แม่ทัพใหญ่รั้งอยู่ไม่นานก็รีบกลับเพราะต้องกลับไปรับแม่ทัพน้อยทั้งสองที่รออยู่ที่ป้าเตาอวิ้นหยางลองขยับร่างกายเล็กน้อย ถึงเสื้อผ้าจะเปื้อนไปหลายจุดแล้วผมก็ยุ่งนิดหน่อยแต่นอกจากแผลถลอกเล็กน้อยกับข้อเท้าพลิกก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับร่างกายอีกทายาสักหน่อยก็หายแล้ว
ถึงจะมีเื่พวกนี้เกิดขึ้นแต่วันนี้ก็ยังเป็วันที่ดีล่ะนะแม้ว่าจะเสียดายขนมพวกนั้นก็ตามที เฮ้อ น่าสงสารพวกมันจัง
รองประมุขค่อยๆพยุงตัวเองเดินกลับเรือน ตอนนี้ดึกแล้วทุกคนคงจะเข้านอนกันแล้วเพราะคนของฉางเก๋อนั้นเมื่อถึงเวลานอนก็จะเข้านอนทันทีไม่อิดออดวิถีชีวิตค่อนข้างที่จะมีแบบแผน เคยตื่นตอนไหนก็จะตื่นตอนนั้นเคยนอนตอนไหนก็จะนอนตอนนั้น แต่ทุกคนจะเข้านอนและตื่นในเวลาไล่เลี่ยกันก็มีแค่อวิ้นหยางเท่านั้นที่ตอนนี้ยังตื่นอยู่
กับใครบางคนที่กำลังเดินมาทางเขาพร้อมกับผู้ติดตาม
คงจะเพราะอวิ้นหยางทำตัวไม่เหมาะสมไปชั่วขณะกระมังเทพเซียนถึงไม่ยอมให้วันนี้เป็วันที่ดีของเขา
“กลางค่ำกลางคืนควรจะเข้านอนแต่รองประมุขกลับเพิ่งกลับถึงพรรค แล้วยังให้บุรุษที่ไหนก็ไม่รู้มาส่งถึงหน้าประตูช่างเป็ภาพที่เจริญตาเสียจริง” อีกฝ่ายเอ่ยขึ้นระหว่างที่มองเขาขึ้นลงไม่นานก็หัวเราะ
“ตายจริง รองประมุขไปทำอะไรมารึถึงได้มีสภาพเช่นนี้”
“ตายจริง เื่ของรองประมุขคนอย่างเ้ามีสิทธิ์รู้ด้วยรึ?ใครให้สิทธิ์นั้นกับเ้า?” อวิ้นหยางเชิดหน้าขึ้นเื่ของเขาไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์ยุ่งทั้งนั้น หากจะมาเหน็บแหนมกันเช่นนี้ก็ช่วยไปไกลๆเขาเสียเถอะ
“นี่เ้า!”
“แล้วก็เ้าไม่มีตามองดูให้ดีๆหรอกรึว่าบุรุษที่มาส่งข้าเป็ใครมีคนดีหน้าตาหล่อเหลามาส่งถึงที่พรรคเช่นนี้สิ่งเดียวที่ข้าเสียดายคือไม่ได้เชิญเขาเข้าเรือน หนหน้าหากเขามาอีกข้าจะเปิดประตูเรือนต้อนรับั้แ่ที่เขายังไม่ก้าวเข้าพรรคเชียว”รองประมุขส่งเสียงเหอะก่อนจะเดินผ่านชายคนนั้นกับคนติดตามไป แต่ยังไม่วายต้องมีเสียงดังแว่วตามมา
“อวิ้นหยาง! เมื่อไหร่เ้าจะเลิกทำตัวงี่เง่าเช่นนี้เสียที!”
“เ้าถามตัวเองเถอะว่าเมื่อไหร่จะเลิกทำตัวน่ารำคาญยุ่งเื่ชาวบ้านเขาเสียที!”อวิ้นหยางตอบกลับไปด้วยความโมโหแล้วเดินกลับเรือนไปตัวเองเป็คนมายุ่งวุ่นวายกับคนอื่นเขาแท้ๆแต่กลับมีหน้ามาบอกว่าคนอื่นทำตัวงี่เง่าอย่างนั้นรึ
นับว่าเป็โชคดีของอวิ้นหยางแล้วจริงๆที่เขาได้เลิกรากับคนคนนี้มิเช่นนั้นตอนนี้ชีวิตคงจะไม่มีความสุขแล้ว
รองประมุขประคองตัวเองกลับมาจนถึงเรือน เขาค้นหายาสมุนไพรจากในกล่องยาของตัวเองก่อนจะรักษาข้อเท้าที่พลิกเขารู้สึกดีขึ้นแล้วเพราะได้แม่ทัพใหญ่ช่วยอุ้มมาส่งจนถึงที่พรรคทำให้เขาไม่ต้องฝืนเดินกลับมาเอง ในตอนนั้นเขาสามารถช่วยเหลือตัวเองได้คนพวกนั้นไม่ได้เหนือบ่าไปกว่าแรงของเขา แต่เพราะคิดว่าตัวเองจัดการได้จึงประมาททำให้ไม่ทันได้มองคนที่พุ่งเข้ามาผลักเขา จึงทำให้ล้มแล้วตั้งตัวไม่ทันดูเหมือนหนนี้พวกมันจะประสบความสำเร็จในการเล่นงานเขา
