ตอนที่ 16 วังฉิน (5)
ด้านจางเอ่อร์เองก็ถอยมาอยู่ด้านข้าง หยิบกู่ฉินที่เตรียมไว้ตั้งแต่ตอนแรกออกมาวางบนเข่าทั้งสอง ปลายนิ้วเรียวยาวดุจหยกงามแตะสัมผัสสายฉินแผ่วเบา เสียงฉินทุ้มเย็นเสนาะหูก็หลั่งไหลพรั่งพรู
จ้าวเสวี่ยสวินรอจนจางเอ่อร์บรรเลงไปครู่หนึ่ง จึงค่อยเริ่มขยับเท้าเยื้องย่างตามจังหวะดนตรี เห็นเพียงบางเวลานางก็ยกข้อมือหลุบคิ้วต่ำ บางเวลาก็ผ่อนคลายมืองามเพรียวหยก ใช้เท้าขวาต่างแกนยึด แขนเสื้อยาวผ่อนพลิ้วแผ่วเบา เท้าเรียวเล็กแตะพื้น ร่างอรชรเคลื่อนหมุนตาม เร่งจังหวะเร็วขึ้นเรื่อยๆ
แท้จริงวันนี้นางเตรียมตัวมาก่อนแล้ว สวมชุดระบำสีขาวชายกระโปรงกว้าง ทุกครั้งที่หันร่างหมุนตัวล้วนงามชดช้อย ให้ความรู้สึกดั่งเทพเซียนล่องลอย จับคู่ประสานกับเสียงฉินดีดบรรเลงอย่างคล่องแคล่วชำนาญของจางเอ่อร์ คนทั้งหลายมองดูจนเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ
จางเอ่อร์เองด้านหนึ่งบรรเลงฉิน ด้านหนึ่งก็มองคนที่กำลังร่ายรำอยู่กลางโถงเปี่ยมด้วยอารมณ์ มองดูท่วงท่าร่ายรำหยดย้อยถึงใจ การเคลื่อนไหวอันช่ำชองสง่างาม อดไม่ได้ที่จะนึกถึงงานเลี้ยงในวังจ้าววันนั้นขึ้นมา ตอนนั้นเสวี่ยสวินก็เต้นระบำเช่นเดียวกัน!
นึกถึงอาภรณ์แดงตลอดร่างของนางในยามนั้น งามล้ำไร้ใดเทียม นึกถึงยามนางรินสุราให้แขกทีละคน ครั้นมาถึงที่นั่งเขาก็เงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวานให้ งามล่มแคว้นล่มเมือง...
ตั้งแต่ยามแรกที่เห็นนาง เมล็ดพันธุ์ความรู้สึกก็บ่มเพาะหยั่งรากลึกลงในใจ บัดนี้แม้วันเวลาล่วงเลยผ่าน จิตใจที่เขามีต่อนางก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
เขาเผลอคิดไปจนอารมณ์อ่อนไหว ถึงกับลืมสายฉินในมือ ตกสู่ภวังค์เหม่อลอยไป
ท่วงท่าร่ายรำขององค์หญิงสวินหยุดชะงักลงตามเสียงฉิน ผู้คนในท้องพระโถงพลันได้สติกลับมา ใบหน้าล้วนปรากฏความสงสัย ฉินฮ่องเต้เองก็แสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา
เสวี่ยสวินส่งสัญญาณให้จางเอ่อร์ ทว่าเขายังคงเอาแต่นั่งเหม่อลอยอยู่ตรงนั้น ไม่รู้กำลังคิดสิ่งใด ไม่ขยับตัวสักนิดเลยด้วยซ้ำ!
ผ่านไปครู่หนึ่ง จู่ๆ เสวี่ยสวินก็หมุนกายหันหลัง ยกมือขึ้นมา ก่อนค่อยๆ หันร่างมองไปทางฉินฮ่องเต้อย่างเชื่องช้า
เห็นเพียงนัยน์ตาฉินฮ่องเต้พลันเบิกกว้าง สีหน้าตื่นเต้นประหลาดใจสุดแสน เขาไม่เคยพบเห็นภาพอันวิเศษงดงามเช่นนี้มาก่อน!
