ตอนที่ 11 ลอบโจมตี
“สมแล้วจริง ๆ แมงป่องเมฆาม่วง สัตว์อสูรระดับผู้เรียนรู้ 4คำ” ไพรเป่าปาก สูดลมเข้าไปลึกสู้กับอาการหอบของตน
สภาพของคณะในเวลานี้เรียกได้ว่าเสียหายอย่างยับเยิน ไพรแขนสองข้างดำเกรียมจากการโดนเผาไหม้ระยะประชิด ไอมีลิ่มเืออกมาไม่ขาดสาย ถึงแม้การเปลี่ยนร่างเป็เหล็กของไพรจะทำให้เขารับมือกับแรงอันมหาศาลและสายฟ้าได้ในระดับหนึ่ง แต่ดูเหมือนอวัยวะภายในจะได้รับาเ็หนักจากการกระทบกระเทือน
ฟ้าแขนข้างหนึ่งห้อยต่องแต่งปล่อยทิ้งไว้ข้างกาย ลมหายใจหอบแรงเช่นเดียวกับไพร ตามร่างมีรอยแผลไหม้ขนาดใหญ่มากมายกระจายไปทั่ว ผมเผ้ายุ่งเหยิงมีควันจากการโดนช็อตอย่างหนัก นั่งแผ่หมดสภาพอิงกับก้อนหิน
อรุณเปิดกระเป๋าก่อนคว้าขวดน้ำยื่นให้ฟ้า ภายในเป็น้ำสีแดงอ่อน มีกลิ่นหอม แผ่พลังออกมาจาง ๆ รอบตัว ฟ้าแบ่งส่วนหนึ่งออกมาราดไปบนแผลไฟไหม้ขนาดใหญ่ตรงหลัง ก่อนดื่มที่เหลือลงไป ลมหายใจเริ่มกลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง
ราตรียังคงยืนไหว หากสีหน้าก็ซีดเซียวอย่างหนัก เืจากแผลบนท้องยังคงไหลออกมา เธอนั่งลงกับก้อนหิน กรามขบกันแน่น เอนตัวถลกเสื้อ เผยให้เห็นแผลขนาดใหญ่ที่เวลานี้เริ่มคล้ำจ้ำเืแล้ว
ราตรีควักกระติกน้ำสะอาดออกมาราดลงไปบริเวณแผลทำความสะอาดเชื้อโรคต่าง ๆ เธอล้วงลงไปในกระเป๋าอีกครั้ง คราวนี้เป็กระปุกขนาดเล็ก ภายในมีสารเหลวหนืดสีเขียวอ่อน เธอป้ายสารเหลวหนืดสู่ปลายนิ้ว สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วจึงทาลงไปบนาแ เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดพลายขึ้นตามใบหน้า ั์ตาแกร่งคู่นั้นสะท้านน้อย ๆ ด้วยความเ็ป ฟันขบกันแน่นแต่ไม่มีเสียงร้องใด ๆ เล็ดลอดออกมา
เมื่อพันแผลเรียบร้อยแล้วจึงเขวี้ยงกระปุกยาไปทางไพร ไพรเห็นก็ลุกขึ้นยืน เขายกสองมือของเขาไม่ขึ้นอีกแล้ว เขาไม่กล้าเสี่ยง ถึงนักผจญภัยระดับมรกตอย่างพวกเขาจะรายได้ไม่เลว แต่กระปุกยาฟื้นฟูขวดเล็กนี้ก็ราคาสูงเอาเื่
หากอาการไม่สาหัสจริง ๆ เขายอมทนเจ็บใช้ยารักษาแผลระดับต่ำเหมือนที่ฟ้าใช้ ประคองอาการกลับไปหาผู้รักษายังดีเสียกว่า
งับ!
ไพรเอาปากรับไว้ได้ทันก่อนกระปุกยาจะร่วงลงพื้น สายตาจ้องเขม็งไปทางราตรีที่ยิ้มมุมปากกลั้นเสียงหัวเราะ
“รับแม่นนี่ คีตาสอนมาเหรอ”
“โฮ่ง!”
