เมื่อกินไก่ต้มกับหมั่นโถวจนอิ่มพุงกางมนัสเริ่มเข้าสู่อาการเดิมคือนอนนิ่งเป็ผัก เขานอนวันละยี่สิบเอ็ดชั่วโมงเป็อย่างต่ำทั้งนี้เนื่องมาจากร่างกายยังไม่แข็งแรง ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่กินคงลุกขึ้นมาจากเตียงไม่ไหว
คนป่วยทำได้เพียงนอนหงายจ้องมองเพดานโชคดีได้เด็กหนุ่มตัวใหญ่คอยดูแลตลอดเวลา หมอนี่ก็คือพ่อรูปหล่อที่เมากะแช่คืนนั้นสอบถามได้ความว่าชื่อโจวซื่อไห่ เป็คนรับใช้ส่วนตัวหรือเรียกว่าเบ๊ก็คงไม่ผิดเด็กหนุ่มคนนี้ช่วยทำทุกอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย จนตัวเขาเองอาการดีขึ้นร่างกายเริ่มมีน้ำมีนวล
นอกจากคนรับใช้จมูกโด่งจนน่าอิจฉายังมีชายวัยกลางคนสวมวิกผมยาวหัวล้านไข่ดาว หมั่นเข้ามาพูดจาทักทายวันละสามสี่เวลาสอบถามได้ความว่าชื่อนายกองเพ้ง รูปร่างหน้าตาเหมือนคนจีนแถวสำเพ็ง ส่วนแกเป็นายกองลูกเสือค่ายไหนไม่ทราบเหมือนกันตอนนี้มนัสแค่กินกับนอนเท่านั้น คนรอดตายยังไม่พร้อมรับรู้เื่ราวใดๆเขารู้แค่เพียงสถานที่นี้หนาวมาก ไม่น่าใช่เชียงตุงที่กลางวันร้อนตับแตกและไม่น่าใช่เมืองจีนไม่อย่างนั้นโดนยิงเป้าไปแล้ว
หลังนอนนับจิ้งจกบนเพดานครบสามวันเช้าวันที่สี่เขาลืมตาตื่นพร้อมความสดชื่น สามารถลุกนั่งได้เองไม่ต้องมีคนช่วยนี่คือข่าวดีที่สุดในรอบกี่เดือนจำไม่ได้ เอาเป็ว่าดีที่สุดั้แ่ออกจากเมืองไทยสิ่งแรกที่คนรอดตายอยากทำมากที่สุด คือตามหาตัวจ่ากระดูกเหล็กกองทัพพายัพ ลูกน้องคนนี้อาการหนักกว่าตัวเองเสียอีกไม่รู้ตอนนี้เป็ตายร้ายดีอย่างไรแล้ว ถามโจวซื่อไห่กับนายกองเพ้งก็คุยไม่รู้เื่ทั้งคู่เอาแต่บอกว่าที่นี่ทำความสะอาดทุกวัน
นายทหารหนุ่มลุกขึ้นยืนเป็ครั้งแรกแม้ยังทรงตัวไม่ค่อยดีสักเท่าไร ก่อนอื่นต้องเดินผ่านโจวซื่อไห่ให้ได้เสียก่อนหมอนี่ดันมาหลับปุ๋ยหน้าประตูขวางทางปืน ขนาดนอนหัวฟูขี้ตาแฉะยังหล่อเหลาทุกมุมมองนี่มันมนุษย์หรือเทพบุตรจากสรวง์ มนัสใช้สองมือดันหัวคนเฝ้าไข้ให้พ้นทางพร้อมย่องปลายเท้าออกมาจากห้องพักตัวเอง
คุณพระคุณเ้า! เกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง…ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนกันแน่!
