01
เฉินเฟิงนั่งปรับระดับลมหายใจอยู่ที่เดิมจนกระทั่งได้ยินเสียงกรีดร้องจากด้านนอกจึงรีบลนลานหอบถุงใส่อาหารกลับเข้าไปในบ้านจัดการปิดประตูหน้าต่างขนเฟอร์นิเจอร์ใกล้มือที่คิดว่ามีน้ำหนักมาปิดทางเข้าออกทั้งหมด
เสียงกรีดร้องผสมเสียงขอความช่วยเหลือดังระงมอยู่ค่อนคืนชายหนุ่มยกมือทั้งสองขึ้นปิดหูตนแล้วขดตัวอยู่ใต้โต๊ะติดกำแพง
ร่างโปร่งสั่นระริกทุกครั้งยามที่มีคนเขย่าประตูเหล็กหน้าบ้านั์ตากลมโตเอ่อคลอไปด้วยน้ำตาจากความหวาดกลัวและละอายใจ
ทำไมเขาไม่เตือนคนอื่น
ยิ่งเสียงกรีดร้องดังมากเท่าไรภายในจิตใจเฉินเฟิงยิ่งปวดร้าวมากเท่านั้น
ขี้ขลาด!
แกมันขี้ขลาด
เห็นแก่ตัว
“พี่เฟิงช่วยผมด้วย”เสียงเล็กคุ้นหูหน้าบ้านเรียกสติให้ชายหนุ่มผลุนผลันคลานออกมาจากใต้โต๊ะ รีบกวาดสิ่งของที่ขวางประตูอยู่ให้เปิดออกทันเห็นเด็กชายกับแม่ของอีกฝ่ายกำลังเกาะรั้วเหล็กหน้าบ้านพลางหันซ้ายหันขวา
“น้องดล”เฉินเฟิงเรียกเด็กชายเสียงเบา สภาพของเด็กข้างบ้านแทบไม่มีส่วนไหนเรียกว่าชิ้นดีผมเผ้าพองฟู เสื้อผ้ามอมแมมผสมคราบดินและคราบเืจนหาสีเสื้อเดิมไม่เจอ
“อาเฟิงได้โปรดช่วยพวกเราด้วย” ดาริณีมีหนึ่งกำรั้วเหล็ก อีกมือก็ดึงลูกชายมากอดแนบอกยามได้ยินเสียงกรีดร้องลอยมาตามลม
ชายหนุ่มมองซ้ายมองขวาเล็กน้อยก่อนจะยอมเปิดประตูให้สองแม่ลูกเข้ามาในอาณาเขตบ้าน
“ขอบคุณนะคะ”ดาริณีรีบคว้าโอกาสรอดชีวิตนี้ไว้ เธอผลักลูกชายให้เข้าไปก่อนแล้วค่อยรีบแทรกตัวตามไปจากนั้นก็หันมาช่วยชายหนุ่มปิดประตูพร้อมขนของมาขวางประตูไว้ดังเดิม
“แฮ่ก ๆ”เฉินเฟิงหอบหายใจหนักแม้จะไม่ได้ใช้กำลังมากแต่ความตื่นกลัวก็สร้างภาระให้กับร่างกายพอดู
“ขอบคุณนะครับพี่เฟิง”เด็กชายดลแทบจะคุกเข่ากราบด้วยความซาบซึ้งก่อนหน้านี้เขากับแม่หนีไปที่บ้านพ่อที่อยู่ไม่ห่างจากบ้านของแม่มากนักแต่ถูกคนที่บ้านนั้นใช้หนังสติ๊กไล่ยิงเพราะกลัวจะเรียกพวกสัตว์ประหลาดให้เข้ามาใกล้ครั้นจะกลับบ้านตัวเอง ที่นั่นก็มีคุณยายที่กลายเป็สัตว์ประหลาดไปแล้วกำลังกัดคุณตาอยู่
“ไม่ ๆ เอ่อรีบเข้าไปในบ้านเถอะ”เฉินเฟิงรับคำขอบคุณชนิดแทบกราบเท้าไม่ไหวรีบยื้อยุดสองแม่ลูกให้เข้าบ้านก่อนจะกลายเป็จุดสนใจของผู้รอดชีวิตคนอื่นหรือสัตว์ประหลาดพวกนั้น
พอช่วยกันนำสิ่งของไปขวางประตูไว้อีกหนึ่งชั้นเสร็จสิ้นคนทั้งหมดก็ไม่เหลือเรี่ยวแรงอีก
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่”ดาริณีทรุดนั่งลงกับพื้นหลังผ่านสถานการณ์อันตรายมาเธอเพิ่งรู้สึกว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ก็ตอนนี้
“เหมือนหนังซอมบี้ที่ผมดูเลย”เด็กชายดลโพล่งขึ้น
“อืมเหมือนจริง ๆ” ชายหนุ่มพยักหน้า ตนก็คิดเหมือนกัน
“แล้วจะทำยังไงกันต่อดีคะ”หญิงสาวเอ่ยเป็กังวล เธอเป็เพียงผู้ที่ชายหนุ่มช่วยชีวิตไม่กล้าออกสิทธิ์ออกเสียงมากนัก
“อาจต้องรอให้ทหารมาช่วยแล้วล่ะครับ”เฉินเฟิงคาดว่ารัฐบาลต้องทราบเื่นี้อยู่แล้ว และกำลังควบคุมในระดับหนึ่งอยู่อาจมีการสร้างฐานสำหรับผู้รอดชีวิตเหมือนนิยายสายซอมบี้ที่เคยอ่านเขาแค่ต้องรอเวลา
ไหนจะก่อนหน้านี้เพิ่งจะมีประกาศเตือนแปลกๆ ออกมาด้วย ถึงแม้จะไม่บอกรายละเอียดอะไรเลยก็ตาม
แต่ชายหนุ่มค่อนข้างเชื่อว่าต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกันไม่มากก็น้อย
“ระหว่างนี้ก็อยู่ที่นี่ได้ตามสบายเลยครับส่วนอาหารที่บ้านผมพอมีอยู่บ้าง เราอาจต้องหาวิธีถนอมมันให้อยู่ได้นานที่สุด”นึกแล้วก็เสียดายเนื้อกว่าสิบกิโลในตะกร้าใบนั้น ถ้าไม่ถูกซอมบี้แปลกหน้าตนนั้นเล่นงานที่บ้านเขาจะต้องมีอาหารมากพอที่จะทำให้สามชีวิตอิ่มหนำไปเป็เดือน
ชายหนุ่มส่ายหน้าเมื่อนึกถึง
แค่มีชีวิตรอดมาได้ก็ควรดีใจแล้ว!
