาจากหน้าลานบ้าน ตามมาด้วยเสียงสุนัขเห่าหอนอย่างเสียขวัญ เงา ของชายฉกรรจ์สี่คนทอดพาดผ่านประตูบ้านเข้ามา พร้อมกับเสียงหัวเราะอันน่ารังเกียจที่ลู่เฉินจำได้ดีว่าเป็เสียงของหลี่ฟู่
“ลู่ต้าซาน! เ้าบัณฑิตกระจอก! ถึงเวลาที่พวกเ้าต้องตัดสินใจแล้ว จะส่งตัวนางเด็กนี่มา หรือจะให้ข้าเผารังหนูแห่งนี้ให้วอดวาย!”
หลี่ฟู่ก้าวเข้ามาในบ้านพร้อมกับทหารอาสาสามนายที่ถือพลองไม้เนื้อแข็ง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความละโมบและโอหัง เมื่อเห็นลู่เฉินยืนนิ่งอยู่กลางบ้าน เขาก็แค่นเสียงเยาะหยัน “อ้าว... ไอ้บัณฑิตตกยากที่โดนหวดจนหลังเดาะเมื่อวาน ยังยืนไหวอยู่อีกหรือ? หรือว่าเ้าเตรียมตัวจะกราบขอขมาข้าแล้ว?”
ลู่เฉินประสานมือคารวะอย่างสุภาพ ท่วงท่าของเขาดูอ่อนน้อมตามแบบฉบับปัญญาชน แต่แววตากลับนิ่งสงบดุจผิวน้ำที่ซ่อนพายุคลั่ง “ใต้เท้าหลี่... เื่ภาษีที่ค้างค้านั้น ข้าได้ไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว ในฐานะบัณฑิต ข้าไม่อาจยอมให้ครอบครัวทำผิดต่อกฎหมายบ้านเมืองได้”
หลี่ฟู่เลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ “โอ้? แสดงว่าเ้าสำนึกได้แล้วสินะ ดี! เช่นนั้นก็ส่งตัวชิงเอ๋อร์มาให้ข้าเดี๋ยวนี้”
“ช้าก่อนใต้เท้า...” ลู่เฉินคลี่ยิ้มจางๆ พลางชูแผ่นกระดาษในมือขึ้น “เมื่อวานนี้ข้าได้มีโอกาสพบกับคนสนิทของนายอำเภออู๋ในเมือง (ซึ่งเขาโกหกคำโต) เขาได้ยินเื่ราวความยากลำบากของหมู่บ้านเรา และสั่งให้ข้าเขียน ‘ฎีการ้องทุกข์’ เพื่อรายงานความโปร่งใสในการจัดเก็บภาษีส่งตรงถึงจวนนายอำเภอภายในวันนี้”
สีหน้าของหลี่ฟู่เปลี่ยนไปทันที จากความโอหังกลายเป็ความระแวดระวัง “เ้าว่าอะไรนะ? ฎีการ้องทุกข์? เ้าอย่ามาเล่นตลกกับข้า นายอำเภออู๋มีธุระปะปังมากมาย จะมาสนใจเื่ขี้ผงในหมู่บ้านเล็กๆ นี้ได้อย่างไร!”
“ใต้เท้าหลี่ ท่านอาจจะลืมไปว่าการเก็บภาษีเพิ่มสามส่วนโดยไม่มีราชโองการอย่างเป็ทางการนั้น มีโทษถึงขั้นริบทรัพย์และเนรเทศ” ลู่เฉินก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว กลิ่นอายกดดันบางอย่างเริ่มแผ่ออกมาจากร่างของเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัว “ในฎีกาฉบับนี้ ข้าได้ลงรายละเอียดชื่อทหารอาสาและยอดเงินที่ท่านเรียกเก็บเกินไปอย่างครบถ้วน หากท่าน้าจะพาตัวน้องสาวข้าไปตอนนี้ ข้าก็คงไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องมอบจดหมายฉบับนี้ให้กับคนของจวนนายอำเภอที่กำลังรออยู่ที่ตีนเขา”
หลี่ฟู่หน้าซีดเผือด เขาเป็เพียงขุนนางท้องถิ่นชั้นผู้น้อยที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกชาวบ้านที่ไร้ทางสู้ แต่หากเื่นี้ถึงหูนายอำเภอจริงๆ หัวของเขาอาจจะหลุดจากบ่าได้ง่ายๆ ทว่าความโลภยังคงค้ำคอเขาอยู่ “เ้า... เ้าขู่ข้าหรือ! ทหาร! ไปแย่งจดหมายนั่นมา!”