อวิ้นหยางรู้ว่าคนพวกนั้นเป็ใครแม้ว่าพรุ่งนี้จะมีรายงานเื่นี้ส่งมาจากคนของทางการตามคำสั่งของแม่ทัพใหญ่ก็ตามเื่พวกนี้มันเกิดขึ้นบ่อยจนอวิ้นหยางเริ่มชาชินแล้วที่เขาไม่ให้หน่วยลับเคลื่อนไหวกับเื่เล็กน้อยแค่นี้เป็เพราะอวิ้นหยางจะจัดการด้วยตัวเอง
เขาจะจัดการให้เจ็บแสบเลยทีเดียว
ร่างกายที่เปลือยเปล่าแช่อยู่ในอ่างน้ำอุ่นที่โรยด้วยสมุนไพรที่ให้กลิ่นหอมรองประมุขเอนตัวอิงขอบอ่างพลางคิดเื่ที่เกิดขึ้นวันนี้ คนพวกนั้นไม่ได้มาเพื่อปล้นอวิ้นหยางหรือ้าของมีค่าอะไรคนพวกนั้นแค่มาเพราะมีคนบอกให้มา มาเพื่อสั่งสอนเขา
แต่ไม่คิดว่าวันนี้จะมาเจอกับแม่ทัพใหญ่ คนพวกนั้นจึงไม่กล้าที่จะลงมือไปมากกว่านี้มิเช่นนั้นแม่ทัพใหญ่คงไม่เอาไว้แน่
เื่นี้เกิดขึ้นบ่อยและค่อนข้างจะน่ารำคาญอยู่บ้าง เื่นี้เป็เื่ที่เกิดขึ้นมานานแล้วั้แ่ก่อนหน้าที่ฉางเก๋อจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็หนึ่งในสิบพรรคพร้อมกับป้าเตาเสียอีก
เมื่อก่อน อวิ้นหยางเคยคบหากับลู่เฉิงหรือก็คือชายคนเมื่อครู่ที่เข้ามาหาเื่เขา พวกเขาคบหากันมานานกว่าเจ็ดปีทีเดียวแต่ในเจ็ดปีที่กำลังคบหากันอยู่นั้น อวิ้นหยางยังไม่ได้ดำรงตำแหน่งผู้ดูแลหอตำราของฉางเก๋อหรือรองประมุขเป็เพียงแค่สมาชิกภายในพรรคธรรมดาและเดิมทีก็ไม่ได้สนใจที่จะรับตำแหน่งรองประมุขด้วยเขารู้ว่านิสัยของตัวเองไม่ได้เหมาะที่จะเป็รองประมุขหรือดูแลหอตำราที่มีความเข้มงวดในการดูแลเป็อย่างมากอีกทั้งเขานั้นชอบการใช้ชีวิตที่ไม่มีอะไรผูกมัด ท่านพี่เองก็เข้าใจในจุดนี้จึงไม่ได้แต่งตั้งเขาเป็รองประมุขเช่นเดียวกัน
อวิ้นหยางนั้นชื่นชอบการท่องเที่ยวไปทั่วแคว้นเพื่อสร้างบทเพลงใหม่ๆเอาไว้ใช้ในฉางเก๋อเขานั้นมีพร์ในการสร้างบทเพลง สร้างท่วงทำนองของเสียงพิณ ั้แ่เด็กแล้วที่เขานั้นสามารถรังสรรค์บทเพลงใหม่ๆขึ้นมาได้มากมายเพื่อใช้ในการปกป้องและดูแลฉางเก๋อเป็ความสามารถที่ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถมีได้ฉางเก๋อนั้นเชี่ยวชาญเื่บทเพลงก็จริงทว่าการสร้างบทเพลงใหม่ๆขึ้นมานั้นยังเป็เื่ที่มีคนทำได้น้อยแม้แต่ตัวประมุขอย่างไป๋เฮ่อเองก็ยังใช้เวลาหลายปีถึงจะสามารถรังสรรค์ขึ้นมาได้หนึ่งบทเพลงแต่สำหรับอวิ้นหยางนั้น การรังสรรค์บทเพลงขึ้นมาง่ายยิ่งกว่าดีดพิณให้เป็เสียอีกด้วยความสามารถที่น้อยคนนักจะมีในฉางเก๋อนี้แม้อวิ้นหยางจะไม่ได้รับตำแหน่งรองประมุข เขาก็ยังมีคนที่เคารพและชื่นชมในตัวเขา ดังนั้นสถานะของเขาภายในฉางเก๋อนั้นจะมีหรือไม่มีล้วนไม่สำคัญ
แต่สำหรับคนที่เขาคบหาอยู่นั้นไม่ได้คิดเช่นเดียวกับเขา
ในขณะที่อวิ้นหยางไม่้าตำแหน่งใดๆภายในพรรค แต่ลู่เฉิงนั้นกลับคิดต่างออกไปเขาเคยเอ่ยถามกับอวิ้นหยางว่าเหตุใดเป็น้องชายแท้ๆของประมุข แต่กลับไม่ได้รับการแต่งตั้งให้มีตำแหน่งสำคัญใดๆภายในพรรคอวิ้นหยางให้เหตุผลกับลู่เฉิงเอาไว้ั้แ่ก่อนหน้านี้แล้วว่าเขานั้นรักอิสระ ไม่ชอบที่จะมีอะไรผูกมัดอยากจะออกเดินทางท่องเที่ยวค้นหาแรงบันดาลใจใหม่ๆในการสร้างบทเพลงเพื่อบันทึกเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อสร้างบทเพลงที่มีพลังเพื่อให้ฉางเก๋อได้มีบทเพลงมากมายเอาไว้ใช้ในยามจำเป็ถึงอวิ้นหยางจะสามารถรังสรรค์บทเพลงเอาไว้ได้มากมายแต่เขาก็เลือกเฉพาะบทเพลงที่คิดว่ามีประโยชน์เท่านั้นที่จะบันทึกลงในหอตำราของพรรคบทเพลงอื่นๆที่เพียงแค่แต่งขึ้นเพื่อตอบสนองความรู้สึกบางอย่างหรือแต่งขึ้นเพียงเพื่อขัดเกลาฝีมืออวิ้นหยางก็จะไม่บันทึกเก็บเอาไว้ในหอตำราแต่จะเก็บเอาไว้เป็บันทึกส่วนตัว