เฮือก!!
ร่างบางขององค์ชายน้อยเซียวหลานสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึก ก่อนจะผวาเข้าสู่อ้อมกอดพี่ชายคนโตที่ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน หลังจากที่รับรู้ว่าน้องเล็กป่วยจึงมาเฝ้าไข้ด้วยตัวเอง เพราะความซุกซนไม่ระวังตัวแท้ๆ เลยทำให้มีสภาพแบบนี้
"ฮึก ฮือ... ท่านพี่ข้ากลัว"
"ไม่ต้องกลัวพี่อยู่นี่แล้ว เ้าไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น"
ร่างสูงลูบหลังน้องเล็กอย่างปลอบโยน จนอีกคนสงบลงและหลับไปอีกครั้ง เขาจึงค่อยๆ วางศีรษะลงบนหมอนนุ่ม ตาคมจ้องใบหน้างามที่ซีดเซียวยามหลับใหล ทำไมนะทำไมเขารู้สึกว่าคนตรงหน้าเขา ยามนี้ช่างงดงามเหลือเกิน แม้อาการป่วยก็ไม่สามารถปกปิดความงดงามของคนตรงหน้าได้ ไม่รู้ว่าเพราะร่างเล็กเปลี่ยนแปลง หรือเพราะสายตาเขาเองที่มองอีกคนเปลี่ยนไป ความคิดสับสนในใจมันตีกันให้วุ่นจนหาคำตอบไม่ได้ ทำได้ดีที่สุดแค่เพียงถอนหายใจออกมาเบาๆ
ข่าวอาการป่วยขององค์ชายน้อยเซียวหลาน ได้เข้าไปถึงหูหยางฟาน าาจิ้งจอกจอมกะล่อน ที่คอยหาโอกาสใกล้ชิดองค์ชายรูปงามสองพี่น้องเผ่ามารอยู่แล้ว เลยได้โอกาสอ้างว่ามาขอเยี่ยมคนป่วย จึงได้เข้ามานั่งเสนอหน้าหล่อๆ ในห้องนอนคนป่วย ที่ตอนนี้คนเฝ้าไข้อีกคน จ้องจะกินหัวแขกที่มาเยือนอาณาจักรของตนเอง
"ข้าไม่ได้เป็อะไรมาก รบกวนท่านจริงๆ ท่านหยางฟาน"
"ไม่ได้รบกวนอะไรเลย ข้าเต็มใจ"พูดไปก็อึดอัด กับบรรยากาศชวนกดดันขององค์ชายใหญ่ ที่นั่งจ้องเขาเหมือนกับอยากจะส่งเขาไปอยู่นอกโลกเสียอย่างนั้น ก็รู้อยู่หรอกว่ารักและหวงน้องชายทั้งสองคน แต่ไม่น่าจะมากมายขนาดนี้ นี่เขาใกล้จะเป็หินเข้าไปทุกทีแล้ว เพราะสายตาที่มองมาเหมือนอยากจะสาปเขาให้หายไปจากตรงนี้
เหมือนน้องเล็กจะรับรู้ถึงความกดดันที่พี่ชายส่งไปให้อีกคน จึงเอ่ยทำลายบรรยากาศที่น่าอึดอัดขึ้น
"ท่านหยางฟาน ท่านเดินทางมาคงจะเหนื่อย ข้าว่าท่านกลับไปพักผ่อนก่อนเถิด เดี๋ยวข้าจะให้นางกำนัลนำทางไปยังที่พักรับรอง"
"ข้าว่าก็ดีเหมือนกัน"ร่างสูงรีบเผ่นทันทีที่มีโอกาส
"ท่านพี่ ท่านเป็อะไรรึเปล่า ข้าเห็นว่าท่านมีสีหน้าแปลกๆ "
"ไม่มีอะไรหรอก เ้าพักผ่อนเถิด"
"อื้ม... ข้าจะนอน แต่ท่านพี่ก็กลับไปพักผ่อนบ้างเถิด เฝ้าข้ามาก็หลายวันแล้ว"
"ไม่เป็ไรเ้านอนเถิดพี่สบายดี"
ร่างเล็กล้มตัวลงนอน ชักจะไม่เข้าใจกับบรรยากาศและกลิ่นอายแปลกๆ ในห้องนี้ ที่มันหมุนรอบตัวพี่ชาย ั้แ่ที่ตนเริ่มฟื้นจากอาการป่วยแล้ว แต่ที่รู้ๆ คือพี่ชายตนเปลี่ยนไป หรือเพราะเกิดเื่กับเขาวันนั้นกันนะ จึงทำให้อีกคนเป็ห่วงจนไม่อาจปล่อยปละละเลยให้อยู่คนเดียวตามลำพังอีก
วังั
อี้เฟยและเฟยหลง าาัสองพี่น้องก็ถึงเวลาที่ต้องทุ่มเททำงานหนักที่รอพวกเขาอยู่มากมาย จนไม่มีเวลากลับไปทานมื้อเที่ยงกับเมียรัก ราชินีสองพี่น้องเลยว่างเว้นจากงานที่ตนมีหน้าที่รับผิดชอบในฐานะแม่แห่งอาณาจักรนี้ จึงมานั่งคุยปรึกษากับน้องชาย โดยข้างกายมักจะมีเหยียนจื่อกับหนิงเฟิ่งอยู่ด้วยเสมอ
"หลิงเอ๋อร์ ข้าได้ยินมาว่าเ้าทำขนมเป็ด้วยรึ" ร่างบางของพี่ชายเอ่ยถามคนตรงหน้า