เก่งมาก!
“ส่งมาดี ๆ สิเว้ย มือยกไม่ขึ้นแล้วเนี่ย!” ไพรมองตาเขียวปั๊ด ฟ้าที่อาการดีขึ้นบ้างแล้วเดินมาคว้ากระปุกยานำไปทาบนมือทั้ง 2 ของไพร ความรู้สึกปวดแสบปวดร้อนแล่นมาทันทีที่ตัวยาแตะลงบนแผล
“มีใครอาการสาหัสหรือลุกไม่ไหวมั้ยครับ ผมมีสมุนไพรระงับความเ็ปอยู่” อินจันทร์ถามไถ่สมาชิกทีม
“พอไหวครับ แต่คงสู้ไม่ไหวแล้ว ขากลับคงต้องฝากให้อรุณกับนิทานรับ่ต่อแล้วละครับ” ไพรตอบ มือที่ดำเกรียมทั้ง 2 ข้างสั่นอย่างน่ากลัว มือของไพรในเวลานี้ไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง หากไม่ได้รับการรักษาจากผู้รักษา เขาอาจต้องตัดออกทั้ง 2 มือ
“ฉันยังพอช่วยโจมตีได้อยู่ค่ะ แต่ให้เข้าไปแลกตรง ๆ เหมือนแต่ก่อนคงไม่ไหว” ฟ้าเสริม แขนข้างที่ห้อยอยู่ข้างตัวยังไม่สามารถยกขึ้นได้ แม้ว่าจะไม่พิการ หากย่อมไม่อาจเข้าร่วมการต่อสู้ระยะประชิดได้อีกในระยะเวลาอันสั้น
“ส่วนฉันลุกไม่ขึ้นแล้ว ขอ..”
“คุณราตรี!” นิทานโผล่มาข้างกายราตรีกะทันหัน ในมือมีโล่ของไพรที่ไม่ทราบคว้ามาั้แ่เมื่อไหร่
ด้านหน้าของนิทานปรากฏลูกศรแหวกอากาศพุ่งมาทางราตรีด้วยความเร็วสูง เมื่อปะทะกับโล่ของไพร แสงะเิกึกก้องดังสนั่นหวั่นไหว โล่เหล็กยุบลงไปอย่างน่ากลัว เสียงปริแตกดังออกมาจากโล่ที่เวลานี้เต็มไปด้วยรอยร้าว นิทานเกร็งพลังทั้งร่างต้านรับไว้ได้อย่างเต็มฝืน
“ประสาทไวใช้ได้เลยนี่ ฉันว่าเมื่อกี้ฉันไม่ได้เผยร่องรอยอะไรเลยนะ” ชาย 3 คนก้าวออกมาจากป่า ผู้ที่พูดออกมาคือชายคนหนึ่งที่พกธนูคันยาวไว้ในมือ ด้านข้างเป็ชายร่างอ้วนสองคน รูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกัน หากมีจุดแตกต่างที่ทรงผมและเคราบนหน้า คนหนึ่งพกขวานั์ขนาดใหญ่ไว้บนหลัง คนหนึ่งถือขวานคู่ไว้ในมือ
“ก็นะ จัดการแมงป่องเมฆาม่วงได้ก็เอาเื่อยู่” ชายร่างอ้วนผู้ใช้ขวานเล่มโตพูด ยิ้มแสยะอย่างเ็า สายตาจับจ้องไปที่อินจันทร์ กวาดตามองไปที่เครื่องประดับราคาแพงและกระเป๋าเป้ของอินจันทร์
“ใช่ น่าประทับใจมากเลยล่ะ” ชายร่างอ้วนถือขวานคู่แสยะยิ้ม สายตาก้าวร้าวแผ่จิตสังหารไปทางนักผจญภัยที่ไม่อาจต่อสู้อย่างมีประสิทธิภาพได้ในเวลาอันสั้น