“มีอะไรให้พี่ช่วยก็บอกได้เลยนะคะ”หญิงสาวรีบออกตัว เธอยังมีลูกชายต้องดูแล ให้ทำอะไรเธอก็ยอม
“เดี๋ยวเราแยกไปตรวจสอบประตูหน้าต่างว่าปิดมิดชิดไหมจากนั้นค่อยมานอนรวมกันที่ห้องโถงดีกว่าครับ” เวลาเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้รับมือทันแล้วเขาก็ไม่ค่อยอยากอยู่คนเดียวเท่าไร มีเพื่อนร่วมชะตากรรมเพิ่มขึ้นมาก็อุ่นใจเหมือนกัน
สองแม่ลูกพยักหน้าเห็นด้วย
เฉินเฟิงลากผ้าห่มและหมอนจากห้องพ่อแม่มาให้หญิงสาวและเด็กชายดลใช้ในค่ำคืนนี้ดีที่ห้องเก็บของมีเตียงสนามอยู่หนึ่งหลังส่วนตัวเขาใช้แค่ผ้าห่มจากห้องนอนตัวเองก็พอ เมื่อทั้งสองคนยืนกรานว่าจะนอนที่พื้นส่วนตัวเขาได้รับอภิสิทธิ์เ้าของบ้านจากแขกได้นอนโซฟาตัวยาว
แม้จะบอกว่าให้พักผ่อนแต่ก็ไม่มีใครสามารถข่มตานอนลงไปได้ด้วยหวาดระแวงว่าหน้าต่างประตูจะพังมาเมื่อไหร่ก็สุดรู้ รั้วหน้าบ้านจะสามารถต้านทานซอมบี้ได้นานแค่ไหน
ความกลัวครอบงำให้ร่างกายตื่นตัวตลอดเวลากระทั่งเสียงลมพัดหวีดหวิวก็คล้ายถูกจิตปรุงแต่งให้เป็เสียงโหยหวนของผู้เสียชีวิต
“อาเฟิงหลับหรือยัง” หญิงสาวกลั้นใจกระซิบถามท่ามกลางความมืด
“ยังครับ”ชายหนุ่มตอบเสียงแ่วันนี้เขาใช้พลังงานไปมากมายแต่ร่างกายกลับตึงเครียดขึ้นทุกขณะ
“ผมก็ยังไม่นอน”เด็กชายดลร่วมกระซิบตอบเสียงเบา
ถ้าเป็เวลาปกติเธอคงเอ็ดลูกชายไปแล้วที่นอนดึกแต่ภาพเหตุการณ์ในวันนี้ไม่ทำให้สติแตกจนฟั่นเฟือนก็เรียกว่าดีมากแล้วสำหรับเด็ก
เด็กชายดลนับว่าเป็หัวโจกกลุ่มเด็กในหมู่บ้านคนหนึ่งเขามักนำตัวเองเป็ศูนย์กลางของกลุ่มเด็กทโมนพาเพื่อนไปเล่นสุ่มเสี่ยงตรงไหนที่ผู้ใหญ่ห้ามหรือดุก็จะแอบพากันไปจนรู้แน่ชัดว่าห้ามเพราะอะไรก็จะหยุดเองตอนที่ยายล้มลงแล้วลุกขึ้นมากัดตา ณตอนนั้นเด็กชายดลเข้าใจได้ทันทีว่านี่คือสิ่งที่ไม่ปกติคนตรงหน้าไม่ใช่ยายของเขาอีกต่อไป
เด็กตัวเล็กคนหนึ่งรีบพาแม่ออกจากบ้านดาริณีวิ่งตามลูกชายมาอย่างงุนงงในตอนแรกเพราะช็อกกับสภาพที่พ่อถูกแม่กัดเืท่วมตัวไหนจะคนในหมู่บ้านบางคนที่มีลักษณะเหมือนแม่ของเธอทั้งสองคนจึงได้แต่วิ่งฝ่าความมืดหวังไปขอพึ่งพิงบ้านสามีได้แต่โทษตัวเองว่าคืนนี้เธอไม่น่าขอบ้านนั้นพาลูกมานอนที่นี่เลยจะได้ไม่ต้องเจอกับเื่แบบนี้
ใครจะคาดคิดว่าแทนที่จะได้รับความช่วยเหลือเธอกลับถูกขับไล่เพราะอีกฝ่ายเห็นว่ามีฝูงตัวอะไรบางอย่างกำลังคืบคลานมาหาเธอและลูกพวกเขาเขวี้ยงปาสิ่งของจากชั้นบนของบ้าน
เธอได้แต่เหลียวหลังไปดูคนในหมู่บ้านที่เปลี่ยนสภาพไม่ต่างจากแม่ที่กัดพ่อก็ได้แต่ตัดใจพาลูกชายออกวิ่งฝ่าความมืดไปอย่างไร้ทิศทางจนกระทั่งกลับมาที่บ้านของตัวเองอีกหนลูกชายของเธอจึงลองเสี่ยงเรียกพี่ชายข้างบ้านโชคดีที่เฉินเฟิงยอมเปิดประตูให้เข้าไปยินดีให้พวกเธอได้อาศัยอยู่ด้วยในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานอีกทั้งยังออกปากแบ่งอาหารให้อย่างใจกว้าง
“แม่ครับ”เด็กชายดลซุกซบลงกับอกแม่ พอรู้ตัวว่าปลอดภัยดีแล้วความกลัวไร้ที่มาพาให้ร่างเล็กสั่นสะท้านจนคนเป็แม่ต้องกอดปลอบไว้แนบอก
