CHAPTER 3
ผู้มีรัศมีแห่งความตาย
ถึงแม้มหาเทพซาวาจะกำชับไม่ให้เหล่าเทพที่เข้าร่วมประชุมกันในคืนนั้นพูดถึงเื่การลงไปจุติของเอสเปอลันโดแล้วก็ตามแต่เื่การซุบซิบนินทามันก็มักจะไม่เข้าใครออกใคร แม้แต่เหล่าผู้เป็เทพและเทพีเองด้วยก็ตาม เช่นเดียวกลับอย่างในตอนนี้ที่เหล่าเทพทั้งหลายบางองค์ยังคงพากันพูดถึงแต่เื่ของมหาเทพเอสเปอลันโดจนไม่ระวังคำพูดของตนจนมันเริ่มสะพัดไปทั่วทำให้เื่ที่ต่างควรเก็บเงียบเป็ความลับนั้นเริ่มรั่วไหลไปสู่กลุ่มิญญาร้ายและปีศาจบางตน
ซึ่งเมื่อเื่ที่ว่านั่นต่างก็เป็หัวข้อในการสนทนาชั้นดีบวกกับการสังเกตสังกาของเหล่าภูตผีปีศาจเองด้วยก็ตามที่ไม่สามารถััรังสีอำนาจจากเอสเปอลันโดหาเทพผู้ปกครองดินแดนนรกในพิภพมาสักระยะได้นั่นจึงทำให้หัวข้อที่เป็เื่ถกเถียงกันอยู่ใน ณตอนนี้นั้นมีเค้าที่จะเป็ความจริงแท้อย่างแน่นอน
ซึ่งถ้าหากเป็จริงตามที่พวกเทพและเทพีซุบซิบกันแล้วล่ะ..นั่นจะเป็หนทางชั้นเยี่ยมที่เหล่าภูตผีปีศาจและิญญาอาฆาตจะพากันแหกออกจากขุมนรกและพุ่งตรงขึ้นสู่พื้นโลกหมายมั่นที่จะแก้แค้น กำจัดดวงจิติญญาของมหาเทพเอสเปอลันโดในร่างเ้าหญิงเซราฟิน่าแห่งโอลันทัน
ถึงจะพูดว่าถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังในส่วนท้ายของพระราชวังก็ดูจะเกินจริงไปนักความจริงองค์จักรพรรดิหรือจะเรียกว่าเสด็จพ่อดีนะยังคงใส่ใจในตัวข้าอยู่ พระองค์เป็เพียงคนเดียวจากภายในครอบครัวที่ยังคงแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนข้าเป็ครั้งคราวทั้งยังส่งข้ารับใช้ให้คอยมาปรนนิบัติข้าอีกสองสามคนถึงพวกนั้นมักจะตัวสั่นงันงกเวลาอยู่ต่อหน้าข้าก็ตามที
มีครั้งหนึ่งที่สาวใช้นางหนึ่งแทบจะกรีดร้องเมื่ออยู่ใกล้ข้าซึ่งข้าก็ไม่ได้พูดอะไรที่ดูจะเกินจริงไปนักหรอกนะ ซึ่งครั้งนั้นข้าก็ถามนางไปว่าเหตุใดถึงต้องเกรงกลัวข้ากันนักซึ่งข้าก็รู้ตัวดีอยู่หรอกว่าข้าน่ะคือมหาเทพเอสเปอลันโดผู้ปกครองแดนนรกภูมิถ้าครั้นเมื่อยังอยู่ในดินแดนนรกก็อาจจะเข้าใจได้ที่ใครๆต่างก็ต้องเกรงกลัวข้าแต่นี่..ตอนนี้ข้าดันมาอยู่ในร่างมนุษย์แถมยังเป็เ้าหญิง ข้าดันไม่เข้าใจเสียจริงเหตุใดนางหรือคนอื่นๆถึงได้เกรงกลัวข้ากันนักหรืออาจเป็เพราะข่าวลือที่หาว่าข้าต้องคำสาปนั่นกัน ดังนั้นด้วยความที่ข้าเริ่มหมดความอดทนต่อนางมามากเกินพอแล้วข้าจึงถามหาเหตุผลที่นางต่างมีท่าทางหวาดกลัวข้า และแน่นอน..