ทหารอาสาสองนายพุ่งเข้าใส่ลู่เฉินพร้อมกับเงื้อไม้พลองขึ้นหมายจะฟาดให้หมอบเหมือนเมื่อวาน ในจังหวะนั้นเอง ลู่เฉินไม่ได้ถอยหนี เขาเพียงขยับเท้าเบาๆ ตามสัญชาตญาณพยัคฆ์จากัวร์ที่เพิ่งตื่นรู้ โลกในสายตาของเขาดูช้าลงอย่างประหลาด เขาเห็นวิถีการเหวี่ยงของไม้พลองชัดเจนประดุจเส้นด้ายที่ขีดทับอากาศ
ลู่เฉินเบี่ยงตัวหลบไม้พลองแรกได้อย่างหวุดหวิด (ในสายตาคนนอกดูเหมือนเขาโชคดีที่สะดุดล้มหลบได้พอดี) พร้อมกับใช้นิ้วชี้แตะเข้าที่จุดชีพจรใต้รักแร่ของทหารนายนั้นเบาๆ โดยแฝงพลังปราณสีอำพันเข้าไปเพียงนิดเดียว
“อ๊าก!”
ทหารนายนั้นร้องลั่น แขนขวาของเขาพลันหมดแรงจนไม้พลองร่วงหล่นลงพื้น ร่างกายซีกหนึ่งเกิดอาการชาหนึบจนล้มคว่ำลงไป ทหารอีกนายที่เห็นเพื่อนล้มลงก็เกิดอาการลังเล แต่หลี่ฟู่กลับตะคอกสั่ง “มันแค่ฟลุ๊ค! รุมมันสิ!”
ทหารอีกสองนายที่เหลือพุ่งเข้ามาพร้อมกัน ลู่เฉินยังคงรักษาท่าทีของบัณฑิตผู้อ่อนแอ เขาแสร้งทำเป็ถอยหลังจนชนกับโต๊ะไม้ แต่ในจังหวะที่มือััโต๊ะ เขาส่งพลังปราณผ่านเนื้อไม้ไปที่พื้นดิน ทันใดนั้นพื้นดินที่ปูด้วยอิฐดินเผาเก่าๆ กลับแตกออกเล็กน้อย ทำให้ทหารทั้งสองนายสะดุดขาตัวเองล้มหัวทิ่มพื้นอย่างน่าอนาถ
“โครม!”
“โอ๊ย! พื้นดินนี่มันอะไรกัน!” หนึ่งในทหารอาสาร้องโวยวายขณะที่ฟันหน้ากระแทกพื้นจนเือาบ
หลี่ฟู่ยืนอึ้ง มองภาพทหารฝีมือดีของตนสามคนล้มระเนระนาดด้วยความซุ่มซ่ามอย่างไม่น่าเชื่อ แววตาของเขาเริ่มสั่นไหวด้วยความหวาดกลัวต่อสิ่งลี้ลับ เขาหันไปมองลู่เฉินที่ยังคงถือกระดาษฎีกายืนอยู่อย่างสงบ แสงอาทิตย์ที่สาดส่องจากภายนอกทอด เงา ของบัณฑิตหนุ่มให้ยาวออกไปจนดูเหมือนร่างของสัตว์ร้ายขนาดมหึมาที่กำลังจ้องเขมือบเขาอยู่
“ใต้เท้าหลี่... ข้าเป็เพียงปัญญาชน ไม่อยากมีเื่ราวใหญ่โต” ลู่เฉินเอ่ยเสียงเรียบ “หากท่านยอมยกเลิกภาษีส่วนที่เพิ่มขึ้นของทั้งหมู่บ้าน และสัญญาว่าจะไม่มายุ่งเกี่ยวกับครอบครัวข้าอีก ฎีกาฉบับนี้ก็จะไม่ถูกส่งออกไป ท่านยังคงเป็หัวหน้าหมู่บ้านที่น่านับถือต่อไปได้... ท่านจะเลือกทางไหน?”