ทั้งคู่พุ่งเข้ามาอย่างฉับพลัน ชายร่างอ้วนถือขวานคู่พุ่งเข้าใส่ราตรีที่เวลานี้ไร้เรี่ยวแรงจะต่อกร เป็เหยื่อที่อยู่ใกล้ที่สุด
ชายร่างอ้วนถือขวานั์พุ่งเข้าจู่โจมอินจันทร์ มันััได้ว่าในกลุ่มนี้อินจันทร์อ่อนแอที่สุด
การโจมตีจุดอ่อนเป็กลยุทธ์ที่ใช้ได้ตลอดกาล มันไม่ได้ประมาท แม้อีกฝ่ายจะเป็เพียงกลุ่มนักผจญภัยที่คนมากกว่าครึ่งอาการสาหัส นอกจากนั้นก็คือเด็กชายที่ท่าทางร่ำรวยและชายสูงวัยที่เวลานี้ยังคงสงบนิ่งไร้ซึ่งอาการวิตกกังวลใด ๆ
ตัวมันทั้งสองแม้ไม่อาจเรียกได้ว่าไร้เทียมทานในพื้นที่นี้ แต่พวกมันมั่นใจว่าสามารถรับมือกับสถานการณ์แทบทุกรูปแบบ ตราบใดที่คู่ต่อสู้ของพวกมันไม่ถึงระดับอริยะ และการที่อริยะจะลดตัวลงมาเป็ผู้พิทักษ์พวกแรกเกิดคนหนึ่งนั้นหรูหราฟุ่มเฟือยจนเกินไป มีเพียงผู้รับตำแหน่งสืบทอดในอนาคตของ 4 มหาตระกูลใต้พระบาทและเหล่าราชวงศ์เท่านั้นที่มีโอกาสได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น
ขวานั์อัดพลังพุ่งเข้าใส่อินจันทร์หมายเอาชีวิต อินจันทร์ไม่ตื่นตระหนก เขาล้วงหยิบพัดเล็กสีทองออกมาจากกระเป๋า
พัดนี้ราวกับถูกหลอมขึ้นด้วยทองคำบริสุทธิ์ ตามใบปรากฏอักษรต่าง ๆ มากมายสลักเรียงกันเป็ลวดลายพิสดาร อีกมือหนึ่งกำผลึกสีแดงเรืองแสง
อินจันทร์บดผลึกเรืองแสงเป็ผง ป้ายลงไปที่พัดทองคำ แล้วปักลงกับพื้นเบื้องหน้า พัดสีทองพลันแตกสลาย กลายเป็กำแพงแสงสีทองโอ่อ่า
กำแพงสีทองขนาดใหญ่ต้านรับขวานั์ของหนึ่งในโจรร่างอ้วนไว้ได้ การโจมตีกลายเป็ไร้ผลโดยสิ้นเชิง กำแพงสีทองยังคงตั้งตระหง่านไร้ความเสียหายใด ๆ ขวานั์ถูกหยุดไว้โดยกำแพงสีทองโดยสมบูรณ์
โจรขวานั์ฉีกยิ้มเหี้ยม สองมือของมันเรืองแสงสว่างจ้า ภายใต้แสงสว่างนั้น อักษรสีดำเริ่มก่อตัวจากความว่างเปล่า ปรากฏขึ้นบนหลังมือราวกับถูกสลักไว้ที่ิัโดยตรง อักษรนี้ถูกเขียนด้วยภาษาจากอารยธรรมที่ไม่มีใครทราบต้นกำเนิด เป็อักษรเพียงตัวเดียวเดี่ยว ๆ คล้ายสัญลักษณ์ แม้ไม่มีใครเคยเห็นสัญลักษณ์นี้ หากกลับเข้าใจความหมายได้ด้วยตนเองเมื่อมองไปที่มัน
งอ
เมื่อขวานั์ถูกฟาดออกไปอีกครั้ง กำแพงสีทองที่เคยต้านรับการโจมตีไว้ได้อย่างง่ายดายเวลานี้กลับบิดงอลงอย่างร้ายกาจ จากกำแพงสีทองตระการตาเวลานี้กลับบิดงอพับลงราวกับกลายเป็ผ้าม่านธรรมดา ๆ ผืนหนึ่ง บุบงอลงในสภาวะที่แปลกประหลาด