คำตอบของนางก็คือ“ใช่เพคะ องค์หญิง หม่อมฉันหวาดกลัวองค์หญิงเพคะเพราะพระองค์ทรงมีพระเนตรแดงฉานที่พอเมื่อสบตากับพระองค์ตรงๆแล้วทำให้หม่อมฉันเห็นอะไรที่น่าหวาดกลัวมากเลยเพคะอะไรที่ทำให้หม่อมฉันััได้ถึงความตายเพคะ” ซึ่งก็นั่นล่ะหลังจากนั้นข้าก็เข้าใจในตัวเองทันทีว่า โอ้วพลังอำนาจของข้าเนี่ยมันช่างมากมายเหลือล้นเสียจริง ถึงแม้ตอนนี้ข้าจะมาเกิดอยู่ในร่างมนุษย์พลังอำนาจของข้าก็ยังไม่ถดถอยลงไปสักนิดสินะแต่พอเมื่อคิดเช่นนั้นข้าก็รู้สึกภูมิใจในตัวเองอยู่หน่อยๆเลยแฮะ
แต่ว่า..ถึงอย่างนั้นก็มี่หนึ่งที่องค์จักรพรรดิบังคับให้ข้าต้องเข้ารับการชำระล้างที่พระวิหารศักดิ์สิทธิ์ในทุกๆสามเดือนเหมือนกันนะซึ่งเมื่อพอเอาเวลาที่ข้าโดนบังคับให้ชำระล้างทั้งหมดนั่นมารวมกันแล้วละก็ก็จะได้เวลาประมาณร่วมๆเกือบถึงสองปี ซึ่งข้าก็คิดว่ามันคงเป็เพียงเพราะข่าวลืองี่เง่านั่นนั่นแหละแต่สุดท้ายดูเหมือนความพยายามของพวกนักบวชที่พระวิหารจะไม่สำเร็จผลจนสุดท้ายนับั้แ่นั้นข้าก็โดนสั่งจากองค์จักรพรรดิผู้เป็พระบิดาของข้าในตอนนี้ให้อยู่แต่ในส่วนท้ายของพระราชวัง
ซึ่งเอาตามตรงใน ณเวลานั้นสำหรับข้ามันก็เป็อะไรที่ดีเหมือนกันนะได้อยู่แต่ในส่วนท้ายของพระราชวังวันๆนั่งๆนอนๆ พอพวกสาวรับใช้มาทำความสะอาดข้าก็แค่ปลีกตัวเองออกไปอยู่ในสวนเพื่อที่จะได้ให้พวกนั้นทำงานสะดวกและไม่ต้องหวาดกลัวข้าส่วนเพื่อนคุยก็ยังพอมีบริวารที่มาจากนรก คาโลและเปอร์ปอนซ์ที่ผลัดกันมาเยี่ยมเยียนข้าแล้วก็อ้อซาวาเองก็ด้วย แต่พอเมื่อได้ใช้เวลากับชีวิตอันว่างเปล่านั่งๆนอนๆไปวันๆเอาเข้าจริงๆ มันก็ช่างน่าเบื่อหน่ายมากเลยล่ะ
เพราะเหตุนั้นหลังจากที่ข้าจะมาใช้ชีวิตนั่งๆนอนๆแล้วให้เวลามันหมดไปในแต่ละวันอย่างเปล่าประโยชน์ก็ดูจะใช้ไม่ได้ข้าจึงสั่งให้คาโลหอบนำเอกสารงานทั้งหมดของข้าจากแดนนรกมาส่งให้ในทุกๆวันและั้แ่นั้นข้า..เอสเปอลันโดมหาเทพผู้ปกครองดินแดนนรกก็เริ่มกลับมาดำเนินงานของตนเองต่อในร่างของเ้าหญิงเซราฟิน่าั้แ่อายุได้เพียงแปดปีและจากตอนนั้นมาจวบจนในตอนนี้ ข้าก็มีอายุครบยี่สิบสองปีบริบูรณ์
ณ ปราสาทโกลเด้นมูนแห่งจักรวรรดิโอลันทันระหว่างที่เ้าหญิงเซราฟิน่าผู้ที่ถูกสั่งให้อยู่แต่ภายในส่วนท้ายของปราสาทจนไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าภายในอีกสองวันนั้นจะถึงวันเฉลิมฉลองพระชนมพรรษาขององค์จักรพรรดิผู้เป็บิดาซึ่งในตอนนี้ ณ ห้องโถงที่ถูกเลือกใช้ไว้สำหรับจัดงานต่างกำลังวุ่นวายไปด้วยผู้รับใช้ที่กำลังง่วนอยู่กับงานของตนและรีบเร่งทำให้แล้วเสร็จทันก่อนที่จะถึงวันงาน
