บทที่ 5 สายลับ ดักจับนายมารร้าย
ในขณะที่ลาเต้และเ้าเฟรมกำลังยืนอยู่หน้าร้านเพื่อที่จะปิดประตูร้าน การกระทำของทั้งสองคนอยู่ในสายตาของรุ้งดาวมาโดยตลอด เพราะเธอยังไม่ได้ออกไปไหน เธอดื่มกาแฟที่ร้านเสร็จ เธอก็ขึ้นมานั่งในรถสายตาของแม่สาวนักสืบคอยสังเกตเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร้านตลอดเวลา สายตาที่เปรียบเสมือนเหยี่ยวจ้องมองเป้าหมายอย่างเฉียบคม และตอนนี้เธอยังคงจ้องขะเม้งมาที่ร้าน
รุ้งดาวคิดในใจ
“เอ๊ะ มันรู้สึกแปลกๆ จริงละนะ..... ร้านก็ออกจะขายดีขนาดนั้น จนที่นั่งไม่พอต้อนรับลูกค้าเลยด้วยซ้ำ แต่ไอ้หน้ายาวนี่ กลับไม่ยอมขยายร้าน และที่สำคัญไม่ยอมเปิดรับสมัครพนักงานด้วย ยอมเหนื่อยกันอยู่สองคนทำทันลูกค้าด้วยหรอวะ?
เอ๊ะ หรือว่าไอ้หน้ายาว เป็คนขี้งก เลยไม่อยากเสียเงินมาจ้างพนักงานอีกคน เลยต้องลงมือทำด้วยตัวเอง
อ้าว... แล้วถ้าเป็แบบนั้นกำไรในแต่ละวันที่ขายได้ ย่อมมีจำนวนเยอะอยู่เหมือนกัน แล้วไอ้หน้ายาวนี่ จะเอาเงินไปเก็บไว้ที่ไหนละ?
เงินจำนวนมากขนาดนั้น
อ๋อ.....ธนาคารไง ไอ้หน้ายาวนี่ ต้องเอาไปฝากไว้ที่ธนาคาร รุ้งด้าวเอ๋ย.... เธอเนี้ยช่างวิเคราะห์ได้เฉียบจริงๆ 55555”
รุ้งดาวพูดกับตัวเองในรถคนเดียว
“ปิดร้านเรียบร้อยแล้วครับผม ล็อคเรียบร้อยแล้ว”
เ้าเฟรมหันไปพูดกับลาเต้ ในขณะที่ชายหนุ่มยืนเหม่อลอย ในมือของเ้าเฟรมถือกล่องเงินส่วนอีกข้างถือกระเป๋า เขามองหน้าลาเต้ยอย่างสงสัยและจึงถามออกไปว่า
“ลูกพี่ครับ ลูกพี่ ลูกพี่?”
ลาเต้สะดุ้งเมื่อถูกสะกิดด้วยเสียงเรียกของเ้าเฟรม
“ลูกพี่มองอะไรอยู่หรอครับ ผมเห็นพี่ใจลอยแบบนี้นานแล้วนะครับ”
“เปล่าเว้ย...ปะ เสร็จแล้วก็กลับกันเถอะ”
ลาเต้และเ้าเฟรมเดินไปขึ้นรถและพวกเขาก็ขับรถออกไป ทันทีที่รถกระบะสีขาวเคลื่อนตัวออกไปจากร้านกาแฟ รถเก๋งสีดำของรุ้งดาวที่จอดอยู่ใต้ร่มต้นไม้นานแล้ว ก็รีบขับออกมาและคอยขับตามมาติดๆ เธอคอยขับตามรถกระบะสีขาวอยู่ห่างๆ เพื่อไม่ให้น่าสงสัยและถูกจับได้
รถกระบะสีขาวมุ่งหน้าไปหมู่บ้าน DD ซึ่งเป็บ้านที่แม่เลี้ยงของเขาซื้อไว้ให้ก่อนเธอจะเสีย บ้านหลังนี้ลาเต้ก็อาศัยอยู่กับเ้าเฟรมสองคน ทันทีที่รถกระบะสีขาวเลี้ยวเข้าหมู่บ้าน รุ้งดาวเธอก็ขับตามมาติดๆ แล้วเลี้ยวเข้าหมู่บ้านตามด้วย
เ้าเฟรมขับรถมาถึงบ้านหลังหนึ่งและอยู่ๆ ต้องหยุดรถกะทันหัน แต่พวกเขายังไม่ลงจากรถ
“เดี่ยวๆ เฟรม....แกจอดรถตรงนี้ก่อน”
“มีอะไรหรอครับ ลูกพี่ หลังนี้ไม่ใช่บ้านเรานะครับพี่”
“ฉันรู้แล้วน่า ฉันรู้สึกแปลกๆ วะ....”
