ย่านกินซ่า... เป็ย่านยอดนิยมของคนนิยมของแบรนด์เนมทั้งหลายไม่ว่าจะเป็ชนชาติใด โดยเฉพาะคนไทยที่มีเงินถุงเงินถังจัดเป็แหล่งชอปปิ้งยอดนิยมตลอดกาล ของกรุงโตเกียวเลยทีเดียว มีประวัติความเป็มาซับซ้อนแต่เดิมเป็พื้นที่ของโรงเหรียญกษาปณ์เงิน ต่อมาถูกไฟไหม้จึงมีการพัฒนาสร้างอาคารห้างร้าน แบบยุโรบแต่ไม่ได้รับความนิยมมากนัก
เมื่อเวลาผ่านไปร่วมปี เนื่องจากมีรูปแบบเป็สถาปัตยกรรมตะวันตก จึงมีชาวญี่ปุ่นมากมายอยากรู้อยากเห็นสถานที่ที่แปลกแตกต่าง อยากมาเดินดูเที่ยวเล่น จนมีคำพูดว่า ‘ไปเดินเล่นฆ่าเวลาที่ย่านกินซ่ากัน’
นั่นเป็จุดเริ่มต้นของ ย่านการค้าที่มีผู้คนแวะเวียนผ่านมามากมาย และในปัจจุบันแม้ว่าอาคารทรงยุโรบเก่าจะหายไปจนเกือบหมดสิ้น จนเหลือไม่กี่แห่ง แต่กลับมีห้างร้านในอาคารทันสมัยที่จำหน่ายสินค้าตั้งเรียงรายแน่นขนัดมีทั้งร้านค้าที่ขายสารพัดแบบโดยมีตัวแทนจำหน่ายของสินค้ามาตั้งเคาท์เตอร์ภายในห้างหรือบางร้านเป็ตัวแทนจำหน่ายตรง ในกรณีที่สินค้านั้นเป็แบรนด์ขนาดใหญ่ที่มีผลิตภันฑ์มากมาย อย่างเช่นสินค้ายี่ห้อ UniQlo
จุดเริ่มต้นที่ของการเดินที่จริงในย่านนี้ มีสถานีรถใต้ดินที่ใกล้ที่สุดคือGinza Itchome (กินซ่า อิชอม) แต่เนื่องจากชายหนุ่มไม่อยากต่อรถใต้ดินอีกเพียงสถานีเดียวให้เสียเวลาและเขาไม่รังเกียจการเดินท่อมๆ ไปบนถนน เพื่อดูสิ่งต่างๆเขาจึงขึ้นจากระบบรถไฟใต้ดินที่สถานีโตเกียว ยังมีสาเหตอีกประการที่สำคัญ คือเขาอยากท่องชมความสวยงามของสถานีโตเกียวที่เปลี่ยนไปใน่ทุกฤดู
ยิ่งการถ่ายรูปสถาปัตยกรรมร่วมสมัย อย่างสถานีโตเกียวที่เป็อาคารทรงยุโรบโบราณ ตัวตึกทาสีแดงตัดกับเส้นสายสีไข่ไก่เมื่อเปลี่ยนวันและเวลา มุมของแสงเงาที่กระทบตึกจะเปลี่ยนแปลงไปเสมอ แน่นอนว่าสถานีโตเกียวมีดีกว่านั้น
สถานีโตเกียว สร้างขึ้นั้แ่ปลายคริสศตวรรษที่สิบแปดผ่าเวลามาถึงปัจจุบันร่วมสองร้อยปี มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลาล่าสุดมีการปรับปรุงโฉมเมื่อปี 2009 โดยคงสภาพอาคารเก่า้าเอาไว้ ตัวสถานีที่เป็อาคารเก่าที่ถูกอนุรักษ์เอาไว้ทำให้กลายเป็จุดเด่นของโตเกียวแห่งหนึ่ง สภาพอาคารโบราณตัดกับสภาพอาคารสูงตึกระฟ้าที่ตั้งรายล้อมอยู่ทั่วทุกทิศ