อีกด้านหนึ่งจากนอกปราสาทเหล่าชนชั้นสูงเองที่ต่างได้รับเชิญให้มาร่วมงานก็ต่างพากันวุ่นวายไปกับการสั่งตัดชุดสำหรับงานเลี้ยงที่กำลังจะมีขึ้นรวมถึงเครื่องประดับอัญมณีที่ต่างคนต่างก็กำลังแย่งกันจับจองเพื่อให้เป็ของตน
ส่วนที่ด้านนอกชานเมืองระหว่างที่พระราชวังและชนชั้นสูงกำลังวุ่นวายรถม้าหรูหราสีขาวสะอาดตาตบแต่งแซมด้วยสีน้ำเงินและทองเทียมด้วยม้าขาวขนเงาวาวอีกสองตัวด้านข้างประกบด้วยทหารองครักษ์ขี่ม้าฝั่งละสองคน ส่วนด้านหน้าและหลังมีรถม้าที่หรูหราน้อยกว่าอีกฝั่งละคันและประกบด้วยทหารองครักษ์อีกฝั่งละคนเช่นกัน
ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวเข้าสู่ตัวเมืองหลักของดินแดนโอลันทันที่ขึ้นชื่อว่าเป็ดินแดนแห่งพลังเวทศักดิ์สิทธิ์ก่อนจะเคลื่อนตัวไปยังพระราชวัง
ขบวนรถม้าจอดลงที่หน้าประตูทางเข้าพระราชวังพอดีพร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มผู้หนึ่งที่มีเส้นผมบลอนด์ทองกับในตาสีฟ้าสุกสว่างก้าวเท้าพาตัวเองออกมาจากในตัวพระราชวังพร้อมกับที่ด้านหลังประกบด้วยเลขาส่วนตัว นั่นก็คือทายาทลำดับที่หนึ่งองค์รัชทายาทไรอามี อาวาเดลแห่งจักรวรรดิโอลันทัน
ซึ่งในตอนนั้นเองผู้ที่อยู่ในขบวนรถม้าคันที่หรูหราที่สุดนั้น ก็ก้าวเท้าพาตัวเองโผล่ออกมาหลังจากพ่อบ้านประจำตัวเปิดประตูให้แล้วเสร็จเช่นกันปรากฏเป็ชายรูปงามผู้มีเรือนผมสีขาวผ่องสะอาดตาซึ่งรับกับั์ตาสีเหลืองอำพันซึ่งเป็ผู้ที่ได้รับฉายาจากเหล่าเลดี้ว่าเป็เทวดาตก์ให้ลงมาจุติอยู่ท่ามกลางดินแดนของปีศาจ นั่นก็คือ แกรนด์ดยุกเอรินอ มอนซ์เลอร์
“ไง เดินทางราบรื่นดีใช่ไหม” รัชทายาทไรอามีถามขึ้น
“อืม..เรียบร้อยดี” แกรนด์ดยุกเอรินอว่าตอบ
ซึ่งในระหว่างที่องค์รัชทายาทและแกรนด์ดยุกกำลังทักทายกันนั้น เหล่าข้าราชบริพารต่างก็กำลังเข้ามาช่วยกันยกของจากขบวนรถม้าเข้าไปยังภายในของพระราชวัง
“คราวนี้ขนอะไรบ้างล่ะ..มีไพลินหรือเปล่า น่าเสียดายที่เ้ามาถึงช้าไปนิดแต่ถ้าเอาไปให้ช่างทำอัญมณีตอนนี้จ่ายหนักเพิ่มอีกสักหน่อยก็น่าจะทัน ข้าน่ะอยากได้ไพลินที่มีสีเข้ากับตาข้าติดประดับไปงานฉลองพระชนมพรรษาของเสด็จพ่อพอดี”ระหว่างว่า รัชทายาทไรอามีก็ยกมือของตนขึ้นแตะปลายครางอย่างครุ่นคิด