เดินออกมาแค่ไม่กี่ก้าวพลันตกตะลึงเมื่อได้พบเห็นทุกอย่างรอบตัวเปลี่ยนแปลงไป เื่น่าใเื่แรกที่นี่มีหิมะสีขาวโพลนกองเป็หย่อมๆ ตามพุ่มไม้ใบหญ้า บนลานดินก็มีหิมะแต่ขาวขุ่นค่อนไปทางเหลืองว่าแล้วเชียวทำไมตัวเองหนาวสั่นทั้งวัน เขากระชับเสื้อคลุมยาวถึงพื้นให้แน่นกว่าเดิมแล้วเริ่มก้าวเท้าตามทางเดินปูด้วยหินถ่วงท้องเรือ
มนัสยืนอยู่ในค่ายทหารคล้ายกับเมืองยองแต่ทุกอาคารแทนที่จะเป็ไม้ท่อนหรือไม่ไผ่ สร้างด้วยฝีมือทหารหาความสวยงามไม่ได้ กลับถูกปลูกสร้างมั่นคงถาวรด้วยหินกับปูนฝาผนังทำจากไม้แปรรูปทาสีสวยงาม ไม้แต่ละแผ่นขนาดใหญ่โตดูมีราคา ประกบกันอย่างเนียนกริบด้วยฝีมือระดับบรมครูสวยงามกว่าเรือนไทยบ้านผู้ใหญ่ฟื้นไม่รู้กี่เท่า
เมื่อเดินออกมาพ้นกลุ่มอาคารไม่กี่ก้าวพบลานดินกว้างใหญ่โตเท่าสนามฟุตบอล พื้นดินถูกอัดแน่นจนเรียบสนิทเหมือนกระดาษ นำเครื่องบินใบพัดลงมาจอดได้อย่างสบายบนลานกว้างมีเด็กหนุ่มประมาณหนึ่งร้อยนาย พากันออกกำลังกายลีลาท่าทางคล้ายมวยจีนโดยมีนายกองเพ้งะโสั่งการล้งเล้งเสียงดัง รวมทั้งเป็ผู้นำร่ายรำท่านกกระเรียนเหินฟ้ามนัสเห็นเข้าพยายามเดินหลบไปที่อื่น แต่ยังไม่ดีพอมีคนหันมาเจอโดยบังเอิญ
“ท่านแม่ทัพ! ท่านแม่ทัพ! ท่านแม่ทัพ!”
เด็กหนุ่มทุกคนหยุดรำนกกระเรียนเป็การชั่วคราวพร้อมเอ่ยปากประโยคเดียวกันเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง บุคคลผู้อยู่ในประโยคทำได้เพียงส่งยิ้มอยากโบกมือทักทายแต่คิดว่าไม่เหมาะสม นอกจากมนัสจะรู้ชื่อคนดูแลทั้งสองราย เขายังรู้อีกว่าตอนนี้ตัวเองชื่อเว่ยซีเฉินเป็ท่านแม่ทัพเหมือนที่ทุกคนะโใส่ปาวๆ เพียงแต่ไม่รู้ว่าอยู่ทัพหลวงหรือว่าทัพพี
“ท่านแม่ทัพ…ท่านมาทำอะไรที่นี่”
และแล้วสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดก็เกิดขึ้นนายกองเพ้งสั่งการให้เด็กหนุ่มรำมวยจีนต่อ ก่อนแยกตัวออกมาพบคนป่วยตามลำพังคนป่วยซึ่งอาการดีขึ้นจำเป็ต้องคุยด้วย ตอนนี้เขายังรู้อีกว่านายกองไม่ได้สวมวิกที่เห็นยาวๆ และแตกปลายคือผมจริง ส่วนที่เห็นเหมือนไข่ดาวคือหัวล้านจริงผู้ชายทุกคนในค่ายทหารรวมทั้งตัวเอง ไว้ผมยาวสลวยถึงกลางหลังราวกับสุภาพสตรี
