ตอนที่30 เกิดเื่กับลุงสี่
“ไปคุยกันที่ห้องหนังสือเถอะ”ปู่ฉินพูดเสียงเคร่งขรึม แล้วอุ้มโจวโจวไปยังห้องหนังสือ
ทันทีที่ปิดประตูชายชราก็รีบถามหนูน้อยทันที “โจวโจว มันเกิดอะไรขึ้น ? ”
โจวโจวหยิบเอาสร้อยลูกประคำที่เถาหลันให้ออกมาปู่ฉินมองไม่เห็นปราณชั่วร้าย แต่พอเขาดมก็ทำหน้าย่น “กลิ่นฉุนมาก”
ถ้าว่ากันตามหลักแล้วปกติลูกประคำจะทำมาจากเมล็ดโพธิจิตและไม้ประเภทต่าง ๆ และเป็เพราะอยู่ในวัดมานานดังนั้นส่วนใหญ่ของพวกนี้จะมีกลิ่นหอมของไม้จันทน์ทว่าลูกประคำนี้กลับไม่เพียงแต่ไม่มีกลิ่นของไม้จันทน์เท่านั้นแต่มันมีกลิ่นฉุนที่ขึ้นจมูก ราวกับว่าถูกแช่มาในบางสิ่งอย่างไรอย่างนั้น
โจวโจวอธิบายว่า“นั่นเป็เพราะไม้ที่นำมาทำลูกประคำนี้ได้รับการเพาะเลี้ยงมาจากปราณชั่วร้าย”
“อะไรนะ? ” ปู่ฉินเปลี่ยนสีหน้าไป ตอนนี้สีหน้าของเขาดูแย่มาก เขามองลูกประคำในมือไม่รู้เป็เพราะเขาคิดไปเองหรืออะไร แต่เขารู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
โจวโจวคว้ามันกลับไปจากนั้นก็เอายันต์ขจัดความชั่วร้ายมาปัดบนมือของปู่ฉิน “การััปราณชั่วร้ายจะส่งผลร้ายต่อร่างกายให้หนูเก็บไว้เถอะ”
เมื่อััโดนยันต์ปู่ฉินรู้สึกสบายตัวขึ้นมาก เขาไม่มีความรู้สึกเยือกเย็นอย่างในตอนแรกแล้วแต่พอได้ยินคำพูดของหนูน้อย เขาก็ถามเธอด้วยความเป็ห่วงว่า“แล้วหนูจะไม่เป็ไรใช่ไหม ? ”
“ไม่เป็ไรหรอกก็แค่ปราณชั่วร้ายเล็กน้อยเท่านั้น ทำอะไรหนูไม่ได้หรอก” โจวโจวไม่สนใจสิ่งนี้เลยแม้แต่น้อยเพราะว่าปราณชั่วร้ายควรจะต้องหลบเธอมากกว่า
ฟังหนูน้อยพูดอย่างมั่นใจขนาดนั้นปู่ฉินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา แต่พอนึกถึงหน้าเถาหลันสีหน้าของเขาพลันเคร่งขรึมขึ้นอีกครั้ง “ทำไมเธอถึงต้องทำแบบนี้ด้วยภรรยาของลูกสี่ดีต่อเธอขนาดนั้นอีกทั้งยังออกไปเที่ยวเล่นและซื้อของให้เธอตั้งมากมายทั้งที่พวกเธอทั้งสองเติบโตมาด้วยกัน ทำไมเธอต้องมาทำร้ายภรรยาของลูกสี่ด้วย”
โจวโจวเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันเพราะจิตใจคนเรานั้นซับซ้อนเหลือเกิน
“หนูได้ยินป้าคนนั้นพูดว่า……”
หนูน้อยพูดซ้ำสิ่งที่ได้ยินที่ประตูห้องน้ำหลังจากฟังจบ ปู่ฉินหน้าหมองลง เขาอยู่มานานหลายปีขนาดนี้แล้วหากยังไม่เข้าใจเื่นี้ก็คงจะไร้เดียงสาเกินไป
‘อิจฉา’
ไม่มีอะไรมากไปกว่าสองคำนี้เลย
เหวินเหยาเติบโตมากับเธอผลปรากฏว่าเหวินเหยาได้แต่งเข้าตระกูลฉิน กลายเป็สะใภ้ตระกูลไฮโซส่วนเธอนั้นกลับเป็แค่พนักงานธรรมดาในใจของเธอย่อมรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมอยู่แล้ว
แต่ถึงขั้นยอมทำร้ายเพื่อนของตนเพราะเื่นี้มองออกเลยว่าผู้หญิงคนนี้มีจิตใจโเี้ขนาดไหน
อีกทั้งเธอยังลงมือั้แ่ตอนที่เสี่ยวเฟิงเพิ่งเกิดตลอดหลายปีมานี้ยังกล้าทำตัวเสแสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อก่อนเขามักจะเห็นเธอเอาของมาให้เสี่ยวเฟิงบ่อย ๆตอนแรกเขานึกว่าเธอเป็คนจิตใจดี แต่ที่ไหนได้เป็คนหน้าเนื้อใจเสือ
จริงสิของขวัญ !