“เสียใจ” แต่แกรนด์ดยุกกลับปฏิเสธ“คราวนี้หาไพลินได้น้อยยิ่งนักและข้าเตรียมมันไว้สำหรับเป็ของขวัญให้องค์จักรพรรดิแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น”เลื่อนสายตาลงสบกับคนตรงหน้าที่เตี้ยกว่า
“อะไรเนี่ย..เ้าช่างไม่ยุติธรรมเลยนะ แบ่งให้ข้าสักหน่อยไม่ได้เหรอ”รัชทายาทว่าพลางเขยิบเข้ามาใกล้
แต่แกรนด์ดยุกที่กำลังทอดมองคนตรงหน้าและรู้จักมาั้แ่เยาว์วัยก็ทำได้เพียงแค่ลอบถอนหายใจ“ไม่ได้” ยื่นใบหน้าเข้าไปใกล้ก่อนจะเอ่ยเน้นย้ำ “ของเ้าจะเลือกเอาจากอันไหนก็ได้คราวนี้มีทั้งทับทิม เพทาย และลาพิส ซึ่งข้าอนุญาตให้เ้าเลือกอันที่ชอบได้เต็มที่ยกเว้นก็แต่ไพลิน อันนั้นไม่ได้ เข้าใจไหมพ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท”
“ทำไมต้องทางการด้วยเ้ามันขี้ลำเอียง ท่านแกรนด์ดยุกเอรินอ”ว่าจบองค์รัชทายาทก็ทรงทำปากบุ้ยใบ้เมื่อสิ่งที่้านั้นไม่เป็ไปดั่งใจคิด แต่กิริยาเช่นนั้นกลับทำให้คนที่เป็คู่สนทนารอบผล็อยรอยยิ้มอย่างเหนื่อยใจ
เพราะโอลันทันและฟิกเซนต์เบิร์กต่างก็เป็คู่ค้าทางด้านอัญมณีกันมาอย่างช้านานทำให้ตระกูลมอนซ์เลอร์ที่เป็ผู้ปกครองแผ่นดินทางฝั่งตะวันออกซึ่งเป็แหล่งที่ค้นพบอัญมณีมากที่สุดได้เดินทางมายังโอลันทันบ่อยครั้ง
ด้วยความที่ต้องเรียนรู้และติดตามแกรนด์ดยุกคนก่อนซึ่งเป็บิดามายังดินแดนโอลันทันบ่อยครั้งเข้าจึงทำให้เอรินอที่ยังคงอยู่ใน่วัยเยาว์และมีอายุไล่เรียงเท่ากันกับไรอามีผู้มีตำแหน่งองค์รัชทายาทแห่งดินแดนโอลันทันสนิทสนมกันมาั้แ่นั้น
แต่ถึงแม้ตำแหน่งแกรนด์ดยุกและรัชทายาทจะมีศักดิ์ทัดเทียมกันและจำเป็ที่บางครั้งจะต้องเจรจากันอย่างเป็ทางการแต่ทั้งคู่ก็ดันครั้นเผลอลืมตัวปฏิบัติต่อกันอย่างเป็กันเองทุกที
ระหว่างที่ทักทายกันอย่างพอหอมปากหอมคอ องค์รัชทายาทไรอามีจึงขอปลีกตัวไปเลือกอัญมณีที่แกรนด์ดยุกเอรินอขนมาแต่ไกลจากฟิกเซนต์เบิร์กโดยอ้างว่า “เอาเป็ว่า..ข้าคงต้องขอตัวไปเลือกอัญมณีก่อนแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นคงไม่ทันทำเครื่องประดับชิ้นใหม่ที่จะใส่ไปงานเลี้ยงที่จะถึงนี้ทันแน่เพราะข้าที่เป็ถึงรัชทายาทจะน้อยหน้าไปกว่าพวกเหล่าขุนนางไม่ได้”ซึ่งพอเมื่อเ้าตัวว่าจบก็รีบปลีกตัวออกไปในทันทีเหลือทิ้งไว้แต่แกรนด์ดยุกเอรินอกับองครักษ์ประจำตัว