“ไม่ต้องกลัวนะครับคนเก่งของแม่”
“ถ้านอนลืมตามองเพดานไปเรื่อยๆ อาจจะหลับก็ได้นะครับ” เฉินเฟิงแนะนำร่างกายอาจชัตดาวน์ไปอย่างไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำเพราะความเพลีย
เป็เด็กชายดลที่นอนกอดแม่หลับไปก่อนเป็คนแรกตามมาคือดารินีที่เพลียจากการวิ่งหนีมาค่อนคืนและคนสุดท้ายคือเ้าของบ้านที่นอนลืมตามองเพดานหลังมั่นใจว่านอกบ้านไม่มีเสียงใดรบกวนอีกจึงปิดเปลือกตาลงบ้าง แล้วหมดสติไปอย่างรวดเร็วจากภาวะตึงเครียดสะสม
เสียงนกร้องในยามเช้าและเสียงไก่ขันมักเป็เสียงประจำที่หากครอาศัยอยู่ชนบทจะได้ยินจนเคยชิน แต่เช้าวันนี้กลับแตกต่างออกไป
กระต๊าก ๆ ๆ
เสียงไก่ที่ออกมาทำงานอย่างขยันขันแข็งทุกเช้ากลับถูกผู้เลี้ยงของมันจับกินอย่างเืเย็นพาลให้เ้าสัตว์มีปีกตัวอื่นกระพือปีกวิ่งหนีไปคนละทิศคนละทาง และเสียงร้องนี้ก็ทำให้คนที่ยังมีสติอยู่ต่างพากันหลบลี้หนีหายเข้าบ้านไม่กล้าโผล่หน้าออกมาดูลาดเลาอีก
ช่างเป็เช้าที่ดูผิดแผกไปจากปกติสุขจนขนหัวลุก
“แม่”เด็กชายดลเบียดตัวเข้าหาแม่ การที่ต้องตื่นมาเจออะไรแบบนี้ช่างเป็เช้าที่น่าหวาดหวั่นเหลือเกิน
“แม่อยู่นี่ครับ”หญิงสาวกอดปลอบลูกชายไว้ มองไปทางชายหนุ่มเ้าของบ้านก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นแถมยังดูเหมือนกำลังทรมาน เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลซึมออกมาตามกรอบหน้าคิ้วเรียวขมวดเป็ปม พอนำหลังมือไปอังหน้าผากก็พบว่าอีกฝ่ายมีอุณหภูมิที่สูงจนน่าใ
“เดี๋ยวแม่ไปหาผ้าเช็ดตัวมาเช็ดพี่เฟิงก่อนนะครับ”เธอพยายามลองปลุกชายหนุ่มดูแล้วแต่ทำอย่างไรก็ไม่ตื่นจึงไม่สามารถป้อนยาลดไข้ให้กินได้จะให้ป้อนด้วยปากเหมือนละครก็กลัวยาจะลงหลอดลมแทนที่จะเป็หลอดอาหารจึงได้แต่ปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ก่อนเท่านั้น
“พี่เฟิงเป็อะไรครับแม่”เด็กชายยื่นมือไปััหน้าผากพี่ชายเลียนแบบแม่
“คงจะไม่สบายจ้ะ”ดาริณีใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดตามกรอบหน้าและลำคอ
“ไหนน้องดลช่วยแกะกระดุมพี่เฟิงให้คุณแม่ทีครับ”เด็กน้อยทำตามอย่างเชื่อฟัง
โครก…
หลังเปลี่ยนน้ำไปเกือบสามกะละมังร่างกายร้อนผ่าวของชายหนุ่มจึงพอบรรเทาอาการลงได้บ้าง พอเห็นคนเป็แม่มือว่างท้องน้อย ๆ ของเด็กชายก็ส่งเสียงโครกครากร้องหาอาหารต่อ
ดาริณีเองก็หิวไม่ต่างกันจึงได้แต่ขอเฉินเฟิงที่ยังไม่ได้สติว่าจะเข้าครัวเพื่อทำอาหารให้พวกเราทุกคนและจะขอทำงานชดใช้ค่าอาหารให้ในภายหลัง
หญิงสาวให้ลูกชายเฝ้าเ้าของบ้านไว้ส่วนตัวเองก็เข้าครัวมาดูว่ามีอะไรที่พอจะนำมาทำเป็อาหารเช้าได้บ้างดีที่ชายหนุ่มเพิ่งกลับมาจากจ่ายตลาดเมื่อวาน ไฟฟ้าเองก็ยังคงใช้ได้ ในตู้เย็นจึงมีทั้งของสดและผักเต็มไปหมดเธอเลือกทำข้าวผัดหมูโดยพยายามใช้วัตถุดิบให้น้อยที่สุดเพราะไม่รู้ว่าอีกกี่วันถึงจะสามารถออกไปนอกบ้านได้หากกินอาหารที่มีจนหมดคงอยู่ได้ไม่นาน
...