ปู่ฉินคิดได้แบบนั้นก็รีบพูดว่า “หลายปีมานี้เธอให้ของขวัญเสี่ยวเฟิงมาไม่น้อยปัญหามันอยู่ที่ของพวกนั้นหรือเปล่า ? ”
เขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้โจวโจวเคยบอกว่าปราณชั่วร้ายบนขาของเสี่ยวเฟิงมีโอกาสสูงมากที่จะแปดเปื้อนมาจากสิ่งของบางอย่าง
โจวโจวยังไม่มั่นใจเื่นี้หนูน้อยจึงถามว่า “คุณปู่ หนูขอดูของพวกนั้นหน่อยได้ไหม ? ”
“ได้สิ”
เขาพาโจวโจวเดินไปที่ห้องเก็บของ
หลังจากที่ลูกๆ ของเขาเติบโตมีครอบครัว ทุกคนต่างย้ายออกไปมีเพียงครอบครัวของลูกสี่ที่ยังอยู่ที่นี่ เพราะเสี่ยวเฟิงร่างกายไม่แข็งแรงอีกทั้งฉินเจ๋อก็ต้องออกเดินทางไปต่างประเทศเป็ประจำหากให้เหวินเหยาไปอยู่ข้างนอกก็ไม่วางใจ จึงให้พวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านเดิมดังนั้นของขวัญที่ได้รับจึงยังอยู่ที่บ้านนี้
“ภายในห้องเก็บของนี้เป็ของขวัญทั้งหมดที่เสี่ยวเฟิงได้รับตลอดหลายปีที่ผ่านมาแต่ชิ้นไหนจะมาจากเถาหลันคงต้องตรวจสอบบันทึกอีกที”
“ไม่ต้องตรวจจากบันทึกหรอกค่ะ”โจวโจวโบกมือปัด “เดี๋ยวหนูเลือกชิ้นที่มีปัญหาออกมาเอง”
หนูน้อยมองออกได้โดยตรง
“แบบนี้ก็ได้”แบบนี้ยังทำให้เห็นได้อีกว่าใครมีส่วนเกี่ยวข้องในเื่นี้บ้าง
โจวโจวไล่ดูของขวัญทีละชิ้นแต่เป็เพราะหนูน้อยตัวเล็กเกินไป มีหลายชิ้นที่เธอเอื้อมไม่ถึงดังนั้นเธอจึงชี้แล้วให้ปู่ฉินช่วยหยิบลงมาให้
ใช้เวลาไม่นานเธอก็สามารถเลือกของขวัญที่มีปัญหาออกมาได้มากถึงสิบกว่าชิ้น
จากนั้นเธอก็กลับมาสำรวจดูใหม่อีกครั้งเมื่อมั่นใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดใดแล้ว หนูน้อยถึงได้พูดว่า “มีเท่านี้แหละค่ะ”
ปู่ฉินมองดูกล่องใบเล็กใบใหญ่ที่อยู่บนพื้นสีหน้าของเขาดูแย่ยิ่งกว่าเดิม
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าของขวัญที่มีปัญหาจะมีมากมายถึงเพียงนี้
แล้วคนล่ะ? มีแค่เถาหลันที่มีปัญหา หรือยังมีคนอื่นอีกด้วย ?