เมื่อมีเวลาว่างอวิ้นหยางก็จะนำบทเพลงที่เคยแต่งมาปรับแก้ใหม่ให้ดีขึ้นทำให้มีพลังที่จะสอดประสานกับวิชาของฉางเก๋อ แล้วค่อยบันทึกลงไปในหอตำราในภายหลัง
ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ที่พวกเขาจะตกลงปลงใจคบหากัน ลู่เฉิงก็เข้าใจในอุปนิสัยเช่นนี้ของเขาแล้วบอกว่าไม่ได้้าคบหากับอวิ้นหยางเพราะเื่ของฐานะเสียหน่อยเพราะแบบนั้นพวกเขาทั้งสองจึงตกลงคบหากันมาได้ถึงเจ็ดปี
แต่ในปีที่เจ็ดลู่เฉิงที่เคยบอกว่ายอมรับในอุปนิสัยที่รักอิสระไม่้ามีสิ่งใดมาผูกมัดของอวิ้นหยางนั้นก็ได้เปลี่ยนไป
หรือบางทีลู่เฉิงอาจจะเป็เช่นนี้มาั้แ่แรก ทว่าปิดบังเขาเอาไว้จนถึงตอนนี้
ในวันหนึ่งที่เป็วันธรรมดาภายในพรรค อวิ้นหยางกำลังจะออกไปข้างนอกดั่งเช่นปกติเพื่อไปค้นหาที่บรรเลงพิณอย่างเงียบๆแต่ในวันนั้นลู่เฉิงกลับถามเขาว่าทำไมเขาถึงเป็เช่นนี้เขาจะเป็เช่นนี้ไปจนถึงเมื่อไหร่ อวิ้นหยางไม่เข้าใจในคำพูดนั้นจนกระทั่งลู่เฉิงะเิอารมณ์ออกมา
หากอวิ้นหยางไม่ได้เป็ประมุข หรือไม่แม้แต่จะได้เป็รองประมุขเช่นนั้นลู่เฉิงจะคบหากับอวิ้นหยางไปทำไม
ในยามที่อวิ้นหยางได้ยินคำพูดนั้นก็ใมากพูดไม่ออกอยู่นานว่าเพราะอะไรลู่เฉิงจึงเอ่ยเช่นนี้ ไม่รู้ว่าอารมณ์ในตอนนั้นของลู่เฉิงเป็อย่างไรแน่โกรธ โมโห หมดความอดทน หรือความรู้สึกใดก็แล้วแต่ ลู่เฉิงตวาดใส่อวิ้นหยางอย่างรุนแรงบอกว่าตัวเอง้าการยอมรับจึงได้คบหากับอวิ้นหยาง ้าให้คนยอมรับว่าลู่เฉิงนั้นก็เป็คนของฉางเก๋อเช่นเดียวกับคนอื่นๆสามารถบรรเลงพิณได้ สั่งสอนคนเป็อาจารย์คนได้แต่ทุกคนกลับเอาแต่ตัดสินว่าลู่เฉิงนั้นเป็บุตรของอนุภรรยาที่แต่งเข้ามาในภายหลังเอาเื่ที่มารดาของลู่เฉิงเป็อนุของท่านพ่อมาตัดสินความสามารถของเขา ใส่ร้ายมารดาของลู่เฉิงต่างๆนานาว่าเป็คนที่แย่งท่านพ่อมาจากฮูหยินใหญ่ตีตัวออกห่างจากเขา ทำเหมือนกับเขาเป็ตัวอะไรสักอย่างที่น่ารังเกียจแต่อวิ้นหยางปฏิบัติกับลู่เฉิงแตกต่างจากคนอื่น เป็คนเดียวที่รับฟังปัญหาของลู่เฉิงเมื่อเป็เช่นนั้นลู่เฉิงถึงได้เข้าหาอวิ้นหยางเพราะคิดว่าทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนไปแน่
แต่ทุกอย่างไม่ได้เป็อย่างที่ลู่เฉิงคิดเขาคอยเอาอกเอาใจอวิ้นหยางมาเสมอเพราะหวังว่าสักวันจะต้องได้ดี ได้รับการยอมรับเพราะเขาได้รับการยอมรับจากน้องชายของประมุขแต่เื่ทุกอย่างมันกลับไม่ได้เป็อย่างที่ลู่เฉิงคิด แม้จะได้คบหากับน้องชายของประมุขอย่างเปิดเผยได้ร่วมโต๊ะนั่งทานข้าวด้วยกัน กระนั้นทุกคนก็ยังมองว่าลู่เฉิงนั้นไม่คู่ควรกับอวิ้นหยางลู่เฉิงล่อลวงอวิ้นหยางจึงได้รับการยอมรับ แม้แต่ประมุขยังไม่ยินยอมในเื่นี้แต่อวิ้นหยางยืนกรานว่าจะคบหากับลู่เฉิงประมุขถึงได้ทำเป็หลับตาข้างหนึ่งมองไม่เห็นการกระทำของคนทั้งคู่ลู่เฉิงคิดว่าในอนาคตทุกอย่างคงจะดีขึ้นหากอวิ้นหยางตัดสินใจรับตำแหน่งรองประมุขที่ยังว่างอยู่แต่จนแล้วจนรอดอวิ้นหยางก็ยังไม่มีท่าทีที่จะรับตำแหน่งนั้น ในตอนแรกเขาเพียงแค่คิดว่าอวิ้นหยางคงจะรักอิสระอยู่เท่านั้นเื่ที่ว่าจะไม่รับตำแหน่งรองประมุขคงจะเพียงแค่ยืดเวลาออกไปเดี๋ยวก็ตัดสินใจรับตำแหน่งเอง แต่เมื่อได้รับคำยืนยันอีกครั้งว่าอวิ้นหยางจะไม่รับตำแหน่งจริงๆลู่เฉิงจึงได้หมดความอดทนลงในวันนี้
