บางคนตายไปแล้ว... แต่ก็เหมือนยังตายไม่สนิท
หลังจากผ่านความมืดมิดที่ดูเหมือนไร้จุดสิ้นสุด สืออวี่ก็สะดุ้งเฮือก ดีดตัวลุกขึ้นนั่งบนเตียง เขาสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดเฮือกใหญ่ หน้าอกกระเพื่อมอย่างรุนแรง ความสับสน มึนงง และอารมณ์อีกสารพัดถาโถมเข้ามาในหัว
ที่นี่มันที่ไหน?
สืออวี่กวาดตามองไปรอบๆ ตามสัญชาตญาณ แล้วก็ยิ่งงงหนักกว่าเดิม
หอพักเดี่ยว?
ต่อให้เขาดวงแข็งรอดตายมาได้ ตอนนี้ก็ควรจะนอนหยอดน้ำเกลืออยู่ในห้องผู้ป่วยสิ แถมร่างกาย... ทำไมถึงไม่มีาแเลย?
ด้วยความสงสัย สืออวี่รีบสำรวจไปทั่วห้อง จนสายตาไปสะดุดเข้ากับกระจกบานหนึ่งตรงหัวเตียง ภาพในกระจกสะท้อนเงาของเด็กหนุ่มอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี หน้าตาหล่อเหลาเอาเื่
แต่ปัญหาคือ… นี่มันไม่ใช่เขา!
ตัวเขาเมื่อก่อนเป็ชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่า แต่ภาพตรงหน้านี่มองยังไงก็แค่เด็กมัธยมปลายชัดๆ...
ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำเอาสืออวี่นั่งอึ้งไปพักใหญ่ อย่าบอกนะว่าผ่าตัดศัลยกรรมสำเร็จ? แต่เล่นเปลี่ยนทั้งโครงสร้างร่างกายและหน้าตาแบบนี้ มันไม่ใช่เื่มีดหมอแล้ว แต่มันคือปาฏิหาริย์ชัดๆ
เขาเปลี่ยนไปเป็คนอื่นโดยสมบูรณ์!
หรือว่า... เขาจะทะลุมิติมาแล้ว?
นอกจากกระจกที่วางผิดหลักฮวงจุ้ยอย่างแรงตรงหัวเตียงแล้ว สืออวี่ยังเจอหนังสือสามเล่มวางอยู่ข้างๆ พอหยิบขึ้นมาดู ชื่อหนังสือทำเอาเขาพูดไม่ออก
<คู่มือการเลี้ยงอสูรสำหรับมือใหม่>
<การดูแลสัตว์อสูรหลังคลอด>
<คู่มือการประเมินสาวหูสัตว์ต่างเผ่าพันธุ์>
สืออวี่: ???
ชื่อหนังสือสองเล่มแรกยังพอเข้าใจได้ แต่ไอ้เล่มสุดท้ายนี่มันอะไรกันแน่?
“อะแฮ่ม...”
แววตาของสืออวี่กลับมาจริงจังอีกครั้ง เขายื่นมือออกไปหวังจะหยิบมาดูให้ชัดๆ แต่ยังไม่ทันไรแขนก็ต้องชะงักค้าง
ขณะที่เขาคิดจะเปิดหนังสือเล่มที่สามดูว่าตกลงเนื้อหาข้างในเป็ยังไง สมองก็เกิดอาการเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความทรงจำมหาศาลหลั่งไหลเข้ามาเหมือนน้ำป่าไหลหลาก
เมืองปิงหยวน… ศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์อสูร… ผู้ดูแลสัตว์อสูรฝึกหัด… ผู้ฝึกอสูร…
นี่มันเื่บ้าบออะไรกันเนี่ย?
ความทรงจำที่ผุดขึ้นมาแบบปุบปับทำให้สืออวี่ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจอยู่นาน
ผ่านไปพักใหญ่ สืออวี่ก็เงยหน้าขึ้นด้วยสีหน้าซับซ้อน เขาเดาถูก... ดูเหมือนว่าตัวเขาจะทะลุมิติมาแล้วจริงๆ
ไม่ใช่แค่เพราะความทรงจำพวกนี้ แต่ยังเป็เพราะความหล่อเหลานี้ที่ไม่มีทางโกหก เป็ที่รู้กันดีว่า คนขี้เหร่ไม่มีสิทธิ์ทะลุมิติ และไม่มีสิทธิ์ถูกสิงร่าง ในเมื่อเขาหล่อขนาดนี้ ก็น่าจะทะลุมิติมาไม่ผิดแน่...
หลังจากเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เขาก็ข้ามมิติมายังต่างโลกที่ยึดถือ ‘การฝึกอสูร’ เป็กระแสหลัก
แม้ห้องนี้จะดูเป็หอพักเดี่ยวที่ทันสมัย แต่เขาไม่ได้อยู่บนโลกเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่มาอยู่บนดวงดาวที่ถูกเรียกว่าบลูสตาร์
โลกใบนี้มีความพิเศษมาก วัฒนธรรมต่างจากโลกเดิมอย่างสิ้นเชิง ั้แ่อดีตมา ที่นี่ก็มีพลังเหนือธรรมชาติอยู่แล้ว ทว่าพลังเหล่านี้ไม่ใช่ลมปราณ เวทมนตร์ หรือการบำเพ็ญตบะแบบที่สืออวี่เคยเห็นในหนัง...
แต่มันคือการที่สิ่งมีชีวิตทุกชนิด ล้วนมีโอกาสวิวัฒนาการ
เมื่อผ่านการวิวัฒนาการ สัตว์และพืชส่วนใหญ่จะมีสติปัญญาและมีพลังพิเศษที่แข็งแกร่ง ซึ่งไม่จำกัดอยู่แค่พืชและสัตว์ แม้แตู่เา แม่น้ำ สายลม และหิมะ ก็วิวัฒนาการเป็สิ่งมีชีวิตได้
สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติเหล่านี้ ล้วนพลังที่แข็งแกร่ง ทั้งสายฟ้า เปลวเพลิง พายุเฮอริเคน ไม่ต่างอะไรกับสัตว์เทพในตำนานของโลกเดิม
ในยุคโบราณ มนุษย์ที่อ่อนแอทำได้แค่พึ่งพาสิ่งมีชีวิตทรงพลังในฐานะผู้พิทักษ์ และต้องอยู่รวมกันเป็เผ่าเพื่อเอาชีวิตรอดไปวันๆ
แต่หลังจากผ่านการพัฒนามาอย่างยาวนาน มนุษย์ก็ค่อยๆ ค้นพบพลังเหนือธรรมชาติของตัวเอง นั่นก็คือ ‘พลังแห่งการฝึกอสูร’
มนุษย์บางส่วนสามารถทำสมาธิเพื่อเปิดพื้นที่ต่างมิติขึ้นในสมอง และใช้มันเหมือนกรงขังเพื่อจับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติ
ในตอนแรกมนุษย์แค่จับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่อ่อนแอมาเป็ทาสรับใช้ แต่เมื่อเจอตัวที่แข็งแกร่ง มนุษย์ก็ยังไม่มีทางสู้
แต่ภายหลังมีคนค้นพบว่า เมื่อสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติเข้าไปอยู่ในห้วงมิติอสูร มันจะเติบโตเร็วกว่าโลกภายนอกหลายเท่า แถมยังมีโอกาสวิวัฒนาการง่ายขึ้นด้วย!
การค้นพบนี้ทำให้มนุษยชาติมองเห็นความหวัง ผู้คนเริ่มหันมาศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับห้วงมิติอสูรอย่างจริงจัง
และเมืุ่์พัฒนาความสามารถในการฝึกอสูรอย่างต่อเนื่อง ระบบการฝึกอสูรก็ค่อยๆ สมบูรณ์แบบ สัตว์อสูรสายต่อสู้ที่แข็งแกร่งหลากหลายสายพันธุ์ถูกมนุษย์เพาะพันธุ์ขึ้นมา อาชีพที่มีชื่อว่า ‘ผู้ฝึกอสูร’ จึงได้ก้าวขึ้นมาเฉิดฉายบนเวทีโลก
เมื่อผู้ฝึกอสูรผงาดขึ้นมา สิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติจำนวนไม่น้อยก็เริ่มยินยอมทำสัญญากับมนุษย์ด้วยความสมัครใจ โดยหวังว่าจะอาศัยพลังของมนุษย์เร่งการเติบโตและทะลุขีดจำกัดของเผ่าพันธุ์