ขวานั์จามลงเพียงไม่กี่ที กำแพงสีทองก็บุบงอลงจนไม่อาจรักษาสภาวะกำแพงไว้ได้อีกต่อไป พังทลายลง
อินจันทร์เวลานี้สีหน้าเคร่งเครียด ปากพึมพำ “นักสลักเอก”
“ของเล่นเยอะดีนี่ไอ้หนู ดูจากวัตถุเสริมอาคมที่แกใช้ มาจากตระกูลใหญ่ใช่มั้ยล่ะ” ชายถือขวานั์เลียริมฝีปาก กำแพงสีทองเมื่อกี้นี้เป็วัตถุเสริมอาคมที่สามารถปล่อยพลังในระดับนักสลักเอกออกมาได้ หากมันสังหารอินจันทร์ได้ สมบัติทั้งหมดย่อมกลายเป็ของมัน
ขณะเดียวกัน ชายร่างอ้วนอีกคนก็พุ่งเข้าไปหาราตรี สองเท้าของมันเปล่งแสงสว่าง อักษรสีดำอีกคำหนึ่งก่อตัวขึ้นที่ท่อนขาขวา กินพื้นที่ปกคลุมขึ้นไปจนถึงน่อง
กระเด้ง
เมื่ออักษรก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์ โจรขวานคู่กระทืบเท้าขวาลงกับพื้น ขาขวาของมันเมื่อัักับพื้นก็หดอัดลงซ้อนกันอย่างผิดธรรมชาติ ขาขวาข้างนั้นดีดตัวออก ดันร่างของมันไปข้างหน้าราวกับลูกศร
ร่างของมันเวลานี้ความเร็วเพิ่มขึ้นหลายเท่า เพียงพริบตาก็ห่างจากราตรีที่ฝืนลุกขึ้นยืนเพียงไม่ไกล
อรุณเพ่งสมาธิสร้างกำแพงมากมายขวางทาง แต่ชายผู้นั้นเมื่อเข้าใกล้กำแพงล่องหนกลับเหมือนััได้ บิดตัวกลางอากาศ เอี้ยวตัวใช้ขาขวาเตะลงไปอย่างแรงแม้มองไม่เห็น
อรุณพลันรู้สึกได้ว่ากำแพงของตนโค้งลงราวกับยาง ก่อนจะดีดตัวกระเด็นออกไป
ฟ้าใช้จังหวะนั้นมุดดินไปคว้าราตรีมาขึ้นหลัง แล้วจึงออกวิ่งมารวมตัวกับคณะ นำเธอออกมาจากระยะอันตรายที่พวกเขาไม่อาจสนับสนุน ไม่มีความจำเป็ต้องเป็ห่วงนิทาน หลังจากป้องกันราตรีเขาก็ติดตามมาอย่างรวดเร็ว
ทั้งหมดขยับตัวรวมตัวกันที่อินจันทร์ ก่อขบวนขนาดเล็กโดยที่มีไพรและราตรีอยู่ภายใน หากไม่มีแม้แต่เวลาให้พูดจากัน ลูกศรมหาศาลแหวกฝ่าอากาศเข้ามาทางคณะ
อรุณใช้พลังสร้างกำแพงล่องหนอีกครั้งขัดขวางลูกธนู ลูกศรมากมายปะทะกับกำแพงล่องหนจนแตกสลายไปพร้อมกับกำแพง
เมื่อกำแพงสลายอรุณก็ก่อร่างกำแพงล่องหนจำนวนมากขึ้นอีกครั้ง
โจรธนูยังคงยิงลูกศรอย่างต่อเนื่อง รอยยิ้มบ้าคลั่งปรากฏบนหน้า การโจมตีต่อเนื่องของเขานี้ยังสามารถคงไว้ได้อีกยาวนาน ทางด้านของอรุณกลับเหงื่อผุดพลาย ลมหายใจขาดห้วง ทุกครั้งที่กำแพงใหม่ถูกสร้างขึ้น สีหน้าของอรุณก็แย่ลงทุกขณะ