เฉินเฟิงหมดสติไปเกือบสามวันพอตื่นขึ้นมาก็รู้สึกว่าร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างแต่ก็ไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปที่ตรงไหน
“พี่เฟิงฟื้นแล้ว!”เด็กชายดลอาสาเฝ้าพี่ชายทุกครั้งที่ดาริณีออกไปรดน้ำผักหลังบ้านรีบวิ่งไปเรียกแม่ทันที
“อย่าเสียงดังเดี๋ยวพวกซอมบี้ก็มาเกาะรั้วอีกหรอก”สามวันที่ผ่านมามีชาวบ้านใจกล้าออกมาจัดการกับพวกศพเดินได้นี้บ้างแต่มันก็ยังไม่หมดเสียทีเป็ต้องได้ยินเสียงร้องโหยหวนจากที่ไหนสักที่อยู่เสมอเธอและลูกชายจึงยิ่งขนของมาอุดรูโหว่อยู่ตลอด ทั้งนอกบ้านและในบ้าน
พอเข้ามาก็เห็นชายหนุ่มกำลังยันตัวลุกขึ้นพิงโซฟา
“รู้สึกยังไงบ้าง”ดาริณีวางมือลงบนหน้าผากเด็กหนุ่ม อุณหภูมิที่ร้อนมาตลอดสามวันลดลงอย่างน่าประหลาด
“หิวสุด ๆไปเลยครับ” ชายหนุ่มตอบ แอบเบ้หน้าเพราะกลิ่นปากที่เกินบรรยาย
“เดี๋ยวพี่ไปทำกับข้าวให้ไปอาบน้ำแปรงฟันเถอะ อาเฟิงหมดสติไปตั้งสามวันแน่ะ รู้ไหม”
“สามวัน!”ทำไมเขาแค่รู้สึกเหมือนหลับลึกไปตื่นหนึ่งเท่านั้น
“ก็ใช่น่ะสิเอาล่ะ ไปอาบน้ำเถอะ เดี๋ยวพี่ไปทำกับข้าวให้” ดาริณีลุกเดินเข้าครัวมุมปากยกยิ้มสนุก...รอให้เ้าตัวเห็นเองจะดีกว่า
เฉินเฟิงไม่ทันเห็นรอยยิ้มประหลาดของพี่สาวข้างบ้านจึงเดินเข้าไปในห้องนอนตัวเองคว้าเสื้อผ้าในตู้แล้วเดินตรงเข้าห้องน้ำ แต่พอจะถอดเสื้อผ้าออกจากหัวกลับรู้สึกว่าส่วนคอเสื้อไปเกี่ยวอะไรสักอย่างบนศีรษะ
อะไร?
ชายหนุ่มยกมือขึ้นจับ
“?!!”
ตึง ๆ
“แม่พี่เฟิงต้องเห็นแล้วแน่เลย” เสียงดังตึงตังออกมาจากห้องนอนของชายหนุ่ม
“พี่เขาคงใน่ะตอนเราเห็นครั้งแรกก็ใเนอะ” หญิงสาวยิ้มขัน เชื่อว่าเ้าตัวคงใจนช็อกไปแล้ว
ไม่ผิดจากที่ดาริณีพูดเฉินเฟิงใมากจริง ๆถึงกับต้องวิ่งไปเกาะกระจกเพื่อดูไอ้สิ่งที่มันติดอยู่บนหัวเขา!
ใช่!บนหัวเขามีบางอย่างโผล่ขึ้นมาไม่ใช่มีแค่เส้นผมเพียงอย่างเดียว
“เฮ้ย” แล้วทำไมผมของเขากลายเป็สีขาว!
“นี่มันอะไรกันวะ!”ไหนจะดวงตาที่เปลี่ยนเป็สีแดงแต่ที่เตะตาเขาั้แ่แรกเห็นไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ทั่วไปมีั้แ่เกิดเพราะบนศีรษะของเขากลับมีบางสิ่งบางอย่างงอกขึ้นมาเพิ่มนั่นคือหูยาวสีขาวเหมือนกระต่ายต่างหากที่ทำให้เขาอ้าปากค้างพูดอะไรไม่ออก
ใช่แล้วมันคือหู-กระ-ต่าย
เชี่ย!
เขาไม่ใช่โฮโมเซเปียน[1]แล้วเหรอวะ?!
“พี่ดา”เฉินเฟิงเดินใจลอยออกมาจากห้องสภาพหูตั้งสีขาวของเขาเรียกรอยยิ้มให้กับสองแม่ลูกได้เป็อย่างดี“เกิดอะไรขึ้นกับผมเหรอครับ” เขาแค่หลับไปใช่ไหม?
หรือสองแม่ลูกแอบแกล้งเขา?