ออกเดินจากภายในขึ้นจากชั้นใต้ดิน ที่มีสภาพภายในเป็อาคารที่ทันสมัยมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน จนขึ้นถึงชั้นบน ก้าวแรกที่เดินออกจากสถานีโตเกียวจะพบว่าตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางตึกระฟ้า พวกมันรายล้อมตัวอาคารทรงยุโรบโบราณที่เขาเดินออกมา สถาปัตยกรรมที่เป็เอกลักษณ์เก่าแก่โบราณค้านกับความรู้สึกที่ได้รับจากสภาพแวดล้อมของเมืองทันสมัยโดยรอบอย่างสิ้นเชิงราวกับว่า แขกที่มาเยือนกำลังเดินผ่านประตูกาลเวลาในภาพยนต์

เขาเดินถ่ายรูปของสถานี เกือบทุกมุม ั้แ่ด้านทิศตะวันตกยันทิศตะวันออกทั้งมุมกว้าง มุมเงยและเฉพาะจุด ก้มๆเงยๆ เดินถ่ายรูปอยู่เกือบสิบนาทีแล้วยืนดูสภาพของผู้คนโดยรอบ
สถานีแห่งนี้ นอกจากใกล้พระราชวังและมีสถาปัตยกรรมที่ดูอลังการเก่าแก่โบราณแล้วแล้วนับเป็สุดยอดสถานีรถไฟอีกแห่งหนึ่งมันเป็สถานีที่มีรถไฟผ่านเข้าออกและจอดมากกว่า สี่พันขบวนในหนึ่งวันมีจำนวนปริมาณผู้โดยสารเฉลี่ย ห้าแสนคนต่อวัน
นอกจากเป็ศูนย์กลางของเมืองที่มีขบวนรถไฟ ทั้งบนดินและใต้ดินจำนวนมากเดินรถผ่านแล้ว สถานีโตเกียวยังเป็สถานีชุมทางของรถไฟความเร็วสูงที่วิ่งระหว่างภูมิภาคด้วย โดยเฉพาะบริษัท JR East ที่มีขบวนรถชินคันเซนถึงหกสาย ให้บริการผ่านสถานีนี้ แน่นอนว่าขบวนรถที่เขาต้องเดินทางไปทางภาคเหนือ เพื่อไปยังเมือง เอโอโมริ สถานที่ตั้งของสำนักงานใหม่คือขบวนรถที่เรียกว่า “Tohuko Chinkansen” ก็ผ่านสถานีนี้ด้วยเช่นกัน
หลังจากตรวจดูรูปถ่ายจนพอใจแล้ว จึงเริ่มเดินไปย่านกินซ่าที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
ย่านกินซ่า... หากออกจากสถานีสถานีโตเกียวหากหันหน้าออกจากอาคารเก่าตามแผนที่จะต้องเลี้ยวซ้าย เขาเดินเลาะย่านร้านอาหารที่เป็อาคารชั้นเดียวตั้งเป็แนวยาวตลอดทางโค้งหน้าสถานี ระหว่างเดินก็สำรวจราคาอาหารจากเมนูที่ตั้งเอาไว้หน้าร้านอาหารแถวนี้เทียบราคาแล้วถึงกับถูกกว่าปรกติเล็กน้อยอาจเป็เพราะไม่ได้อยู่ในย่านหรูหรา เน้นขายคนทำงานทั่วไปมากกว่า เดินมาจนกระทั่งเลี้ยวซ้ายลอดทางด่วนจากนั้นเดินไปอีกประมาณสองร้อยเมตรแล้วพบแยกเลี้ยวขวา
