บทที่9
ผลจากชัยชนะ
สามวันต่อมา ท่านอิสึมิเรียกตัวพวกฉันทั้งสามคนมายังลานกว้างประจำเมือง ซึ่งในลานกว้างมีเวทีสำหรับให้พวกฉันขึ้นไปแสดงตัวอยู่ด้วย
พวกฉันได้รับภารกิจให้ขึ้นไปแสดงตัวบนเวที แล้วประกาศผลการต่อสู้ให้กับผู้คนฟัง เป้าหมายของภารกิจคือสร้างขวัญกำลังใจ และบอกรายละเอียดของสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปให้ทุกคนได้รับรู้ ถือเป็แถลงการณ์สำคัญของมวลมนุษย์ที่เหลือรอดอยู่ในตอนนี้
พวกเราทั้งสามคนแต่งตัวกันเต็มยศอยู่หลังเวทีมาได้สักพักนึงแล้ว ฝ่ายทีมงานทั้งมิโกะและอาสาสมัครคนอื่นๆ ต่างวิ่งวุ่นจัดเตรียมงานกันจ้าละหวั่น คงมีเพียงท่านอิสึมิกับพิธีกรสองคนเท่านั้นที่ยังคงสงบนิ่งเอาไว้ได้
“ข้างนอกเสียงดังมากเลยนะคะ คนคงเยอะน่าดู” ไมยะที่ดูจะประหม่ากว่าใครเพื่อนเริ่มอยู่ไม่สุข หน้าเธอผุดเม็ดเหงื่อออกมาหลายเม็ดเลยทีเดียว
“คงไม่ต่ำกว่าสามร้อยคนเป็แน่” ฉันเองก็ใช่ว่าไม่ประหม่า ขาฉันก็สั่นเหมือนกัน แต่ก็ต้องพยายามควบคุมสติเอาไว้
“แหมๆ ทั้งสองคนนี่อ่อนด๋อยกันจังเลยนะคะ ฉันน่ะนะไม่ประหม่าเลยสักนิด ดูสิคะดูขาอันเรียวยาวของฉันสิคะนิ่งยิ่งกว่ากิ่งไม้ลู่ลมอีกค่ะ”
ฉันกับไมยะได้แต่ถอนหายใจให้กับคำพูดอวดเก่งของยูมิ คนอะไรปากบอกอย่าง แต่ร่างกายไปทิศทางตรงกันข้าม ขายัยบ้านั่นสั่นยิ่งกว่าฉันอีก
“ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม เราจะขึ้นเวทีในอีกสองนาที”
โปรดิวเซอร์ของงานเอ่ยบอกพวกฉันแล้วให้ทีมงานเข้ามาเช็กความเรียบร้อยของพวกเรา หัวใจฉันเริ่มเต้นรัวเร็วขึ้นเมื่อทีมงานสั่งให้พวกเราไปยืนหน้าบันไดรอขึ้นเวที
“ฉะ ฉันต้องตื่นเต้นจนพูดอะไรไม่ออกแน่” ไมยะน้ำตาคลอ
“ฉันขอถอนคำพูดที่ว่าไม่ประหม่าได้ไหมคะ ขาฉันสั่นมากเลยค่าาา” ยูมิแทบยืนไม่อยู่จนต้องเกาะไหล่ฉันเอาไว้
“ให้ตายเหอะพวกเธอ ตั้งสติหน่อย อยากขึ้นเวทีไปด้วยสีหน้าแบบนี้กันเหรอ คนดูเป็ร้อยๆ เลยนะ”
“รู้ค่า รู้อยู่แล้ว แต่มันห้ามตื่นเต้นไม่ได้นี่คะ”
พวกเราทั้งสามคนเกาะกลุ่มกันตัวสั่นงันงกราวกับลูกแมวถูกทิ้ง ตอนนี้ไม่มีใครปลอบใครได้อีกแล้ว ฉันเองก็ไม่ไหว แข้งขามันสั่นไม่หยุดเลย
“ทั้งสามคนไหวหรือเปล่า” ท่านอิสึมิเข้ามาดูอาการพวกฉัน เมื่อเห็นว่าพวกฉันส่ายหน้ากันเลิ่กลั่ก ท่านก็ลูบหลังพวกฉันอย่างปลอบโยน
“ไม่ต้องกังวลไปหรอก ในงานแถลงการณ์ครั้งนี้ ข้าจะเป็คนพูดอธิบายเื่ต่างๆ ให้ผู้คนทราบเอง ดังนั้นไม่ต้องกังวลเื่ที่จะต้องพูดบนเวทีหรอกนะ”
