หลังจากผ่านการอบรม และทำกิจกรรมต้อนรับนักศึกษาปีหนึ่งมาหลายวัน ในที่สุดก็ถึงการเริ่มเรียนอย่างเป็ทางการสักที
“สวัสดีค่ะ ฉันชื่อเ้าข้าวฟาง เรียกว่าฟางฟางก็ได้ค่ะ อายุ 25 ปี มาจากประเทศไทยค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะคะ”// >___<///
เสียงปรบมือดังขึ้นหลังจากฉันแนะนำตัวเองกับเพื่อนๆที่อยู่ในห้องเรียน ทุกคนต่างให้ความสนใจฉันเหมือนฉันเป็ดาราที่แฝงตัวมาเรียน ฉันพึ่งจะรับรู้ก็วันนี้แหละว่าเพื่อนๆต่างชาติต่างภาษาต่างให้ความสนใจกับคนไทยเยอะขนาดนี้ ในห้องของฉันมีทั้งหมดยี่สิบคน ซึ่งเป็นักศึกษาต่างชาติประมาณสิบคน ที่เหลือเป็นักศึกษาจีน หลังจากแนะนำตัวฉันก็กวาดสายตาเพื่อหาที่นั่งว่างๆพอที่จะให้ฉันไปนั่งได้ แต่อยู่ๆก็มีผู้หญิงคนหนึ่งผมตรงยาวที่ถักเปียถึงกลางหลัง และใส่แว่นหนาเถอะ ที่ดูแล้วนิสัยดี คนหนึ่งยกมือเรียกให้ฉันไปนั่งข้างเธอ ฉันก็เลยมีที่นั่งไปโดยปริยาย
“สวัสดีฟางฟาง เราชื่อเถียนไป๋ลู่ เรียกไป๋ลู่ หรือลู่ลู่ก็ได้ เราเป็คนไต้หวัน เรายังไม่เคยมีเพื่อนเป็คนไทยเลย ยินดีที่ได้รู้จักนะ”
“อ๋อ ยินดีที่ได้รู้จักจ๊ะ”
หลังจากเรียนเสร็จและกำลังเก็บข้าวของอยู่นั้น ก็มีเพื่อนคนอื่นๆเดินมาทักทาย ทำความรู้จักกับฉันหลายคน ทำให้ฉันรู้สึกดีใจและสนิทกับเพื่อนได้เร็วขึ้น
“เราไปกินข้าวกันไหม”
ลู่ลู่ถามฉันขึ้นระหว่างที่เรากำลังเดินออกจากห้องเรียน
“อ่อ ได้สิ”
หลังจากตกลงกับลู่ลู่ว่าจะไปกินข้าวที่โรงอาหารมหาลัยด้วยกัน ฉันก็ส่งข้อความถามถิงถิงว่าจะมากินข้าวด้วยกันไหม แต่ถิงถิงพึ่งจะไปกินข้าวกับตงหยางมาไม่นาน ฉันก็เลยต้องไปกินข้าวกับลู่ลู่สองคน แต่ขณะที่เดินไปโรงอาหารนั้น อยู่ๆก็มีนักศึกษามากมายกำลังวิ่งไปไหนกันไม่รู้
“เขาวิ่งไปไหนกันอ่ะ”
ฉันมองตามแผ่นของนักศึกษาที่วิ่งไปคนแล้วคนเล่า เหมือนกำลังไปดูอะไรที่ตื่นตาตื่นใจสักอย่าง หรือมีดารามามหาลัยเรา
“อ๋อ….วันนี้มีการแข่งขันบาสเก็ตบอสของสาขานะ เราเข้าไปดูกันสักหน่อยไหม”