จนกระทั่งปัจจุบันในอีกหลายพันปีต่อมา มนุษยชาติได้สร้างอารยธรรมการฝึกอสูรที่รุ่งโรจน์ และเข้าพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของดาวดวงนี้
ในยุคสมัยแห่งการฝึกอสูรนี้... ผู้ฝึกอสูรกลายเป็สัญลักษณ์ของสถานะและชนชั้นไปโดยปริยาย
ทุกวงการล้วนเกี่ยวข้องกับผู้ฝึกอสูร ต้องเป็ผู้ฝึกอสูรเท่านั้น ถึงจะเป็ระดับหัวกะทิในแต่ละสายงานได้
แค่การแข่งขันนัดเดียวของผู้ฝึกอสูรที่มีชื่อเสียง ก็มีมูลค่าเม็ดเงินหมุนเวียนมหาศาล แค่เมืองไหนมีผู้ฝึกอสูรที่แข็งแกร่งประจำการอยู่ ก็ยกระดับเศรษฐกิจของเมืองได้ทันตาเห็น ตำแหน่งใหญ่โตในแทบทุกวงการล้วนถูกกุมอำนาจโดยผู้ฝึกอสูร…
แต่ถึงแม้มนุษยชาติจะยิ่งใหญ่คับฟ้า ก็ยังมีอสูรดุร้ายจำนวนมหาศาลอาละวาดอยู่ตามพื้นที่รกร้าง ซึ่งสัตว์อสูรพวกนี้ฝึกให้เชื่องไม่ได้ และมักจะสร้างภัยพิบัติให้กับเมืองมนุษย์อยู่บ่อยครั้ง
นี่จึงเป็เหตุผลว่าทำไมเมืองต่างๆ ถึงต้องแย่งกันดึงตัวผู้ฝึกอสูรที่แข็งแกร่งมาประจำการ
และในความทรงจำ... ครอบครัวของเ้าของร่างเดิม ก็เสียชีวิตในเหตุการณ์คลื่นสัตว์อสูรบุกเมืองนั่นเอง
“โลกแห่งการฝึกอสูร... พอจะเข้าใจคร่าวๆ แล้ว” สืออวี่พึมพำ
“แต่ว่า... ทำไมทะลุมิติมาแล้วชีวิตถึงยังรันทดขนาดนี้ฟะ?”
สืออวี่ถอนหายใจ ทะลุมิติก็ทะลุมิติสิ แต่ต่างโลกที่อันตรายขนาดนี้ จริงๆ แล้วถ้าได้เกิดเป็ลูกหลานตระกูลผู้ฝึกอสูรน่าจะสบายกว่าแท้ๆ
ทางที่ดีควรจะมีสาวัคอยปกป้องั้แ่เด็ก มีเอลฟ์คอยอยู่เป็เพื่อน แบบนี้ถึงจะคุ้มค่าตั๋วเที่ยวเดียวในการทะลุมิติหน่อย
แต่น่าเสียดาย ดูเหมือนการทะลุมิติก็เหมือนสุ่มกาชา เลือกเกิดไม่ได้ ต้องใช้แต้มบุญล้วนๆ
ตอนนี้เขายังชื่อสืออวี่ แต่ไม่ใช่สืออวี่ที่เป็นักเทววิทยาจากโลกเดิมอีกแล้ว แต่เป็ผู้ดูแลสัตว์อสูรฝึกหัดธรรมดาๆ คนหนึ่งในศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์อสูรของเมืองปิงหยวน
ไม่ใช่ผู้ฝึกอสูรผู้ทรงเกียรติ... แต่ดูเหมือนพวกเบ๊ที่คอยทำงานจิปาถะให้พวกผู้ฝึกอสูรซะมากกว่า
ที่นี่คือสถานที่สำหรับเพาะเลี้ยงสัตว์อสูรโดยเฉพาะ... ปัจจุบันเขากำลังเรียนรู้วิธีการเลี้ยงสัตว์อสูรอยู่ที่นี่ ภารกิจในแต่ละวัน คือการให้อาหาร ตักอึ และทำความสะอาด แรงงานรากหญ้าของแท้!
มิน่าล่ะ... สืออวี่พอจะเข้าใจที่มาของหนังสือพวกนั้นแล้ว ที่แท้เ้าของร่างเดิมก็กำลังศึกษาเื่นี้อยู่นี่เอง...
สาเหตุที่ขยันขนาดนี้ จริงๆ แล้วก็เพราะหวังว่าจะได้เป็ผู้ฝึกอสูรที่ประสบความสำเร็จ แต่ความจริงน่ะเหรอ... เด็กกำพร้าคนหนึ่ง ลำพังแค่เลี้ยงตัวเองยังแทบไม่รอด จะเอาปัญญาที่ไหนไปเลี้ยงสัตว์อสูร?