“ออกมาสภาพนี้พี่เขินนะไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อนเถอะ”เฉินเฟิงเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าออกมาทั้งที่เพิ่งถอดเสื้อไปรีบหมุนตัวกลับเข้าห้องไปอาบน้ำอย่างรวดเร็ว ทำใจไม่มองหูสีขาวที่กระดิกไปมา
คือจริง ๆก็สนใจแต่ไม่กล้ามอง
เฉินเฟิงใช้เวลาไม่นานจัดการตัวเองก่อนออกจากห้องก็ไม่ลืมหยิบฮู้ดสีเข้มแบบสวมมาใส่ทับไปอีกหนึ่งชั้นปกปิดใบหูกับผมสีขาวสว่างส่วนสีตา... ตอนนี้ยังอยู่ในบ้านหากมีเหตุให้ต้องออกไปข้างนอกเขาคงต้องหยิบแว่นกันแดดมาใส่
“พี่เฟิงงง”เด็กชายดลเรียกพี่ชายเสียงดัง
“น้องดลแม่บอกให้เบาเสียงลงไงครับ” ดาริณีเตือน
“ขอโทษครับ”เด็กน้อยก้มหน้าลง เขาแค่ตื่นเต้นนิดเดียวเอง ก็พี่ชายเปลี่ยนร่างได้นี่นา
“เอ่อ…”เฉินเฟิงไม่รู้ควรเริ่มพูดจากตรงไหนก่อน
“กินข้าวก่อนเถอะพี่ว่าเราคงหิวแล้ว” หญิงสาวรีบเอาอาหารขึ้นโต๊ะ เน้นหนักไปที่ผักและอาหารย่อยง่ายคิดว่าชายหนุ่มนอนหลับไปนาน ควรกินอาหารอ่อน ๆ ก่อน
“หิวมากจริง ๆครับ” เฉินเฟิงเกาแก้มยอมรับ
“อี๋ ผัก”เด็กชายดลคายแครอทออกมาจากปาก อุตส่าห์เขี่ยไว้ข้างจานหลายชิ้นแล้วนะทำไมยังมีหลงมาอยู่ในปากได้
“น้องดลกินเข้าไปเถอะลูก หลังจากนี้หนูจะเลือกกินไม่ได้แล้วนะครับ”ดาริณีใช้ช้อนเขี่ยแครอทกองโตของเด็กชายกลับเข้าไปในจาน“แม่กับพี่เฉินเฟิงออกไปซื้อหมูหรือไก่ไม่ได้แล้วนะถ้าออกไปต้องโดนซอมบี้พวกนั้นกัดแน่” พร้อมให้เหตุผล
หูก็ฟังแม่ตาก็มองแครอทที่ไม่ชอบแต่ก็ไม่ได้เกลียด มือเล็กกำช้อนในมือแน่นก่อนจะยอมจิ้มไปที่แครอทแล้วเอาเข้าปากใบหน้าเล็กยับยู่ยี่จากััของผักสีส้ม
ฟากเฉินเฟิงก็กำส้อมในมือแน่นเช่นกันไม่ใช่ไม่ชอบกินแต่ต้องอดใจไม่ให้ยื่นมือไปจิ้มของเด็กชายมากินแทนส่วนผักในจานเขาที่มีมากกว่าทุกคนหมดไปตั้งนานแล้ว ดูเหมือนเขาจะรู้สึกว่าผักและพืชตระกูลหัวอร่อยมากกว่าปกติหรือนี่จะเป็ผลจากที่เขามีหูกระต่ายอยู่บนศีรษะเพิ่มขึ้นมา
ด้วยไม่รู้สถานการณ์ภายนอกทุกคนจึงต้องกินอาหารบนโต๊ะให้หมดหากมีเหลือก็เก็บไว้กินในมื้อถัดไป
“ทำไมผมถึงอยู่ในสภาพนี้ได้ล่ะครับ”พออิ่มท้องกันก็พากันมานั่งยังห้องรับแขกชายหนุ่มจึงเปิดปากถามผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนเขาหมดสติไป
“พี่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันหลังจากเช้าวันแรกพี่ตื่นขึ้นมาเจออาเฟิงนอนหมดสติ ทั้งยังตัวร้อนไข้ขึ้นสูง…”ดาริณีเริ่มเล่าให้คุณเ้าของบ้านฟัง
เฉินเฟิงนั่งฟังไปก็ลอบเหงื่อตกไปสรุปได้ใจความง่าย ๆ ว่าเขาไข้ขึ้นอยู่สามวันพอเข้าวันที่สองสีผมก็เริ่มอ่อนจางลงรวมถึงหูกระต่ายที่งอกออกมา ส่วนดวงตาสีแดงดาริณีและลูกชายก็เพิ่งเห็นหลังจากเขาลืมตา
“หรือจะเป็ผลข้างเคียงจากเศษอุกาบาต”เหมือนนิยายแฟนตาซีที่เธอเคยอ่าน
“ก็อาจจะมีส่วนครับ”ไม่อย่างนั้นเื่พิลึกกึกกือนี้คงไม่เกิดขึ้นแถมได้ข่าวว่ามีบางส่วนตกไม่ไกลจากที่นี่ด้วยแต่มีหน่วยงานวิทยาศาสตร์เก็บไปในวันแรก ๆพวกชาวบ้านบางคนก็รีบเดินทางไปตั้งใจจะไปดูเลขเด็ด
“แต่พอเป็แบบนี้แล้วอาเฟิงน่ารักมากเลยน้าาา”ดาริณีแกล้งหยอก ภาพรวมของเฉินเฟิงคือชายหนุ่มร่างสูงโปร่งใบหน้าสะอาดสะอ้านน่าคบหา ไม่ได้เด่นสะดุดตาในฝูงชนแต่มองได้ไม่เบื่อ