การที่เขาเดินได้ราวกับเ้าถิ่น เกิดจากการมาเดินเรื่อยเปื่อย แบบนักรังวัดแผนที่ของโซโลเมื่อครั้งก่อนๆ ที่เดินทางมา ตอนนั้นยังไม่ชำนาญในการนั่งรถไฟเขาอาศัยการเดินไปตามถนนเป็หลัก แม้จะไกลหน่อยแต่ทำให้สามารถจดจำและเห็นสิ่งต่างๆ ที่เป็จุดเด่นของอาคารได้มากกว่านั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งไม่เห็นอะไรเลย และจากการเดินท่องๆนี่เอง
ทำให้เขารู้ว่าร้าน UniQlo ที่ย่านกินซ่านี้มีถึงสามร้าน แน่นอนสามารถค้นหาจากอินเทอร์เนทได้แต่ความรู้สึกและความรู้แจ้งย่อมต่างจากการท่องเดินมาพบด้วยตาตนเองอย่างแท้จริง
หากเดินตามเส้นทางจากสถานีโตเกียว จะพบร้านหนึ่งเป็ร้านอยู่บนห้างขนาดใหญ่ติดถนนใหญ่ด้านซ้ายมือของถนนร้านนี้จัดว่าเป็ร้านใหญ่กินพื้นที่ทั้งชั้นของห้างไปเลยทีเดียวแต่ต้องเดินขึ้นห้างไปถึงชั้นหก ถึงจะพบกับตัวร้าน ร้านนี้มีชื่อเป็ทางการว่า UniQloTokyo ชายหนุ่มเคยมาซื้อเสื้อที่ร้านนี้ เมื่อคราวก่อนปรากฏว่าของหมด
ดังนั้นวันนี้เขาจะผ่านไปซื้ออีกร้านหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล เขาเดินเลียบถนนไปเรื่อยๆข้ามแยกใหญ่จนถึง ซอยที่มีป้ายชื่อว่า Miyuki-Dori St เลี้ยวซ้ายเดินผ่านห้างร้านมากมายจนชนถนนใหญ่อีกครั้งหนึ่งจากนั้นเลี้ยวขวาไปเพียง ยี่สิบกว่าเมตร จะพบร้าน “UniQlo Ginza”
ร้านนี้เป็ร้านขายของแบรนด์ UniQlo โดยเฉพาะทั้งห้างมีแปดถึงเก้าชั้น เขาไม่แน่ใจ เพราะไม่มีความจำเป็ต้องเดินทะละลวงขึ้นไปถึงขนาดนั้นที่จริงเป็เพราะว่าลิฟต์ที่มีอยู่เพียงสองตัว แน่นขนัดเขาไปรอจนผ่านไปสิบนาทียังไม่ได้ขึ้น ด้วยจำนวนลูกค้า ที่ประมาณได้เกือบสามพันคน ในเมื่อลิฟต์ไม่เพียงพอในการให้บริการจริงๆสุดท้ายทำได้เพียงขึ้นบันไดเลื่อน เพื่อหาชั้นที่มีของที่้าไปเรื่อยๆ
ในที่สุดเขาได้ Heattech Ultra Warm มาสองชุด ในราคาโปรโมชั่นชุดละเจ็ดร้อยบาทแน่นอนถ้าซื้อที่เมืองไทย เฉพาะเสื้อตัวหนึ่งหากไม่ลดเลย ราคาจะอยู่ที่ห้าร้อยเก้าสิบบาท สำหรับที่เมืองไทยหากของไม่ตกรุ่น ไม่สภาพแย่จริงๆ ไม่มีทางนำมาลดราคาถึงไม่แปลกใจหากคนที่จำเป็ต้องใช้จริงๆ และมีความสามารถในการเดินทาง จะยอมตัดใจมาซื้อเอาที่ญี่ปุ่นนี้เพียงเสียเวลาไปสองสามชั่วโมง จะได้ของดีคุณภาพเยี่ยมแต่ราคาถูกอาจจะถูกกว่ากันถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว
เคล็ดลับในการซื้อเสื้อผ้าที่ญี่ปุ่นที่ต้องจำให้ดีคือ ขนาดของเสื้อผ้าที่นี่มีหลายมาตราฐานมีทั้งมาตราฐานยุโรบ มาตราฐานอเมริกัน และมาตราฐานของเอซียที่น่าปวดหัวคือมีมาตรฐานของชาวญี่ปุ่นเองด้วย หากไม่ตรวจดูให้ดีเช่นซื้อเสื้อขนาดไซส์ M ของคนญี่ปุ่น คนไทยรูปร่างขนาดกลางอาจใส่ไม่ได้ เพราะเทียบแล้วมันคือไซส์ S หรือซื้อไซล์ M ของคนยุโรบอาจหลวมเกินไปอย่าลืมว่าวัตถุประสงค์ของการซื้อ Heat Tech คือ้าเสื้อผ้าพอดีตัวเพื่อความอบอุ่น
ดังนั้นหากไม่แน่ใจให้ถามพนักงานจะให้ดีให้เขาวัดตัวและหาไซส์ให้จะดีที่สุด เขาเคยถูกฝากให้ซื้อกางเกงกีฬาที่ใช้สวมป้องกันอาการาเ็ ที่เรียกว่า Waco-X ตอนแรกที่ได้รับคำไหว้วานเขาถึงกับอึ้ง เพราะคิดว่าเป็ชุดชั้นในผู้หญิง แต่พอเพื่อนสาวของเขาเปิดคลิปนักฟุตบอลของ เจแปนหลีด ให้ดูจึงพบว่า นักฟุตบอลเกือบทุกคนสวมกางเกงชนิดนี้เอาไว้ภายในเพราะมันเป็กางเกงออกกำลังกาย ที่ป้องกันการาเ็ของกล้ามเนื้อโดยเฉพาะ
แต่นั่นยังไม่น่าอาย เมื่อเจอขั้นตอนการซื้อที่ค่อนข้างยุ่งยากเพราะเวลาจะซื้อจริงๆ ต้องรู้ขนาดก้น สะโพก หน้าท้อง ต้นขา ความยาวของขา่บนและล่างรอบเข่าตอนนั่ง จนเรียกได้ว่า รู้ลึกทุกสัดส่วนของ่ล่างเพื่อนสาว กันเลยทีเดียวกว่าจะ Line จนได้ข้อมูลก่อนซื้อ เพื่อนสาวบ่นอุบอิบเพราะเขินอาย
หลังจากซื้อของเสร็จ ขากลับเขาเดินลงอย่างใจเย็นทีละชั้นเพื่อดูสินค้าของยี่ห้อนี้ ว่ามีอะไรบ้างและพบกับของน่าสนใจหลายอย่างเพียงแต่เขาไม่ได้ซื้อติดไม้ติดมือแต่อย่างใด ผู้คนที่อยู่ในร้านแม้มีจำนวนมากแต่เนื่องจากความใหญ่ของร้าน ทำให้ไม่อึดอัดมากนักแน่นอนว่าเขาตกเป็เป้าสายตาของคนน้อยกว่าเดินอยู่ภายนอกไม่ต้องถามเขาก็รู้ว่าแปดสิบเปอร์เซนต์ของคนในร้าน เป็ชาวต่างชาติ
รู้ได้อย่างนะหรือว่าเป็คนญี่ปุ่นหรือไม่ ง่ายๆนอกจากสันนิษฐานรูปพรรณที่ไม่ใช่ชาวเอเซียแล้วหากเป็อาตี๋อาหมวยหรือคนไทยกับชาวเอเซียอาคเนย์ สามารถดูที่สีสันเสื้อของเสื้อผ้าโดยเฉพาะเสื้อกันหนาวที่สวมใส่มันสามารถแยกคนญี่ปุ่นออกจากชาวต่างชาติได้อย่างไม่ต้องลังเล