ลู่ลู่ตอบฉันพร้อมดึงให้ฉันออกตัวรีบวิ่งไปดู มีนักศึกษาจำนวนมากกำลังยืนบดบังพื้นที่สนามด้านใน ทำให้ฉันกับลู่ลู่ซึ่งมีความสูงที่ไม่มาก เขย่งเท้าก็แล้วะโก็แล้ว ยังไม่สามารถมองเห็นด้านในได้เลย หลังจากความพยายามจะหมดไป อยู่ๆก็มีมือจากด้านในจับมือของฉันแล้วลากฉันกับลู่ลู่เข้าไปด้านในได้สำเร็จ
“ถิงถิง!! แกมาอยู่ที่นี้ได้ไง นึกว่าไปเดตกับตงหยางเสียอีก”
ถิงถิงผู้ที่ดึงฉันกับลู่ลู่เข้ามายืนใกล้สนามด้านในตอนนี้กำลังถือเสื้อคลุมของใครบางคนอยู่ในมือและกำลังรีบกระดกน้ำดื่มแล้วหันมาอธิบายคำถามของฉัน
“ฉันเห็นแกพยายามชะเง้อกันอยู่เลยดึงแกเข้ามา วันนี้มีการแข่งบาสเก็ตบอสของสาขาคอมพิวเตอร์กับสาขาการแปลนะ ซึ่งหนึ่งในนักกีฬาสาขาคอมพิวเตอร์ก็คือตงหยางนะ ตงหยางก็เลยให้ฉันมาเชียร์เขา”
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง”
กรี๊ดดดดดดด~~
ปรี๊ดดดด……~~~
ถึก ถึก โป๊ะ~~
ทั้งเสียงกรี๊ด เสียงนักหวีดและเสียงกลองของแต่ละสาขาที่ส่งเสียงเชียร์ดังสนั่นไปทั่วสนาม เมื่อผู้เข้าแข่งขันเข้ามาในสนาม มีผู้เข้าแข่งขันฝั่งละห้าคน สาขาคอมพิวเตอร์มาในทีมสีดำ ซึ่งแน่นอนฝั่งคอมพิวเตอร์ หนึ่งในผู้แข่งขันก็คือตงหยาง แฟนของยัยถิงถิง ที่กำลังคุยกับเพื่อนร่วมธีมอยู่แต่ก็ยังไม่ลืมหันมาโบกไม้โบกมือมาทางที่พวกเรายืนอยู่ ทำเอายัยถิงถิงยืนบิดไปบิดมาเลยทีเดียว หลังจากนั้นก็เปิดตัวผู้เข้าแข่งขันสาขาของฉันเข้ามาในสนาม เสียงกรี๊ดสนั่นกว่าเดิมไปอีก
“จางซีอ่าว จางซีอ่าว จางซีอ่าว!!!!”กรี๊ดดดดด
เสียงเรียกชื่อของรุ่นพี่ซีอ่าวดังสนั่นไปทั้งสนาม ใช่ค่ะ หนึ่งในผู้ร่วมการแข่งขันสาขาของฉันครั้งนี้ก็มีรุ่นพี่ซีอ่าวเข้าร่วมแข่งขันด้วย ทำให้สาวๆข้างๆสนามต่างตื่นเต้นและส่งเสียงเชียร์กันอย่างสุดกำลัง
“คนนั้นเป็หนุ่มบ๊อบสุดในสาขาของเราเลยนะ ชื่อรุ่นพี่ซีอ่าว แถมดีกรีความเ้าชู้ก็ไม่น้อยเลยล่ะ”
ลู่ลู่หันมาบอกฉัน ในขณะที่การแข่งขันจะเริ่มขึ้น ทุกคนที่ติดขอบสนามเพื่อรับชมการแข่งขันต่างก็พากันเงียบลง
ปรี๊ดดดดดดด~
การแข่งขันก็ได้เริ่มขึ้น โดยรุ่นพี่ตงหยางทำแต้มให้กับทางสาขาคอมได้เป็ลูกแรก เสียงกลองของสาขาก็ตีกันระนาวด้วยความดีใจ
“กรี๊ดดดดด ตงหยางสู้ๆๆ”