ในขณะที่กำลังคิดกันอยู่นั้นเหวินเหยาก็เดินเข้ามา และเมื่อเห็นของที่วางเรียงรายอยู่บนพื้นเธอจึงถามด้วยความสงสัยว่า “พ่อคะ พ่อเอาของขวัญที่หลันหลันให้ออกมาทำไมหรือคะ ? ”
ปู่ฉินหันขวับไปมองลูกสะใภ้ทันทีเขาถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า“เธอแน่ใจใช่ไหมว่าของขวัญพวกนี้เป็ของขวัญที่ถูกส่งมาจากเถาหลันทั้งหมด ? ”
เหวินเหยาเดินเข้าไปมองดูอย่างละเอียดอีกครั้งแล้วยืนยันคำเดิม “ไม่ผิดแน่เพราะกล่องของขวัญที่หลันหลันมอบให้จะมีสัญลักษณ์ที่เธอสั่งทำขึ้นมาเฉพาะ”
เธอขี้ไปยังจุดหนึ่ง
เป็อย่างที่เธอว่าไว้ไม่มีผิดบริเวณมุมกล่องแต่ละกล่องจะมีสัญลักษณ์รูปกล้วยไม้ดอกเล็กสลักเอาไว้หากไม่สังเกตให้ดีก็จะมองไม่เห็น
ที่แท้ก็เป็เธอจริงด้วย!
ปู่ฉินและโจวโจวมองหน้ากันทั้งครู่เงียบไปชั่วขณะ ถึงได้กล่าวอย่างไม่แสดงความรู้สึกใด “ไม่มีอะไรหรอกระยะนี้ฝนตกหนัก พ่อกลัวว่าของในห้องเก็บของจะชื้น เลยเอาออกมาผึ่งน่ะ”
นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้เขายัง้าหลักฐานที่ชัดเจนกว่านี้อีกด้วย ไม่เช่นนั้นหากพูดถึงแค่ปัญหานี้เกรงว่าเหวินเหยาจะเชื่อได้ยาก
“พ่อคิดว่าของขวัญพวกนี้มันค่อนข้างชื้นฉะนั้นย้ายออกไปวางที่อื่นก่อน อย่าเอาวางไว้ในนี้เลย”
ระหว่างที่พูดเขาพาโจวโจวเดินออกไป หลังจากนั้นไม่นานได้มีคนเข้ามาย้ายกล่องทั้งหมดบนพื้นออกไปไว้ในห้องที่ไกลจากฉินเฟิงมากที่สุด
“คุณปู่ไม่ต้องกังวลพี่เจ็ดพกยันต์ขจัดความชั่วร้ายที่หนูให้ไปแล้วเขายังมีลูกประคำจากอาจารย์เ้าอาวาสของหนูด้วยต่อไปนี้ปราณชั่วร้ายจะเข้าใกล้เขาไม่ได้อีกแล้ว” เมื่อเห็นว่าเขามีสีหน้าไม่ดีโจวโจวจึงกล่าวปลอบใจ
“อืม”ปู่ฉินพยักหน้า แม้เขาจะดูมีสีหน้าสงบนิ่ง ทว่าจู่ ๆ เขาก็เซไปเซมา หากไม่ใช่เพราะโจวโจวตาไวมือไวเข้ามาพยุงไว้ได้ทันเขาคงล้มกับพื้นไปนานแล้ว
หลังจากรีบช่วยพยุงเขาไปนั่งบนเก้าอี้โจวโจวเอามือกดจุดฝังเข็มให้เขาเพื่อให้อารมณ์สงบลง
เมื่อมองดูหลานสาวตัวน้อยที่น่ารักและดูแลเอาใจใส่คนชราเป็อย่างดีปู่ฉินยิ่งมองก็ยิ่งหลงหนูน้อย เขาจับมือให้หนูน้อยนั่งลงข้างเขาแล้วกล่าวด้วยสีหน้าตึงเครียดว่า “ลูกสี่ไม่ค่อยอยู่บ้านมาหลายปีแล้วพวกเรากลัวว่าสะใภ้สี่จะคิดมาก จึงให้เถาหลันมาอยู่เป็เพื่อนเธอบ่อย ๆคิดไม่ถึงเลยว่าจะกลายเป็การชักศึกเข้าบ้านเสียได้ ! ”
เขาเกลียด……เกลียดตัวเองที่ไม่ได้สังเกตให้เร็วกว่านี้และเกลียดที่ตัวเองหน้ามืดตามัวมองไม่เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของผู้หญิงคนนั้น
หากพวกเขามองออกั้แ่แรกหลานชายตัวเล็กของเขาคงไม่ต้องมาทุกข์ทรมานแบบนี้
“คุณปู่อย่าคิดมากไปเลยคุณปู่ไม่เข้าใจไสยศาสตร์ ทั้งยังมองไม่เห็นปราณชั่วร้าย นี่มันปกติมากไม่เป็ไรนะ ตอนนี้มีหนูอยู่ด้วยไม่ใช่หรือ หนูจะต้องทำให้พี่เจ็ดกลับมายืนได้แน่นอนพอถึงตอนนั้นถ้าเขาขาดอะไรไป หนูจะชดเชยกลับให้เขาเอง ! ”
เมื่อได้ยินคำปลอบใจของหลานสาวคนเล็กสีหน้าของปู่ฉินถึงได้ดีขึ้นมา เขามองโจวโจวแล้วพูดด้วยความซาบซึ้งใจ “โจวโจวคงต้องลำบากหนูแล้ว”
โจวโจวมองเขาตาแป๋ว“โจวโจวต่างหากที่ลำบากคุณปู่กับคุณย่า ไม่อย่างนั้นคงไม่มีใครเลี้ยงดูโจวโจวไหวเพราะมีแต่คนรังเกียจที่โจวโจวมีชะตาล้างผลาญเงิน”
ดังนั้นเธอจึงเต็มใจทำทุกอย่างเพื่อพวกเขา
ศิษย์พี่ใหญ่เคยบอกไว้ว่าคนที่ให้ข้าวเรากินคือเ้านาย !
