"คุณแม่..." เด็กสาวคล้ายจมดิ่งลงไปในความทรงจำ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยปาก "หนู... หนูไม่รู้ว่าคุณแม่ไปไหน วันนั้นจู่ ๆ ในห้างก็วุ่นวายไปหมด มีเสียงประกาศจากลำโพงบอกให้ทุกคนรีบออกไปให้หมด"
"คุณแม่จูงมือหนู เดินตามหลังคนเยอะแยะเพื่อหนีลงไปข้างล่าง แต่คนมันแน่นมาก ไม่นานหนูกับคุณแม่ก็ถูกเบียดจนพลัดหลงกัน หนูหาคุณแม่ไม่เจอ เลยต้องกลับมาซ่อนที่ร้าน...
หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงคนข้างนอกร้องขอความช่วยเหลือ แล้วก็มีเสียงคำรามบ้า ๆ นั่น หนู... หนูใมาก ก็เลยมุดเข้ามาซ่อนในตู้เหล็ก... คุณ... คุณแม่จะกลับมาไหมคะ?"
สิ้นคำ เสียงของเด็กสาวก็เริ่มสะอื้น แม้ฉินจงจะมองไม่เห็น แต่เขารู้ดีว่าตอนนี้เธอคงกำลังน้ำตาอาบแก้ม
"วางใจเถอะ! แม่เธอแค่ไม่รู้ว่าเธออยู่ที่นี่เท่านั้นเอง เธอต้องกลับมาตามหาแน่นอน"
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ฉินจงไม่อยากซ้ำเติมแผลใจ เขาจึงเลือกที่จะปั้นคำโกหกสีขาวขึ้นมาปลอบเธอ
"จริงเหรอคะ?"
น้ำเสียงของเด็กสาวแฝงความดีใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนเธอจะไม่รู้ประสีประสาเลยว่านั่นเป็แค่คำปลอบใจเท่านั้น
ฉินจงลอบถอนหายใจ เขาก้มหน้าพยักรับในความมืด ก่อนจะรีบเปลี่ยนเื่ "จริงสิ เธอชื่ออะไร?"
"หนูชื่อเซียวอิ่งหย่งค่ะ 'อิ่ง' ที่แปลว่าเงา 'หย่ง' ที่แปลว่าบทเพลง คุณพ่อเป็คนตั้งชื่อให้"
พอพูดถึงพ่อ ดวงตาของเซียวอิ่งหย่งก็เป็ประกายวาววับแม้ในความมืด น้ำเสียงแฝงความภาคภูมิใจปิดไม่มิด "คุณพ่อหนูเป็ทหารค่ะ! ท่านเสียสละชีวิตเพื่อช่วยคนอื่น"
ฉินจงพยักหน้าให้กำลังใจ "ถ้าอย่างนั้น ก็ต้องรอดชีวิตต่อไปให้ได้ และต้องกล้าหาญให้เหมือนพ่อของเธอนะ"
เซียวอิ่งหย่งตอบรับอย่างหนักแน่น "หนูจะทำค่ะ!"
ฉินจงจึงแนะนำตัวบ้าง "ฉันชื่อฉินจง จะเรียกฉันว่าพี่ฉินหรือฉินจงก็ได้"
เซียวอิ่งหย่งขานรับเบา ๆ ก่อนจะถามต่อ "พี่ฉินคะ ตอนอยู่ข้างนอก พี่เห็นคนอื่นอีกไหมคะ? หนูไม่ได้หมายถึง... 'คน' แบบข้างนอกนั่นนะ"
"มีสิ..." ฉินจงนิ่งคิดครู่หนึ่ง "ถึงภัยพิบัติจะเกิดกะทันหัน แต่ก็มีคนรอดชีวิตอยู่ไม่น้อย เพียงแต่ผู้รอดชีวิตเ่าั้พากันซ่อนตัวหมด เพราะข้างนอกมีแต่สัตว์ประหลาด"
พูดจบ เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ "จริงสิ ตอนเข้ามาที่นี่ ฉันเจอผู้หญิงคนหนึ่งด้วย เธอบอกว่าหนีมาจากตึกระฟ้าเหิงหลง บางทีที่นั่นอาจจะมีคนรอดชีวิตอยู่เหมือนกันก็ได้"
เซียวอิ่งหย่งตื่นเต้นขึ้นมาทันที "พี่ฉินคะ งั้น... งั้นเราไปที่ตึกระฟ้าเหิงหลงด้วยกันได้ไหมคะ? บางทีคุณแม่อาจจะอยู่ที่นั่น"
ฉินจงส่ายหน้าเคร่งเครียด ซอมบี้ข้างนอกยั้วเยี้ยขนาดนั้น การจะฝ่าไปตึกระฟ้าเหิงหลงไม่ใช่เื่ง่าย แม้ที่นั่นจะเป็จุดหมายที่ต้องไปให้ได้ แต่เขาต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนลงมือ
จู่ ๆ เซียวอิ่งหย่งก็ทักขึ้น "พี่ฉินคะ ทำไมเงียบไปล่ะคะ? ตกลงไปไหมคะ?"