โจรอ้วนทั้งสองโจมตีขนาบจากทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งอินจันทร์ใช้พัดเล็กก่อกำแพงสีทองขึ้นมาอีกครั้ง ขวางขวานั์ไว้ได้ชั่วครู่ หากปัญหากลับเกิดที่อีกฝั่ง
อรุณกัดฟันหันมาสร้างกำแพงั์ขึ้นปกป้องคณะ หากชายถือขวานคู่กลับกระทืบเท้า แผ่พลังลงสู่พื้น พื้นบริเวณนั้นคล้ายกลายเป็คานงัด ดันให้กำแพงล่องหนกระเด็นขึ้นฟ้าไป ไพรฝืนความเ็ป ยกโล่ขึ้นมาหวังต้านรับการโจมตี
สองมือสั่นเทา ร่างของไพรกลายเป็สีเทาแกร่งอีกครั้ง รากจำนวนมหาศาลยึดเท้าของเขาลงสู่พื้น รากไม้รัดพันไปทั้งโล่กับมือสีดำของไพรให้ผูกติดกันเป็หนึ่งเดียว เขาไม่สามารถยกโล่ด้วยสองมือตนเองได้ในขณะนี้ จำต้องอาศัยตัวช่วย
ไพรกัดฟันฮึดสู้ เกร็งพลังทั้งร่าง ต้านรับขวานคู่ที่จู่โจมเข้ามา เมื่อขวานกระแทกลงกับโล่ รอยร้าวจำนวนมากแผ่กระจายอย่างร้ายกาจ เมื่อถึงจุดหนึ่ง โล่พลันแตกกระจาย ร่างไพรของลอยละลิ่วราวกับว่าวไร้สาย
ไพรผู้แข็งแกร่งไม่อาจทนรับการโจมตีได้แม้เพียงครั้งเดียว
เมื่อตัวเกะกะที่มาขวางทางเขาหายไปแล้ว โจรขวานคู่เปลี่ยนวิถีการโจมตี พุ่งไปหาอินจันทร์ที่รับมือกับโจรขวานั์ มัน้าฉวยจังหวะนี้สังหารอินจันทร์ด้วยการโจมตีขนาบ มันมั่นใจว่าเด็กหนุ่มจากตระกูลใหญ่โตคนนี้ย่อมมีไพ่ตายอยู่อีก สมควรตัดปัญหาในภายภาคหน้าที่อาจเกิดจากสมบัติอื่น ๆ ที่เด็กหนุ่ม มันไม่้าให้มีตัวแปรที่มันไม่ทราบมาพลิกสถานการณ์ใด ๆ หรือหากมีมันก็จะไม่ยอมให้อีกฝั่งสามารถใช้งาน
ชายถือขวานคู่ถึงตัวอินจันทร์อย่างรวดเร็ว ขวานทรงพลังเหวี่ยงฟาดลงใส่กลางหลังหวังฟาดฟันปลิดชีวิตให้ดับดิ้นในขวานเดียว อินจันทร์ที่รู้ตัวช้าไปเสี้ยววินาทีหันมองคมขวานที่อยู่ห่างจากใบหน้าเขาไปเพียงเล็กน้อยด้วยแววตาตื่นตระหนก
ด้วยระยะที่กระชั้นเขาไม่อาจใช้วัตถุเสริมอาคมใด ๆ เพื่อป้องกันตัวเองได้ หากขวานนี้ฟาดถูกตัวเขา เขาย่อมไม่มีทางรอด ความแตกต่างระหว่างพลังย่อมทำให้เขาไม่สามารถกัดฟันทนได้ดังเช่นไพร
“นักสลักเอก 2 คนถือเป็อุปสรรคที่ยากเกินไปสำหรับคุณชายเล็กในเวลานี้ครับ” เสียงแหบแห้งดังขึ้นเบื้องหน้า อุณหภูมิของพื้นที่โดยรอบพุ่งสูงขึ้น