"ข้าน่ะทำไม่เป็หรอกท่านพี่ อาศัยแม่ครัวสอนทั้งนั้น กว่าจะกินได้ก็จะเลิกล้มไปแล้ว"
"ถ้าเช่นนั้นเ้าช่วยสอนข้าบ้างซิ"
"เอ๋... ท่านพี่นึกครึ้มอกครึ้มใจอะไร จึงได้อยากทำขนมขึ้นมา รึจะทำให้ใครกันนะ"
"สู่รู้ จะสอนรึไม่สอน! "
"อ๊ะๆ สอนก็ได้แค่นี้ก็ต้องโกรธด้วย แต่ข้าไม่เก่งเื่ทำขนมหรอก ถ้าหากว่ามันกินไม่ได้ขึ้นมา ท่านพี่ก็อย่ามาโทษข้านะ"เมื่อครั้งที่แล้วไม่รู้ว่าฟลุ๊คหรือเปล่า
"อื้ม... ไม่หรอก"
ตอนนี้เวลาบ่ายคล้อยเต็มที่ ในครัวหลวงก็ได้ต้อนรับองค์ราชินีอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มากันทั้งคู่ จุดประสงค์ก็ไม่ต่างจากครั้งที่แล้ว ตอนนี้ครัวหลวงเลยชุลมุนยิ่งกว่าครั้งที่แล้วเสียอีก
ดวงตากลมหลายคู่จ้องมองขนมหน้าตาพิลึกพิลั่น ที่อยู่ในถาดอย่างกล้าๆ กลัวๆ ไม่มีผู้ใดกล้าหยิบมันขึ้นมาชิม จนได้รับสายตากดดันกึ่งบังคับจากราชินีองค์พี่ จึงต้องหยิบขนมขึ้นมากัดชิมรสชาติอย่างจำใจ เป็เช่นนี้จนตกเย็นเหล่านางกำนัลที่มาคอยรับใช้ ต่างก็ถูกเย่วซินบังคับให้ชิมขนมที่มีรสชาติสามารถฆ่าคนได้แต่ละคนยื่นมือสั่นๆ ไปหยิบขนมในถาดล่าสุดที่เพิ่งจะทำเสร็จ ขึ้นมา ก่อนจะเอาเข้าปากด้วยสีหน้า เหมือนถูกบังคับให้กินยาพิษอย่างไรอย่างนั้น
ร่างสูงของแฝดพี่น้องที่กลับตำหนักแล้วไม่พบร่างบางของเมียรัก เลยหลับตาลงใช้ดวงจิตรเพ่งมอง เพียงครู่เดียวก็รู้ว่าเมียรักอยู่ที่ใดก็รีบมุ่งหน้าไปหาทันที แต่ยังไม่ทันจะถึงก็ได้ยินเสียงเอะอะขึ้นมาทางด้านหน้าเสียก่อน จึงรีบสาวเท้าให้เร็วขึ้น
ครัวหลวง
บึ้ม... บึ้ม!!
"ท่านพี่ หยุด ข้าบอกให้หยุด! "
"อ๊าก... ตาย ตายซะตาย!! ตาย อ๊าก... "
ร่างบางของพี่ชายใสุดขีดจนสติหลุด เผลอใช้พลังของตน ไล่เผาเ้าแมลงสาบที่โผล่มาไม่รู้จักเวล่ำเวลา จนไฟลุกพรึบไปทั่วครัว หลิงซานเห็นท่าไม่ดีเลยจับพี่ชายเอาไว้ แต่แรงก็น้อยนิดจะสู้แรงอีกคนได้หรือ หนิงเฟิ่งเลยเข้ามารวบร่างบางเอาไว้ให้หยุดแผลงฤทธิ์ ส่วนคนที่เหลือก็ช่วยกันดับไฟกันจ้าละหวั่น
"มันเกิดอะไรขึ้น!! เสียงดังปานฟ้าผ่าพร้อมใบหน้ามืดครึ้มราวเมฆฝนเอ่ยถามขึ้น เมื่อเห็นเหตุการณ์ในครัวหลวง ร่างสูงกวาดตาหาร่างบางเพราะเป็ห่วง
"ท่านพี่” เพียงได้ยินเสียงเท่านั้น เย่วซินก็รีบกระโจนใส่ร่างสูงทันที เฟยหลงีอ้าแขนรับเอาไว้อย่างรวดเร็ว สงสัยกับอาการใหน้าซีดเหงื่อซึมบนใบหน้างามของเมียรัก อี้เฟยที่ตามมาติดๆ ก็รีบใช้ปราณตนช่วยเหยียนจื่อดับไฟอีกแรง เพราะไฟที่เกิดจากปราณเวทจึงต้องใช้ปราณเวทดับมันลง
ในตอนนี้เย่วซินะโเกาะเฟยหลงอย่างเหนียวแน่นเหมือนลิงก็ว่าได้ เท้าบางไม่ยอมแตะลงบนพื้นเลยสักนิด ตอนนี้ทุกคนเลยได้เห็นท่าอุ้มแปลกๆ ที่ชวนขัดเขินชอบกล แต่เ้าตัวต้นเหตุไม่รู้ตัวเลยสักนิด ว่าตนเองกำลังทำให้ใครหลายคนในที่นี้ เกิดอาการร้อนๆ หนาวๆ ต่างคนก็ต่างพากันก้มหน้าสายตาจ้องพื้นไม่กะพริบ แก้มแดงปลั่งเขินอายกับการกระทำของจ้าวชีวิต ที่ตอนนี้คงลืมไปแล้วกระมัง ว่าไม่ได้อยู่กันสองคนตามลำพัง
"เ้ากลัวอะไรรึเย่วเอ๋อร์"