มาตอนนี้ราวกับโครงหน้าได้รับการเปลี่ยนแปลงดวงตาก็โตขึ้น ผิวก็ขาวขึ้นมากกว่าเดิมดูนุ่มนิ่มเหมือนกับน้ำนมไหนจะผมสีขาวกับตาสีแดงอีก ถ้าไม่มีหูกระต่ายคงให้ความรู้สึกว่าเหมือนแวมไพร์ในภาพยนตร์ชื่อดังของต่างประเทศ
เป็กระต่ายสูงโปร่งเกือบ175 เิเ
“แล้วอย่างนี้พี่จะมีพลังหรือเปล่าครับ”เปลี่ยนร่างได้แล้วก็ต้องมีพลังสิ เด็กชายดลมองด้วยดวงตาคาดหวังเหมือนตัวการ์ตูนที่เขาเคยดู
“พลังเหรอ”ชายหนุ่มทวน
จะใช่ความรู้สึกว่าร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างตอนตื่นขึ้นมาหรือเปล่า? ชายหนุ่มรวบรวมความกล้าออกไปด้านนอกบ้านหลังจากกินอาหารเช้าแล้วไม่รู้จะทำอะไร
เขาได้พูดคุยกับดาริณีเื่อาหารที่เก็บไว้ว่าควรนำเนื้อหมูออกมาแปรรูปให้สามารถเก็บไว้กินได้นานกว่านี้หากเหตุการณ์ไม่กลับมาสงบได้ในเร็ววัน พวกเขาจะได้ไม่ต้องกังวลเื่อดอยาก
เขาจำได้ว่าตัวเองตีล้อมรั้วบ้านไปจนสุดแปลงผักเป็เนื้อที่เกือบ2 ไร่ แถมก่อนเกิดเหตุการณ์ประหลาดแบบนี้เขาก็เพิ่งจะพรวนดินหว่านเมล็ดไปได้ไม่นานอีกทั้ง่ที่เขาหมดสติไป ดาริณีก็เป็คนรับหน้าที่รดน้ำต้นไม้ตลอดพวกมันจึงยังอยู่รอดปลอดภัย
เฉินเฟิงกำชับให้สองแม่ลูกอยู่ในบ้านไปก่อนเขาจะออกไปดูความปลอดภัยด้านนอก สองมือชายหนุ่มกำขวานในมือแน่นความตื่นกลัวพาลให้หูกระต่ายตั้งชันและรับรู้เสียงได้มากขึ้นเมื่อลองเพ่งสมาธิก็พบว่าสามารถได้ยินไกลไปเกือบ 2 กิโลเมตร
นอกจากเสียงบ้านข้างเรือนเคียงที่อยู่ห่างไม่มากนักเฉินเฟิงยังได้ยินเสียงเดินลากเท้าแปลก ๆ อยู่นอกรั้วบ้าน และเสียงคนกลุ่มหนึ่งไกลออกไปเขาลองะโจับขอบกำแพงเพื่อมองดูสถานการณ์ด้านนอกกลับกลายเป็ว่าเขาะโขึ้นไปยืนบนกำแพงที่สูงกว่าสองเมตรได้อย่างไม่ยากเย็นนอกจากหูจะรับเสียงได้ดีแล้ว กำลังกายก็ดูจะเพิ่มขึ้นมาด้วย
เรียกว่าโชคดีได้หรือเปล่านะกับสถานการณ์แบบนี้
เขาคงกลายพันธุ์ไปแล้วจริงๆ
เพราะอยู่บนกำแพงสูงชายหนุ่มจึงมองเห็นชาวบ้านที่พอจะคุ้นหน้าคุ้นตาเดินลากขาเหมือนคนหมดแรงอยู่นอกบ้าน5-6 คน บนใบหน้าและตามตัวมีาแสาหัส ดวงตาที่เคยมีจุดดำกลับขาวโพลนขึ้นฝ้าบางคนหนักหน่อยก็ขาขาดรุ่งริ่งทว่ายังใช้ขาข้างที่เดินได้พยุงตัวไปตลอดทางราวกับไม่มีความเ็ป
“อุก”เฉินเฟิงยกมือขึ้นปิดจมูกเมื่อลมชายทุ่งพัดเอากลิ่นเหม็นเน่ามาตามลมความสะอิดสะเอียนตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอชายหนุ่มต้องหลับตาตั้งสติอยู่นานเพื่อไม่ให้ตนเผลออาเจียนเอาอาหารเช้าออกมา
นี่มันสภาพวันสิ้นโลกหรือไงกันคนพวกนี้ตายไปแล้วเหรอ ชายหนุ่มพลันนึกถึงซอมบี้ตัวแรกที่ะโพุ่งมาจากข้างทางแล้วคว้าเอาตะกร้าใส่เนื้อของเขาไปกินถ้าตอนนั้นเขาไม่ปั่นหนีสุดแรงคงไม่ต่างจากคนในหมู่บ้านที่เดินขวักไขว่อยู่ในตอนนี้แน่ๆ
แล้วซอมบี้ตนนั้นมาจากไหน?
แม้จะเลือนลางเพราะความมืดสลัวแต่เฉินเฟิงก็จำได้ว่าซอมบี้ตัวแรกที่เขาเจอไม่ใช่คนในหมู่บ้านแน่นอนส่วนน้องดลบอกว่าคุณยายของน้องอยู่ ๆก็ลุกขึ้นมากัดตาทั้งที่ก่อนหน้านี้แค่ล้มป่วยเป็ลมแดดธรรมดา
อะไรคือปัจจัยที่ทำให้คนคนหนึ่งเปลี่ยนเป็ซอมบี้ได้ทั้งที่ไม่ได้รับเชื้อจากซอมบี้ตัวอื่นล่ะลอยมาตามลมหรือ?