เมื่อได้ยินคำพูดของเธอปู่ฉินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะเบา ๆ เขาจับมือนุ่มนิ่มของหนูน้อยขึ้นมา“โจวโจวเป็เด็กดีมาก โจวโจวคือดาวนำโชคของเราการที่โจวโจวอยู่ที่นี่ถือเป็ความโชคดีของตระกูลฉิน”
ได้ยินแบบนั้นโจวโจวเองก็รู้สึกซาบซึ้งใจไม่น้อย ขอบตาของหนูน้อยรื้นไปด้วยน้ำตาก่อนที่ร่างเล็ก ๆ ตุ้ยนุ้ยจะโผเข้าหาอ้อมกอดของปู่ฉิน เธอกอดเขาไปพลางพูดไปว่า“คุณปู่ดีกับหนูมาก โจวโจวชอบคุณปู่ที่สุดเลย ! ”
ย่าฉินที่เพิ่งเดินเข้ามาได้ยินประโยคนี้พอดีหญิงชราจึงไม่พอใจขึ้นมา “ตาแก่ฉินเฉียนคุน ฉันไม่อยู่ครู่เดียวคุณก็มาแย่งโจวโจวของฉันไปแล้วหรอ ฉันคือคนที่โจวโจวชอบที่สุดต่างหาก ! ”
เมื่อได้ยินเสียงโกรธของเธอโจวโจวก็รีบหดคอแล้ววิ่งไปตรงหน้าหญิงชรา หนูน้อยกอดขาของหญิงชราเอาไว้อย่างประจบ“โจวโจวชอบคุณย่าที่สุดเหมือนกัน ! ”
ทันใดนั้นย่าฉินก็เปลี่ยนสีหน้าไปราวกับเปลี่ยนจากบรรยากาศเมฆครึ้มเป็แดดจ้าหญิงชรายิ้มอย่างมีความสุขแล้วมองปู่ฉินอย่างภาคภูมิใจราวกับกำลังบอกว่า:ฉันเก่งกว่าคุณอีก
ปู่ฉินมองเธออย่างขบขันเขาส่งสัญญาณให้สองย่าหลานนั่งลง แล้วเล่าเื่เมื่อครู่นี้ให้เธอฟัง
ย่าฉินฟังจบสีหน้าของเธอเปลี่ยนไปในทันที เธอตบโต๊ะแล้วพูดอย่างโมโหว่า “เถาหลัน ! ”
เธอไม่คาดคิดเลยว่าจะเป็ผู้หญิงคนนั้น!
“ไม่ได้การแล้วฉันต้องโทรหาลูกสี่ให้เขารีบกลับมาด่วน เอาแต่บินไปทำงานต่างประเทศทุกวันจนภรรยากับลูกจะถูกฆ่าตายอยู่แล้ว ! ”
ขณะที่เธอพูดเธอกดโทรศัพท์โทรหาลูกชาย แต่ปรากฎว่าไม่มีเสียงตอบรับจากปลายสาย
ปู่ฉินจึงพูดว่า“ตอนนี้ที่นั่นน่าจะเป็่เที่ยงคืนแล้ว”
โจวโจวกลับเหลือบมองโหงวเฮ้งบนใบหน้าของหญิงชราหนูน้อยขมวดคิ้วแน่นพลันรีบนับนิ้วคำนวณ เพียงชั่วพริบตา ใบหน้าเล็ก ๆ ก็เปลี่ยนไป
แย่แล้ว!
เกิดเื่ขึ้นแล้ว!