"ท่านพี่แมลงสาบไล่มันไป ข้าเกลียดมัน"
ร่างบางหลับตาปี๋ละล่ำละลักบอกออกไป มือบางก็กอดคออีกคนไว้แน่น ใบหน้างามซบลงบนอกแกร่งของสวามี ขาเรียวเกี่ยวรอบเอวสอบเอาไว้มั่น ร่างสูงเองก็กอดรัดคนในอ้อมแขนไว้มั่นเช่นกัน และนี่ก็เป็อีกเื่ที่ร่างสูงเพิ่งรับรู้ ว่าร่างบางเกลียดกลัวแมลงตัวเล็กๆ เข้าไส้ เลยสอบสวนคนครัวว่าปล่อยให้มันเข้ามาได้อย่างไร เื่เช่นนี้ไม่น่าปล่อยให้มันเกิดขึ้น
ครั้งนี้ละเว้นโทษเพราะร่างบางขอไว้ แต่หากมีครั้งหน้าคงได้หลังลายกันบ้าง การเก็บกวาดและซ่อมแซมจึงเกิดขึ้นอย่างเร่งรีบ นี่ดีนะที่ร่างสูงเข้ามาทัน ไม่เช่นนั้นครัวหลวงคงได้เหลือแต่เถ้าถ่าน เพราะเ้าแมลงสาบตัวเดียวแท้ๆ ทำให้เกือบซวยยกครัว ต่างคนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ไม่ต้องรับโทษ หลังจากองค์าาทรงพา (แบก) ราชินีของตนกลับตำหนัก ถึงตอนนี้เย่วซินก็ยังขนลุกไม่หายกับเ้าตัวหลายขา เขากลัวแมลงสาบมาั้แ่จำความได้ รูปร่างน่าเกลียดขาก็มีหลายขา และที่สำคัญเขาเคยโดนมันะโมุดเข้าไปในเสื้อผ้า วิ่งไปเสียทั่วทั้งตัวตอนนั้นเขาถึงกับแก้ผ้าเพื่อไล่มันไป ยังดีที่ตอนนั้นยังเป็เด็ก ไม่เช่นนั้นคงได้ขายหน้าจนลืมไม่ลงเป็แน่
"ข้าไม่คิดว่า เ้าจะกลัวแมลงตัวเล็กๆ แค่นี้"
"ข้าเกลียดมัน เมื่อตอนที่ข้ายังเด็กเคยถูกมันมุดเข้าไปในเสื้อผ้า ตอนนั้นข้าใเลย... แก้ผ้าล่อนจ้อนเพื่อจะไล่มันไป"
"ตอนนั้นเ้ากี่ขวบ" ถามด้วยเสียงราบเรียบแต่ใบหน้าไม่เรียบตาม
"น่าจะสิบสามได้กระมัง" ตอบออกไปอย่างใสซื่อไม่มองหน้าสวามีเลยว่าเหมือนทศกัณฐ์เข้าไปทุกที
"ตอนนั้นใครอยู่กับเ้าบ้าง" ร่างสูงพยายามข่มเสียงให้ปกติ
"ก็หลายคนอยู่นะ" (แหนะยังไม่รู้ตัวอีก)
"พวกมันเป็ใคร ข้าจะไปฆ่ามัน! " พูดด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว จนร่างบางต้องรั้งแขนเอาไว้
"ทะ-ท่านพี่ ท่านเป็อะไรไป"
"เย่วเอ๋อร์นี่เ้าไม่รู้อะไรเลยรึ สิบสามขวบมันไม่ใช่เด็กแล้ว ตอนนั้นเ้าโตแล้ว ไม่ได้ใครเห็นร่างกายเ้าในตอนนั้นข้าต้องฆ่ามัน มันไม่มีสิทธิ์มองราชินีของข้า แม้แต่เพียงน้อยนิดข้าก็ไม่อนุญาต"
"อะ-เอ่อ... ท่านพี่นี่มันก็ผ่านมานานแล้ว เลิกใส่ใจกับมันเถิด ถือว่าข้าขอ"ร่างสูงพยักหน้ารับอย่างจำยอมด้วยความหงุดหงิด เพราะเมียรักขอเอาไว้ เย่วซินถอนหายใจกับความมุทะลุเอาแต่ใจของสวามี อย่างหนักใจกับคนเ้าอารมณ์
กว่าเื่วุ่นๆ จะจบลง ก็ปาเอาเกือบเลยเวลาอาหารเย็นไปมากโข หลังจากจบอาหารมื้อเย็น เฟยหลงพาร่างบางของเมียรัก ไปอาบน้ำ เพื่อเตรียมตัวเข้านอนตามปกติ ตอนนี้คนทั้งคู่เลยนั่งอยู่บนเตียงนุ่ม
"เย่วเอ๋อร์... วันนี้เ้าเข้าไปทำอะไรในครัวรึ"ร่างสูงเอ่ยถามเพราะว่าสงสัย
"ข้าเบื่อ เลยเข้าไปหัดทำขนม ตั้งใจจะทำให้ท่าน แต่ไฟไหม้เสียก่อน เฮ้อ... มันพังไม่เป็ท่าเลย"
"ต่อจากนี้ไป เ้าไม่ต้องเข้าครัวอีกมันอัตราย ข้ารู้มาว่าตอนเ้าเป็เด็ก เ้าก็เผาครัวจนถูกแม่เ้าจับฟาดเจ็บไปหลายวัน และสั่งห้ามเข้าครัวเด็ดขาด มาคราวนี้ข้าก็ขอห้ามเ้าด้วยอีกคน"
"ท่านพี่ ท่านรู้ได้อย่างไร"
"เื่ของเ้า ไม่ว่าเื่อะไรข้าย่อมต้องรู้"