ในวันนั้นอวิ้นหยางช็อกมากจนพูดไม่ออก ั้แ่แรกต้นจนถึงตอนนี้ลู่เฉิงคบหากับเขาเพราะมีจุดประสงค์มาตลอดเพียงแต่ไม่แสดงออกเท่านั้นอีกฝ่าย้าใช้สถานะน้องชายของประมุขในการทำให้ตัวเองเป็ที่ยอมรับ เื่ที่บอกว่าไม่ได้สนใจที่จะคบกับอวิ้นหยางเพราะฐานะนั้นเป็เื่ที่โกหกมาั้แ่แรก
ลู่เฉิงตัดสัมพันธ์กับเขาในวันนั้น แล้วบอกว่าอวิ้นหยางนั้นไร้ประโยชน์อวิ้นหยางเศร้าเสียใจเก็บตัวอยู่ในเรือนทั้งวันร้องไห้เหมือนคนที่ผิดหวังในความรัก คนในพรรคเห็นว่าอวิ้นหยางเก็บตัวนานเกินไปจึงได้เป็ห่วงจึงได้นำเื่นี้ไปเรียนให้ประมุขทราบ ในตอนนั้นพี่ชายของอวิ้นหยางหรือว่าไป๋เฮ่อนั้นยังไม่ได้เสียความทรงจำและยังไม่ได้แต่งงานกับท่านปู่เทพในตอนนี้หลังจากที่ประมุขรู้เื่ที่น้องชายเก็บตัวอยู่แต่ภายในเรือนก็รีบมาหาอวิ้นหยางแล้วถามว่าเกิดอะไรขึ้นอวิ้นหยางจึงเล่าเื่ที่เกิดขึ้นให้ฟัง รวมถึงเื่ที่ลู่เฉิงบอกกับเขาว่าที่ตัวเองนั้นไม่ได้รับการยอมรับเพราะเป็ลูกของอนุไป๋เฮ่อได้ยินเื่ทั้งหมดก็พยักหน้าเข้าใจ แล้วบอกกับอวิ้นหยางว่าเื่ที่ลู่เฉิงไม่ได้รับการยอมรับจากคนในพรรคนั้นเป็แค่กับคนบางส่วนเท่านั้นแล้วหากจะไม่ยอมรับก็มิใช่เป็เพราะว่าเขาเป็ลูกชายของอนุภรรยาแต่เป็เพราะเขาทำตัวเองจากนั้นก็ค่อยๆเล่าเื่เกี่ยวกับลู่เฉิงที่อวิ้นหยางไม่รู้ให้ฟัง
ลู่เฉิงนั้นเป็คนที่ทะเยอทะยานอยาก หยิ่งทะนงค์ตนเพราะเขาเป็คนที่บรรเลงพิณได้ไพเราะยิ่งกว่าใครในฉางเก๋อไป๋เฮ่อเองก็ยอมรับในพร์และความสามารถนี้อีกทั้งความสามารถบรรเลงพิณที่ไพเราะยิ่งกว่าใครนั้นทำให้ฝ่าาต้องเรียกตัวไปเข้าเฝ้าเพื่อบรรเลงพิณให้ฟังด้วยฝีมือที่เป็เลิศในการบรรเลงพิณนั้นยิ่งทำให้เขาหยิ่งทะนงค์ยิ่งเมื่อได้รับการเรียกตัวให้ไปเข้าเฝ้าจากฝ่าาเขายิ่งทำตัวหยิ่งยโสเมื่อเขาเป็เช่นนั้นทำให้เขาเลือกผู้ที่เขาจะปฏิบัติตัวด้วยผู้ที่อายุเกินยี่สิบปีและผ่านการทดสอบของพรรคก็จะได้รับการเรียกขานว่าราชครู ส่วนประมุขนั้นจะถูกเรียกว่าประมุขราชครูซึ่งเป็ตำแหน่งที่ใหญ่ที่สุดของพรรคหน้าที่ของราชครูนั้นยามที่อยู่ในวังจะเป็อาจารย์ให้กับองค์หญิงหรือองค์ชายเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นแต่เมื่อมาอยู่ที่ฉางเก๋อหน้าที่ของพวกเขาคืออาจารย์ที่จะต้องสั่งสอนศิษย์ที่เข้ามาเรียนยังฉางเก๋อแห่งนี้โดยไม่แบ่งแยกชาติตระกูลหรือฐานะใดๆทั้งสิ้นแต่ลู่เฉิงกลับไม่คิดที่จะทำเช่นนั้น
ลู่เฉิงนั้นไม่ยอมที่จะสอนเด็กคนไหนแม้ว่าเด็กคนนั้นจะมาตระกูลใหญ่หรือร่ำรวยมากเพียงใดแม้ว่าจะเป็บุตรของเหล่าขุนนางลู่เฉิงก็ไม่คิดที่จะสนใจ บอกว่าเด็กเ่าั้ไม่คู่ควรที่จะให้ตนสอนเขาต้องได้เป็ราชครูขององค์ชายหรือองค์หญิงเท่านั้นถึงจะนับว่าคู่ควรกับการนำความสามารถของเขาออกมาสอนดังนั้นเขาจึงเป็เพียงคนเดียวในฉางเก๋อที่ได้รับสมยานามว่าราชครูแต่กลับไม่ได้เป็ราชครูจริงๆ