ฉินจงชะงัก เขาเพิ่งนึกได้ว่าตู้ใบนี้ไม่ต่างอะไรกับโลงเหล็ก พอปิดประตูสนิทก็มืดตึ้บจนมองไม่เห็นแม้แต่ปลายนิ้วตัวเอง เธอไม่มีทางเห็นท่าส่ายหน้าของเขาเมื่อครู่แน่
เขาจึงรีบอธิบาย "ตึกระฟ้าเหิงหลงถึงจะอยู่ไม่ไกล แต่ตอนนี้อย่าว่าแต่ในห้างเลย ตามท้องถนนข้างนอกนั่นก็เต็มไปด้วยซอมบี้..."
"ซอมบี้?!" เซียวอิ่งหย่งโพล่งแทรกด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
"ใช่ พวกสัตว์ประหลาดข้างนอกนั่นแหละ เคยดูหนัง Resident Evil ไหม? สภาพเดียวกับซอมบี้ในนั้นเลย"
ท่ามกลางความมืด มีเสียงกุกกักดังขึ้น ดูเหมือนเด็กสาวจะสั่นสะท้านไปทั้งตัวเมื่อได้ยินคำว่า 'ซอมบี้'
"ไม่ต้องกลัว" ฉินจงเอ่ยปลอบ "ถึงตอนนี้จะยังไปไม่ได้ แต่ขอแค่เราแข็งแกร่งขึ้น ไม่ช้าก็เร็วเราจะล้างบางสัตว์ประหลาดพวกนี้ให้หมด ถึงตอนนั้นค่อยไปก็ยังไม่สายหรอก"
"เฮ้อ!" เซียวอิ่งหย่งถอนหายใจ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความผิดหวัง
ฉินจงอธิบายต่อ "จริง ๆ แล้วห้างนี้ก็ไม่เลว เสบียงอุดมสมบูรณ์ มีทุกอย่างที่้า ขอแค่กวาดล้างซอมบี้ที่นี่ให้เกลี้ยง ห้างนี้ก็จะกลายเป็ศูนย์ลี้ภัยชั้นยอด..."
"ไม่เอา! หนูจะไปตึกระฟ้าเหิงหลง! หนูจะไปหาแม่!"
ฉินจงยังพูดไม่ทันจบ จู่ ๆ เซียวอิ่งหย่งก็งอแงและแผดเสียงลั่น ด้วยความที่ตู้เหล็กเป็พื้นที่ปิด เสียงที่สะท้อนออกมาจึงดังกึกก้องเป็พิเศษ
"หุบปาก!" ฉินจงสีหน้าตึงเครียด อดไม่ได้ที่จะตวาดกลับ "แหกปากดังขนาดนี้ ถ้าซอมบี้ได้ยิน เธอไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง! ถ้าเธอตายก็จะไม่ได้เจอแม่อีกตลอดกาลนะ!"
"ฮือ..."
โดนดุเข้ากะทันหัน เซียวอิ่งหย่งก็รู้ตัวว่าทำผิด เธอรีบกอดเข่าตัวเองและสะอื้นไห้อย่างเงียบงัน
ในความมืด ฉินจงมองไม่เห็นหน้าเธอ แต่ในหัวเขากลับจินตนาการภาพเด็กสาวที่กำลังเม้มปากแน่น กำหมัดเข้าหากัน และพยายามกลั้นเสียงสะอื้นอย่างสุดความสามารถออกมาได้อย่างง่ายดาย
เขาถอนหายใจยาว พลางนึกย้อนไปก่อนหน้านี้ ถ้าเซียวอิ่งหย่งไม่เปิดประตูบานเล็กนั่น เขาอาจจะตายไปแล้ว แม้สำหรับเธอจะเป็แค่เื่เล็กน้อย แต่ไม่ว่ายังไงเธอก็ช่วยชีวิตเขาไว้ ถือเป็ผู้มีพระคุณ นั่นทำให้เขาแอบรู้สึกผิดที่เผลอตวาดใส่เธอซะรุนแรง
"เอาแบบนี้แล้วกัน..."