(ဝ.ဝ)/// ยัยถิงถิงส่งเสียงกรี๊ดข้างๆฉันโดยที่ฉันไม่ทันได้ทั้งตัว พร้อมส่งเสียงเชียร์อย่างสุดเสียง ฉันได้แต่หันไปบอกยัยถิงถิงด้วยสายตา {เบาๆหน่อยเพื่อนหูฉันจะดับ} แต่ยัยถิงถิงไม่เข้าใจในสิ่งที่ฉันกำลังจะสื่อสารเลย ยังคงกรี๊ดและส่งเสียงเชียร์แบบนั้นไปเรื่อยๆ นี้ละน๊า…..คนมีความรัก
การแข่งขันยังคงดุเดือดขึ้นไปเรื่อยๆ ตอนนี้คะแนน เท่ากันแล้ว และเหลือเวลาอีกสองนาทีถึงจะหมดเวลาการแข่งขัน พอดูไปเรื่อยๆไอความรู้สึกรักสาขาก็เดือดขึ้นมาเสียอย่างนั้น รู้ตัวอีกทีฉันกับลู่ลู่ก็ส่งเสียงเชียร์ทีมของสาขาตัวเองแบบเต็มสูบไปซะแล้ว
“การแปลสู้ๆ การแปลสู้ๆ พี่ซีอ่าวสู้ๆ พี่ซีอ่าวสู้ๆ”
และแล้วสาขาฉันก็ทำแต้มเอาชนะสาขาคอมพิวเตอร์ไปแบบฉิวเฉียด
“กรี๊ดดดดดด เย้ๆๆๆๆ การแปล การแปล การแปล”
ฉันกับลู่ลู่ดีใจะโโลดเต้นกันแบบสุดตัว โดยลืมยัยถิงถิงไปเสียสนิท หันไปอีกทียัยถิงถิงก็หายไปจากตรงนั้นแล้ว ฉันชะเง้อมองหาเพื่อนอยู่สักพัก
“ฟางฟาง นั้นถิงถิงหรือเปล่า”
ลู่ลู่เรียกฉันให้กลับไปมองตามมือที่เธอกำลังชี้ไปยังตรงกลางสนาม ซึ่งฉันได้แต่มองตามการชี้ของลู่ลู่ไปโดยธรรมชาติ และก็พบว่าถิงถิงกำลังยืนอยู่กลางสนามกับตงหยางและกำลังกอดตงหยางอยู่
(ဝ—ဝ) ฉันค่อนข้างใกับการกระทำของถิงถิงในตอนนั้นเหมือนกัน แต่ก็นะ…..เพื่อนเราโตเป็ผู้ใหญ่แล้ว ต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจแล้วล่ะ หลังจากที่กำลังจะหมุนตัวกลับออกไปนอกสนาม อยู่ดีๆลู่ลู่ก็ดึงฉันให้หันกลับไปมองที่ขอบสนาม พี่ซีอ่าวที่กำลังนั่งอยู่ที่ม้านั่งและรายล้อมไปด้วยสาวๆสวยๆหลายคน ที่ต่างคนก็ต่างแย้งกันยื่นขวดน้ำไปให้เขา แต่อยู่ๆพี่ซีอ่าวก็เงยหน้าขึ้น แล้วมองมาทางฉัน ทำให้ตาฉันกับพี่เขาประสานกันอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว ฉันรีบหลบสายตาเขาแล้วกำลังจะหมุนตัวหนี
“ฟางฟาง” ဝ.ဝ//
พี่ซีอ่าวะโเรียกชื่อฉันจากด้านหลัง
ตึก ตึก ตึก
เขาเดินมาอยู่ตรงหน้าฉัน สายตาหลายคู่ต่างกำลังจับจ้องมาที่เราสองคน ฉันรับรู้ได้ถึงกลิ่นไอความอิจฉาริษยากำลังแผ่ไปรอบๆตัวจนเต็มไปหมด
“ใครนะ”
“ทำไมรุ่นพี่ถึงเรียกชื่อเธอ”