แม้ว่าจะผ่านการทดสอบจากพรรคจนได้เป็ราชครู แต่ตำแหน่งราชครูจริงๆนั้นส่วนหนึ่งมาจากการเลือกของบรรดาเชื้อพระวงศ์ว่า้าให้ผู้ใดเป็อาจารย์ของตนสมยานามราชครูนั้นจึงจะสมบูรณ์ เรียกว่าคนที่ผ่านการทดสอบจากพรรคคือคนที่พร้อมจะเป็ราชครูจริงๆจะดีกว่าถึงแม้จะผ่านการทดสอบแต่ไม่ได้ถูกรับเลือกสมยานามราชครูนั้นก็เป็แค่ตำแหน่งที่ว่างเปล่าตำแหน่งหนึ่ง
และลู่เฉิงคือคนที่มีตำแหน่งว่างเปล่านั้น
เชื้อพระวงศ์ไม่มีใครเลือกลู่เฉิงเป็อาจารย์ เหล่าองค์หญิงองค์ชายในจักรพรรดิพระองค์ก่อนไม่มีใครเลือกเขาไป๋เฮ่อนั้นได้รับการเลือกจากองค์ชายสองที่ในภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็องค์รัชทายาทแทนองค์ชายใหญ่ฟู่ิซ่านที่ได้ถอนตัวออกไปเป็ประมุขของฉางเอี๋ยนในภายหลังฟู่หลิงรั่วได้ขึ้นเป็องค์รัชทายาทและสืบทอดบัลลังก์ต่อจากพระบิดา ไป๋เฮ่อจึงได้เลื่อนขั้นเป็ราชครูของฝ่าาแต่สำหรับลู่เฉิงนั้นจนตอนนี้เขาก็ไม่มีศิษย์เป็เื่เป็ราวลู่เฉิงเคยเข้าเฝ้าฝ่าาเพื่อขอพระบรมาานุญาติให้ตัวเองได้สั่งสอนเชื้อพระวงศ์ทว่าฝ่าาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้เพราะการเลือกอาจารย์ของเหล่าองค์ชายองค์หญิงนั้นต้องเลือกโดยเ้าตัวฝ่าาไม่สามารถตัดสินพระทัยแทนได้ และได้บอกกับลู่เฉิงว่าบุตรของเหล่าขุนนางก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าโอรสและธิดาของจักรพรรดิมีความสามารถมากพอที่จะได้รับการสั่งสอนจากลู่เฉิงสามารถเติบโตมาเป็ศิษย์ที่น่าภาคภูมิใจได้อย่างแน่นอน แต่ถึงฝ่าาจะทรงตรัสเช่นนั้นกับลู่เฉิงลู่เฉิงก็ยังไม่พอใจเท่าไหร่นัก แต่ก็ยอมไปเป็อาจารย์ให้บุตรชายของขุนนางผู้หนึ่งที่เป็พระสหายคนสนิทขององค์ชายองค์หนึ่งของฝ่าาแต่กระนั้นไม่นานลู่เฉิงก็ไปเข้าเฝ้าฝ่าาอีก บอกว่าบุตรของขุนนางผู้นั้นไม่เชื่อฟังทั้งยังดื้อรั้นเอาแต่ใจ สติปัญญาก็อ่อนด้อย ไม่สามารถสอนสั่งให้ดีขึ้นได้ ฝ่าารู้สึกว่าเื่นี้ไม่ถูกต้องจึงให้ลู่เฉิงลองใหม่อีกครั้ง หากผลออกมาเป็เช่นเดิมค่อยหารือเื่นี้กันใหม่
หลังจากที่ลู่เฉิงกลับไปเป็อาจารย์ของคุณชายน้อยผู้นั้นอีกครั้งผลก็ยังคงออกมาเช่นเดิม ฝ่าาจึงให้เขากลับไปลองเป็ครั้งที่สาม และเมื่อผลยังคงออกมาเป็ดั่งเช่นที่ลู่เฉิงกล่าวฝ่าาจึงมีรับสั่งให้เรียกขุนนางผู้นั้นมาเข้าเฝ้าแล้วเอ่ยถามว่าบุตรชายของเขาเป็อย่างไร เป็อย่างที่ลู่เฉิงกล่าวมาจริงหรือว่าเป็คนดื้อรั้นสติปัญญาอ่อนด้อย ไม่สามารถสั่งสอนได้ ซึ่งขุนนางผู้นั้นก็ได้ทูลรายงานกับฝ่าาว่าความจริงหาได้เป็เช่นนั้นบุตรของขุนนางนั้นทั้งฉลาดทั้งเก่งกาจหากดื้อรั้นด้อยสติปัญญาจริงจะสามารถเป็พระสหายให้กับองค์ชายได้อย่างไร พร้อมทั้งให้บุตรชายมาแสดงความสามารถที่เบื้องหน้าพระพักตร์ว่าเขาสามารถอ่านเขียนแต่งบทกลอน และดีดพิณได้ไพเราะมากเพียงใด ฝ่าาจึงได้รู้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้เรียนแต่อยู่ที่ตัวผู้สอน ฝ่าาจึงให้ลู่เฉิงกลับไปพิจารณาตัวเองว่าสมควรแล้วหรือที่กระทำเช่นนี้เลือกปฏิบัติเช่นนี้
