แม่นางจางกล่าวว่าสตรีผู้นั้นนางก็เคยพบแล้ว นางก็ดูเป็นคนดี คงใช้ชีวิตกับท่านพ่อได้ไม่มีปัญหา กิจการที่ร้านเอง ก็จะได้มีคนช่วยดูแล
นางพูดด้วยรอยยิ้มเหมือนยินดี แต่ในแววตากลับซ่อนน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลออก
มู่ไห่เฉินล้วนเข้าใจ สหายคนนี้แม้ยิ้มแย้มตลอดเวลา แต่ในใจคงมีเรื่องราวมากมายกักเก็บเอาไว้ นี่คงเป็นเหตุผลแท้จริงที่เขามาอยู่ตรงนี้ นางเพียงต้องการใครสักคนเพื่อพูดคุย
แม้มู่ไห่เฉินจะรู้เช่นนี้ แต่ก็ไม่อาจจะเอ่ยวาจาใดที่สามารถปลอบประโลมนางได้เลยแม้แต่น้อย
จางเฉิงอี้มีคำพูดมากมาย ทุกอย่างล้วนถูกพูดออกมากลับด้าน เรื่องราวทั้งหมดล้วนหนักอึ้ง พูดไปก็ยังต้องเก็บบางคำไว้ในใจ
นางเงยหน้าจ้องมองแผ่นฟ้ากว้างใหญ่ พยายามกล้ำกลืนน้ำตากลับไป นางหลบหน้าทำเหมือนฝุ่นลอยเข้าตาก่อนเช็ดคราบน้ำตาออกไป
“กลับกันเถอะ รบกวนเวลาของท่านมานาน ขอบคุณที่วันนี้มาเป็นเพื่อนข้า”
นางยังคงกล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างสุภาพ
มู่ไห่เฉินล้วนเข้าใจอารมณ์ของนางโดยไม่ต้องเอ่ยวาจาใด แต่ก็ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเรื่องทุกข์ใจมากมายข้างในนั้น นางมีมากเท่าใด
“ไหน ๆ วันนี้ข้าก็มิได้ทำสิ่งใด เจ้าช่วยพาข้าไปเที่ยวชมสิ่งที่น่าสนใจเสียหน่อยจะเป็นเช่นไร”
มู่ไห่เฉินอยากให้นางผ่อนคลายเสียหน่อย จึงอยากให้นางนั้นช่วยพาเขาเที่ยวชมทิวทัศน์รอบเมืองอู่หลินเพิ่มอีกเสียหน่อย
นางยิ้มร่าเริงเหมือนมีสถานที่ในใจอยากนำเสนอ นางกับสาวใช้รีบนำทางมู่ไห่เฉินขึ้นรถม้าเพื่อลงเขา
พวกเขาเดินทางต่อไปยังทิศเหนือ ใช้เวลาไม่นานมากนัก พวกเขาก็ไปถึงเขาลูกหนึ่งที่เต็มไปด้วยดอกท้อที่บานไปทั่วหุบเขา
ทันทีที่ม่านรถถูกเปิดออก สีชมพูอ่อนของดอกท้อก็แผ่กระจายเต็มสายตา ราวกับผืนเมฆยามอรุณที่หล่นลงมาสู่พื้นดิน ลมบางเบาพัดผ่าน กลีบดอกไม้ลอยเอื่อยคล้ายหิมะในฤดูที่ไม่ควรมีหิมะ
แม่นางจางก้าวลงจากรถแทบจะทันที
“ที่นี่แหละ!”
น้ำเสียงของนางสดใสกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ยังไม่ทันที่มู่ไห่เฉินจะเอ่ยสิ่งใด นางก็วิ่งเข้าไปท่ามกลางหมู่ต้นท้อ ชายกระโปรงพลิ้วไหวไปตามแรงลม ราวกับนางกลายเป็นส่วนหนึ่งของหุบเขาแห่งนี้ไปแล้ว
“คุณหนู! ช้าลงหน่อยเจ้าค่ะ!”