"น่าเสียดายจริงๆ ท่านพี่เลยไม่ได้กินขนมที่ข้าตั้งใจทำให้ท่าน"
"ไม่เป็ไร ข้าไม่อยากกินขนม แต่อยากกินเ้ามากกว่า"
"ดะ-เดี๋ยวก่อน อือ... "
เสียงประท้วงก็ขาดหายไปในลำคอ เพราะร่างสูงบดจูบลงมาอย่างนุ่มนวลเรียกร้อง จนอีกฝ่ายคล้อยตามและตอบสนองอย่างง่ายดาย มันปลุกอารมณ์ดิบในตัวร่างสูงให้ลุกพรึบขึ้นมาอย่างเสน่ห์หา บทรักเร่าร้อนจึงเริ่มขึ้นด้วยความยินยอมและเต็มใจจากร่างบาง
ตำหนักอี้เฟย
"เสี่ยวไป๋ พี่ชายเ้ากลัวแมลงสาบตัวเล็กๆ ขนาดนี้เลยหรือ" ร่างสูงของสวามีถาม
"ข้าก็เพิ่งจะรู้พร้อมท่านนี่แหละ ข้าลืมไปได้ยังไงนี่ ท่านแม่เคยเล่าให้ข้าฟัง ว่าท่านพี่เข้าครัวทีไรเป็ได้เกิดเื่ทุกที เมื่อก่อนก็เผาครัวเสียมอดเลย มาคราวนี้ก็อีก พี่เขยคงสั่งห้ามขาดไม่ให้ท่านพี่เข้าไปก่อเื่ในครัวอีกแล้วแน่ๆ "
"คงจะเป็จริงอย่างที่เ้าว่า ท่านพี่รักและห่วงใยพี่สะใภ้มากขนาดไหนใครก็ย่อมรู้ดี คงสั่งขาดห้ามเฉียดใกล้ครัวหลวงอีก แล้วพวกเ้าเข้าไปทำอะไรที่ครัวรึ"
"ท่านพี่รบเร้าให้ข้าช่วยสอนทำขนม คงอยากจะทำให้พี่ชายท่านมั้ง"
"ข้าดีใจนะที่พี่ชายเ้ายอมปล่อยวาง และยอมรับความจริงได้ ทั้งคู่ดูจะเข้าใจกันมากขึ้นแล้ว ข้าััได้ถึงกลิ่นอายความสุขที่กระจายอยู่รอบๆ ตัวพวกเขา"
"ข้าก็มองออกว่า่นี้ท่านพี่มีความสุข เฮ้อ... แค่นี้ข้าก็เบาใจแล้ว"
"พวกเขารักและเข้าใจกันมากกว่าเมื่อก่อน แล้วมื่อไรเ้าจะรักและเข้าใจข้าบ้าง เสี่ยวไป๋ข้ารอเ้าอยู่นะ"
สุดท้ายก็วกกลับมายังตัวเขาอีกจนได้ หลิงซานมองหน้าอีกฝ่าย เขารู้ว่าอี้เฟยรักและ้าตัวเขา แต่เขากลัวนี่ ยอมรับว่าใจอ่อนไปนานแล้ว แต่ที่รั้งรอไม่ยอมตามใจอีกฝ่ายเพราะกลัวเจ็บตัวเช่นครั้งก่อน ไม่มีเหตุผลอื่นหรอก สงสัยจังว่าพี่ชายตนทนเจ็บได้อย่างไร หรือว่าต้องทำกันบ่อยๆ อย่างที่ร่างสูงว่า
เขารู้ว่าตัวเองบกพร่องต่อหน้าที่ ของภรรยาที่พึงมีกับสามีมานานแล้ว ร่างเล็กคิดหนัก ตามองร่างสูงของสวามี เขาเองก็สงสารคนตรงหน้าเหมือนกัน
อี้เฟยนอนกอดเขาทุกคืน ต้องเก็บกลั้นอารมณ์มากขนาดไหนทำไมเขาจะไม่รู้ มีความ้ามาก แต่ก็ไม่กล้าหักหาญน้ำใจ และที่สำคัญ อี้เฟยไม่เคยไปปลดปล่อยที่อื่นเลยสักครั้ง ขนาดนี้แล้วเขายังจะ้าอะไรอีก อยู่ที่นี่ในฐานะนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร เมื่อก่อนเขาต้องเป็ฝ่ายดูแลเอาใจใส่คนรัก แต่ตอนนี้กลับเป็คนได้รับ ความรักความเอาใจใส่จากคนตรงหน้าแทน ตอนแรกก็ไม่ชินเอาเสียเลย แต่มาตอนนี้เขากลับถูกอีกคนให้ความรักและตามใจเสียจนเคยตัว ยอมรับว่าการเป็ผู้รับ มันมีความสุขกว่าการเป็ผู้ให้มากกว่า ทิฐิในใจที่ว่าจะไม่ยอมให้อีกฝ่ายเข้าใกล้เลยพังลงเร็วกว่าที่คิด
เช้านี้หลิงซานจึงรีบรุดไปยังตำหนักพี่ชายทันที จะน่าอายเกินไปไหม ถ้าเขาจะขอคำปรึกษาเื่อย่างนี้ ก็พี่ชายเขาผ่านมันมาโชกโชนมากกว่าเขานี่ จะให้ไปปรึกษากับคนอื่นไม่เอาหรอก เขาไม่ได้หน้าหนาอย่างอี้เฟยนี่
"หลิงเอ๋อร์ มาหาข้าแต่เช้าเช่นนี้มีอะไรรึเปล่า"
"ท่านพี่ข้าสงสารเขา"