ด้วยฐานะทางบ้านของสืออวี่ การจะเป็ผู้ฝึกอสูรนั้นยากชนิดเืตาแทบกระเด็น
แต่สืออวี่ก็นับว่าโชคดี อย่างน้อยอาชีพปัจจุบันของเขาก็เกี่ยวข้องกับผู้ฝึกอสูร พร์บวกกับความพยายามอีกนิด อนาคตก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาส
สืออวี่คนเก่าถึงขั้นเตรียมการไว้ดิบดี ตัดสินใจว่าจะกู้เงินเพื่อซื้อลูกสัตว์อสูรคุณภาพดีมาปั้นตัวเองให้กลายเป็ผู้ฝึกอสูร
อายุน้อยแค่นี้ก็ริจะเป็หนี้สินเชื่อสัตว์อสูรซะแล้ว...
สืออวี่รู้สึกจุกอก ชีวิตช่างบัดซบจริงๆ เขาผู้เคยแบกหนี้บ้าน หนี้รถก้อนโตมาจากโลกก่อน จู่ๆ ก็รู้สึกเวทนาตัวเองขึ้นมา ไม่คิดเลยว่าทะลุมิติมาแล้วยังหนีไม่พ้นวงจรหนี้สิน
ออกทะเลไปไกลแล้ว กลับมาที่ปัจจุบัน สืออวี่ยังเป็แค่เด็กฝึกงานต๊อกต๋อย
แถมอีกเดี๋ยวก็ต้องเริ่มงานแล้ว ระบบงานแบบ 6-6-6 (เข้างานหกโมงเช้า เลิกหกโมงเย็น ทำงานหกวัน) เวลาเคร่งครัดมาก พูดตามตรง นอกจากตอนเรียนมัธยมปลาย เขาก็ไม่ได้ตื่นหกโมงเช้ามานานมากแล้ว...
สืออวี่นวดขมับด้วยความปวดหัว จากนั้นก็เดินไปดูตารางงานที่แปะอยู่บนผนัง นี่คือลิสต์งานประจำสัปดาห์ที่เพิ่งแจกเมื่อวาน ในฐานะเด็กฝึกงานของศูนย์เพาะเลี้ยง งานในแต่ละวันของเขาถูกกำหนดไว้หมดแล้ว
ภารกิจวันนี้คือ...
สืออวี่ไล่สายตามองไปที่ช่องวันจันทร์
่เช้า: ให้อาหารฝูงหมาป่าหิมะ (ภารกิจเดี่ยว)... ขนย้ายอาหารสัตว์ (ภารกิจกลุ่ม)...
่บ่าย: บันทึกข้อมูลการเติบโตของหนอนไหมเขียว (ภารกิจกลุ่ม)...
อืม...
ถ้าความทรงจำของเขาไม่ผิด... หมาป่าหิมะเป็สัตว์อสูรกินเนื้อที่อยู่รวมกันเป็ฝูง และนิสัยดุร้ายมากไม่ใช่เรอะ? ภารกิจที่ดูอันตรายขนาดนี้... ให้ทำคนเดียวเนี่ยนะ? เอาจริงดิ?
สืออวี่ยืนนิ่งคิดหนัก ตอนเด็กเขาเคยโดนหมากัด เลยเป็คนกลัวสัตว์ตระกูลสุนัขฝังใจ ภารกิจนี้มันยาพิษสำหรับเขาชัดๆ
“แต่น่าจะไม่มีปัญหาอะไรมั้ง...”
สืออวี่นึกขึ้นได้ว่าเขามี ‘พร์สื่อจิต’ ทำให้สื่อสารกับสิ่งมีชีวิตได้ทุกชนิด
สาเหตุที่เขาเข้ามาฝึกงานที่นี่ได้ นอกจากเพราะผลการเรียนภาคทฤษฎีที่โรงเรียนดีเยี่ยมแล้ว ยังเป็เพราะเขาพร์ผู้ฝึกอสูรพิเศษที่เรียกว่า ‘สื่อจิต’ นี่แหละ
เมืุ่์เปิดห้วงมิติอสูรผ่านการทำสมาธิสำเร็จ ก็จะตื่นรู้พร์ผู้ฝึกอสูรขึ้นมาหนึ่งอย่าง
ถึงจะยังไม่ได้ทำสัญญากับสัตว์อสูร แต่สืออวี่ก็ได้เปิดห้วงมิติอสูรและตื่นรู้พร์เรียบร้อยแล้ว นี่ต้องขอบคุณนโยบายรัฐที่้าบ่มเพาะบุคลากรผู้ฝึกอสูร พอเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ จึงได้บรรจุวิธีทำสมาธิเข้าสู่การศึกษาภาคบังคับ สืออวี่ก็ถูกตรวจพบว่ามีพร์ใน่นั้นนั่นเอง