“ผมออกมาเดินเล่น” คนอายุน้อยกว่าตอบกลับเสียงอ่อย
“ผม?”คนอายุมากกว่าทำคอเอียงสีหน้าสงสัย “ผมท่านหวีแล้วไม่ใช่หรือหรือว่าคันหัวอยากสระผม”
“ไม่ใช่อย่างนั้น” มนัสพยายามปรับคำพูดอีกครั้ง “คือว่าผม…เอ่อ…ผม…เอ่อ…ข้า ข้าออกมาเดินกินลมชมวิว”
“ท่านจะกินลมทำไมแล้วอะไรบิวๆ ข้าไม่เข้าใจ”
“ไม่ไม่ใช่อย่างนั้นคือว่าผม…เอ่อ…ข้า…ข้า ข้าอยากคุยกับท่าน”
คำตอบนี้ทำให้นายกองเพ้งทำหน้าโล่งใจด้วยว่าตัวเองสามารถเข้าใจได้เสียที และคำตอบนี้ทำให้มนัสโล่งใจยิ่งกว่า ด้วยว่าตัวเองสามารถสื่อสารรู้เื่เสียทีแรกสุดเลยเขาอยากถามหาจ่าสะอาด ก็กลัวนายกองส่งคนไปทำความสะอาดห้อง เดี๋ยวคนรับใช้คนส่วนตัวตื่นขึ้นมาจะวุ่นวายทันใดนั้นเองท่านแม่ทัพสะดุ้งเฮือกสุดตัว
ขณะที่มนัสหย่อนก้นอวบอิ่มลงบนเก้าอี้กลมเหมือนมีพลังงานชั่วร้ายแฝงตัวอยู่ด้านหลัง เมื่อหันมามองพบคนรับใช้ส่วนตัว พ่อเทพบุตรสุดหล่อยืนทำหน้าบอกบุญไม่รับโจวซื่อไห่ย่องเข้ามาั้แ่ตอนไหนไม่ทราบ มาถึงก็เอาแต่จ้องหน้าไม่ยอมพูดด้วยสักพักเดียวหมอนี่หันขวับเดินงุดๆ ไปที่อื่น แต่ยังมิวายค้อนใส่อย่างงดงามเสียหนึ่งครั้ง
นี่มันคนใช้หรือเมียกันแน่…ชายหนุ่มคิดในใจพร้อมเกาหนังหัว ขณะหันกลับมาเพื่อพูดคุยกันนายกองเพ้ง
“ท่านให้โจวซื่อไห่มาตามข้าจะเหมาะกว่า” ชายวัยกลางคนเตรียมคำพูดรอไว้ก่อน
“อย่าเลย…เดี๋ยวมันกัดเอา” มนัสใช้มือปาดเหงื่อตามนิสัยก่อนนึกออกภายหลังว่าที่นี่หนาวจัดไม่มีเหงื่อ “ข้าแค่อยากคุยกับท่านอย่างที่รู้ว่าข้าป่วยหนักเกือบขึ้น์ ถึงวันนี้ลุกขึ้นเดินได้แล้วก็ตาม แต่มีปัญหาบางอย่างอยากปรึกษา”
“ปัญหา” นายกองคิ้วหักทันที “ท่านแม่ทัพมีปัญหาอะไรหรือ”
“ปัญหาก็คือผม…เอ๊ย! ปัญหาก็คือข้า…ข้า…เอ่อ…ข้าความจำเสื่อม”
“ความจำเสื่อม?”