เสียงสาวใช้ดังไล่หลัง แต่นางกลับหัวเราะเบา ๆ ไม่ได้หยุดฝีเท้าเลยแม้แต่น้อย
มู่ไห่เฉินยืนมองอยู่ห่าง ๆ
แสงแดดลอดผ่านกลีบดอกไม้ที่ไหวเอนเป็นระยะ ตกกระทบลงบนใบหน้าของนางเป็นจังหวะ สว่างบ้าง เลือนบ้าง รอยยิ้มที่เขาเห็นในตอนนี้ แตกต่างจากทุกครั้งก่อนหน้า ช่างดูเบาและเป็นอิสระราวกับนางได้วางบางสิ่งลงชั่วคราว
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังวิ่งเล่นกันอยู่ มีคนสวมชุดสีชมพูคล้ายดอกท้อเดินลงเขาผ่านมา
มู่ไห่เฉินที่สังเกตเห็นก็ยกแขนคำนับตามมารยาทในยุทธภพ ทั้งสองคนนั้นที่เห็นก็คำนับตอบรับแล้วเดินจากไป
ดูแล้วหุบเขาแห่งนี้คงมีเจ้าของอยู่ ดอกท้อมากมายเช่นนี้คงมิได้เติบโตขึ้นมาเอง
เสียงตะโกนเรียกมู่ไห่เฉินให้เดินไปหา มู่ไห่เฉินจ้องมองไปยังสตรีสองคนที่อยู่ท่ามกลางดอกท้อ ใบหน้ายามนี้ช่างดูเป็นสุขดีนัก
มู่ไห่เฉินตรงไปยังแม่นางจาง เขาไม่รู้จะพูดสิ่งใดจึงได้เริ่มตั้งท่าร่ายรำเพลงหมัดของสำนักให้นางดู เพราะมู่ไห่เฉินรู้เพียงว่านางเองชอบวรยุทธ์อยู่ไม่น้อย
เพลงหมัดค่อย ๆ ปล่อยออกอย่างมั่นคง จางเฉิงอี้นางจ้องมองด้วยความสนใจ
เพลงหมัดวนเวียนอยู่พักหนึ่ง กลีบดอกไม้เริ่มหมุนวนรอบกายมู่ไห่เฉิน จากหนึ่งกลายเป็นสิบ จากสิบกลายเป็นร้อย พวกมันลอยวนเป็นวงกว้าง ก่อนจะถูกรวบรวมเข้าหาศูนย์กลางอย่างแผ่วเบา
มู่ไห่เฉินซัดเพลงหมัดออกไปกลางอากาศ ทันใดนั้นกลีบดอกท้อที่รวมตัวกันอยู่แตกกระจายออก ราวกับฝนสีชมพูที่โปรยลงมาจากฟากฟ้า
นางอ้าปากยิ้มค้างราวกับว่านี่คือสิ่งที่สวยงามที่สุดในชีวิตที่นางเคยพบเจอ
มู่ไห่เฉินที่เห็นก็ยิ้มภาคภูมิ ไม่คิดว่านางนั้นจะชื่นชอบมากถึงเพียงนี้
จางเฉิงอี้ใช้มือรองรับกลีบดอกไม้ก่อนจะโยนขึ้นไปกลางอากาศอีกครั้ง จากนั้นก็หมุนวนคล้ายระบำอย่างสวยงาม
สักพักอยู่ ๆ นางก็หยุดลง รอยยิ้มที่มีก็พลันหายไป จางเฉิงอี้หันไปมองมู่ไห่เฉินด้วยนัยน์ตาคู่สวยที่เคยนิ่งสงบ บัดนี้กลับสั่นไหวระริก ราวกับผิวน้ำที่ถูกหยาดฝนโปรยปรายใส่ ก่อนที่หยดน้ำใสๆ จะเอ่อคลอขึ้นมาบดบังทัศนียภาพตรงหน้าของนาง นั่นเป็นหยดน้ำตาที่เปี่ยมไปด้วยประกายแห่งความสุข
ไม่มีใครเข้าใจความทุกข์ของนาง แต่เสียงในใจของนางก็ดังก้องอย่างเจ็บปวด หากเรื่องราวร้าย ๆ ไม่เกิดขึ้น นางก็ไม่อยากเป็นเพียงสหายของมู่ไห่เฉิน