“แฟนคนใหม่รุ่นพี่หรอ”
“เด็กปีหนึ่งนิ”
เสียงซุบซิบของบรรดาสาวๆนักศึกษาที่อยู่ในสนามกีฬาเริ่มพูดคุยถึงการมีอยู่ของฉัน และต่างคาดเดาถึงความสัมพันธ์ของฉันกับรุ่นพี่ซีอ่าวไปต่างๆนาๆ
“เธอยังติดเลี้ยงข้าวพี่มื้อนึงนิ จำได้ไหม”
“ออ…อ๋อ จำได้(มั้ง)ค่ะ”
ใช่ จริงด้วยนี้เรายังติดเลี้ยงข้าวพี่ซีอ่าวอยู่นี้หน่า ลืมไปซะสนิทเลย //^—^៴//
(ถิงถิง)
เสียงกรี๊ดสนั่นจากการชนะบาสเก็ตบอลของสาขาการแปลดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว รวมทั้งฟางฟางและลู่ลู่ที่กำลังส่งเสียงกรี๊ดและเต้นดีใจอยู่ใกล้ๆข้างฉัน ระหว่างที่เพื่อนกำลังดีใจอยู่นั้น ฉันหันไปมองตงหยางที่กำลังนั่งอยู่ที่ขอบสนามทางฝั่งผู้เข้าแข่งขันกับเพื่อนๆ มีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้าไปคุยอะไรกับตงหยางสักพักก่อนจะเดินจากไป ฉันรีบเดินจากขอบสนามอีกฝั่งไปหาตงหยางเพื่อถามเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้น แต่ทว่าเมื่อเดินไปแค่ตรงกลางสนาม ตงหยางเห็นฉันเขาก็ยิ้มด้วยความดีใจเหมือนเด็กน้อยที่ได้ของเล่น แล้วรีบวิ่งเข้ามาหาฉัน เหงื่อที่ไหลอาบข้างแก้มกับผมที่โดนน้ำกลับทำให้เขาดูมีออร่าเข้าไปอีกในสายตาของฉัน เมื่อมาถึงตัวฉันเขาก็เข้ามากอดฉันแล้วใช้มือััไปที่ผมของฉันจากด้านหลังอย่างเบามือ ตงหยางค่อยๆปล่อยจากกอดมาจับมือฉันไว้
“ฉันชอบเธอนะ เป็แฟนกับฉันนะ”
////ဝ.ဝ // ฉันได้แต่ทำสีหน้างงๆกับสิ่งที่ตงหยางพูดออกมา ตงหยางเห็นสีหน้าของฉันที่กำลังสับสนและงงๆกับสิ่งที่เขาพึ่งพูดไปแล้วเอาแต่ยิ้ม
“ฉันอยากพูดอีกครั้งให้มันชัดเจนกว่าตอนที่เรารู้จักกันแค่ในโทรศัพท์นะ”
// >___<///
ฉันได้แต่ยิ้มแล้วพยักหน้าตอบตกลงตงหยางไปอย่างดีใจ ทำให้เพื่อนๆของตงหยางต่างส่งเสียงแซวกันเป็ระนาวกับการประกาศความรักของเราให้คนอื่นรับรู้
“น้ำนี่ ของฉันใช่มั่ย”
“เออ..ฉัน..กิ….น…”
แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะบอกออกไป ตงหยางก็มาแย้งขวดน้ำที่ฉันถืออยู่ในมือไปดื่มต่อจนหมดขวดแล้วหันมายิ้มร่าให้ฉัน ဝ.ဝ ฉันได้แต่ยืนนิ่งทำตาปริบๆ {นี่เราจูบกันทางอ้อมหรือเปล่านะ} คำถามที่พุดขึ้นมาให้หัว ณ ตอนนี้