"เอ๋... เขาที่ว่าน่ะใช่สวามีของเ้ารึเปล่านะ"พูดพลางยิ้มๆ วันนี้น้องชายเขามาแปลก ไปกินอะไรผิดมาล่ะ หรือโดนใครกระตุ้นต่อมเห็นใจใครเข้าให้ วันนี้ถึงได้มีอาการแปลกๆ พิกล
"ก็จะใครเสียอีกล่ะท่านพี่ ก็มีคนเดียวนั่นแหละ"
"ถ้าสงสารเขา เ้าก็ใจอ่อนได้แล้วกระมังหลิงเอ๋อร์"
"ข้าน่ะใจอ่อนไปนานแล้ว ตะ-แต่ว่า... "
"แต่ว่า ไม่ยอมให้เขาแตะต้อง ทำเช่นนั้นเหมือนกับเ้าทรมานเขาอย่างเืเย็นเชียวนะ ข้าว่าเลิกทรมานเขาได้แล้ว"
"แต่ข้ากลัวนี่ คืนนั้นมันยังฝังอยู่ในหัวข้าเลยนะ"
"มันไม่น่ากลัวขนาดนั้นหรอก คืนนั้นเ้ายังผ่านมันมาได้ ครั้งต่อไปมันก็ไม่ใช่เื่ยากเชื่อข้า"
ไม่อยากจะเชื่อใครแล้ว กลัวถูกหลอก แต่ก็ช่างเถิด เป็อย่างไรเป็กัน คงถึงเวลาที่เขาต้องทำหน้าที่ตนเองสักที
ตำหนักอี้เฟย
คืนนี้คนทั้งคู่ก็ช่วยกันอาบน้ำเตรียมเข้านอนตามปกติ ร่างเล็กนอนแอบอิงอยู่ในวงแขนของร่างสูง ที่รวบตัวเขาเข้าไปกอดเสียจนจมอก จนได้ยินเสียงหัวใจเต้นอย่างชัดเจน ร่างสูงสูดเอากลิ่นหอมกรุ่นประจำกายของคนในอ้อมแขนเข้าปอด อย่างที่ชอบทำทุกครั้งก่อนนอน เพราะห้ามใจไม่อยู่แม้มันจะต้องทรมานกับอารมณ์ความ้ามากเพียงใด และวันนี้ก็เช่นกัน สิ่งที่นอนหลับใหลในร่มผ้า มันตื่นขึ้นมาเหมือนทุกครั้ง ที่เขากอดคนตัวเล็ก จนหลิงซานรู้สึกได้จึงตัดสินใจแล้วจริงๆ
(เอาวะ คงไม่ถึงตายหรอก ครั้งที่แล้วยังรอดมาได้)
มือเรียวดันแผ่นอกคนตรงหน้าออกเล็กน้อย ก่อนแหงนหน้ามองสวามี ข่มความอายให้มันจมลึกลงไป เรียกความกล้าออกมาแทนที่
"ท่านพี่"
ปากอิ่มเอ่ยคำที่ไม่คิดไม่ฝัน ว่าตนจะหยิบมันขึ้นมาเอ่ยเรียกคนตรงหน้า แต่มันก็ไม่เต็มปากนัก เพราะความอายที่ตนพยายามกดลงไปให้ลึกที่สุด มันดันเสนอหน้าขึ้นมาประจานตัวเองเสียนี่ เอ่ยคำที่อีกคนคาดไม่ถึงเสร็จก็มุดหน้าลงที่แผ่นอกอุ่นเช่นเดิม
"หืม... เมื่อกี้เ้าเรียกข้าว่าอะไรนะเสี่ยวไป๋ ข้าคิดว่าหูข้าคงจะผิดปกติไปแล้วกระมัง ที่ได้ยิน... คำ คำนั้น" คำที่เขาอยากได้ยินมาตลอด
"ท่านได้ยินไม่ผิดหรอก ท่านพี่" ปากพูดกับเขาแต่ไม่ยอมมองหน้า มัวแต่มุดท่าเดียว จนร่างสูงจับปลายคางดันขึ้นมาให้เผชิญหน้ากับตน ร่างเล็กดันตัวออกจากอ้อมแขนและลุกขึ้นมานั่งแทน ร่างสูงตามมารวบร่างเล็กเข้ามากอดจากด้านหลัง คางแกร่งวางไว้บนไหล่บางพลางเอ่ย
"ข้าได้ยินเ้าเรียกข้าเช่นนี้แล้ว มันทำให้ข้าสุขใจนักเสี่ยวไป๋"
"ข้าคิดว่า... มันถึงเวลาแล้ว ต่อไปนี้ข้าจะไม่หนี ไม่ปฏิเสธท่านอีกแล้ว"
"เ้าพูดจริงๆ ใช่ไหมเสี่ยวไป๋"
อี้เฟยไม่คิดว่าวันนี้ร่างบางจะยอมใจอ่อนให้เขา ถ้าเช่นนั้นก็แสดงว่า คนตัวเล็กไม่กลัวเขาแล้วเช่นนั้นหรือ ยอมรับเขาแล้วใช่หรือไม่ มันเป็เื่ที่น่ายินดีที่สุดในวันนี้
"ข้าจะโกหกท่านไปทำไม"พูดออกไปไม่ยอมมองหน้าอีกฝ่าย จนต้องบังคับให้หันมามองหน้ากัน แต่ร่างบางขืนตัวไว้สุดท้ายก็แพ้กำลังคนตัวโต