เพราะนิสัยเช่นนี้ ความทะเยอทะยานที่ไม่รู้จักกาลเทศะทำให้ท้ายที่สุดลู่เฉิงก็ไม่ได้เป็อาจารย์ของใครเลยและเพราะเื่ที่เกิดขึ้นยิ่งทำให้คนในฉางเก๋อไม่ชอบเขา และคิดว่าเขาไม่เหมาะที่จะเป็ราชครูท่าทางของคนในพรรคที่แสดงออกมานั้นยิ่งทำให้ลู่เฉิงโกรธมากว่าตนไม่ได้รับการยอมรับไป๋เฮ่อคิดเป็กังวลกับนิสัยนี้ของลู่เฉิงเป็อย่างมาก ยามที่ได้รู้ว่าน้องชายของตนคบหากับคนแบบนี้ยิ่งทำให้รู้สึกหนักใจคิดว่าลู่เฉิงนั้นไม่เหมาะสมกับอวิ้นหยาง แต่เพราะอวิ้นหยางมีนิสัยที่ไม่ได้สนเื่ฐานะหรือเื่ในอดีตของใครไม่ว่าใครก็สามารถเข้าหาได้ ไป๋เฮ่อจึงคิดว่าหากให้อวิ้นหยางคบหากับลู่เฉิงอวิ้นหยางคงจะเปลี่ยนลู่เฉิงได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วลู่เฉิงก็ไม่ได้เปลี่ยนไปซ้ำร้ายยังทำร้ายความรู้สึกของอวิ้นหยางเช่นนี้ด้วย
ในตอนนั้นอวิ้นหยางเข้าใจแล้วว่าทำไมไป๋เฮ่อถึงไม่ได้คัดค้านการคบหาของเขากับลู่เฉิงทั้งๆที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่ชอบลู่เฉิงเพราะมีเหตุผลเช่นนี้เอง หลังจากที่เขาเก็บตัวร้องไห้มาตลอดทั้งวัน อวิ้นหยางก็ตัดสินใจที่จะทำอะไรบางอย่างนั่นคือเอ่ยขอกับพี่ชายว่าให้เขาได้ดำรงตำแหน่งผู้ดูแลหอตำราและรองประมุขของฉางเก๋อที่ยังว่างอยู่ในตอนนี้ไป๋เฮ่อถามว่าแน่ใจแล้วหรือ หน้าที่ดูแลหอตำรายุ่งยากกว่าหน้าที่ของประมุขเสียอีกอวิ้นหยางบอกว่าเขาทำได้ แต่อยากให้เก็บเื่นี้เป็ความลับก่อน เขา้าจะดูท่าทีของลู่เฉิงไปอีกสักพักหากลู่เฉิงมีนิสัยดั่งเช่นที่ไป๋เฮ่อบอกจริง หลังจากนี้ลู่เฉิงจะต้องไปหาคนอื่นเพื่อเติมเต็มความทะเยอทะยานของตัวเองแน่อวิ้นหยางอยากจะรู้ว่าลู่เฉิงจะทำเช่นไรต่อจากนี้
และแล้วก็เป็อย่างที่อวิ้นหยางคิด ไม่กี่วันต่อมาราชครูหญิงผู้หนึ่งก็ได้ประกาศตัวว่ากำลังคบหาอยู่กับลู่เฉิงนางผู้นั้นก็นับว่าเป็อีกคนที่บรรเลงพิณได้ไพเราะแล้วยังเป็ผู้ที่ได้ไปบรรเลงพิณให้กับองค์รัชทายาทฟังหลายครั้งและถึงแม้อวิ้นหยางจะมีสถานะเป็น้องชายแท้ๆของประมุขนางก็ไม่คิดที่จะเกรงกลัวแล้วยังเยาะเย้ยอวิ้นหยางว่าไร้ความสามารถเป็ถึงน้องชายของประมุขแต่กลับไม่ได้รับตำแหน่งสำคัญภายในฉางเก๋อ นับว่าคนเหมือนกันได้มาเจอกันเสียจริงนางนั้นมีนิสัยเหมือนกับลู่เฉิงทุกประการ แต่โชคดีกว่าลู่เฉิงนิดหน่อยเพราะนางได้สั่งสอนองค์หญิงภายในวังแต่กระนั้นก็มีข่าวลือออกมาว่านางชอบทุบตีองค์หญิงบ่อยๆจนเื่นี้รู้ถึงพระกรรณของฝ่าานางจึงถูกสั่งลงโทษไป๋เฮ่อจึงให้นางอยู่ที่ฉางเก๋อห้ามออกไปที่ไหนจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงราชโองการให้กลับไปสั่งสอนองค์หญิงนางจึงอยู่ที่ฉางเก๋อตลอดนับั้แ่นั้น