“ฮึบ” ดูมากกว่านี้ก็ไม่เกิดประโยชน์ชายหนุ่มจึงเดินเช็กรั้วบ้านทุกตารางนิ้วว่าไม่มีตรงไหนชำรุดแต่ในขณะที่เฉินเฟิงกำลังตรวจตราอยู่ด้านหลังไม่ไกลออกไปก็ปรากฏชายฉกรรจ์จำนวนสี่คนเฝ้ามองบ้านหลังน้อยนี้ไม่คลาดสายตา
“ที่นี่แหละพี่ผมได้กลิ่นอาหารลอยมา” ชายคนหนึ่งที่มีใบหูกลมเอ่ยขึ้นจมูกสูดกลิ่นหอมหวานที่ยังติดตรึงในมวลอากาศ
“รั้วรอบขอบชิดเหมาะที่จะทำเป็ที่พักของพวกเรามาก”ชายอีกคนมองประเมิน
“ในบ้านมีกี่คน”ชายที่ดูจะเป็หัวหน้ายืนมองกรงเล็บแหลมคมของตนพวกเขาเป็กลุ่มคนที่ถูกเลือกได้พลังพิเศษมาั้แ่่แรก ๆ ที่คนเริ่มกลายเป็ซอมบี้อาศัย่ที่ในเมืองวุ่นวายฉีกตัวออกมายังชนบทเพื่อหาที่กบดานชั่วคราวแต่ที่นี่เองก็มีซอมบี้เหมือนกัน ต่างแค่จำนวนและความสามารถ
พวกเขาเดินเลือกอยู่หลายหลังก็มาถูกใจกับบ้านหลังนี้ที่มีรั้วสูงกว่าสองเมตรไหนจะตัวบ้านสไตล์โมเดิร์นหนึ่งชั้น ดูก็รู้ว่าผู้อยู่อาศัยเดิมคงเป็วัยรุ่นไม่เหมือนกับบ้านใกล้เคียงที่เป็เรือนไม้ไต้ถุนยกสูงไม่มีรั้ว
“ประมาณ 3ครับ” ชายหูกลมหลับตานิ่งฟัง “สองคนในบ้าน อีกคนน่าจะอยู่นอกบ้าน”ฟังจากเสียงรองเท้าที่ตอนเดินมีเสียงสวบสาบของต้นไม้ใบหญ้าต่างกับอีกสองคนที่มีเพียงเสียงพูดคุยกันเบาๆ ไม่ได้เดินไปไหน
“ระวังตัวด้วยพวกมันอาจมีคนกลายพันธุ์แล้ว”
แล้วก็ใช่เฉินเฟิงได้ยินั้แ่คนพวกนี้เริ่มฆ่าซอมบี้บริเวณบ้านของเขารวมถึงบทสนทนาทั้งหมดด้วยดวงตากลมโตสีแดงฉายประกายอำมหิตดูท่าสิ่งที่น่ากลัวในตอนนี้คงไม่ใช่ศพคนเดินได้แต่เป็มนุษย์ด้วยกันเองแล้วล่ะ
ถ้ามีแค่ตัวคนเดียวเขาอาจจะหาทางหลบหนีออกไปก่อนแม้จะเสียดายบ้านแต่จะให้สู้กับคนหลายคนทั้งที่ตัวเองไม่เคยทำมาก่อนก็คงไม่ไหวเอาตัวให้รอดไว้ก่อนค่อยกลับมาทวงคืนในภายหลังก็ไม่สายแต่ไม่ใช่ในเวลานี้ที่เขามีอีกสองชีวิตให้ต้องดูแล น้องดลและดาริณีดูจะไม่ใช่คู่มือของพวกมันได้เลย
ครั้นจะให้วิ่งทะเล่อทะล่าเข้าไปจามหัวพวกมันก็ไม่รู้ว่าจะกล้าทำอย่างที่คิดไหมอีก
ในขณะที่ครุ่นคิดศัตรูแรกในวันสิ้นโลกก็บุกเข้ามาประชิด
“เคร้ง!” เสียงประตูเหล็กหน้าบ้านถูกอะไรบางอย่างดันเข้ามาอย่างแรงเป็ผลให้กระถางต้นไม้และตู้ที่ถูกนำมาวางกั้นประตูล้มระเนระนาด
“เสียงดังเกินไปแล้ว”หนึ่งในชายฉกรรจ์เอ่ยเตือนถึงพวกเขาจะฆ่าซอมบี้ละแวกนี้ไปแล้วก็ใช่ว่าจะไม่มีตัวอื่นมาอีก
“พวกคนในบ้านรู้ตัวกันหมดแล้วมั้ง”ชายที่มีหูกลมส่ายหัวให้กับความสมองน้อยของเ้าบ้าชอบใช้กำลัง
“...”เ้าบ้าชอบใช้กำลัง
“ช่างเถอะเข้าไปทั้งแบบนี้แหละ” คนเป็หัวหน้าไม่ใส่ใจกับความสะเพร่าเล็ก ๆ น้อย ๆจะอย่างไรพวกเขาก็แข็งแกร่งและมีอาวุธครบมือต่อให้มีซอมบี้ออกมาอีกก็แค่ยิงทิ้งไปเสีย
เฉินเฟิงที่ซ่อนตัวอยู่หลังบ้านตื่นตระหนกประตูบ้านเขาพังเพราะกำลังของคน!
นี่มันอะไรกัน!
หรือนอกจากรูปลักษณ์ภายนอกที่เปลี่ยนไปแล้วยังมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปอีก!คราวนี้ชายหนุ่มหวนนึกไปถึงตอนตนเองะโขึ้นกำแพงโดยที่ไม่ต้องใช้สองมือช่วยพยุงร่างกายเลยสักนิดหรือว่าเขาที่กลายพันธุ์ก็สามารถทำอย่างเดียวกันได้?
ถ้าอย่างนั้น...จะจัดการคนพวกนี้ด้วยตัวเองได้หรือเปล่า?
...