ประเภทของพร์ผู้ฝึกอสูรมีเยอะมาก แต่แบ่งหลักๆ เป็สองประเภทใหญ่ คือ ‘สายเสริมพลัง’ กับ ‘สายพิเศษ’ อัตราส่วนการตื่นรู้อยู่ที่ประมาณ 9 ต่อ 1
สายเสริมพลังอย่างเช่น ‘เสริมพลังอัคคี’ ผู้ฝึกอสูรที่มีพร์แบบนี้ ทางที่ดีก็ควรหาสัตว์อสูรที่มีพลังธาตุไฟมาฝึก เพราะในการต่อสู้ พร์ผู้ฝึกอสูรจะช่วยดึงประสิทธิภาพให้กับสกิลธาตุไฟของสัตว์อสูรได้ถึงขีดสุด
เมื่อเทียบกับสายเสริมพลังแล้ว พร์สายพิเศษจะซับซ้อนและไร้รูปแบบตายตัวมากกว่า ความสามารถแต่ละอย่างแตกต่างกันมหาศาล
อย่างพร์สายพิเศษ เช่น ‘แชร์ริ่ง’ จะทำให้ผู้ฝึกอสูรดึงสกิลหนึ่งอย่างของสัตว์อสูรที่ทำสัญญามาใช้ได้
โดยทั่วไปผู้ฝึกอสูรที่มีพร์แชร์ริ่งนี้ ความสามารถในการเอาตัวรอดและฝีมือการต่อสู้จะแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกอสูรทั่วไปมาก
ยังมีพร์สายพิเศษอย่าง ‘ผสานร่าง’ ที่ทำให้ผู้ฝึกอสูรรวมร่างกับสัตว์อสูรของตัวเองเป็ร่างใหม่ได้ชั่วคราว... บางทีสาวหูสัตว์อาจจะมีอยู่จริงก็ได้?
ส่วนพร์ ‘สื่อจิต’ ของสืออวี่ ถึงจะเป็สายพิเศษเหมือนกัน แต่ก็ค่อนข้างโหล เป็หนึ่งในพร์สายพิเศษที่เจอได้บ่อยที่สุด
ผู้ฝึกอสูรที่มีพร์สื่อจิตหลังจากเชี่ยวชาญแล้ว จะสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาได้ทุกชนิดแบบไร้อุปสรรคทางภาษา
ปกติแล้ว ผู้ฝึกอสูรจะเข้าใจความคิดแค่สัตว์อสูรที่ตัวเองทำสัญญาด้วยเท่านั้น แต่ผู้ที่มีพร์สื่อจิตต่อให้เจอสัตว์อสูรของคนอื่น หรือสัตว์อสูรป่าเถื่อน พวกเขาก็พอคุยรู้เื่
ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ถึงพร์สื่อจิตจะไม่มีผลต่อการต่อสู้โดยตรง แต่สถานะกลับมั่นคงมาก
เพราะถ้าเจรจากับเผ่าพันธุ์อื่นได้ ก็เลี่ยงการต่อสู้ที่ไม่จำเป็ได้
อาชีพหมอ ครู นักวิจัย ผู้ดูแลสัตว์อสูร ในวงการพวกนี้ แทบจะผูกขาดโดยคนที่มีพร์สื่อจิตทั้งนั้น เรียกได้ว่าเป็ ‘พลังสารพัดประโยชน์’ แห่งยุค
มีพร์ที่ใช้งานได้จริงขนาดนี้ ตามหลักแล้ว เขากับสิ่งมีชีวิตในป่าก็น่าจะเข้ากันได้ง่าย...
คิดมาถึงตรงนี้ สืออวี่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ถึงจะยังไม่ได้เชี่ยวชาญการสื่อจิตขั้นเทพ แต่ก็น่าจะพอถูไถเอาตัวรอดได้
เขาพยายามกระตุ้นพร์ผู้ฝึกอสูรตามสัญชาตญาณ เพื่อรับฟังเสียงรอบทิศ ตั้งใจจะเตรียมตัวให้คล่องล่วงหน้า เพื่อป้องกันความผิดพลาดหน้างาน
แต่ทันใดนั้นเอง เื่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น…
วูบ!
ห้วงมิติอสูรในสมองเกิดการสั่นะเืรุนแรง ภาพตรงหน้าพร่ามัวไปชั่วขณะ จู่ๆ สารานุกรมหินสีดำเล่มหนึ่งก็ลอยเด่นขึ้นมาในห้วงความคิด
ดูเหมือนเขา... จะตื่นรู้พร์ผู้ฝึกอสูรอย่างที่สองเข้าให้แล้ว!