ใบหน้างามแดงก่ำเพราะอายและไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน มือนี่ก็อีก ไม่รู้ว่ามันควรจะอยู่ที่ใด สายตาหลุกหลิกไม่กล้ามองอีกฝ่ายตรงๆ กิริยาเช่นนี้ไม่อาจทำให้สายตาคมละจากใบหน้างามได้เลย ปากหนายกยิ้มส่งมาให้ ก่อนจะก้มลงมอบจุมพิตดูดดื่ม ร่างเล็กแหงนหน้ารับอย่างเต็มใจ ก่อนจะค่อยๆ เอนลงบนที่นอนนุ่ม โดยที่มีร่างใหญ่ตามลงไปติดๆ คนตัวเล็กปล่อยตัวปล่อยใจให้ร่างสูงชักนำ ทุกอย่างราบรื่นจนมาถึงตอนสำคัญ กายบางสั่นเทาทันทีที่ดวงตาหวานคลอไปด้วยหยาดน้ำที่เอ่อออกมา ปริ่มๆ จะไหลลงมาได้ทุกเมื่อ
"ถ้าเ้าไม่พร้อม ข้าก็ไม่บังคับ"ร่างสูงเอ่ยขึ้น
"ข้าพร้อม ตะ-แต่ข้า... "
"เ้ากลัว" ร่างสูงพูดเพราะเขาเดาความคิดร่างเล็กออก ว่า ไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากความหวาดกลัว ที่มันยังคงฝังในใจคนตรงหน้า
"ข้าไม่รับปากกับเ้าหรอกนะเสี่ยวไป๋ ว่าครั้งนี้เ้าจะไม่เจ็บ แต่ข้าจะเบามือที่สุด"ร่างบางเพียงพยักหน้ารับแทนคำพูด ทุกอย่างจึงเริ่มขึ้นใหม่อีกครั้งอย่างช้าๆ ค่อยเป็ค่อยๆ ไปไม่มีความรุนแรงเหมือนครั้งก่อนอีก เพราะร่างสูงได้รับบทเรียนจากครั้งที่แล้ว ครั้งนี้ที่ได้รับโอกาสจึงไม่กล้าวู่วาม
อี้เฟยนั่งมองร่างงาม ที่บัดนี้หลับใหลไปอย่างอ่อนเพลียหลังจากได้รับความสุขสม อี้เฟยรู้ว่าร่างเล็กยังคงเ็ปอยู่ไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้ถอยหนี ยอมตามใจเขาจนทุกอย่าง และจบลงอย่างสุขสมด้วยกันทั้งคู่ ร่างเล็กจึงชิงหลับหนีเขาไปเสียก่อน มือหนาขยับผ้าห่มผืนหนาคลุมให้ก่อนจะก้มลงจุมพิตที่หน้าผาก
"ครั้งนี้ ข้าหวังว่าเ้าจะไม่ฝันร้ายอีกนะเสี่ยวไป๋"
ล้มตัวลงนอนเคียงข้าง โอบกอดเอาไว้อย่างรักใคร่หวงแหน เพียงเท่านี้เขาก็สุขใจจนไม่้าอะไรมากไปกว่านี้แล้ว
เช้าวันใหม่ หลิงซานลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัว ขาล้าจนเกือบจะได้คลานลงจากเตียงไปเข้าห้องน้ำ ยังดีที่ร่างสูงตื่นขึ้นมาเห็นเข้าเสียก่อนจึงรีบปรี่เข้ามาอุ้ม ร่างเล็กก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะรู้ว่าร่างกายมันไม่ไหวจริงๆ
"หากเ้าไม่ไหว จะทำอะไรก็เรียกข้าเถิดเสี่ยวไป๋"
"อืม... ข้าปวดไปหมดทั้งตัวแล้ว ไม่ไหวจริงๆ ข้าอยากอาบน้ำเหนียวตัวจะแย่"
ร่างเล็กบอกออกไปพร้อมนิ่วหน้ากับอาการขัดยอกไปทั้งตัว สาเหตุคงไม่ต้องพูดถึงหรอกเพราะต่างก็รู้ดี
วันนี้อี้เฟยจึงดูแลเอาใจใส่หลิงซานเป็อย่างดี ไม่ปล่อยให้ห่างสายตาเลย อารมณ์ก็ดีเสียจนคนที่พบเห็นอดสงสัยไม่ได้
"อี้เฟย วันนี้เ้าดูจะมีความสุขเหลือเกิน มีอะไรน่ายินดีรึ"
เฟยหลงถามอย่างสงสัยเมื่ออยู่กันเพียงลำพัง หลังจากี่เมียรักหลับไปอีกรอบ อี้เฟยก็ตรงไปยังห้องอักษรทันที ไปสะสางงานที่ยังคงล้นมือเขาสองคนพี่น้อง ทั้งคู่ช่วยกันเคลียร์จนเบาบางลงมาก
"จะไม่ให้ข้ามีความสุขได้อย่างไรล่ะท่านพี่ ก็เมื่อคืนเสี่ยวไป๋น่ารักน่าชังเหลือเกิน ยอมเรียกข้าว่าท่านพี่ และที่สำคัญ เมื่อคืนยอมให้ข้ากอด ทั้งๆ ที่ตัวสั่นราวกับลูกนกยามที่ถูกข้าัั สุดท้ายเขาก็ทำให้ข้ามีความสุขที่สุด"
"ในที่สุดเ้าก็มีความสุขเสียที ข้าดีใจกับเ้าด้วย"
"ขอบคุณท่านพี่ เมื่อก่อนข้าล่ะอิจฉาท่านมาก ที่พี่สะใภ้ยอมรับท่านได้เร็วกว่าที่คิด ข้าก็ยินดีกับท่านด้วยจริงๆ "