กระทั่งเหล่าขุนนางอำมาตย์สองฝั่งท้องพระโรงก็พลันนิ่งค้าง สูดหายใจลึกหนึ่งเฮือก
ความจริงแล้วจ้าวเสวี่ยสวินกลัวจะสูญเสียการควบคุมสถานการณ์ตรงหน้า เผลอตกม้าตายตอนจบ จำต้องหันร่างไปถอดผ้าคลุมหน้าออก จากนั้นแสดงกิริยาท่าทางเหมือนว่าตั้งใจเปิดเผยใบหน้าให้ฉินฮ่องเต้ได้ยลโฉม
เสวี่ยสวินเงยหน้าขึ้นมองมาทางฉินฮ่องเต้ เรือนผมดำยาวสยายดุจสายน้ำตก นัยน์ตาสุกใสดุจธารา ดวงหน้างามหมดจดนั้นราวดั่งดอกบัวบานสะพรั่งใต้แสงอรุณยามเช้า ดีงามเกินบรรยาย
จางเอ่อร์ถูกสถานการณ์รอบด้านที่ดูแปลกไปปลุกให้ตื่นได้สติ ครั้นเห็นเสวี่ยสวินถอดผ้าคลุมหน้าแล้วก็ลอบตำหนิตัวเองในใจ รีบบรรเลงดนตรีขึ้นใหม่อีกครั้ง
เสียงฉินไพเราะมีชีวิตชีวาไหลผ่านปลายนิ้วออกมาอีกหน เสียงฉินบรรเลงตามฝีเท้าอันคล่องแคล่ว เท้าเรียวงามย่ำตามจังหวะเพลงฉินประหนึ่งลำธารสายเล็กๆ ไหลผ่านกลางหัวใจ นุ่มนวลสุขสงบ ผ่อนคลายรื่นรมย์
หลังจากฉากแทรกสลับบทเพลงเมื่อครู่นี้ผ่านพ้น จ้าวเสวี่ยสวินกับจางเอ่อร์ก็เข้าคู่ประสานกันลื่นไหลไร้จุดผิดพลาดอีก เพลงระบำบรรเลงจบ ทั่วทั้งท้องพระโรงตกสู่ความเงียบนานครู่หนึ่ง ก่อนมีเสียงปรบมือดังมาจากฉินฮ่องเต้เป็นคนแรก!
ฉินฮ่องเต้ปรบมือพลางมองดูเสวี่ยสวินด้วยสายตาละโมบปรารถนา กล่าวคำไม่ขาดปาก “เยี่ยม! เยี่ยม! ประเสริฐยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง! สตรีเช่นนี้มีอยู่แต่บนแดนสวรรค์เท่านั้น!”
กล่าวคำจบ ฉินฮ่องเต้ก็คล้ายนึกบางอย่างขึ้นได้ ตะโกนบอกไปทางนอกตำหนัก “ทหาร! ยังไม่รีบมาถอนกระทะน้ำมันออกไปอีก!”
เสวี่ยสวินสวมผ้าคลุมหน้าอีกรอบ โชคดีที่เมื่อครู่นี้รอดมาได้หวุดหวิด ฉินฮ่องเต้ไม่ได้ถือความถามโทษเรื่องนี้
หลังสงบสติอารมณ์ลงแล้ว เสวี่ยสวินก็คารวะให้ฉินฮ่องเต้อย่างแช่มช้าก่อนกล่าวคำ “ฉินฮ่องเต้ชมเกินไปแล้วเพคะ เพียงแต่มิรู้ว่าการร่ายรำของสวินเอ๋อร์ครั้งนี้พอจะแลกกับเทียบยาของแคว้นฉินได้หรือไม่”
ฉินฮ่องเต้ฟังคำก็ระงับสีหน้ารื่นเริงนั้นลงเล็กน้อย นิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนเอ่ย “องค์หญิงสวินจิตใจห่วงใยปวงประชาใต้หล้า ข้าชื่นชมยิ่งนัก! มิสู้องค์หญิงสวินรั้งอยู่วังฉินเป็นเพื่อนข้า สูตรเทียบยารักษากาฬโรคข้าย่อมมอบให้แน่นอน!”