หลี่ฟู่กัดฟันกรอดด้วยความแค้นใจ แต่เมื่อเห็นทหารของตนยังลุกไม่ขึ้น และเห็นแววตาที่เย็นเยือกของลู่เฉิน เขาก็รู้ตัวว่าวันนี้เขาเจอ ‘ตอ’ เข้าให้แล้ว “ดี... ดีมากลู่เฉิน! เ้าคิดว่าข้าจะกลัวฎีกากระดาษแผ่นเดียวของเ้าหรือ? ฝากไว้ก่อนเถิด! ทหาร! ถอย!”
หลี่ฟู่รีบเดินหนีออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว โดยมีทหารอาสาที่กะโผลกกะเผลกวิ่งตามหลังไปอย่างทุลักทุเล เมื่อความวุ่นวายสิ้นสุดลง บรรยากาศภายในบ้านก็กลับมาสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
ลู่ต้าซานและหวังซื่อต่างจ้องมองบุตรชายด้วยความตกตะลึง “อาเฉิน... เ้าไปรู้จักคนของนายอำเภอั้แ่เมื่อไหร่?” บิดาถามด้วยความสงสัย
ลู่เฉินยิ้มจางๆ ก่อนจะฉีกกระดาษในมือทิ้งอย่างไม่ใยดี “ข้าไม่รู้จักใครหรอกขอรับท่านพ่อ ข้าเพียงแค่เลียนแบบลายเซ็นและตราประทับที่เคยเห็นในตำราเท่านั้น คนอย่างหลี่ฟู่ขี้ขลาดและมีความผิดติดตัวอยู่แล้ว เพียงแค่ขู่ด้วยกฎหมายเขาก็ขวัญหนีดีฝ่อไปเอง”
คำพูดของลู่เฉินทำให้คนในบ้านหัวเราะออกมาด้วยความโล่งอก ทว่ามีเพียงชิงเอ๋อร์เท่านั้นที่ยังคงจ้องมองเขาด้วยสายตาที่ต่างออกไป นางเห็นจังหวะที่ลู่เฉินเคลื่อนไหว นางเห็นประกายสีอำพันวูบหนึ่งในดวงตาของเขา และนางรู้ดีว่าพี่ชายคนรองของนางไม่ใช่บัณฑิตธรรมดาอีกต่อไป
ลู่เฉินเดินเข้าไปสวมกอดน้องสาวบุญธรรมไว้อีกครั้ง “เห็นไหมชิงเอ๋อร์ พี่บอกแล้วว่าจะไม่มีใครทำอะไรเ้าได้”
“พี่รอง... ท่านเก่งที่สุดเลยเ้าค่ะ” ชิงเอ๋อร์ซุกหน้าลงกับอกเขา ความอบอุ่นที่นางได้รับในยามนี้ทำให้ความหวาดกลัวทั้งหมดมลายหายไป
แม้จะได้รับชัยชนะในรอบนี้ แต่ลู่เฉินรู้ดีว่านี่เป็เพียงการถ่วงเวลา (Delaying strategy) เท่านั้น หลี่ฟู่ไม่มีทางรามือแน่ และที่สำคัญกว่านั้น ตระกูลอู๋ที่คุณชายอู๋จื่อิสังกัดอยู่นั้นเป็ของจริง หากพวกเขารู้ว่าเขามีพลังหรือแอบอ้างชื่อนายอำเภอ หายนะที่ใหญ่หลวงกว่าย่อมตามมา
ข้าต้องแข็งแกร่งกว่านี้... ระดับกลั่นลมปราณขั้นที่หนึ่งยังไม่เพียงพอต่อการปกป้องโลกใบนี้
ลู่เฉินแหงนหน้ามองท้องฟ้าผ่านช่องหลังคาที่รั่วซึม แสงแดดสาดส่องลงมากระทบดวงตาของเขา ทอด เงา ของความมุ่งมั่นลงบนจิติญญา เหลือเวลาอีกเพียงสองวันเท่านั้น ก่อนที่ชีวิตปุถุชนแปดตอนจะสิ้นสุดลง และเมื่อนั้น... เสือจากัวร์ที่ซ่อนเล็บไว้ใต้แขนเสื้อบัณฑิต จะเริ่มออกล่าในมรรคาแห่งเซียนอย่างเต็มตัว