“ขอบคุณท่านมาก วันนี้ข้ามีความสุขมากจริง ๆ”
หลังนางพูดเสร็จสาวใช้ก็นำผ้าเช็ดหน้ามาให้ นางซับน้ำตาก่อนจะเดินพาทั้งสองเดินไปรอบ ๆ จนไปถึงทางขึ้นเขา
เส้นทางขึ้นเขาข้างหน้านั้นมีหินก้อนใหญ่สลักหุบเขาดอกท้อ ดูแล้วหินนี้คงมาจากที่อื่น ไม่รู้ว่าขนย้ายมาวางที่แห่งนี้ได้อย่างไร
ดูแล้วเส้นทางข้างหน้าคงเป็นเขตหวงห้ามแล้ว ทั้งสามจึงได้เดินทางกลับไปยังรถม้าเพื่อเดินทางกลับ
เมื่อกลับถึงเมือง มู่ไห่เฉินก็ขอตัวแยกจากไป และก่อนจากไปจางเฉิงอี้ก็ยังคงกล่าวขอบคุณด้วยรอยยิ้มที่จริงใจ นางกล่าวว่าวันหลังหากมู่ไห่เฉินอยากออกเที่ยวก็บอกนางได้เสมอ นางพร้อมจะพามู่ไห่เฉินออกเที่ยวได้ตลอดเวลา
ท้ายสุดแล้วทั้งสองก็ลาจากกัน วันนี้เองก็เป็นอีกวันที่น่าจดจำของมู่ไห่เฉิน เขาหวังว่าจางเฉิงอี้เองก็จะมีความสุขเช่นกัน แม้เขาจะไม่รู้ว่านางพบเจอสิ่งใดมาบ้าง แต่หากนางได้ใช้ชีวิตตัวเองให้มีความสุขบ้าง บางทีอาจจะคล้ายความทุกข์ในใจของนางได้
หลายวันต่อมา ขณะกลางดึกวันหนึ่งขณะที่มู่ไห่เฉินกำลังประจำการอยู่ที่ที่ว่าการ พวกเขาได้รับแจ้งจากสตรีผู้หนึ่งที่เข้ามาร้องความที่อำเภอ
เมื่อมู่ไห่เฉินเห็นก็จำได้ทันทีว่าคนผู้นี่คือสาวใช้ของจางเฉิงอี้ สาวใช้เมื่อเห็นมู่ไห่เฉินก็รีบวิ่งมาร้องความช่วยเหลือ
นางกล่าวว่าจางเฉิงอี้ถูกผู้เป็นบิดาทำร้าย อยากให้มู่ไห่เฉินรีบไปช่วยนาง ตอนนี้นางอยู่ที่จวนตระกูลจาง
มู่ไห่เฉินที่กำลังจะวิ่งออกไปก็ถูกหัวหน้าเวรยามสั่งห้ามไว้ เรื่องนี้บ่มบ่ามเข้าไปบุกรุกบ้านคนอื่นเราทำไม่ได้
เขาบอกให้รออยู่ที่นี่ เขาต้องไปขออนุญาตผู้บังคับบัญชาก่อน พูดเสร็จเขาก็เดินจากไป
ส่วนทางสาวใช้เมื่อเห็นว่าชักช้านางก็จึงได้วิ่งจากไปด้วยน้ำตาและท่าทีกระวนกระวาย มู่ไห่เฉินเองก็อยากรีบติดตามไป แต่ก็ทำเช่นนั้นไม่ได้ จำใจต้องรอคำสั่ง
หลายนาทีต่อมาก็มีคำสั่งให้ลองสืบสวนดูก่อน เพราะนี้จะบ่มบ่ามมากไม่ได้ หากผิดพลาดจะเป็นเรื่องใหญ่โต
หลังจากวางแผนการเสร็จสิ้นก็ให้มู่ไห่เฉินกับมือปราบอีกคนไปที่บ้านตระกูลจาง
เมื่อทั้งสองคนไปถึงก็พบยามสองคนที่เฝ้าเรือนหน้าประตู
ประตูใหญ่ปิดสนิท แสงไฟภายในเลือนราง เงาของกำแพงสูงทอดยาวเหมือนกำแพงที่กั้นโลกสองใบออกจากกัน
มู่ไห่เฉินทำทีบอกได้รับคำร้องเรียนจากชาวบ้านว่าได้ยินเรื่องคล้ายจางเฉิงอี้ร้องขอความช่วยเหลือดังขึ้นจากในบ้าน จึงมาตรวจสอบ
ยามสองคนที่ได้ยินก็ต่างประหลาดใจ แต่เมื่อมือปราบมาตรวจสอบก็จำต้องไปเรียนนายท่านใหญ่
“ท่านมือปราบทั้งสองโปรดรอสักครู่”
ยามคนหนึ่งหายไปเกือบสิบห้านาที นั่นทำให้มู่ไห่เฉินร้อนรนเป็นอย่างมาก ขณะที่มู่ไห่เฉินกำลังจะให้ยามอีกคนไปตรวจสอบดู นายท่านใหญ่ผู้เป็นบิดาของจางเฉิงอี้ก็เดินออกมา
ใบหน้าเขายิ้มแย้มกล่าวทักทายมือปราบทั้งสองอย่างเป็นมิตร
เขากล่าวว่าเรื่องทั้งหมดนั้นอาจจะเป็นเรื่องเข้าใจผิด บางทีนางอาจจะร้องตกใจเพราะเจอหนูหรือแมลงก็เป็นได้
มือปราบทั้งสองหันหน้ามองกันอยู่ครู่หนึ่ง
มู่ไห่เฉินบอกว่าเพื่อความสบายใจ เขาอยากให้เชิญแม่นางจางเฉิงอี้ออกมา หากพบว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติก็จะจากไป
บิดาจางเฉิงอี้มีท่าทีไม่พอใจ อีกทั้งกล่าวว่ายามดึกดื่นให้ไปปลุกผู้อื่นออกมา แต่แล้วเขาก็ยอมทำตาม สั่งคนใช้ไปตามจางเฉิงอี้ออกมา
ไม่นานนักจางเฉิงอี้ก็ออกมาในสภาพเสื้อผ้าเรียบร้อย ท่าทางสงบ แต่เมื่อนางได้พบมู่ไห่เฉินก็มีท่าทีตกใจเล็กน้อย แต่นางก็โค้งคำนับมือปราบทั้งสองอย่างนอบน้อมเหมือนว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
มู่ไห่เฉินเห็นเพียงแวบเดียวก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ปกติ สาวใช้ของนางตอนนี้หายไป อีกทั้งดูแล้วสาวใช้ไม่น่าจะมาร้องเรียนโดยไม่มีเหตุสำคัญ
บิดาของจางเฉิงอี้ทำท่าทีดุดันขึ้นมา หากมือปราบยังไม่หยุดเขาก็จะไปร้องเรียนการทำงานของมือปราบที่อำเภอ ดังนั้นมือปราบทั้งสองก็ทำได้แต่กล่าวขอบคุณที่มารบกวนและเดินจากไป
เมื่อกลับมาถึงที่ว่าการ เรื่องเมื่อสักครู่ก็วนเวียนอยู่ในหัวมู่ไห่เฉินไม่หยุด ในใจรู้ดีว่าต้องเกิดเรื่องขึ้นแน่ ๆ แต่ก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้ คิดแล้วก็น่าเจ็บใจนัก
สองวันต่อมาก็เป็นวันหยุดของมู่ไห่เฉิน เขาได้นัดจางเฉิงอี้ไว้ล่วงหน้าเพื่อไปเที่ยวชมรอบเมือง
เมื่อทั้งสองได้พบกัน จางเฉิงอี้นางก็ยังคงยิ้มแย้มเป็นปกติคล้ายว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
ที่แปลกไปคือสาวใช้จางเฉิงอี้นั้นดูสงบขึ้น ใบหน้านางมีรอยฟกช้ำจาง ๆ ที่กำลังจะหายแล้ว อีกทั้งท่าเดินของนางก็ผิดแปลกไป คล้ายว่าเท้าทั้งสองข้างลงน้ำหนักมากไม่ได้ มู่ไห่เฉินก็พอเดาได้ว่านางคงถูกทำร้ายมา