ชาวญี่ปุ่นนิยมสวมใส่เสื้อผ้าสีทึมสุภาพ ั้แ่สีดำ สีน้ำตาล และสีเทาแต่คนต่างชาติแม้ว่ามีหน้าตาคล้ายคนญี่ปุ่น แต่เสื้อกันหนาวจะมีสีสันฉูดฉาดบาดตาไม่ต้องดูคนอื่น แม้แต่เสื้อตัวที่เขาใส่ เป็สีฟ้าสดใส ลักษณะเป็เสื้อนวมหนาแต่กับคนญี่ปุ่นพวกเขาจะใส่ เสว็ตเตอร์หนาที่มีสีเรียบง่ายสาวๆที่สวมใส่ชุดพนักงานทำงานออฟฟิสหากไม่ใส่สูทขายาว ส่วนใหญ่จะนุ่งกระโปรงสีสุภาพยิ่งไม่ต้องพูดถึงคุณลุงคุณป้าที่สูงวัย หากมองการแต่งตัวของพวกเขาย่อมไม่ต่างอะไรกับผนังฝาที่จืดชืด
แน่นอนหากเป็ชั่วโมงเร่งด่วน แล้วไปยืนถ่ายรูปอยู่ตามแยกจะพบคลื่อนมนุษย์สีขาวดำ หากไม่มีแดงของป้ายที่ติดตามอาคารอาจจะนึกว่าเป็ภาพถ่ายย้อนยุค หรือเล่นเอฟเฟคขาวดำ
ดังนั้นจึงเป็ธรรมดาว่าสายตาที่พวกเขามองโซโล ย่อมแสดงความแปลกใจและขบขันไปในตัวตอนนี้โตเกียวมีอุณหภูมิประมาณห้าองศา แต่เสื้อกันหนาวที่โซโลสวมใส่เป็เกรดกันหิมะอย่างชัดเจน หญิงสาววัยรุ่นบางคนเห็นเขาเดินผ่าน ยังแอบขำในความขี้หนาวของเขาแน่นอนว่าสีเสื้อตัวนี้มันบาดตามากสามารถมองเห็นแต่ไกลในระยะเกินหนึ่งร้อยเมตรด้วยซ้ำ
เสื้อตัวนี้โซโลซื้อมาจากเกาหลี เป็ Local Brand ยี่ห้อSpaO แน่นอนว่ามันเป็เสื้อกันหนาวคุณภาพเยี่ยม เกรดกันหิมะ แต่ยี่ห้อของมันไม่เป็ที่รู้จักของคนทั่วไปในสมัยนั้นเขาตัดใจซื้อเพราะเสื้อที่ใส่ไปจากเมืองไทยที่มี ราคาตั้งสี่พันห้าร้อยบาท แต่...มันช่างห่วยแตกสิ้นดี
ด้วยสนนราคาของมัน สมควรจะอบอุ่นเดินท่ามกลางหิมะราวกับเดินบนหาดทราย แต่พระเ้าความจริงมันบัดซบมาก สวยแต่รูปจูบไม่หอมสักนิด เสื้อกันหนาวราคาเกือบครึ่งหมื่น แค่ออกจากสนามบินเดินขึ้นรถทัวร์ระยะทางไม่กี่เมตรแต่กลับหนาวบรรลัย เขาถึงกับสงสัยว่ามันจะกันหนาวออกใช่ไหม และนี่เป็จุดที่ทำให้เขาเริ่มคิด
“การซื้อสินค้าจากแหล่งที่จำเป็ต้องใช้สินค้านั้นจริงๆจะได้สินค้าที่คุณภาพดีราคาย่อมเยาว์ สามารถใช้งานได้จริง”
ใครใช้ให้บ้านเกิดของเขาเป็เมืองร้อนเสื้อกันหนาวที่ขายย่อมสมเหตุสมผลของมันคือแพงและกันความหนาวในระดับของกรุงเทพมหานคร หรืออย่างมากก็ตัวเมืองเชียงใหม่เท่านั้น