“หลังจากนี้ฝ่าาทรงจะทำอะไรต่อไปหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” โยเกรซอัลเบิร์ตผู้เป็องครักษ์ที่มีเรือนผมสีเขียวขี้ม้ากับดวงตาสีฟ้าใสเอ่ยถามนายเหนือหัวของตนขึ้น
แกรนด์ดยุกเอรินอเมื่อได้ยินคำถามจากผู้เป็บริวารก็เบือนหน้าของตนหันมาสบ“ข้าว่าจะไปเข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิเสียหน่อยระหว่างนี้คงไม่มีเื่อะไรหรอกเ้าไปพักเถอะ ข้าจะไปคนเดียว”
“ไม่เป็ไรพ่ะย่ะค่ะ เอาเป็ว่ากระหม่อมจะรอฝ่าาอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าแล้วกันพ่ะย่ะค่ะ”
“ตามใจเ้าก็แล้วกัน”
หลังจากได้รับอนุญาตให้เข้าเฝ้า แกรนด์ดยุกเอรินอก็เดินเข้าไปยังห้องทรงงานขนาดใหญ่ของผู้เป็ถึงองค์จักรพรรดิ ซึ่งตบแต่งด้วยสีขาวและทองตามแบบฉบับดินแดนที่ขึ้นชื่อเื่พลังเวทอันศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับกุมกล่องสีดำกำมะหยี่สี่เหลี่ยมเอาไว้ในมือ
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะฝ่าา” แกรนด์ดยุกเอรินอว่าพลางค้อมตัวลงคำนับ
“ไม่ต้องมากพิธีรีตองอะไรหรอก เห็นกันมาั้แ่ท่านยังเด็ก”องค์จักรพรรดิทารอนตัดขึ้นพร้อมเผยรอยสรวล แกรนด์ดยุกเอรินอเงยตัวขึ้น “แล้วท่าน ระหว่างเดินทางมาพบปัญหาอะไรหรือไม่เห็นว่า่นี้ที่ฟิกเซนต์เบิร์กประสบปัญหาเื่ที่มีปีศาจออกมาก่อความวุ่นวายนี่”
“ไม่เลยพ่ะย่ะค่ะ และปัญหานั่นก็แก้ไปเป็ที่เรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”เอรินอว่า “ขอบพระทัยที่ทรงเป็ห่วงกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ อ้อ..แล้วก็นี่พ่ะย่ะค่ะ”เมื่อนึกถึงสิ่งที่ตนตั้งใจเตรียมมาได้ก็ยื่นส่งไปให้ยังบุคคลตรงหน้า
องค์จักรพรรดิทารอนคว้ามือรับก่อนจะเปิดกล่องสี่เหลี่ยมกำมะหยี่สีดำ“โอ๊ะ ไพลินนี่” ว่าพลางก้มมองก้อนไพลินสีน้ำเงินที่สะท้อนแวววาวจากแสงอาทิตย์ที่สะท้อนผ่านกระจกเข้ามา“ช่างสวยเหลือเกิน..มันช่างดูเข้ากับสีตาของข้า”ปิดกล่องกำมะหยี่ในมือลงก่อนจะยื่นส่งไปให้ยังพ่อบ้านประจำตัวที่ยืนอยู่ไม่ไกล“ขอบใจท่านมาก หวังว่ามันจะเสร็จทันวันงานนะ”แล้วว่าพลางหันมายิ้มให้แกรนด์ดยุกเอรินอ
“ทรงตรัสเหมือนองค์รัชทายาทเลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า อย่างนั้นหรอกหรือ ก็พ่อลูกกันนี่นะ”ว่าพลางหัวเราะดังลั่น “เอาเป็ว่าเดินทางมาตั้งไกลท่านคงจะเหนื่อยล้าน่าดูไปพักเถิดท่านแกรนด์ดยุก”