เห็นนายกองเพ้งคิ้วหักมากกว่าเก่าคู่สนทนาเริ่มลังเลขึ้นมาทันที แกเข้าใจคำว่าความจำเสื่อมหรือเปล่า หรือตัวเองใช้คำพูดระดับสูงเกินไปแต่ว่ามันไม่ใช่คำาาศัพท์นี่นา กำลังจะอธิบายเพิ่มบังเอิญนายกองเปิดปากเสียก่อน
“ท่านกำลังจะบอกข้าว่าท่านจำข้ากับที่นี่ไม่ได้”
“ไม่ใช่…ข้าจำทุกอย่างไม่ได้ต่างหาก ตัวเองเป็ใครทำงานอะไรรักลูกสาวบ้านไหนลืมหมด”
หลังร่ายคำแก้ตัวที่คิดขึ้นมาสดๆร้อนๆ มนัสพยายามหัวเราะกลบเกลื่อนหลักฐานเท็จ นายกองเพ้งรีบหัวเราะตามผู้เป็นายแล้วทำคิ้วหักพร้อมจ้องมองด้วยแววตาสงสัย เห็นสภาพคู่สนทนาเต็มสองตาจึงเริ่มเข้าใจ
ผู้ชายคนนี้หนาวสั่นตลอดเวลาก็จริงแต่ดันสวมเสื้อไม่มิดชิดมองเห็นหัวนมขวา เสื้อคลุมตัวนอกไม่ยอมใส่ออกมา รองเท้าหนังก็ไม่ใส่หิมะกัดนิ้วขาดไปแล้วคนทั่วไปที่ไหนนึกอยากแต่งตัวแบบนี้ แสดงว่าท่านแม่ทัพป่วยจริงความจำเสื่อมจริงรวมทั้งน่าจะมีอาการอื่นที่ไม่ยอมบอกใคร เขาในฐานะลูกน้องจำเป็ต้องทำอะไรสักอย่าง
“ท่าน้าให้ข้าทำอะไรหรือ” นายกองตั้งคำถามข้อใหม่
“ข้าอยากให้ท่านอธิบายทุกอย่างที่นี่เรียกว่าอะไรทุกคนเป็ใคร ทำไมข้ามาอยู่ตรงนี้ แล้วข้าเป็แม่ทัพภาคไหน”
“…”
ชายวัยกลางคนทำหน้าบอกบุญไม่รับบ้างโชคดีที่แกไม่ค้อนงามๆ เหมือนโจวซื่อไห่ จากนั้นเริ่มบ่นกับตัวเองน้ำเสียงแ่เบาจับใจความไม่ได้รู้แค่เพียงเป็คำเปรียบเปรย ประมาณว่าตัวเองตกนรกหมกไหม้ก็คราวนี้ขณะที่ทั้งสองฝ่ายกำลังคุมเชิงอยู่นั้น มีเด็กหนุ่มหนึ่งคนเดินเข้ามาทำความเคารพหมอนี่นำชาร้อนมาเสิร์ฟพร้อมปาท่องโก๋ตัวโต
เห็นคู่สนทนาเอาแต่ครุ่นคิดหน้าตาบูดบึ้งมนัสจึงหันมาเพ่งมองบุคคลที่สามแทน พร้อมวิเคราะห์อย่างละเอียดตามนิสัยนายทหาร เด็กหนุ่มคนนี้หน้าตาสะอาดสะอ้านดีผมยาวมากเกือบถึงเอวสีดำสนิท บนใบหน้าไม่มีสิวหนุ่มแม้แต่เม็ดเดียว เสียดายที่คิ้วบางจ๋อยราวกับนักบวชทำให้ภาพรวมกลายเป็หนุ่มหน้าจืดไร้เสน่ห์
มนัสเริ่มพิจารณาลึกซึ้งถึงเครื่องแต่งกายนายกองเพ้งสวมเสื้อคลุมสีกรมท่าทับเสื้อตัวในสีขาว คิดว่าเป็เครื่องแบบทหารเหมือนเด็กหนุ่มบนลานดินแต่หนุ่มคิ้วบางสวมเสื้อสีตุ่นเต็มไปด้วยรอยปะดูโทรมทั้งตัวยิ่งกว่าโจวซื่อไห่ซึ่งจัดว่าแย่สุดๆ เพราะฉะนั้นหมอนี่ไม่ใช่ทหารเป็เพียงคนรับใช้แต่ที่นี่มีศัพท์เฉพาะทางหรือเปล่าตัวเองไม่รู้