"เย่วเอ๋อร์เป็ผู้ใหญ่มากกว่าหลิงซาน ครั้งนี้ที่หลิงซานยอมใจอ่อนให้เ้า เ้ารู้หรือไม่ว่าส่วนหนึ่งก็มาจากเย่วเอ๋อร์"
"ท่านหมายความว่าเช่นไรท่านพี่"
"ให้คำปรึกษาอย่างไรเล่า เย่วเอ๋อร์เล่าให้ข้าฟังว่า หลิงซานมาขอคำปรึกษาเขาเื่เ้าน่ะ บอกว่าสงสารเ้าที่ต้องอดทนยามอยู่กับเขา เย่วเอ๋อร์เลยให้ข้อคิดกลับไป"
"มิน่าล่ะ ข้าก็นึกสงสัยว่าทำไมจึงยอมใจอ่อนได้ เช่นนี้ข้าต้องขอบคุณพี่สะใภ้แล้ว"
"ไม่ต้องหรอก แค่เ้ารักและดูแลน้องเขาให้ดี แค่นี้เย่วเอ๋อร์ก็พอใจแล้ว"
"ท่านไม่ต้องห่วงหรอก ข้ารักและเอาใจใส่เขาอยู่แล้ว ก็ดวงใจข้าทั้งดวง จะละเลยได้อย่างไรเล่า”
ตำหนักใหญ่ที่สร้างขึ้นมาใหม่สองหลัง เพื่อเป็ที่ประทับขององค์าาทั้งสอง ที่ครองบัลลังก์คู่กัน ตามความ้าของาาองค์ก่อน เพียงแต่รัชทายาทองค์ต่อไปจะเกิดจากใครคนใดคนหนึ่ง ที่สามารถให้กำเนิดโอรสองค์แรกได้ก่อน เด็กคนนั้นจะได้รับการแต่งตั้ง ให้เป็รัชทายาทของเผ่าัคนต่อไป
ร่างงามของเย่วซินและน้องชาย กำลังนั่งพักผ่อนอยู่ใต้ต้นท้อ ที่ตอนนี้ออกดอกบานสะพรั่งเต็มต้น ส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ พาให้รู้สึกผ่อนคลายนักยามที่สูดกลิ่นเข้าไป ร่างบางของสองพี่น้องนั่งรับลมในอุทยานหลวงแห่งนี้มาได้สักพักหนึ่ง พวกนางกำนัลก็รีบยกขนมพร้อมน้ำชามาให้ หลิงซานหยิบขึ้นมากัดกินด้วยความเบื่อหน่าย
"ท่านพี่ข้าเบื่อจะตายอยู่แล้ว วันๆ เอาแต่นั่งๆ นอนๆ และก็กินจนข้าจะกลายร่างเป็หมูแล้วนะ"หลิงซานโอดครวญกับพี่ชาย
"ข้าไม่คิดว่า อี้เฟยจะปล่อยให้เ้าเบื่อหน่ายได้เช่นนี้"เย่วซินเหลือบมองน้องชาย
"เกี่ยวอะไรกับเขาด้วยล่ะ" ร่างเล็กพูดเสียงเบาทำปากยู่แก้มป่องอย่างเอาแต่ใจ เย่วซินมองท่าทางน้องชายอย่างเอ็นดู
"ก็ข้าเห็น่นี้เ้าตัวติดกับเขาไม่ห่างนี่ แถมเ้านั่นอารมณ์ดีเหลือเกิน เจอทีไรยิ้มจนปากจะฉีกถึงใบหูแล้ว เป็อย่างไรเล่า เ้ายอมใจอ่อนให้เขาแล้วใช่หรือไม่หลิงเอ๋อร์"
"เอ่อ... คือ"
"เ้าไม่ต้องตอบหรอก แค่นี้ข้าก็รู้แล้วล่ะ"ร่างบางพูดก่อนจะเอ่ยถามอีกประโยค
"แล้วมันราบรื่นดีหรือไม่"
"อื้ม... "
"สุดท้ายเ้าก็สามารถผ่านมันมาได้อีกครั้ง หึ คราวนี้เ้าก็เตรียมตัวรับมือสวามีของเ้าให้ดีเถิด"
"รับมือเื่อะไร ทำไมข้าต้องรับมือเขาด้วย"ถามออกไปอย่าง งงงวย
"จะมีอะไรอีกเล่า ลองได้เชยชมเ้าอีกครั้งเช่นนี้ ต่อไปคงจะรุกหนักไม่เบา ดีไม่ดีเ้าอาจไม่ได้หลับไม่ได้นอนก็ได้ หึ หึ หึ "
"ท่านพี่ ท่านน่ะร้ายนัก"
"ข้าไปทำอะไรให้เ้าไม่พอใจ เหตุใดเ้าต้องกล่าวหาข้าเช่นนี้ รึว่าข้าพูดอะไรผิดไป"
ทำไมนะ ร่างเล็กของหลิงซานจึงรู้สึกว่าพี่ชายของตน นับวันยิ่งร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่เขาในบางครั้งยังไม่ละเว้น
"ตอนอยู่ที่หมู่บ้าน ข้าไม่เคยว่างงานเช่นนี้มาก่อน ออกป่าล่าสัตว์หรือไม่ก็ชวนหยางหลิวฝึกกำลัง ตอนนี้แม้แต่ลานฝึกของที่นี่ ข้าก็ถูกสั่งห้ามเข้าใกล้"