ดังนั้นในคืนแรกที่เขาไปถึงกรุงโซลเขายอมเดินหนาวฝ่าหิมะออกไปหาซื้อเสื้อกันหนาวตัวใหม่ในทันทีเพราะโปรแกรมท่องเที่ยวต้องออกไปฝ่าหิมะตลอดทางอีกหลายวัน ด้วยเสื้อตัวละสี่พันห้าที่ไร้ประโยชน์นี้เขาไปไม่รอดแน่
เสียเวลาไปเพียงหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดได้เสื้อกันหนาว Local Brand* มาในราคาห้าหมื่นวอน ทันทีที่กลับถึงโรงแรมเพื่อนๆต่างล้อเลียนว่าขี้ใหม่หมาหอม เพราะเขาใส่มันในทันทีที่จ่ายเงินเสร็จ ส่วนไอ้เสื้อตัวที่ใส่ไปนั้นนะหรือยัดใส่ถุงเดินหิ้วกลับมา เขาเฉยกับเสียงหัวเราะในยามค่ำคืน
แต่โบราณว่าไว้หัวเราะที่หลังดังกว่า วันรุ่งขึ้นเกือบทุกคนล้วนแล้วแต่ต้องไปซื้อเสื้อกันหนาวตัวใหม่ด้วยกันทั้งนั้นแน่นอนว่ายี่ห้อที่เขาเลือก กลายเป็ตัวเลือกอันดับหนึ่ง เพราะการันตีแล้วว่าอุ่นที่สำคัญราคาห้าหมื่นวอน เทียบเป็เงินไทยเท่ากับหนึ่งพันห้าร้อยบาทเท่านั้นเป็ราคาที่ตัดสินใจได้อย่างง่ายดาย ท่ามกลางอากาศที่ติดลบเช่นนี้
ส่วนการที่เขาไม่ยอมถอดเสื้อออกแม้แต่นิดเดียวแม้ว่าจะเข้าไปเดินห้างที่มีเครื่องทำอากาศอุ่นก็ตาม สาเหตุเป็เพราะอาชีพ นักคอมพิวเตอร์ของเขานั้นเองตำแหน่งงานที่ทำในปัจจุบัน เขาต้องเข้าไปดูแลในห้อง Server ที่กำหนดอุณหภูมิในการทำงานเอาไว้ที่ห้าถึงสิบองศาเลยทีเดียว ในขณะที่อุณหภูมิห้องของสำนักงานทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ ยี่สิบห้าถึงยี่สิบหกองศาเขาจำเป็ต้องใส่เสื้อกันหนาวตลอดเวลา เพื่อคงอุณหภูมิที่ผิวของร่างกายให้คงที่เพราะหากไม่ทำเช่นนั้น แค่เข้าออกห้อง Server ในหนึ่งวันเขาจะเจ็บป่วยในทันทีเพราะความต่างของอุณหภูมินั้นเอง
บทเรียนราคาแพงคือการไปใช้ชีวิตอยู่ที่เชียงรายใน่หนึ่งของชีวิตกลางวันอุณหภูมิแตะสามสิบเจ็ดองศาเซลเซียส ตกหัวค่ำอุณหภุมิลงมาอยู่ที่แปดองศาเซลเซียส ผลคือ นอนเป็แมวป่วยไปหลายวัน