“ไปกันเถอะ”
ตงหยางพูดก่อนจะหยิบเสื้อคลุมที่ฝากฉันถือไว้ไปส่วม แล้วหันไปบอกลาเพื่อนๆก่อนจะจับมือฉันเพื่อพาเดินออกไป
“แอ๊ะ!! นั้นฟางฟางเพื่อนถิงถิงหรือเปล่า”
ตงหยางพูดพร้อมชี้นิ้วไปตรงที่ประตูทางออก
“อืม ใช่จริงๆด้วย นั้นใครยืนอยู่หน้าฟางฟางนะ เราไปดูกันเถอะ”
ตงหยางพยักหน้าแล้วพาฉันเดินไปยังที่ทั้งสามคนนั้นกำลังยืนคุยกันอยู่ โดยยังคงจับมือฉันไปปล่อย // >___<///
(ข้าวฟาง)
“นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็เป็รุ่นพี่ซีอ่าวของสาวๆนี้เอง”
เสียงของใครคนหนึ่งดังขึ้นกลางวงสนทนาที่ฉันได้แต่ยืนยิ้มอยู่เสีงนั้นดังมาจากทางด้านหลังแล้วเดินมาหยุดตรงหน้า รุ่นพี่ตงหยางเดินมาแล้วเข้าไปล็อกคอรุ่นพี่ซีอ่าวแล้วขยี้ผมด้วยความเอ็นดู ฉันได้แต่แปลกใจถึงความความสนิทสนมที่ไม่เคยรู้มาก่อน ถิงถิงหันมาหาฉันพร้อมส่งสัญญาณถึงความประหลาดใจไม่ต่างกันมาให้ฉัน หลังจากที่เราทั้งหมดเดินมาที่โรงอาหารเพื่อนั่งคุยและหาอะไรกิน ฉันก็ได้รับรู้ว่ารุ่นพี่ซีอ่าวกับรุ่นพี่ตงหยางเป็เพื่อนสนิทกันมาั้แ่มัธยมปลาย
“นี่ถิงถิง แฟนฉันเอง”
พี่ตงหยางพูดและผายมือมาที่ถิงถิงที่อยู่ข้างๆฉัน
“อ๋อ…ใช่คนเดียวกับที่แกโทรวิดีโอคอลหาบ่อยๆ แล้วก็ร้องห่ม….ร้อ…”
ဝ.ဝ//
ยังไม่ทันที่รุ่นพี่ซีอ่าวจะพูดจบ รุ่นพี่ตงหยางก็เอามือปิดปากไว้เสียก่อน แล้วหันมาโบกไม้โบกมือบอกว่าไม่จริงๆให้พวกเราทั้งสามคน ทำเอาเราทั้งสามคนแอบอดยิ้มกับความน่ารักของรุ่นพี่ตงหยางไม่ได้
“นั้น…แสดงว่าเราสนิทกันแล้วนะ”
รุ่นพี่ซีอ่าวมองมาที่ฉันแล้วยิ้มแบบมีเลศนัยมาให้ฉัน ฉันได้แต่หลบสายตาแล้วก้มหน้ากินข้าวที่อยู่ตรงหน้าต่อ หลังจากที่เราทั้งหมดแยกจากกันที่โรงอาหารก็เหลือเพียงฉันกับถิงถิงที่เดินกลับหอพร้อมกัน {จริงๆรุ่นพี่ตงหยางจะเดินมาส่ง แต่ถิงถิงยืนยันจะเดินกลับพร้อมฉัน} ส่วนลู่ลู่พักอยู่หอนอกมหาลัยเลยขอตัวกลับก่อนั้แ่ห้าโมงเย็น ถึงแม้ตอนนี้ฟ้าจะเริ่มเปลี่ยนสีจากสีฟ้าเป็สีส้ม ดวงอาทิตย์ค่อยๆลับขอบฟ้า ลมพัดผ่านโชยอ่อนๆ ผู้คนต่างก็กำลังทำกิจกรรมของตนเองในแต่ละพื้นที่ของมหาลัย บ้างก็ออกกำลังกาย บ้างก็กำลังซ้อมเต้นซ้อมรำ บ้างก็กำลังเดตกับคนรัก แต่บรรยากาศในมหาลัยตอนนี้ก็ยังให้ความรู้สึกอบอุ่นใจแบบบอกไม่ถูกอยู่ดี