ร่างงามทั้งสองพี่น้องนั่งคุยกันไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัวเลยว่า พวกเขาสองคนไม่ได้อยู่ตรงนั้นตามลำพัง เงาสีดำค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ แอบมองคนทั้งคู่อยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ดวงตาสีแดงก่ำ จ้องมองราชินีองค์พี่ไม่วางตา
เพียงครู่เดียวก็สลายกลายเป็กลุ่มควันสีดำ มุ่งหน้าสู่อาณาจักรทันที และมาปรากฏกายเบื้องหน้านายของตนอีกครั้ง
"นายท่าน"
"ว่าอย่างไรล่ะอาเฉา ได้ความอะไรมาบ้าง"
"ข้าไม่สามารถเข้าใกล้องค์ราชินีได้เลย องค์าาไม่ยอมห่างจากกายองค์ราชินีเลย หากยามใดมีงานก็จะมีองครักษ์คอยเฝ้าไม่เคยคลาดสายตา ข้าหาโอกาสแล้วแต่ไม่มีช่องทาง นายท่านจะให้ข้าทำเช่นไรต่อไป"
"ไม่ได้เื่ คอยดูต่อป หากมีโอกาสจงนำเขามาให้ข้า"
"ขอรับนายท่าน"
ทาสรับใช้ที่ซื่อสัตย์ตอบรับ ก่อนจะสลายกลายเป็กลุ่มควันดำทะมึน และหายไปทันที เหลือแต่ร่างสูงของอี้เทียนหลง ที่ตอนนี้กำลังคิดถึงคนที่ตนตกหลุมรักั้แ่แรกพบเจอ และหวังว่าสักวัน เขาเองจะต้องร่างงามเ้าของดวงใจให้ได้ คิดและคาดหวังเอาไว้มากมายนัก
ตอนนี้องค์ชายน้อยเซียวหลานก็หายเป็ปกติดีแล้ว เที่ยวเล่นซุกซนได้เช่นเดิม หากแต่ถูกพี่ชายคนโตลงโทษกักบริเวณเพราะเื่ร้ายที่เกิดขึ้น ทำให้เขากลัวหากว่าคนตัวเล็กต้องเผชิญกับเื่เลวร้าย เขาไม่รู้ว่าจะทนได้แค่ไหน
และร่างบางจะทนได้เช่นไร เพราะอย่างนี้เลยต้องป้องกันเอาไว้ ร่างเล็กยิ่งโตยิ่งงดงาม จนเขารู้สึกหวงแหนมากเหลือเกิน
"ท่านพี่ เมื่อไรท่านจะเลิกกักบริเวณข้าเสียที ข้าเบื่อจะแย่"น้องเล็กถามอย่างเบื่อหน่าย
"เ้าทำผิดก็ต้องรับโทษ ข้าทำเพื่อเ้านะเซียวเอ๋อร์"พี่ใหญ่ตอบร่างเล็กของน้องชาย
"แต่ข้าเบื่อ ท่านพี่ข้าสัญญาว่าจะไม่ไปไหนคนเดียวอีกแล้ว ท่านเลิกกักบริเวณข้าเถิดนะ"
"ไม่ได้ ถึงข้าจะเลิกกักบริเวณเ้า แต่เ้าจะไปเที่ยวเล่นซุกซนเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้อีกแล้ว เซียวเอ๋อร์เ้าโตแล้ว ต่อไปหากเ้าเปลื้องผ้าลงเล่นน้ำเช่นนี้อีก ข้าจะตีเ้าจำไว้"
"ท่านพี่ ข้าโตแล้ว ท่านจะตีข้าไม่ได้นะ"
"รู้ด้วยรึว่าตนเองน่ะโตแล้ว แล้วคนที่โตแล้วเช่นเ้า เหตุใดยังเปลื้องผ้าเหลือแต่ตัวเปล่าลงเล่นน้ำด้วยเล่า พอจะบอกข้าได้รึไม่"สายตาดุจ้องมองน้องชายอย่างคาดคั้น จนคนตัวเล็กอ้ำอึ้งตอบไม่ได้
"คะ-คือข้า... ข้าไม่พูดกับท่านพี่แล้ว"
พูดจบก็งอนตุ๊บป่องกลับเข้าตำหนักตนทันที ร่างสูงของพี่ชายได้แต่ส่ายหน้าไปมา ระอากับความดื้อดึงเอาแต่ใจของน้องเล็ก นี่คงเพราะถูกตามใจมากเกินไปกระมัง ถึงได้เป็เช่นนี้
เขาคงต้องกำหราบให้จริงจังสักที หากแต่เอาเข้าจริงๆ เขาก็ทำไม่ได้ดั่งใจ มีครั้งหนึ่งเ้าตัวเล็กไปซุกซนจนตนเองเกือบจะได้รับาเ็ เขารู้เื่เข้าโมโหมาก สั่งนางกำนัลไปเอาไม้มาจะโบยให้หลาบจำ แต่น้องชายคนรองไม่ยอมที
เดียว คุกเข่าขอให้เขายกโทษให้น้องเล็ก เขาไม่ยอมใจอ่อนยกโทษให้ พอหมดหนทางเข้า เื่ก็ไปถึงหูผู้เป็พ่อ จึงมีคำสั่งตรงลงมาอย่างรวดเร็ว
ว่าห้ามทำอะไรรุนแรงกับเ้าตัวยุ่ง เป็เช่นนี้มาตลอด ให้ท้ายกันจนติดนิสัยเอาแต่ใจ แต่ถึงอย่างไรน้องเล็กสุดท้องก็คือแก้วตาดวงใจของคนทั้งสาม และทุกคนในอาณาจักรเผ่ามารแห่งนี้