“พ่ะย่ะค่ะ”สิ้นประโยคแกรนด์ดยุกเอรินอก็ค้อมตัวลงคำนับอีกครั้งก่อนจะพาตัวเองออกมาจากห้องของผู้มีตำแหน่งสูงสุดในจักรวรรดิ
แต่เมื่อในขณะที่กำลังเดินไปตามโถงทางเดินเพื่อไปยังห้องพักที่ทางพระราชวังจัดเตรียมเอาไว้รองรับแกรนด์ดยุกเอรินอกลับัักับกลิ่นอายอะไรบางอย่างขึ้นได้ในอากาศกลิ่นอายที่ดำมืดราวกับกลิ่นของความตาย
เมื่อทอดสายตามองเห็นละอองสีดำละเอียดยิบที่ลอยคละคลุ้งมาตามอากาศได้ แกรนด์ดยุกเอรินอก็เอื้อมมือของตนขึ้นเล่นล้อไปกับละอองสีดำนั้นซึ่งละอองที่ว่านั่นกลับไม่มีผู้ใดมองเห็น
แกรนด์ดยุกเอรินอเดินตามละอองสีดำที่คละคลุ้งลอยตัวไปเรื่อยๆตามเส้นทาง แต่เมื่อยิ่งตามไปมากเท่าไหร่กลิ่นอายที่เหมือนราวกับความตายและละอองสีดำมืดก็ยิ่งรุนแรงขึ้นจนในที่สุดแกรนด์ดยุกเอรินอก็พบว่าตัวเองได้เข้ามายังจุดหนึ่งของปราสาทที่ไม่เคยแม้แต่จะรู้เพียงสักครั้งว่ามีส่วนนี้อยู่ภายในของปราสาทโกลเด้นมูนทั้งที่ตนเคยมาเยือนไม่รู้ต่อกี่ครั้ง
ซึ่งจุดที่ค้นพบว่ามีกลิ่นอายและละอองสีดำลอยคละคลุ้งมากที่สุดนั้นกลับอยู่ในสวนขนาดเล็กๆซึ่งในสวนที่ว่านั่นก็มีโต๊ะฉลุลายสีขาวบนโต๊ะมีถาดขนมกับชุดน้ำชาและกองเอกสารที่วางพะเนิน ถัดไปจากนั้นคือหญิงสาวตัวเล็กผู้มีเรือนผมหยักศกสีดำขลับกำลังนั่งอ่านหรือจดอะไรอยู่บางสิ่ง
แกรนด์ดยุกเอรินอเลือกที่จะซุ่มแอบมองผู้ที่ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาและมีกลิ่นอายและละอองสีดำลอยคละคลุ้งออกมาจากตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ห่างออกไปไม่ไกลเพื่อสังเกตการณ์สักพักแต่แล้ว..เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นร้องเรียกตนและปรากฏเ้าของเสียงที่วิ่งตึกๆเข้ามาโยเกรซ อัลเบิร์ต
“ฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ ทำไมถึงมาอยู่ตรงนี้ละพ่ะย่ะค่ะกระหม่อมไปหาที่ห้องแล้วไม่เจอพระองค์” โยเกรซว่าพลางหอบหายใจแฮกจนตัวโยนในขณะที่แกรนด์ดยุกเอรินอพยายามยกมือปิดปากของลูกน้องตัวเอง
“นั่นใครน่ะ ออกมานะ”
จนลืมไปเสียสนิทว่ามีใครอีกคนที่ตนกำลังซุ่มแอบมองก่อนจะได้ยินเสียงเล็กหวานและหันกลับมาสบตาจนพบว่าหญิงสาวร่างเล็กตรงหน้านั่นผู้มีดวงตากลมโตสีแดงฉานกับกลิ่นอายแห่งความตายที่แผ่คละคลุ้งออกมาจากตัวนั้น ช่างงดงามมากเพียงใด