“แก….ฉันว่ารุ่นพี่ซีอ่าวสนใจแกนะ”
“ဝ__ဝ”
อยูู่ๆยัยถิงถิงก็โพล่งพูดถึงประโยคที่ฉันไม่เคยคาดคิดออกมา ทำให้ฉันที่กำลังเพลิดเพลินกับการซึมซับบรรยากาศที่ดี และใช้สายตามองไปยังรอบๆด้วยความสบายใจอยู่นั้น กลับหันไปมองถิงถิงและยกมือขึ้นมาไขว้แบบกากบาท บ่งบอกถึงการปฏิเสธคำพูดของถิงถิงอย่างทันที
“บ้า ไม่ใช่แน่นอน เขาเป็คาสโนว่าตัวพ่อนะแก จะมาสนใจคนหน้าตาธรรมดาอย่างฉันทำไม ดูผู้หญิงที่รายล้อมเขาในวันนี้สิ แต่ละคนอย่างกับหลุดออกมาจากนิตยสาร และอีกอย่างฉันก็ไม่ได้สนใจเขาเลยนะ ไม่ใช่สเป็ค”
ถิงถิงเห็นฉันทำท่าทำทางแบบปฏิเสธเสียงแข็ง ก็ได้แต่พยักหน้าและอมยิ้มไม่พูดอะไรต่อ เราสองคนเดินมาเรื่อยๆจนมาถึงหอพักจนได้ หลังจากทำธุระส่วนตัวขัดสีฉวีวันเสร็จ ฉันก็เอาตัวเองมานอนแผ่หล้าอยู่บนเตียงเพื่อผึงครีมทาผิวที่พึ่งชะโลมตัวเสร็จหลังอาบน้ำ ยกโทรศัพท์ขึ้นเพื่อดูความเคลื่อนไหวในกลุ่มแฟนคลับลี่หยางที่ฉันสมัครเข้าไปร่วมกลุ่มเอาไว้ หนึ่งในแฟนคลับในกลุ่มส่งข่าวประกาศการกลับมารับเล่นละครเื่ใหม่ของลี่หยางพระเอกในดวงใจ และที่สำคัญสถานที่ถ่ายทำอยู่ในเมืองเทียนจินที่ฉันอยู่พอดี
อี๊ดๆๆๆๆ~~
ฉันได้แต่ใช้หมอนน้อยมากดเสียงจากการกรี๊ดดีใจ และพลิกตัวกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียงอันแข็งแกร่งจากการรับแรงและน้ำหนักการดิ้นของฉันไว้ได้ไหว โดยไม่พังลงมา หลังจากตั้งสติกลับมายังปัจจุบันได้ฉันก็เริ่มอ่านรายละเอียดของโพสนี้อีกครั้ง
“วันเสาร์ ที่ 10 ตุลาคม สถานที่การแสดง ชิงช้า์เทียนจินเมืองเทียนจิน ่เวลาห้าโมงเย็น อืม…..ว่าแต่ชิงช้า์เทียนจินมันอยู่ตรงไหนนะ”
ฉันไม่รอช้า รีบกดเสิร์ชหาในกูเกิลทันทีว่าไอสถานที่นี้มันอยู่ตรงไหนในเทียนจิน
แคร๊กๆๆ….แอ๊ดดดดด~
“ฉันกลับมาแล้วนะ”
เสียงประตูเปิดออกพร้อมเสียงเล็กๆของรุ่นพี่เสี่ยวเหมยกล่าวทักทาย
“กลับมาแล้วหรอคะ วันนี้รุ่นพี่ไปทำงานมาหรอคะ?”