แต่การเยาะเย้ยของนางยังไม่ทันที่จะได้หุบปากอันบิดเบี้ยวนั้นลง อวิ้นหยางก็เอาตราของผู้ดูแลหอตำราให้ดูตำแหน่งผู้ดูแลหอตำรานั้นเป็ตำแหน่งที่คนมากมายอยากจะเป็ยิ่งกว่าประมุขเสียอีก เพราะผู้ดูแลหอตำราเป็คนเดียวที่สามารถอ่านตำราที่อยู่ภายในหอตำรานั้นได้ตามใจแต่คนอื่นจะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ดูแลหอตำราเท่านั้นแม้แต่ตัวประมุขเองก็ไม่สามารถเข้าไปอ่านตำราที่นั่นได้ตามใจว่ากันว่าตำราภายในหอตำรานั้นเต็มไปด้วยตำราเก่าแก่มากมายที่หาได้ยากน้อยคนนักที่จะได้เข้าไปอ่านหรือได้ศึกษาตำราพวกนั้น ดังนั้นตำแหน่งผู้ดูแลหอตำราจึงเป็ตำแหน่งที่จะทำให้ผู้ที่ได้เป็นั้นก้าวนำคนอื่นไปหลายสิบก้าวเลยทีเดียว
และผู้ดูแลก็ยังสามารถอนุญาตใครก็ได้ หรือจะไม่อนุญาตใครก็ได้ที่จะเข้าไปภายในหอตำราไม่ว่าจะมีเหตุผลจำเป็หรือไม่จำเป็ทุกคนต้องเคารพซึ่งการตัดสินใจของผู้ดูแลหอตำราเท่านั้น
เมื่อได้เห็นตราของผู้ดูแลหอตำราที่ไม่ได้ปรากฏแก่สายตาของผู้คนมาหลายสิบปีนางก็ได้แต่นิ่งอึ้งผู้ดูแลหอตำราของฉางเก๋อนั้นไม่ได้ถูกแต่งตั้งั้แ่ประมุขสองรุ่นก่อน ทำให้ตำแหน่งผู้ดูแลหอตำราว่างมาหลายสิบปีผู้ที่ได้เป็ผู้ดูแลหอตำราคืออวิ้นหยางเช่นนั้นรึ
อวิ้นหยางบอกว่าเขากำลังจะไปรับตำแหน่งอย่างเป็ทางการอยู่พอดีคงจะไม่เสียเวลาเท่าไหร่หากจะบอกให้นางรู้ก่อน จากนั้นก็ส่งยิ้มอย่างผู้ชนะให้กับนางเดินไปที่เรือนหลักอย่างสง่าผ่าเผยก่อนที่พิธีแต่งตั้งจะเริ่มขึ้นในวันนั้น เพราะเื่การแต่งตั้งผู้ดูแลหอตำราถูกเก็บเป็ความลับจนถึงวันนี้ดังนั้นผู้ที่รู้เื่การจัดเตรียมพิธีจึงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ แต่กระนั้นพิธีแต่งตั้งผู้ดูแลหอตำราก็จัดอย่างสมเกียรติฝ่าาทรงเสด็จมาที่ฉางเก๋อเพื่อเป็ประธานในพิธีหลังจากที่ปล่อยให้ตำแหน่งนี้ว่างมานาน ในที่สุดวันนี้ก็มีผู้ดูแลหอตำราของฉางเก๋อแล้ว
ลู่เฉิงนั้นหลังจากที่รู้ว่าอวิ้นหยางได้รับตำแหน่งผู้ดูแลหอตำราก็นึกอยากจะกลับมาสานสัมพันธ์แต่อวิ้นหยางนั้นรังเกียจคนผู้นี้ไปเสียแล้ว ยามที่เจอกันในฉางเก๋ออวิ้นหยางไม่เคยทักทายลู่เฉิงเลยสักครั้งไม่คิดที่จะให้เข้าใกล้ จะพาผู้ติดตามไปไหนมาไหนด้วยเสมอ ลู่เฉิงจึงไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้อวิ้นหยางเลยจนกระทั่งวันหนึ่งในงานประชุมของฉางเก๋ออวิ้นหยางรู้สึกเบื่อหน่ายเล็กน้อยที่ต้องหาทางไล่ลู่เฉิงให้ไปไกลๆ ในวันประชุมอวิ้นหยางจึงเอ่ยกับท่านพี่ของเขาเขาเห็นว่าลู่เฉิงกับราชครูหญิงผู้นั้นรักใคร่กลมเกลียวกันมาก แต่ไม่ยอมแต่งงานกันเป็เื่เป็ราวเสียทีเช่นนั้นในฐานะรองประมุขของฉางเก๋ออวิ้นหยางจะทำหน้าที่เป็พ่อสื่อสู่ขอทั้งสองคนให้อีกฝ่ายดีหรือไม่ไป๋เฮ่อก็เห็นด้วยกับน้องชาย ในเมื่อจะกำจัดชายผู้นี้ออกไปแล้วก็ต้องกำจัดออกไปให้ถึงที่สุด ดังนั้นไป๋เฮ่อจึงอนุญาตให้อวิ้นหยางทำหน้าที่พ่อสื่อให้กับทั้งสองคนในคนฉางเก๋อไม่มีใครคัดค้านเพราะสองคนนี้เหมาะสมกันอย่างกับอะไรดี ดังนั้นไม่นานลู่เฉิงกับราชครูหญิงผู้นั้นก็ได้แต่งงานกัน
แต่ถึงอวิ้นหยางจะช่วยสานสัมพันธ์ให้ได้แต่งงานกันแต่นางก็ยังไม่พอใจเพราะลู่เฉิงนั้นอยากจะกลับมาหาอวิ้นหยาง ไม่สนใจนางเหมือนก่อนหน้านี้ทำให้นางพยายามหาเื่กลั่นแกล้งอวิ้นหยางอยู่ตลอดทั้งส่งคนมาทำร้ายอวิ้นหยางอยู่หลายครั้งทุกคนรู้เื่นี้และรู้ว่านางเป็คนทำแต่นางไม่ยอมรับผิด ไป๋เฮ่อเคยถามกับอวิ้นหยางแล้วว่าเื่นี้อวิ้นหยางสามารถใช้อำนาจของรองประมุขในการตัดสินโทษของนางได้แต่อวิ้นหยางเลือกที่จะไม่ทำ แล้วบอกกับทุกคนว่าห้ามใครไปสนใจนางและสามีของนาง หากนางทนได้ก็ให้นางทนไปหากทนไม่ได้ก็ให้นางออกไปเอง เป็เพียงแค่คนด้อยค่าในฉางเก๋อจะทนไปได้อีกนานแค่ไหน