ดังนั้นหากวันไหนเขาต้องเข้าออกห้อง Server ไม่ว่าจะเป็การทำService สำรองข้อมูล การแก้ไขปัญหาปรับปรุงระบบเขาจะต้องใส่เสื้อกันหนาวทั้งวันไม่ยอมถอดออกแน่นอนรวมถึงการไปกินข้าวกลางวันที่ต้องเดินฝ่าอากาศร้อนๆไปกินในร้านอาหารหรือโรงอาหารหลังตึก หรือในมหาวิทยาลัยที่อยู่ติดกันดังนั้นเขาถึงไม่ถอดเสื้อกันหนาวออกแต่อย่างใด ลักษณะนี้ย่อมตกเป็เป้าสายตาได้อย่างง่ายดายแต่เขาไม่สนอยู่แล้ว เพราะไม่มีใครรู้เหตุผลและเขาไม่อยากไปกังวลกับการอธิบายให้คนไม่รู้จักดีเสียอีก จะได้ส่งสายตาขรึมๆ ยั่วสาวน้อยทั้งหลายที่จ้องมองตัวประหลาดคนนี้ หึๆ
เวลาในตอนนี้คือสิบสี่นาฬิกา ยังเร็วไปที่จะกลับโรงแรมของที่ซื้อทั้งหมดมีขนาดไม่ใหญ่นักสามารถใส่ลงกระเป๋าโน๊ตบุ๊คที่เขาพึ่งซื้อมาใหม่ได้อย่างสบายแน่นอนว่าในกระเป๋าย่อมมี Note Book อยู่ด้วย
เครื่องที่เขาพกมาคราวนี้ เป็โน๊ตบุ๊คขนาดเล็ก ปรกติเขาใช้ NoteBook ขนาด 17 นิ้วเป็หลักสำหรับทำงานเขียนโปรแกรม แต่งานนี้ไม่จำเป็ต้องใช้เครื่องใหญ่ขนาดนั้นเครื่องที่เขาพกมาเป็ เครื่อง Ultra Slim รุ่นกลางเก่ากลางใหม่ขนาด 10 นิ้วเท่านั้น ขนาดใส่กล้องไปอีกตัวยังมีเนื้อที่เหลือเฟือสำหรับใส่ของ
เขาตัดสินใจไปอีกสถานที่หนึ่ง
“ย่านโคเอนจิ”
เขานั่งรถไฟฟ้าใต้ดิน กลับไปที่สถานีชิจูกุแล้วนั่งต่อสายตะวันตกไปอีกเพียงสี่สถานี ลงที่สถานีโคเอนจิ ใช้เวลาไม่เกินสิบนาทีย่านนี้เป็ย่านขายสินค้ามือสอง มีสินค้าทุกรูปแบบ สินค้ามือสองของที่นี่ นอกจากมีสินค้าคุณภาพดีที่ใช้แล้วแต่ยังมีสินค้าค้างสต๊อก หรือที่เรียกว่าตกรุ่น วางขายอยู่ด้วย เนื่องจากค่าจัดเก็บรักษาของในญี่ปุ่น ค่อนข้างมีราคาแพงทำให้คนญี่ปุ่นนิยมนำของที่ไม่ใช้แล้วออกมาจำหน่าย เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บ รวมทั้งเป็การกำจัดสินค้าค้างสต๊อกเป้าหมายในการมาดูของ ย่อมเป็สินค้าแปลกๆ ที่ไม่ใช่เสื้อผ้าเครื่องประดับ
ที่จริงเขามีเป้าหมายในการมาดู สินค้าที่เกี่ยวกับการแคมปปิ้งโดยเฉพาะอุปกรณ์แดมป์ปิ้งในสภาพหนาวเย็น เช่นอุปกรณ์พวกเตาฝืนพับได้เป็ต้นเดินดูเลือกซื้อสินค้าร่วมสองชั่วโมง ยังไม่ได้ของสักชิ้นหนึ่งที่มุมหนึ่งของปากตรอก เล็กๆ เป็ร้านเครปญี่ปุ่น เขาไม่รอช้าไปเข้าคิวซื้อในทันที