ฉันพลิกตัวลุกขึ้นนั่งเพื่อพูดคุยกับพี่เสี่ยวเหมยได้สะดวกมากขึ้น
“ใช่จ๊ะ วันนี้ที่ร้านคนเยอะมากเลย ยืนมาทั้งวัน เมื่อยขาสุดๆ”
พี่เสี่ยวเหมยพูดกับฉันพลางเดินถือของพะรุงพะรังเข้าไปยังเตียงของตัวเองวางกระเป๋าไว้บนโต๊ะหนังสือ กับอีกทั้งของกินขนมต่างๆมากมาย ยาแก้ปวดเท้า และยังมีดอกไม้อีกหนึ่งช่อ (ที่ดูแล้วต้องมีคนให้มา)และพาตัวเองไปนั่งลงบนเตียงเพื่อใช้ยาทานวดเท้าที่วันนี้ผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก
หลังจากผ่านการอยู่ที่มหาลัยนี้มาครึ่งเดือน (รวมที่มาก่อนเปิดเทอม) ฉันรับรู้ได้เลยว่าพี่เสี่ยวเหมยเป็คนขยันมากปกติทุกเช้าหลังจากตื่นนอนฉันไม่เคยเจอพี่เสี่ยวเหมยเลยสักวัน จะเจอพี่เสี่ยวเหมยอีกทีประมาณทุ่มนึงของวันตลอด พี่เสี่ยวเหมยเคยบอกฉันว่า เขาจะออกไปตอนหกโมงเช้าของทุกวันเพื่อไปห้องสมุดก่อนจะไปเข้าเรียน {ซึ่งตัดภาพมาที่ฉันที่ยังคงพูดคุยกับพระอินทร์ใต้ผ้าห่มอยู่เลย} และ่ว่างของวันพี่เสี่ยวเหมยก็จะไปทำงานพาร์ทไทม์ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง แล้วถึงจะกลับมาที่ห้อง ถ้าฉันตื่นมาแล้วไม่เจอเขาหรือเมื่อได้ยินเสียงไขประตูตอนดึกๆก็ไม่ต้องใ เพราะเป็เื่ปกติของพี่เสี่ยวเหมย ฉันเลยเริ่มคุ้นชินกับการได้ยินเสียงการไขประตูหรือการเดินไปเดินมาในตอนดึกๆไปแล้วตอนนี้
“ทำไมวันนี้มีทั้งขนม มีทั้งดอกไม้ด้วยล่ะคะ ใครให้มาหรอคะ ไหนเล่าๆ”
ฉันรีบลุกไปนั่งที่เตียงพี่เสี่ยวเหมย แล้วคะยั้นคะยอถามถึงเ้าของดอกไม้ พี่เสี่ยวเหมยได้แต่ยิ้มๆ
“เพื่อนนะ”//^—^៴//
“เพื่อน เพื่อนแหละเนอะให้ดอกไม้กัน ธรรมดาแหละเนอะ”
ฉันพูดไปส่งสายตากดดันพี่เสี่ยวเหมยไปอีกหนึ่งกรุบ แต่พี่เสี่ยวเหมยเปลี่ยนเื่คุยไปเสียดื้อๆ ฉันก็ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย ก็เื่ส่วนตัวของพี่เขาอ่ะเนอะ ถึงแม้จะอยากรู้มากแค่ไหนก็ตามก็ได้แต่รอ ถ้าพี่เสี่ยวเหมยอยากเล่า สักวันเขาก็คงเล่าให้ฟังเองแหละ
“ว่าแต่เมื่อกี้กำลังดูอะไรอยู่หรอ?”
เพื่อเปลี่ยนประเด็นให้ฉันเลิกสนใจดอกไม้ช่อนั้น และมันก็ได้ผลเพราะเรียกสติเื่ที่ฉันกำลังกังวลกลับทันที
“อืม…. พี่เสี่ยวเหมยรู้จักชิงช้า์เทียนจินไหมคะ”
“อ๋อ… รู้จักสิ พี่เป็คนเทียนจินนะ ต้องรู้จักอยู่แล้ว เป็สถานที่ที่ขึ้นชื่อของเทียนจินที่นึงเลยล่ะ นักท่องเที่ยวไปเที่ยวที่นี้กันเยอะ เป็สถานที่ที่คนส่วนใหญ่ชอบไปเช็คอินถ่ายรูป ยิ่งไปตอนกลางคืน มีแสงไฟกับบรรยากาศริมแม่น้ำทำให้ยิ่งดูสวยมากขึ้นไปอีก เดินทางจากที่นี้ก็ประมาณสามสิบถึงสี่สิบนาทีได้นะ”
พี่เสี่ยวเหมยพูดไปทำท่าทำทาง อย่างกับมัคคุเทศน์ที่กำลังแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยวอย่างฉันอยากไปลิ้มลองความสวยงามเสียซะให้ได้ในวันนี้
// >___<//
ฉันได้แต่ยิ้มให้กับความพยายามพรีเซ็นต์แนะนำฉันของรุ่นพี่ที่ทั้งน่ารักและจริงใจสุดๆ
“ฟางฟางจะไปวันไหนอ่ะ เดี่ยวพี่ไปเป็เพื่อน”
“จริงนะค่ะ!!! วันเสาร์หน้าที่สิบนี้นะค่ะ”
พี่เสี่ยวเหมยยิ้มและพยักหน้า บ่งบอกถึงการตกลงรับคำในการนัดหมายของเรา ฉันดีใจจนลุกขึ้นไปกอดพี่เสี่ยวเหมยที่นั่งอยู่บนเตียงของเขาลุกขึ้น พี่เสี่ยวเหมยยิ้มแล้วโยกตัวไปมาตามแรงกอดของฉัน
ฉันนับถอยหลังทุกวัน เพื่อให้เวลาผ่านไปเร็วๆ
เหลือแค่สองวัน
เหลืออีกแค่วันเดียว
แต่แล้ว……. ในตอนเช้าเกือบหกโมง ก็ได้ยินเสียงพี่เสี่ยวเหมยเรียกพร้อมเขย่าตัว
“ฟางฟาง ตื่นๆ พี่มีเื่จะบอก พี่ขอโทษจริงๆนะ พรุ่งนี้พนักงานที่ร้านอาหารที่พี่ทำงานลากันหลายคน ผู้จัดการเลยบังคับให้พี่ไปทำงานแทนนะ พี่คงไปเป็เพื่อนฟางฟางไม่ได้แล้วล่ะ ขอโทษจริงๆนะ อย่าโกรธพี่นะ เดี่ยวพี่ชดเชยให้วันหลังนะ ฟางฟาง้าอะไรพี่จะทำให้ทุกอย่าง ขอโทษจริงๆ”
ฉันที่กำลังสะลึมสะลืออยู่ กับศัพท์ภาษาจีนที่ยังไม่ค่อยตื่นตัว ทำให้จับใจความได้คราวๆ แล้วประติดประต่อสิ่งที่พี่เสี่ยวเหมยกำลังบอก ทำให้สมองที่กำลังประมวลผลเริ่มสั่งงานเรียกสติขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
“ဝ__ဝ”
พี่เสี่ยวเหมยได้แต่จับมือขอโทษฉันอยู่อย่างนั้น
“ไม่เป็ไรค่ะพี่เสี่ยวเหมย หนูเข้าใจ พี่ไม่ต้องรู้สึกผิดหรอกค่ะ เดี่ยวค่อยชวนถิงถิงไปแทนค่ะ ถิงถิงก็อยากไปด้วยอยู่ค่ะ ไว้มีเวลาเราค่อยไปเที่ยวด้วยกันก็ได้ค่ะ”
ฉันตอบพี่เสี่ยวเหมยแบบอ่อนโยนเพื่อไม่ให้พี่เสี่ยวเหมยรู้สึกผิด โดยที่จริงแล้วฉันยังไม่ได้เล่าเื่นี้ให้ถิงถิงฟังเลยสักนิด แต่ดูท่าจะได้ผล…..หลังจากที่พี่เสี่ยวเหมยได้ฟังคำตอบของฉัน สีหน้าที่รู้สึกผิดก็ค่อยๆดีขึ้น
“ขอบใจฟางฟางมากนะที่เข้าใจพี่ นั้นพี่ไปก่อนนะ เจอกันตอนเย็น”
หลังจากนั้นก็ลุกขึ้นหยิบกระเป๋า หนังสือและโน๊ตบุ๊คที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วหันมายิ้มหวานและโบกมือให้ฉันก่อนจะเดินออกไป ทิ้งให้ฉันนั่งน้ำตาตกใน นั่งหันหลังเอาหัวเคาะพนังกำแพงไปด้วย เพื่อคิดหาวิธีชวนถิงถิงหรือลู่ลู่ให้ไปเป็เพื่อนแทนพี่เสี่ยวเหมยยังไงดี
// T__T //