ฉินจงครุ่นคิดครู่หนึ่ง นึกไปถึงเื่ดาวห้าแฉกที่ผู้หญิงคนนั้นเล่าให้ฟัง จึงเอ่ยขึ้น "ตอนนี้เราพักกันที่นี่ก่อน ฉันยังมีแผลต้องรักษาตัวให้หาย ส่วนเื่ตึกระฟ้าเหิงหลง ฉันจะพาเธอไปส่งที่นั่นแน่นอน แต่ว่า..."
พูดถึงตรงนี้ ฉินจงก็ชะงักคำพูดไว้ จริง ๆ แล้วในมุมมองของเขา แม่ของเซียวอิ่งหย่งไม่น่าจะรอดแล้ว แต่เขาไม่อยากทำลายความหวัง เพราะเธอยังเป็แค่เด็ก หากต้องเจอเื่กระทบกระเทือนจิตใจรุนแรงขนาดนั้น ไม่แน่ว่าเธออาจจะหมดอาลัยตายอยากจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปก็ได้
ถึงมันจะเป็การหลอกตัวเอง แต่อย่างน้อยมันก็เป็ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เธอมีแรงสู้ชีวิตต่อไป
แฮร่!
ทันใดนั้น เสียงคำรามแหบพร่าก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตู้ ฉินจงััได้ชัดเจนว่าร่างของเซียวอิ่งหย่งสั่นเทิ้ม แต่เธอกลับกัดฟันแน่นไม่ยอมส่งเสียงร้องออกมาสักแอะ หากไม่มีสติและความอดทนระดับนี้ เธอคงไม่รอดชีวิตมาจนถึงป่านนี้แน่
ฉินจงกระชับดาบเหมียวเตาในมือแน่น ฟังจากเสียงน่าจะมีซอมบี้แค่ตัวเดียว เขาชะโงกมองผ่านช่องว่างของประตูตู้ แล้วก็ต้องสะดุ้งเฮือก
ั์ตาขุ่นขวางที่ขาวโพลนมากกว่าตาดำและเยียบเย็นสุดขั้วคู่หนึ่ง กำลังจ้องเขม็งสวนเข้ามาพอดี!
"เวรเอ๊ย"
ฉินจงสบถเบา ๆ ก่อนจะตวัดดาบเหมียวเตาที่เรียวยาวแทงสวนออกไปทางช่องว่าง คมดาบเสียบทะลุกลางหัวซอมบี้เวรนั่นอย่างแม่นยำ
เขาผลักประตูตู้เปิดออกกว้าง ถีบร่างซอมบี้กระเด็นออกไปพร้อมกับชักดาบเหมียวเตากลับคืน ฉินจงสาวเท้าไปที่ประตูห้องครัวแล้วเพ่งมองออกไปด้านนอก เหมือนจะได้ยินเสียงคำรามต่ำ ๆ ของพวกซอมบี้ดังแว่วมาจากที่ไกล ๆ
"อยู่ที่นี่ต่อไม่ได้แล้ว" ฉินจงหันขวับกลับมาคว้าข้อมือเซียวอิ่งหย่ง "ตามฉันขึ้นไปข้างบนก่อน"
ทว่าเซียวอิ่งหย่งกลับหดตัวหนี น้ำเสียงละล่ำละลัก "หนูไม่ไป... ข้างนอก... ซอมบี้เยอะมาก!"
สีหน้าของเธอเต็มไปด้วยความหวาดผวา สองตาเบิกโพลงจ้องมองศพบนพื้น อยากจะขยับหนีแต่สองขากลับแข็งทื่อก้าวไม่ออก
แม้จะเอาตัวรอดมาได้คนเดียวจนถึงตอนนี้ แต่เธอก็ยังเป็แค่เด็ก เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่โหดร้ายแบบจะจะ ความกลัวในใจจึงเกาะกินลึกซึ้งกว่าผู้ใหญ่หลายเท่านัก
ฉินจงปั้นหน้าเ็า น้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ "ถ้าไม่ไป ฉันก็จะไปคนเดียว"
ความเย็นเยียบในน้ำเสียงนั้น แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกหนาวสั่น แต่ในสถานการณ์ความเป็ความตายแบบนี้ เขาไม่มีเวลามานั่งปลอบเด็กให้เดินตามอีกแล้ว