เครปญี่ปุ่นไม่เหมือนเครปแป้งแข็งกรอบในประเทศไทยส่วนใหญ่จะเป็เครปแป้งหนานิ่มเครื่องของเครปเป็ของสดที่มีกลิ่นหอมและรสชาติดีมีหลายรสชาติอร่อยกว่าเครปที่เขาเคยกินในเมืองไทยที่มีใส้เพียงสองสามอย่าง และมีเพียงรสหวานนำต่อให้สั่งเป็น้ำพริกเผามันก็ยังหวานอยู่ดี ผิดกับที่ญี่ปุ่นที่จะสามารถััรสชาติของวัตถุดิบหลากชนิดความอร่อยย่อมแตกต่างกันคนละชั้นทีเดียว
ด้านข้างเป็ที่นั่งพัก เป็เก้าอี้ยาวนั่งได้ราวห้าคน จำนวนสามสี่ตัวเขาเลือกมุมหนึ่ง กินเครปในมือ ระหว่างที่ละเลียดกินอย่างช้าๆสายตาก็สอดส่องไปในร้านที่อยู่ข้างเคียง ว่ามีสิ่งใดน่าสนใจบ้างทันทีที่เขากินคำสุดท้าย และดื่มน้ำตามลงไป พึ่งเก็บขวดน้ำและเตรียมจะสะพายกระเป๋าขึ้นหลังก่อนที่จะลุกเดินต่อไป สายตาเ้ากรรม กลับมองไปเห็นป้าย ที่ทำให้เขาเห็น TimeSlide อีกครั้งหนึ่ง
ป้าย “Kanji Of Year 2000”
ป้ายนี้เล็กกว่าป้ายที่เขาเห็นเมื่อเช้ามาวางอยู่ด้านในกระจกของร้านขายของมือสองที่เขาไม่ทันดูชื่อป้ายแผ่นนี้ถึงกับเก่าคร่ำคร่ากว่าป้ายเมื่อเช้าเสียอีก ตัวอักษรคาเนะเลือนรางกระด่ำกระด่างมากกว่า แม้ว่าตำแหน่งที่เลอะเลือนจะผิดแผกแตกต่างอย่างสิ้นเชิงแต่กลับเหมือนเดจาวู* เหตุการณ์เมื่อเช้าวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
... โดยไม่รู้สึกตัวเขาถูกนำไปสู่ทุ่งข้าวสีทองที่กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา มองเห็นเนินทุ่งข้าวกว้างไกลจนสุดไปถึงูเาที่สูงตระหง่านอยู่ลิบๆ บนยอดเขาสูงชันยังมีหิมะปกคลุม ทุ่งข้าวที่ท้องแก่ออกรวงสีทองที่กว้างใหญ่นี้ราวกับผืนทะเลสีทองที่มีคลื่นเคลื่อนไหวไปมาราวกับ ัสะบัดตัว ระลอกคลื่นแรกยังไปไม่ถึงไหนระลอกคลื่นที่สองเกิดระลอกวิ่งไล่ตามไปไม่ห่างไกล จากนั้นวัฏจักรกลับมาเริ่มหมุนเวียนเกิดระลอกคลื่นครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับสายลมไม่เคยหยุดนิ่ง ทุ่งข้าวสีทองไม่เคยหลับไหล...
ชายหนุ่ม สงบนิ่งร่างกายไม่เคลื่อนไหว ดวงตาที่ไม่รู้ว่ายามนี้ลืมอยู่หรือหลับลงแน่วนิ่งสนิทไม่เคลื่อนไหว สิ่งเดียวที่ขับเคลื่อนคือพลังความร้อนที่เกิดขึ้นจากภายใน มันเป็ความอบอุ่นที่หนักแน่น นุ่มนวลกำลังไหลเวียนไปในตัวอย่างช้าๆ
เขากำลังเข้าสู่สภาวะนั้น... อีกครั้งหนึ่ง
เดจาวู*เห็นในสิ่งที่คล้ายเคยเห็นมาก่อน แล้วเกิดซ้ำ คล้ายกับมองเห็นอนาคตแล้วเห็นอีกครั้งหนึ่ง