“ตกลง…ข้าจะช่วยท่านเอง”
ระหว่างนินทาคนรับใช้รายใหม่อยู่นั้นอยู่ดีๆ นายกองเพ้งโพล่งเสียงดังขึ้นมา เขาไล่หนุ่มคิ้วบางไปที่อื่นขณะใช้มือล้วงลูกประคำจากนั้นจึงเริ่มหลับตาท่องคาถาพิธีกรรมสำคัญ เสร็จเรียบร้อยเก็บลูกประคำในเสื้อแล้วหันมาคุยด้วย
“ข้าพร้อมแล้วท่านถามมาเลย”
“ที่นี่เรียกว่าอะไรแล้วข้าเป็ใคร” ขณะสอบถามมนัสแอบคิดในใจ นายกองสวดคาถาไล่ซวยหรือเปล่า
“ที่นี่คือค่ายกองกำลังพิทักษ์มาตุภูมิเรียกสั้นๆ ว่าหวางซื่อแปลว่าทหารกล้า ท่านเป็แม่ทัพใหญ่ของพวกเรา ส่วนข้าเป็นายกองคนเดียวที่หลงเหลืออยู่รองแม่ทัพกับนายกองคนอื่นยังไม่มีเพราะติดปัญหา”
“ติดปัญหาอะไรถึงยังไม่มี”
“ปัญหาก็คือตัวท่าน”
“ตัวข้า! เตี้ย-แล้ว-ไง!”
ด้วยความใมนัสเผลออุทานคำหยาบก่อนนึกขึ้นได้รีบทำหน้ามืนเป็การกลบเกลื่อน แต่ดูเหมือนนายกองคงไม่เข้าใจคำพูดเ้าตัวหยิบชาร้อนสาดลำคอรวดเดียวหมดแก้ว กัดปาท่องโก๋ครึ่งตัวพร้อมอธิบายเื่ราวต่อไป
“ทหารหวางซื่อเหลือแค่เพียงหนึ่งในสี่สามอาทิตย์ก่อนเราเพิ่งออกรบกับแคว้นซ่ง สูญเสียคนเก่งทั้งหมดรวมทั้งท่านแม่ทัพลู่ท่านเป็รองแม่ทัพรอดตายกลับมาจึงได้เลื่อนขั้น”
คำเฉลยจากนายกองทำให้มนัสสะอึกชาร้อนหกลวกแขนเป็อันไม่ต้องกินกัน ทว่าเื่ราวยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้นายกองเพ้งซึ่งทำทางไม่เต็มใจสักนิดเดียว ตอนนี้ดันเกิดติดลมพูดฉอดๆ น้ำไหลไฟดับ
“หลังจัดงานศพท่านแม่ทัพลู่กับทหารทุกคนมีพิธีแต่งตั้งแม่ทัพคนใหม่ซึ่งก็คือท่าน เย็นวันนั้นมีงานฉลองเล็กน้อยตามประเพณีท่านถูกเชิญไปร่วมงานในเมืองกลับค่ายค่อนข้างดึก คืนนั้นข้าอยู่ที่นี่ด้วยเห็นท่านเมานิดหน่อย่บ่ายของอีกวันท่านเริ่มป่วยโรคประหลาด เย็นวันที่สี่หมอมาตรวจพบว่าเสียชีวิตแล้วพวกเราจัดงานศพให้แต่จู่ๆ ท่านก็ฟื้นขึ้นมา”
