ตอนที่ 1 เข้าจวน
“ท่านแม่นี่มันเื่อันใด...ข้าจะไปเข้าเฝ้าและจะคุยกับฮ่องเต้ให้รู้เื่!”ฉินอ๋องหลังจากกลับมายังจวนก็เจอกับปัญหาใหญ่ซึ่งตนเองนั้นก็รับไม่ได้เหมือนกันที่ฮ่องเต้ออกราชโองการมาแบบนั้น
“เ้าอย่าไปเลยหากเป็พระประสงค์แล้วเ้าก็ทำอันใดมิได้”
ฉินอ๋องผู้ไม่เข้าใจอะไรฮ่องเต้จึงเดินกลับไปยังเื่ของตนด้วยความหัวเสียอีกสามวันก็จะเป็งานพิธีแล้ว แล้วเขาก็คิดเอาไว้แล้วว่าจะไม่เข้าร่วม
อีกทางด้านของจวนหลี่ก็ได้รับราชโองการเช่นกันทุกคนในจวนต่างใที่มีราชโองการมาที่จวนก่อนจะแปลกใจไปมากกว่านี้เพราะราชโองการบอกว่าบุตรชายคนเล็ก
“ท่านแม่...ทำไมต้องเป็พวกขี้ข้าพวกนั้นด้วยข้าไม่เข้าใจ” หญิงสาวเอ่ยขึ้นทันทีเมื่อรู้ว่าราชโองการหมายถึงผู้ใด
“หุบปากของเข้าไปเสียรู้หรือไม่ว่าท่านกงกงยังยืนอยู่ตรงนี้” หลี่เหม่าจื้อหันไปปราบบุตรสาว
“ราชโองการนี้ใครก็ไม่สามารถขัดได้ท่านคงไม่กระทำเช่นนั้นใช่หรือไม่”
“ขอรับ”
ปากพูดมือทั้งสองข้างก็ยกขึ้นแล้วยื่นรับหนังสือราชโองการเหม่าจื้อเองก็ไม่เข้าใจที่ฮ่องเต้ประทานราชโองการฉบับนี้มา
“พวกเ้าไปตามเส้าเฟยมาหาข้าเดี๋ยวนี้”เหม่าจื้อรีบออกคำสั่งไป เหล่าบ่าวรับใช้จึงรีบไปหาตัวของหลี่เส้าเฟยโดยเร็ว
เส้าเฟยแม้จะเป็ลูกของเ้าของจวนแต่ก็ไม่ได้มียศศักดิ์เหมือนบุตรคนอื่นแต่ก็พอที่จะได้เล่าเรียนอยู่บ้างเพราะยังถือว่าเป็สายเืร่วมและถึงแม้จะเป็บุตรแต่ก็ต้องทำงานเหมือนบ่าวไพร่ในจวนแต่บ่าวไพร่ก็ยังให้ความเคารพอยู่บ้าง
“เส้าเฟยท่านเหม่าจื้อให้ข้ามาตามเ้า”
“อื้มประเดี๋ยวข้าก็จะไปแล้วขอบใจเ้ามาก”
เส้าเฟยวางมือจากการกวาดพวกใบไม้ในสวนก่อนจะรีบไปล้างมือล้างหน้าล้างตาปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าแล้วค่อยเดินไปที่เรือนใหญ่
เส้าเฟยนั้นเขาเองก็เพิ่งจะอายุได้เพียงสิบแปดปีและโตพอที่จะแต่งานได้แต่เป็เพราะต้องรอเหม่าจื้อจัดหาให้เขาเท่านั้น
“ท่านเหม่าจื้อเรียกเส้าเฟยมามีเื่อันใดให้เส้าเฟยผู้นี้รับใช้ขอรับ”
เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มต่างกับอีกฝ่ายที่มองมายังเขาด้วยความไม่เข้าใจแม้แต่ราชโองการที่ฮ่องเต้ให้มาเขาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
“เ้าจงรับสิ่งนี้ไป...”เหม่าจื้อยื่นราชโองการให้แก่เส้าเฟยเด็กหนุ่มค่อยเดินเข้าไปใกล้ๆก่อนจะยื่นสองมือไปรับราชโองการเอาไว้
“เอาราชโองการนี้ไปอ่านให้แม่ของเ้าฟังแล้วเื่อื่นๆข้าจักสั่งให้คนนำไปให้ทีหลัง”เหม่าจื้อเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบและเ็าสำหรับคนที่ยืนฟังก็ไม่ได้เก็บอามาใส่ใจนัก
“ขอรับ...”