ครั้นได้ยินถ้อยคำของฉินฮ่องเต้ เสวี่ยสวินก็หันมองสีหน้าจางเอ่อร์ หลังเห็นเขาผงกศีรษะให้เบาๆ ก็ค่อยกล่าวตอบฉินฮ่องเต้ด้วยรอยยิ้ม
“ฉินฮ่องเต้ทรงพระกรุณาถึงเพียงนี้ สวินเอ๋อร์ย่อมปีติยินดี...เพียงแต่ บัดนี้แคว้นจ้าวมีราษฎรมากมายติดเชื้อกาฬโรค สวินเอ๋อร์หวังว่าพระองค์จะมอบเทียบยาแก่คุณชายจางเอ่อร์เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ให้เขานำกลับไปยังแคว้นจ้าว”
ฉินฮ่องเต้ได้ยินองค์หญิงสวินกล่าวว่าจะให้จางเอ่อร์กลับแคว้นเพียงผู้เดียว ในใจก็นึกยินดีปรีดา คิดอย่างเห็นแก่ตัวว่าอีกฝ่ายไปได้เสียยิ่งดี ต่อให้มานึกเสียใจทีหลังที่เอาหญิงงามมาแลกสูตรยา นางก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือตนแล้ว!
คิดมาถึงตรงนี้ ฉินฮ่องเต้จึงยกมือใหญ่ขึ้นโบก พลางกล่าวสั่ง “ทหาร ส่งคุณชายจางเอ่อร์ไปรับเทียบยาที่สำนักแพทย์หลวงเดี๋ยวนี้!”
ครั้นเห็นว่าในที่สุดฉินฮ่องเต้ก็ยอมเห็นชอบเรื่องเทียบยา เสวี่ยสวินกับจางเอ่อร์จึงยิ้มบางให้กัน ต่างคนต่างวางใจลงได้
เรื่องหลังจากนี้ก็ดำเนินการตามแผนที่วางกันไว้ต่อ!
…
จางเอ่อร์ทางนี้เดินตามขันทีมาตลอดทางจนถึงสำนักแพทย์หลวง คิดไม่ถึงว่าคุณชายฝูซูกลับอยู่ที่นี่ด้วย!
ฝูซูเห็นจางเอ่อร์มาแล้วก็เอ่ยคำด้วยรอยยิ้ม “ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านจะต้องมาที่นี่แน่นอน! เทียบยากับวิธีปรุงยาข้าล้วนเขียนไว้บนผืนผ้าไหมนี้แล้ว หวังว่าจะพอช่วยเหลือราษฎรแคว้นจ้าวให้พ้นจากวังวนแห่งทุกข์ภัยได้ในเร็ววัน”
จางเอ่อร์เคลื่อนพลเดินทัพยาวนานเป็นปี ย่อมเข้าใจเรื่องหยูกยาและเข็มหินอยู่บ้าง กลับเห็นว่าตัวยาในใบตำรับล้วนเป็นสมุนไพรที่หาได้ทั่วไป
เมื่อถามคุณชายฝูซูถึงได้รู้ว่าความจริงแล้วกาฬโรคไม่จำเป็นต้องใช้ยาสมุนไพรล้ำค่าอะไรมากมายมารักษา! ขอเพียงควบคุมได้เหมาะสม กินยาให้ตรงกับโรค ก็ไม่มีทางแพร่ระบาดวุ่นวายเหมือนอย่างแคว้นจ้าวในยามนี้
ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ล้วนเป็นเพราะแคว้นจ้าวไม่มีระบบการดูแลรักษาที่ดีพอ!
หลังจางเอ่อร์รับเทียบยารักษากาฬโรคและกล่าวขอบคุณฝูซูเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็รีบเร่งกลับมายังที่พำนักก่อนหน้านี้
ชายหนุ่มสั่งอาซิ่นเตรียมรถม้าไว้ให้พร้อมและจัดวางกำลังรอบเส้นทางวังฉิน จากนั้นรีบร้อนวกกลับมา มุ่งหน้าไปหาเสวี่ยสวินที่ตำหนักส่วนลึกในวังฉิน
ฉินฮ่องเต้เป็นคนมักมากในกามและโหดเหี้ยมไร้คุณธรรมมาตั้งแต่ไหนแต่ไร หวังว่ายาสลบที่มอบให้เสวี่ยสวินก่อนหน้านี้จะช่วยถ่วงเวลาเอาไว้ได้... “สวินเอ๋อร์ เจ้าต้องรอข้านะ!”