“แม่”น้องดลเบียดตัวเข้าหาแม่เมื่อได้ยินเสียงโครมครามหน้าบ้าน “พี่เฟิงอยู่ข้างนอกเราจะทำยังไงกันดี”
“ชู่อย่าเสียงดังครับ” ฟังจากเสียงข้างนอกก็รู้แล้วว่าไม่ใช่กำลังคนบวกกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของชายหนุ่มเ้าของบ้านเธอก็พอคาดเดาได้ว่าโลกใบนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้วและคงมีอีกหลายคนที่เปลี่ยนแปลงไปเหมือนชายหนุ่มเช่นกันอยู่ที่ว่าใครจะใช้ความสามารถของตนไปในทิศทางไหน
ดาริณีพาลูกชายมาหลบบริเวณห้องครัวติดกับประตูหลังบ้านแต่ยังไม่ทันจะได้เปิดประตูเฉินเฟิงก็ผลักเข้ามาก่อนทำเอาหญิงสาวเกือบหลุดกรี๊ดออกมา ดีที่สะกดกลั้นเอาไว้ทัน
“ผมเองครับ”เฉินเฟิงทาบนิ้วชี้ลงบนริมฝีปาก ฉวยโอกาส่ที่ยังมีเสียงข้าวของล้มอยู่หน้าบ้านอำพรางการเคลื่อนไหวรีบมายังจุดที่ได้ยินเสียงสองแม่ลูก
“ข้างนอกเกิดอะไรขึ้นคะ”หญิงสาวกระซิบถามเสียงเบา
“มีคนบุกเข้ามาพวกมันอยากได้บ้านเรา” คนฟังสีหน้าซีดเผือดถ้าไม่มีบ้านแล้วพวกเธอจะอยู่ข้างนอกกันอย่างปลอดภัยได้อย่างไร “ผมจะลองหาทางดูแต่ผมอยากขอให้พี่ดากับน้องดลไปรอที่ประตูหลังบ้านถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็รีบหนีไปทันที” เฉินเฟิงสมองหมุนเร็วรี่ใจจดจ่อคิดหาสถานที่ที่พวกเขาจะสามารถหนีไปได้จนไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีใครบางคนเยื้องย่างใกล้เข้ามา
“คิดว่าจะไปได้ง่ายๆ งั้นเหรอ” เสียงที่ดังขึ้นเหนือหัวทำให้ทั้งสามคนตัวชาวาบพวกมันเข้ามาถึงตรงนี้ั้แ่เมื่อไหร่!
เฉินเฟิงรีบลุกขึ้นดันหญิงสาวและเด็กชายให้ไปอยู่ด้านหลังตน
“พวกแกอยากได้บ้านไม่ใช่เหรอพวกเรากำลังจะออกไปแล้ว” ชายหนุ่มลองเจรจาก่อน
“โฮ่ หูดีนี่แสดงว่ากลายพันธุ์แล้ว สนใจมาอยู่กับพวกเราไหม” ตัวหัวหน้ามองใบหน้าขาวผ่องและดวงตาสีแดงของอีกฝ่ายอย่างสนใจไม่รู้ว่าภายใต้ฮู้ดนั้นจะมีรูปลักษณ์เป็อย่างไร
“เชิญพวกแกเอาอาหารไปได้เลยแต่ต้องปล่อยพวกเราไป” เฉินเฟิงส่ายหน้าปฏิเสธ “พวกเราขอแค่เสื้อผ้าก็พอ”ถ้ารอดไปได้ค่อยไปหาของกินเอาข้างหน้า แต่ถ้ายังอยู่อย่างนี้พวกเขาก็ยากที่จะรอดตัวเขาเป็ผู้ชายพวกมันคงให้เป็ลูกน้องคอยรับใช้แต่หญิงสาวด้านหลังคงมีชีวิตที่ไม่สวยงามนักหากอยู่ในเงื้อมมือพวกมัน
“ไม่บอกก็จะขโมยอยู่แล้ว”ชายหูกลมสั้นคล้ายหนูเผยยิ้มยียวน ดวงตาเรียวรีฉายประกายเ้าเล่ห์ตัวมันถูกใจชายหนุ่มตรงหน้ามากกว่าหญิงสาวด้านหลังและเด็กเสียอีกดูสีตาแดงฉานนั่นสิ ช่างตัดกับผิวขาวราวกับอัญมณีล้ำค่า
อ่า…ดวงตาคู่นั้นเหมือนทับทิมไม่มีผิด
เฉินเฟิงรู้สึกไม่ดีกับสายตาที่มองจ้องมาทำเป็เข้มแข็งให้มากที่สุด จนกระทั่ง...
“ลูกพี่ผมขอเด็กคนนั้นได้หรือเปล่า” หนึ่งในพวกมันมองเด็กชายดลแล้วออกปากเรียกร้อง
“เอาไปสิยังไงที่นี่ก็เป็บ้านเขา ต้องดูแลเราให้ดีที่สุด ไม่อย่างนั้นคงเสียมารยาทแย่”เ้าคนร่างใหญ่ที่สุดตอบพลางกางกรงเล็บแหลมคมขู่
กรอด
เฉินเฟิงกัดฟันแน่นพวกมันไม่คิดจะปล่อยพวกเขาไปจริง ๆ ด้วย!
เพราะถูกพวกมันดักทางไว้จึงใช้ทางออกประตูหลังไม่ได้แล้วเหลือแค่ฝั่งห้องเก็บของที่มีประตูบานเก่า คงต้องเป็ที่นั่น
แต่…จะหาช่องว่างหลบหนีไปได้ยังไง
[1] โฮโมเซเปียน (Homo Sapiens) สปีชีส์ของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน