อวิ๋นเฉิงหลิ่งชี้ไปที่ก้อนเงินสิบตำลึงแล้วเอ่ยกับบิดามารดาว่า "เงินสิบตำลึงนี้ได้มาจากการที่น้องเล็กมอบตำราบันทึกการเดินทางให้เขา เป็เงินตอบแทนที่ผู้อื่นมอบให้ขอรับ"
จากนั้นก็เล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นในร้านตำราให้ฟังรอบหนึ่ง
เฉินซื่อฟังแล้วก็ถอนหายใจออกมาแ่เบาเอ่ยว่า "เงินนี้ออกจะมากเกินไปเสียหน่อย ถือไว้แล้วรู้สึกไม่สบายใจเลยนะ"
อวิ๋นเฉิงซิ่วรีบเอ่ยว่า "ยามนั้นเพียงคิดว่าจะให้เขาจ่ายตามราคาเดิมก็พอ ใครจะไปคิดว่าเขาจะวางก้อนเงินไว้แล้ววิ่งจากไปเสียไกล วันหน้าหากพวกเราเจอกันอีกค่อยคืนให้เขา ยามนี้ที่บ้านพวกเราก็มิได้ขาดแคลนเงินทองแล้วมิใช่หรือเ้าคะ?"
"นั่นสินะ"
ความสนใจของเฉินซื่อถูกดึงหันไปที่ตั๋วเงินหนึ่งร้อยกว่าตำลึงพวกนั้นทันที
"พวกเราไม่เคยเห็นเงินเยอะขนาดนี้มาก่อนเลย"
"ท่านแม่ ท่านเก็บไว้ก่อนเถิดเ้าค่ะ ที่บ้านพวกเรายังมีเื่ต้องใช้เงินอีกเยอะ นอกเหนือจากซื้อยาบำรุงและจ่ายค่ายารักษาท่านพ่อ จ่ายค่าเล่าเรียนให้พี่ใหญ่แล้ว ที่บ้านพวกเราก็น่าจะซื้อที่ดินสักสองสามหมู่ไว้ทำนาปลูกข้าวบ้างไม่ใช่หรือเ้าคะ?"
อวิ๋นเฉิงซิ่วขบคิด ยามข้ามภพมายังไม่เคยเห็นสองพ่อลูกอวิ๋นเม่าซานลงแปลงนาทำงานเกษตรเลย อาศัยเพียงการล่าสัตว์ประทังชีวิต มื้อนี้อิ่มมื้อหน้าหิว ไร้ความมั่นคงยิ่งนัก สู้ซื้อที่ดินสักสองสามหมู่ ยามเก็บเกี่ยวฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงยังพอมีพืชผลตกถึงท้อง อย่างน้อยก็ไม่ต้องซื้อข้าวแป้งกินแล้ว
ต่อให้ยามปกติไม่ได้ปลูกพืชเสบียง ก็ยังสามารถปลูกพืชเศรษฐกิจได้ หากเก็บเกี่ยวได้ดี นำไปแลกเงินทองมาซื้อผักซื้อข้าวแป้งได้ ตรากตรำทำงานตลอดทั้งปี เื่ปากท้องย่อมไม่อยู่ในระดับน่ากังวลแน่นอน
เฉินซื่อหันไปมองอวิ๋นเม่าซาน แล้วถอนหายใจออกมาอย่างจนใจเอ่ยว่า "เฮ้อ ลูกเอ๋ย เ้าไม่รู้อันใด แต่เดิมบ้านพวกเราเคยมีที่ดินนะ ั้แ่..."
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะเอ่ยจบ อวิ๋นเม่าซานก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน
"อย่าเอ่ยถึงมันอีกเลย เื่มันผ่านไปแล้ว จะเอามาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ได้อันใด?"
เอ๋? หรือว่าในเื่นี้จะมีเงื่อนงำที่ไม่เหมาะสมให้ข้ารู้กันนะ? อวิ๋นเฉิงซิ่วพึมพำในใจ วันหน้าคงต้องลองสืบดูเสียหน่อยแล้ว
"เอาล่ะ พวกเรากินข้าวกันเถิด" อวิ๋นเม่าซานผู้เป็ผู้นำครอบครัวตบโต๊ะตัดสินใจยุติหัวข้อบทสนทนา แล้วเริ่มกินข้าวเย็น
เฉินซื่อเก็บตั๋วเงิน เงินตำลึงย่อย และเหรียญทองแดงกองใหญ่เข้าไปไว้ในกล่องเหล็กในห้องด้านในแล้วลั่นกุญแจไว้ อวิ๋นเฉิงหลิ่งและอวิ๋นเฉิงเฟิงช่วยกันจัดเก็บของที่ซื้อกลับมาให้เรียบร้อย ส่วนอวิ๋นเฉิงซิ่วเดินเข้าไปในห้องครัวยกอาหารที่เฉินซื่อทำเสร็จแล้วออกมา
ความเบิกบานใจจากการได้รับลาภลอยของคนทั้งบ้านถูกเื่การซื้อที่ดินบั่นทอนลงไปเล็กน้อย มื้อเย็นจึงจบลงท่ามกลางความเงียบสงบ
เช้าวันรุ่งขึ้น เฉินซื่อลุกขึ้นมาใช้ข้าวแป้งที่เพิ่งซื้อมาใหม่เคี่ยวต้มเป็โจ๊กข้นหม้อหนึ่ง และนึ่งซาลาเปาลูกใหญ่หนึ่งหม้อ คนทั้งบ้านกินแกล้มกับเนื้อไก่ป่าต้มที่เหลือจากวันก่อนจนอิ่มหนำ
หลังกินมื้อเช้าเสร็จ อวิ๋นเฉิงหลิ่งเก็บกระเป๋าตำราไปเรียนที่สำนักศึกษา ขณะที่เฉินซื่อถือเข็มและด้ายเข้าไปในห้องด้านในนั่งคุยเป็เพื่อนอวิ๋นเม่าซาน อวิ๋นเฉิงซิ่วเห็นอวิ๋นเฉิงเฟิงพี่รองว่างงานไร้สิ่งใดทำกำลังเย้าหยอกกระต่ายป่าอยู่หลังเรือน จึงแอบเดินเข้าไปหา เพื่อดูว่าพอจะเลียบเคียงถามเื่ที่ดินจากปากเขาได้หรือไม่ อย่างไรเสียอวิ๋นเฉิงเฟิงก็โตกว่านางย่อมต้องพอรู้เื่ราวบางอย่างบ้าง
"เอ้อ พี่รอง แต่ก่อนบ้านพวกเราเคยทำเกษตรกรรมใช่หรือไม่เ้าคะ? ข้าเห็นในห้องเก็บของข้าง ๆ มีอุปกรณ์ทำเกษตรอยู่ไม่ใช่น้อยเลย" อวิ๋นเฉิงซิ่วเอ่ยถามอวิ๋นเฉิงเฟิง
"เคยสิ" อวิ๋นเฉิงเฟิงพยักหน้า "จำได้ว่าตอนเด็ก ๆ เคยลงแปลงนาทำงานเกษตร ข้ายังเคยไปเก็บรวงข้าวสาลีและหักข้าวด่างมาแล้วเลย"
"ข้าวด่าง?" ตอนแรกอวิ๋นเฉิงซิ่วฟังแล้วยังไม่ค่อยเข้าใจ
"อ้อ ก็คือฝักข้าวโพดนั่นแหละ" อวิ๋นเฉิงเฟิงเอ่ยเสริม "ฮ่า ๆ ในที่สุดก็มีเื่ที่เ้าไม่รู้แล้วสินะ"
"ข้าใช่ว่าจะรอบรู้ไปเสียทุกเื่สักหน่อย" อวิ๋นเฉิงซิ่วพึมพำเบา ๆ
"เ้าว่าอะไรนะ?" อวิ๋นเฉิงเฟิงฟังไม่ค่อยชัด
"ข้าบอกว่า ฝักข้าวโพดอร่อยยิ่งนักเ้าค่ะ" อวิ๋นเฉิงซิ่วกุเื่แต่งขึ้นมามั่ว ๆ
"ใช่แล้ว โดยเฉพาะการนำฝักอ่อน ๆ ไปเผาไฟให้สุกแล้วค่อยกิน รสชาตินั้น... ซู้ด... หอมยิ่งกว่าเนื้อสัตว์เสียอีกนะ" อวิ๋นเฉิงเฟิงเอ่นไปพลางโคลงศีรษะไปพลาง
อวิ๋นเฉิงซิ่วเห็นว่าชวนคุยออกนอกเื่ไปไกลแล้ว จึงรีบดึงหัวข้อบทสนทนากลับมา นางเอ่ยถามต่อว่า "แล้วเหตุใดยามนี้บ้านพวกเราถึงไม่ทำนาปลูกข้าวแล้วเล่าเ้าคะ?"
อวิ๋นเฉิงเฟิงขบคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า "น่าจะเกี่ยวข้องกับการให้กำเนิดเ้านั่นแหละ"
"เกี่ยวข้องกับการให้กำเนิดข้าหรือเ้าคะ?" อวิ๋นเฉิงซิ่วเอ่ยถามด้วยความสงสัย
เื่นี้ในสมองของนางไม่มีความทรงจำเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย ร่างเดิมก็คงไม่รู้เช่นกัน มิเช่นนั้นเหตุใดถึงไม่มีเบาะแสเลยเล่า?
อวิ๋นเฉิงเฟิงใช้ใบผักในมือส่ายเย้าหยอกกระต่ายน้อยในกรง
"ข้าเองก็จำได้ไม่ค่อยชัด ตอนนั้นข้ายังเด็กนัก จำได้เพียงแค่ว่าั้แ่มีเ้าขึ้นมาก็ไม่ได้ทำนาปลูกข้าวอีกเลย"
อวิ๋นเฉิงซิ่วฟังแล้วยิ่งงุนงงสับสนหนักกว่าเดิม เื่ที่ดินนี้เหตุใดถึงไปเกี่ยวข้องกับการเกิดของตนเองได้เล่า? มองจากท่าทีของท่านพ่อและท่านแม่ที่ดูไม่อยากจะเอ่ยถึง...
เอาเถิด พี่รองเป็พวกเชื่อถือไม่ได้ ถามไปก็ไร้ความจริง รอพี่ใหญ่เลิกเรียนกลับมาค่อยลองเอ่ยถามพี่ใหญ่ดูอีกทีดีกว่า