มีครั้งหนึ่งที่นางเคยฉุนขาดจนเกือบจะพุ่งเข้ามาทำร้ายอวิ้นหยางด้วยตัวเองเพราะในฐานะรองประมุขของฉางเก๋ออวิ้นหยางได้สั่งให้ทุกคนห้ามให้ความสนใจนางกับสามีซึ่งทุกคนก็ทำตามเป็อย่างดีจนนางไร้ตัวตนในสายตาคนของฉางเก๋อ รวมไปถึงสามีของนางที่ถูกปฏิบัติเช่นเดียวกันนางพุ่งตัวหมายจะเข้ามาตบอวิ้นหยางแต่มีหรือนางจะได้ทำอะไรรองประมุขเพราะอวิ้นหยางนั้นลงมือตบเรียกสตินางกลับมาก่อนด้วยตัวเองแรงกายของบุรุษย่อมมากกว่าสตรีนัก ดังนั้นเพียงแค่ครั้งเดียวใบหน้าของนางก็ช้ำขึ้นมาอย่างน่ากลัว แต่อวิ้นหยางทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้แล้วบอกว่านางไม่มีหลักฐานอะไรมาปรักปรำเขาว่าเขาเป็คนทำคนที่อยู่รอบๆต่างทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้และบอกว่ารองประมุขไม่ได้ทำใบหน้าของนางช้ำขึ้นมาเอง นางได้แต่กรีดร้องเพราะความเจ็บแค้นแล้วบอกว่าจะไม่มีวันให้อวิ้นหยางได้อยู่อย่างสงบจากนั้นนางก็ทำอะไรอย่างลับๆในการเล่นงานเขา ทั้งแอบใส่ยาพิษในอาหารส่งคนมาลอบทำร้าย แต่ถึงนางจะพยายามทำอย่างไรนางก็ทำได้เพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นเพราะหน่วยลับของอวิ้นหยางจัดการเก็บกวาดจนสิ้นทุกครั้งบางครั้งก็ช่วยเอาคืนแทนอวิ้นหยางให้ด้วย
ดังนั้นเื่คนที่มาหาเื่เขาในวันนี้ก็คงจะไม่พ้นนางที่เป็คนส่งมา ซึ่งหนนี้นับว่าเป็เพียงไม่กี่ครั้งที่นางทำให้เขาาเ็ได้หนนี้เกิดจากความประมาทของอวิ้นหยางเพราะเขามีเื่หลายอย่างให้ต้องจัดการใน่นี้เพราะท่านพี่ของเขาต้องดูแลท่านปู่เทพและถึงพี่ชายของเขาจะหายดีแล้วจากอาการาเ็เมื่อสองปีก่อนจนสูญเสียความทรงจำทั้งหมดไปแต่ก็เพิ่งจะกลับมาทำงานเป็ราชครูได้ไม่นานอวิ้นหยางจึงไม่อยากให้พี่ชายฝืนเกินไป และเพราะตลอดสองปีที่พี่ชายของเขาต้องพักฟื้นเขาจึงรับหน้าที่ดูแลจัดการเื่ต่างๆภายในฉางเก๋อเพียงลำพังทำให้หลายครั้งก็พลาดพลั้งถูกนางเล่นงานเอาได้ นับรวมกันตอนนี้ก็ประมาณห้าครั้งได้แล้วกระมังั้แ่ที่นางเริ่มลงมือกับเขา
กับคนที่มีหน่วยลับคอยคุ้มกันอยู่ตลอดเวลาอย่างอวิ้นหยางนางทำได้ถึงห้าครั้งในรอบหลายปีมานี้นับว่านางมีความสามารถมากแล้ว
แล้ววันที่นางลงมือได้สำเร็จยังเป็วันที่แม่ทัพใหญ่มาที่เมืองหลวงอีกเสียด้วยต้องให้แม่ทัพใหญ่มาเห็นเขาในสภาพที่หกล้มข้อเท้าพลิกแบบนี้ช่างเป็ภาพที่ดูไม่ประทับใจเอาเสียเลย
อวิ้นหยางถอนหายใจ มุดตัวลงไปในน้ำเพื่อทำจิตใจให้สงบ แม่ทัพลี่เป็คนสุภาพกับคนรอบข้างเขาไม่มีทางพูดเื่น่าอายของอวิ้นหยางให้ใครฟังอย่างแน่นอน แต่เขาก็ยังอดรู้สึกอายไม่ได้อยู่ดี
ต้องเลือกโรงสุราอย่างตั้งใจเพื่อให้แม่ทัพใหญ่ประทับใจจะได้ลืมเื่ในวันนี้ไปเสีย อวิ้นหยางจะไม่ยอมให้มีเื่น่าอายของเขาหลงเหลืออยู่ในความทรงจำของแม่ทัพใหญ่อย่างเด็ดขาด!