ร่างของตาไกรพลันปรากฏขึ้นระหว่างขวานคู่และอินจันทร์ ตาไกรยังคงสงบนิ่ง ความปั่นป่วนทั้งหมดรอบตัวราวกับไม่ส่งผลอันใดกับตาไกร ความร้อนมหาศาลแผ่พุ่งออกมารอบตัว
แสงสีแดงสว่างกระจายออกมาจากหน้าผากของตาไกร อักษรสีแดงเข้มพลันปรากฏขึ้น หากอักษรตัวนี้กลับยากที่จะมองราวกับถูกบดบังด้วยหมอก แม้เพ่งมองเพียงไหนก็ไม่อาจทะลุผ่าน
ทะเลเพลิงขนาดมหึมาลุกโหมขึ้นกลางป่า แผ่ขยายออกไปรอบบริเวณ ปิดล้อมคณะไว้ภายใน รอบตัวตาไกรปรากฏอาณาเขตแห่งไฟอันร้อนระอุ แผดเผาต้นไม้ใบหญ้ารอบตัว เมื่อไอความร้อนปะทะกับโจรขวานคู่ มันหรี่ตาลงจับจ้องไปที่ิัของตนที่เริ่มกลายเป็สีแดงจากความร้อน เปลวไฟที่สามารถทำอันตรายนักสลักเอกได้แผดเผาทุกสิ่งโดยรอบยกเว้นเพียงคณะที่อยู่ภายใน
โจรขวานคู่เห็นดังนั้นจึงส่งสัญญาณให้โจรขวานั์ทางสายตา ทั้งสองสบตากันเพียงชั่วขณะแล้วจึงเปลี่ยนเป้าหมาย พุ่งเข้าใส่ตาไกรกลางวงเพลิงด้วยกัน
โจรขวานั์ชูมือทั้งสองไปด้านหน้า แสงเรืองรองสว่างขึ้นจากหลังมืออีกครั้ง เปลวไฟเริ่มงอออกจากกัน บิดงอไปคนละทางแหวกเป็เส้นทางให้โจรทั้งสองพุ่งเข้าไปโดยไร้าแจากไฟความร้อนสูง
ตาไกรสีหน้ายังคงเรียบเฉย ยกมือขวาขึ้นมา หันฝ่ามือไปทางขวานั์ มือขวาเปล่งแสงสีเขียวอ่อน อักษรอีกอักษรก่อตัวขึ้นบนหลังมือ หากยังเป็เช่นอักษรก่อนหน้า อักษรนั้นมัวจนยากที่จะอ่านออก เหมือนมีกระจกขุ่นหนาขวางไว้
ตาไกรผลักมือของตนไปทางโจรทั้งสอง ขวานั์และขวานคู่ที่พุ่งเข้ามาถูกกระแทกออกไปเหมือนโดนผลักด้วยมือไร้สภาพ ร่างทั้งสองกระเด็นขึ้นฟ้า สีหน้าซีดลงเล็กน้อย ขณะที่อยู่กลางอากาศ ตัวมันและขวานคู่ที่สมควรกระเด็นออกไปกลับเบี่ยงวิถีออกอย่างประหลาด ลงสู่พื้นอย่างปลอดภัยแทน
ขวานั์และขวานคู่ในเวลานี้ััได้แล้วว่าใครกันแน่คือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม
“มีนักสลักโทเป็ผู้คุ้มกันงั้นเหรอ ใหญ่ใช่เล่นเลยนี่” ขวานคู่ยังคงพูดอย่างไม่ยี่หระ
“โจรป่าชั้นต่ำไม่มีคุณสมบัติจะแตะต้องคุณชายเล็กแม้ปลายเส้นผม” ตาไกรกล่าวด้วยสีหน้าเฉยเมย
ไอพลังมหาศาลแผ่ซ่านกระจายออกไปทั่วพื้นที่ ประกาศศักดาถึงความแข็งแกร่งที่เหนือล้ำกว่าใครในที่นี้