“ตะ แต่ว่าท่านอิสึมิคะ คือ…”
“ข้ารู้ว่าพวกเ้าประหม่า ไม่เป็ไร พวกเ้าประหม่าได้เท่าที่้า ข้าเชื่อว่าเมื่อพวกเ้าขึ้นไปยืนบนเวทีและได้เห็นทุกคนที่มองมา ความประหม่าจะค่อยๆ หายไป”
“มันจะเป็ไปได้เหรอท่านอิสึมิ ยิ่งคนจ้องเยอะพวกเราก็ยิ่งประหม่าสิคะ”
“ข้าว่าเ้าควรขึ้นไปััความรู้สึกนั้นด้วยตัวเองนะ คุณฮาซูโนะ โนกิ”
คำพูดของท่านอิสึมิทำเอาฉันไปต่อไม่ถูก เป็การตอกกลับที่ยอดเยี่ยมอะไรเช่นนี้
“เตรียมตัวขึ้นเวทีในอีกสามสิบวินาที”
โปรดิวเซอร์งานแจ้งเวลาให้กับพวกเรา ใน่เวลาที่เหลือนี้ฉันทำได้แค่หายใจเข้าลึกๆ เท่านั้น
“กล้องพร้อม ไฟพร้อม เสียงพร้อม เอฟเฟกต์พร้อม ทุกคนประจำที่ เริ่มงานเปิดตัวในอีก สาม สอง หนึ่ง!!”
เสียงพลุกระดาษดังขึ้นแล้วตามมาด้วยเสียงเฮและเสียงปรบมือ ฉันเดินตามหลังไมยะขึ้นเวทีไป แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ยามสายสาดเข้ามายังตัวของฉัน ชุดผู้กล้าที่ถูกออกแบบมาอย่างสวยงามเปล่งประกายราวกับฉันได้กลายเป็เทพธิดาอันสูงส่ง เหล่าผู้คนต่างกู่ร้องด้วยความสรรเสริญเมื่อเห็นพวกฉันปรากฏตัวบนเวที
พิธีกรเริ่มเกริ่นเข้าเื่ จากนั้นก็เริ่มแนะนำตัวพวกฉัน เมื่อแนะนำตัวเสร็จท่านอิสึมิก็เริ่มอธิบายภัยพิบัติของโลกในตอนนี้ให้ทุกคนได้ฟัง
ผู้คนนับร้อยๆ ต่างเงียบฟังสิ่งที่ท่านอิสึมิพูดอย่างตั้งใจ จนกระทั่งถึง่ปลุกระดมเสริมสร้างกำลังใจ เสียงฮือฮาก็กลับมาอีกครั้ง
“ด้วยเหตุนี้การมีอยู่ของมิโกะและผู้กล้าจึงเป็สิ่งจำเป็ต่อความอยู่รอดของทุกคน พวกเราไม่สามารถพึ่งพากองกำลังป้องกันตนเอง หรือการบริหารงานของภาครัฐที่ล่มสลายไปแล้วได้ เราเหลือกันเพียงหนึ่งจังหวัด ไม่มีใครรู้ว่าด้านนอกกำแพงเขตอาคมจะมีผู้เหลือรอดในจังหวัดอื่นๆ อีกไหม เราไม่สามารถติดต่อใครได้ มีเพียงต้องช่วยเหลือกันเองเท่านั้น
ตอนนี้จังหวัดของเราเริ่มขาดแคลนทรัพยากรหลักเช่นอาหารและพลังงานไฟฟ้าแล้ว อีกไม่นานพลังงานสำรองที่ทางกรมไฟฟ้าประจำจังหวัดพยายามผลิตและเก็บสะสมจะหมดลง ่เวลากลางคืนจะยาวนานและน่ากลัวขึ้น ใครที่มีความรู้ความสามารถในด้านต่างๆ จงออกมาแสดงศักยภาพ ข้าเชื่อว่าหากทุกคนร่วมมือกัน เราจะผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ หากท่านพร้อมจะร่วมมือไปกับเราจงเดินออกมาแสดงเจตจำนงและเข้าสังกัดในหน่วยงานต่างๆ ตามที่ท่านมีความสามารถ เราได้ตั้งซุ้มรับสมัครงานไว้ให้ด้านข้างเวทีแล้ว ผู้ที่สมัครงานจะได้รับเบี้ยเลี้ยงเป็อาหารและของใช้จำเป็ในทุกๆ เดือนจากทางศาลเ้าอิสึมิ หากท่านสนใจสามารถเดินมาสมัครงานที่ซุ้มได้ตลอดเวลา เราจะตั้งซุ้มไว้จนกว่าหน่วยงานนั้นๆ จะปิดรับ ส่วนผู้ที่อยู่ห่างไกลและดูถ่ายทอดสดอยู่ ท่านสามารถสมัครงานจากศาลเ้าใกล้บ้านท่านได้ จงจำไว้เสมอ หากเราไม่ร่วมมือกัน ผลกระทบที่ตามมา แย่ยิ่งกว่าการรุกรานของอสุรกายหลายร้อยเท่า ขอจบแถลงการณ์ไว้เพียงเท่านี้ แยกย้ายกันกลับที่พักได้ค่ะ”
แม้ท่านอิสึมิจะประกาศรับสมัครงาน ผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีใครกล้าออกมาแสดงเจตจำนง พวกเขาเริ่มพูดคุยกันเสียงอื้ออึง แล้วก็มีบางคนที่เริ่มแตกกลุ่มออกมาขอสมัครงาน ทว่าคนที่ออกมาสมัครงานนั้นมีไม่ถึงสามร้อยคน ส่วนที่เหลือต่างแยกย้ายกันกลับบ้าน หรือศูนย์อพยพกันอย่างหน้าตาเฉย
ฉันไม่เข้าใจการกระทำของพวกเขา พวกเขาไม่รู้หรือไงว่าตอนนี้กำลังเผชิญหน้ากับอะไร ทำไมถึงได้นิ่งนอนใจแล้วกลับไปอยู่ในที่ที่ตัวเองคิดว่าปลอดภัย ขอแค่มีข้าวกินและที่ซุกหัวนอนก็เพียงพอแล้วงั้นเหรอ
“ฉันจะไปสมัครทำนา”
ว่าจบฉันก็ะโลงไปยังซุ้มหน่วยงานการเกษตร เหล่าลุงๆ ป้าๆ ที่เป็ชาวนาต่างมองมาที่ฉันด้วยความใ คงคาดไม่ถึงว่าผู้กล้าอย่างฉันจะลงมาสมัครงานด้วย
“ฉันขอสมัครทำนาค่ะ” ฉันแสดงเจตจำนงแล้วประทับรอยนิ้วมือลงบนแผ่นสมัคร แม้จะเป็ผู้กล้า แต่ฉันก็กินใช้อยู่ในจังหวัดนี้ ดังนั้นใน่ที่ไม่มีการต่อสู้ฉันจะทำนาผลิตข้าวเป็การตอบแทน
อาหารคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการดำรงชีวิต หากฉันกินแล้วไม่ช่วยหาเพิ่ม สักวันข้าวก็จะมีไม่พอให้ทุกคน ความหิวโหยจะเกิดขึ้น ฉันไม่อยากเป็ส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น ดังนั้นฉันถึงเลือกสมัครทำนา และแน่นอนว่ายูมิก็ตามมาสมัครด้วย
“ไมยะฝากขอโทษที่มาปลูกข้าวด้วยไม่ได้ค่ะ เธอถูกท่านอิสึมิจองตัวไปทำงานหน่วยวิจัยเครื่องรางพลังเทพ”
“ขอบใจนะยูมิที่มาทำนาด้วยกัน”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกค่าาา ที่ฉันมาทำนาเนี่ย เพราะอยากกินอาหารแพงๆ เหมือนวันนั้นต่างหากละคะ”
“ยัยบ้า คิดว่าต้องปลูกข้าวกี่ไร่กว่าจะได้กินของแพงๆ แบบนั้นกันยะ”
“เอ๊ะ ไม่ใช่ปลูกไร่เดียวก็ได้กินซูชิหน้าโอโทโร่เหรอคะ”
“ฝันไปเถอะ แค่ครึ่งคำยังไม่ได้ด้วยซ้ำ”
“งั้นขอยกเลิกค่าาา เอาชื่อออกเลย ฉันจะไปเป็ชาวประมง หาปลามาทำซูชิค่าาา”
“เสียใจด้วย เธอปั๊มลายนิ้วมือไปแล้ว”
“กรี๊ดดด ไม่น้าาาา~”