เส้าเฟยถือราชโองการกลับมายังเรือนรับรองคนงานและโชคดีที่เขาเจอกับท่านแม่ของเขาพอดีจึงมิได้ออกไปตามที่ไหน
“ท่านแม่ขอรับ”
“ว่าอย่างไรเส้าเฟยเห็นมีคนบอกว่าท่านเหม่าจื้อเรียกให้เ้าไปพบ”
“เป็อย่างนั้นขอรับท่านแม่แต่ท่านเหม่าจื้อให้สิ่งนี้กับข้ามาบอกให้ข้ามาอ่านให้กับท่านแม่ฟังงั้นข้าจะเปิดอ่านให้ฟังนะขอรับ”
“อื้ม...”
เส้าเฟยค่อยๆคลี่ราชโองการออกก่อนจะเริ่มอ่านให้กับท่านแม่ของเขาฟังอ่านไปได้สักพักก่อนที่เส้าเฟลจะชะงักไปเล็กน้อย
“ท่านแม่สิ่งนี้มันหมายความว่าอย่างไรกัน”
“พระราชทานสมรสอย่างนั้นหรือ”
“ท่านแม่...ข้ามิอยากแต่งงานอึก ข้าไม่อยากจากท่านแม่ไปไหน ฮือๆ”เส้าเฟยทิ้งราชโองการลงก่อนจะโผลงเข้าไปกอดท่านแม่ของเขา น้ำสีใสค่อยเอ่อไหลออกมา
“เส้าเฟยอึก..ซู๊ด...เ้าอย่าทำตัวเช่นนี้ ดีแล้วมิใช่รึที่เ้าจักได้ออกไปอยู่ที่อื่น”
“ไม่ฮือๆ หากข้าไปท่านแม่ก็ต้องไปกับข้าด้วย...อึก...”
หลางผิงโอบกอดบุตรชายทั้งน้ำตาสิ่งที่บุตรชายอ่านนางฟังนั้นมันเป็ราชโองการพระราชทานสมรสซึ่งคนที่จะแต่งกับบุตรชายของเขาเป็ถึงเชื้อพระวงศ์
“เส้าเฟยแม่นั้นไปกับเ้ามิได้เพราะแม่เป็คนของจวน หลี่ จึงไม่อาจไปไหนได้”
ไม่นานนักก็มีคนเอาหีบใบใหญ่มาให้เส้าเฟยพวกเขาสองแม่ลูกจึงเปิดดูข้างในว่ามันมีอะไรอยู่ด้านในหีบซึ่งภายในหีบมีชุดแล้วก็เครื่องประดับสำหรับเข้าพิธีเท่านั้น
สามวันหลังจากที่ได้รับราชโองการงานพิธีพระราชทานสมรสหรือที่เรียกกันว่างานอภิเษกสมรส ทางเหม่าจื้อได้เตรียมการทุกอย่างให้กับเส้าเฟยทั้งทรัพท์สินเงินทองเครื่อง ประดับเสื้อผ้า ก่อนจะส่งตัวเส้าเฟยขึ้นเกี้ยวไป
ด้านจวนของฉินอ๋องไมได้จัดงานอะไรใหญ่โตแต่ทุกคนกำลังตามให้ฉินอ๋องกลับมาร่วมพิธี มีเพียงซูไท่เฟยที่รออยู่ที่จวน
“ฉินอ๋องนะฉินอ๋องหากฮ่องเต้รู้ว่าเ้าหายตัวไปเช่นนี้จักว่าอย่างไร เห้อ...”
“ซูไท่เฟยยาหอมเพคะ”
แน่นอนว่าไม่สามารถตามตัวฉินอ๋องให้เขากลับมาร่วมงานได้จนกระทั่งขบวนเกี้ยวของเส้าเฟยมาหยุดอยู่ที่หน้าจวนแล้ว
“ท่านเส้าเฟย....ถึงแล้วเ้าค่ะ”เส้าเฟยคลี่ม่านออกก่อนจะก้าวเท้าออกมา แต่เขาก็ถูกอีกคนห้ามเอาไว้ “มิได้เ้าค่ะต้องรอคนของจวนมารับหากไม่มีใครมารับก็ต้องนำขบวนกลับเ้าค่ะ”
กลับอย่างนั้นหรอ?ถ้าไม่มีผู้ใดออกมารับก็เดินเข้าไปเองก็ได้มิเห็นจะเป็อะไร?คิดได้ดังนั้นเส้าเฟยก็ะโลงจากเกี้ยวก่อนจะเดินเข้าไปยังภายในของจวน
“เ้าเข้ามาได้อย่างไร”ซูไท่เฟยเอ่ยถามคนที่เดินเข้ามานางรู้ว่าน่าจะเป็คนที่ถูกส่งมาแต่ไม่คิดว่าจะกล้าเข้ามาด้วยตนเอง
เส้าเฟยหันไปมองตามเสียงที่เอ่ยขึ้นมองดูเสื้อผ้าที่สวมใส่แล้วน่าจะเป็คนมียศศักดิ์
“คำนับขอรับท่าน....”
“ท่านผู้นี่คือซูไท่เฟยเป็พระมารดาของฉินอ๋อง” สาวรับใช้ที่ยืนอยู่ด้านหลังเอ่ยขึ้นเส้าเฟยเองก็พอที่จะรับรู้ว่าเป็ใคร
“คำนับซูไท่เฟยพะยะค่ะ”
“หึ...”ซูไท่เฟยเค้นเสียงของมาจากลำคอไม่ดังมากนัก มองดูเส้าเฟยแล้วเด็กคนนี้ช่างกล้านัก ถ้าไม่ใช่เพราะว่าราชโองการนางไม่มีทางรับเข้ามาอยู่จวนเป็แน่
“รีบๆพาไปที่เรือนที่ได้เตรียมเอาไว้”
“เพคะ”
เส้าเฟยถูกพาตัวมายังเรือนที่ทางจวนได้เตรียมเอาไว้ให้ของทุกอย่างของเส้าเฟยก็ถูกขนมายังเรือนเหมือนกันและเขาก็ถูกสั่งให้อยู่ภายในเรือนจนกว่าจะรุ่งเช้าของวันถัดไป
“นี่ต้องเป็เรือนของฉินอ๋องแน่ๆ”
ระหว่างที่เส้าเฟยกำลังหาทำอะไรบางอย่างเพื่อแก้อาการเบื่อเขาเดินสำรวจไปทั่วเรือนว่ามีอะไรบ้าง
“ว๊าว...ชุดเกาะมีดาบด้วยรึ หนักชะมัด”
เส้าเฟยหยิบจับนั่นนี่ทุกอย่างที่อยู่ภายในเรือนรอแล้วรอเล่ารอจนเหนื่อยก็ไม่มีวี่แววของท่านอ๋องผู้นั้นจะมาสักทีว่าไปแล้วเส้าเฟยก็เริ่มง่วงขึ้นมาก่อนที่เ้าตัวลงล้มลงไปนอนราบบนเตียง
แก๊ก!เสียงของคนที่เปิดประตูเข้ามาภายในเรือน
“บังอาจ!ใครใช้ให้เ้าเข้ามาในเรือนของข้า!”เส้าเฟยสะดุ้งโหยงแล้วเด้งตัวขึ้นมายืนโดยเร็ว คนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของเขาคือฉินอ๋อง อย่างนั้นหรอ?
“ข้า...ข้าเป็เอ่อ...”
ฉินอ๋องมองดูเส้าเฟยั้แ่หัวจรดเท้าพร้อมมองไปรอบๆห้องถ้าเดาไม่ผิดคนๆนี่น่าจะเป็คนที่ฮ่องเต้สงมาให้กับเขาอย่างนั้นรึ
“เป็เ้าเองรึที่ฮ่องเต้ให้มาแต่งงานกับข้า”
“ขะข้า....เอ่อ...กะหม่อมเองพะยะค่ะ” ไม่รู้ว่าทำไมเส้าเฟยถึงรู้สึกกลัวคนๆนี้จะหันไปมองหน้าอีกฝ่ายก็ดันเจอกับสายตาที่คมดุ
“เข้าวันแรกข้าจะไม่ถือสาเ้าที่เข้ามาในเรือนของข้าเ้าไปนอนตรงนั้น...” ฉินอ๋องกล่าวบอกพร้อมกับชี้นิ้วไปทางม้านั่งที่สามารถเป็ที่ซุกหัวนอนได้
“พะยะค่ะ...”
เส้าเฟยเดินไปยังม้านั่งตัวนั้นก่อนจะมองไปยังกล่องหีบที่ทางจวนเตรียมไว้ให้เขาหาหีบที่มีเสื้อผ้าเพื่อที่จะเปลี่ยนมัน
เส้าเฟยได้อ่านเกี่ยวกับการร่วมหอนอนมาบ้างแล้วยังดีที่ไม่เกิดอะไรขึ้นพรุ่งก็ต้องย้ายไปเรือนอื่นแล้วอีกอย่างพวกเขายังเป็บุรุษด้วยกันคงไม่มีวันนั้นอย่างที่คาดการเอาไว้
เช้าของวันรุ่งขึ้นก็มาเยือนอีกครั้งเส้าเฟยค่อยลืมตาช้าๆก่อนจะลุงขึ้นมานั่ง
“พระชายาทรงตื่นจากบรรทมแล้ว...”พระชายาอย่างนั้นรึ เ้าตัวรีบมองซ้ายมองขวาว่าอีกฝ่ายหมายถึงใคร
“เ้าพูดกับข้ารึ”เส้าเฟยชี้นิ้วเขาหาตัวเอง
“เพคะ...พระชายา...”