ได้ยินเื่ราวมนัสทำแก้วชาร่วงพื้นโชคดีไม่ถึงกับแตกแค่ปากบิ่นเล็กน้อย ชายหนุ่มก้มตัวลงเก็บพร้อมถอนหายใจเฮือกโตว่าแล้วเชียวทำไมตัวเองตำแหน่งใหญ่โต แอบคิดว่าต้องมีเื่ผิดปรกติเกิดขึ้น แต่ไม่คิดว่าจะพิสดารล้ำลึกถึงเพียงนี้
ได้ตำแหน่งเพราะคนเก่งกว่าตายเรียบยังไม่ทันทำอะไรสักอย่างดันล้มหมอนนอนเสื่อ ถ้าเขาไม่บังเอิญเข้ามาสิงร่างราวปาฏิหาริย์ทหารหนุ่มนายนี้คงได้ไปพบท่านยมบาล สร้างตำนานท่านแม่ทัพผู้มีอายุราชการสี่วัน
“ท่านรู้ไหมข้าป่วยเป็โรคอะไร” คนป่วยกลั้นใจสอบถามเื่สุขภาพตัวเอง
“เื่นี้ข้าไม่ทราบ” ชายวัยกลางคนส่ายหัวไปมา “ที่นี่มีหมอหลายคนแต่ไม่เก่งสักคนข้าส่งม้าเร็วเข้าเมืองหลวงเพื่อขอความช่วยเหลือ หมอหลวงมาถึงท่านสิ้นลมปราณเสียก่อนทำได้แค่เพียงเขียนใบมรณะบัตร”
เมื่อเข้าใจชัดเจนมนัสเริ่มซักถามเื่อื่นได้ความว่าค่ายทหารอยู่ทางใต้ของเมืองเจียงหาว ส่วนเจียงหาวเป็เมืองสำคัญของแคว้นเสียมมีทหารสองหน่วยทำหน้าที่ป้องกันชายแดน เขาแอบสะกิดใจชื่อแคว้นแต่ไม่อยากถาม กลัวนายกองหยิบลูกประคำออกมาสวดรอบสองดูเหมือนแกไม่อยากพูดถึงเื่ในอดีต จึงเปลี่ยนมาถามเื่ครอบครัวตัวเองแทน
“ท่านต้องถามโจวซื่อไห่ข้าทำงานค้างไว้ต้องขอตัว”
ชายวัยกลางคนพูดตัดบททันทีนายกองลุกขึ้นแล้วรีบจ้ำพรวดไปไกลลิบ ทอดทิ้งให้มนัสนั่งอ้าปากหวออยู่ที่เดิมไม่ทันทำอะไรเขาต้องสะดุ้งใซ้ำซ้อน จู่ๆ พ่อเทพบุตรสุดหล่อโจวซื่อไห่ย่องเข้ามาประชิดตัวจากด้านหลังแบบเงียบกริบ
“ท่านต้องกลับไปกินอาหาร”
ประโยคสั้นๆทั้งกระชับและได้ใจความ หลุดออกมาจากคนรับใช้ส่วนตัวหน้าตายเสร็จเรียบร้อยหมอนี่เดินงุดๆ จากไปทันที เพื่อจัดเตรียมอาหารเช้าให้คนป่วยตามหน้าที่ทอดทิ้งผู้เป็นายนั่งหน้าเหวอบนเก้าอี้กลม
ระหว่างเดินตามหลังมนัสเริ่มเหนื่อยเนื่องจากตัวเองใช้พลังงานมากเกินไป อยากให้ช่วยประคองปีกแต่พ่อตัวดีหายไปโน่นแล้วจำเป็ต้องเดินขาสั่นท่ามกลางอากาศหนาวด้วยลำแข้งตัวเองซึ่งอ่อนปวกเปียกพร้อมหกล้มทุกเมื่อ
ท่านแม่ทัพผู้ได้รับตำแหน่งแบบน่าภูมิใจมากเปรยเบาๆ กับหิมะสีขาวโพลนบนพุ่มไม้ใบหญ้า
“อะไรของมันวะ”
-------------------------------
ปล.ดูเหมือนโจวซื่อไห่จะหึงนายกองเพ้ง งานนี้ท่านแม่ทัพลำบากแน่นอน