“ยังไงหรอครับลูกพี่”
“ฉันรู้สึกว่าเหมือนเราโดนสะกดรอย มีคนตามเรามา ั้แ่ตอนที่อยู่ร้านกาแฟแล้ว ฉันสังเกตว่า ไอ้รถเก๋งสีดำ คันนั้นนะ....ที่มันจอดรถอยู่ตรงนั้น มันตามรถเรามา”
ลาเต้พูดจบเขาก็หันหลังไปมองรถเก๋งคันที่ว่า ตอนนี้จอดอยู่หน้าบ้านอีกหลังทางด้านหลังของรถกระบะพวกเขา และเ้าเฟรมก็หันไปมองด้วยเช่นกัน
“ถ้าเป็เช่นนั้นจริง จะเอายังไงต่อครับ ลูกพี่?”
“ฉันจะแกล้งว่าพวกเราไม่รู้ว่ามีคนสะกดรอยตามมา เพราะฉะนั้น แกก็ขับต่อไปเรื่อยๆ จนถึงบ้านของเราเลย ทำทุกอย่างให้เหมือนเป็ปกติ เข้าใจไหม? ขับต่อไป”
“ครับลูกพี่ แล้วทำไมพี่ถึงคิดแบบนี้ละครับ? ช่วยบอกคนโง่ๆ อย่างผมให้กระจ่างที”
“เพราะฉันคิดว่า ถ้าหากเราเริ่มรู้แล้วว่า ไอ้รถคันข้างหลัง ขับตามเรามา มันเองก็จะเริ่มรู้ตัวแล้วว่าพวกเรารู้ ที่นี้ มันก็จะรีบขับหนีไป แล้วพวกมันก็จะไม่ยอมหยุดเพียงแค่นี้แน่นอน ฉันเชื่อแบบนั้น พวกมันก็ส่งรถอีกคันมาสะกดรอยตามพวกเราอยู่ดี เพราะฉะนั้นเพื่อความปลอดภัยของพวกเราเอง เราก็ต้องแกล้งแสร้งทำเป็ไม่รู้ ว่ามีคนสะกดรอยตามพวกเรามา เพราะการที่เราจะสืบหาว่าพวกนั้นมันเป็ใครกันแน่ และพวกมัน้าอะไรจากเรา ทางที่ดีที่สุดเราก็เลือกที่จะสืบจากรถเก๋งคันสีดำคันนั้นและ คันเดียว ไม่ต้องตามสืบรถอีกหลายคันที่พวกมันจะส่งมา”
“โห......สุดยอดเลยครับลูกพี่”
“เอ่อน่ะ.......ขับไป”
ลาเต้ยังครุ่นคิดในใจ ใบหน้าเรียวยาวของเขาเริ่มขมวดเป็ปม ด้วยความสงสัย
ทันทีที่มาถึงบ้าน เ้าเฟรมก็ลงไปเปิดประตูบ้านแล้วเขาก็ขับรถเข้าไปในบ้าน ทันทีที่รถกระบะจอดและดับเครื่องลง เ้าเฟรมก็รีบวิ่งแจ๋นมาปิดประตูบ้าน และหิ้วของออกจากรถ ลาเต้และเ้าเฟรมก็เดินเข้าไปในบ้าน
ทันทีที่ชายหนุ่มเข้ามาในบ้าน ลาเต้รีบร่ายเวทมนต์เขาเพ้งพลังที่มีไปยังประตูหน้าบ้าน และบริเวณรอบๆ บ้าน พลังแสงสีขาวแผ่กระจายออกมาเป็วงกว้าง
“ฉันร่ายเวทมนต์บังตาและป้องกัน คนที่มองจากด้านนอกจะไม่เห็นอะไรที่อยู่ในบ้านแม้พวกเราจะเคลื่อนไหวทำสิ่งใดอยู่ก็ตาม คนจากข้างนอกก็มองไม่เห็น เพราะสิ่งที่พวกเขาจะมองเห็น จะเป็เพียงตัวบ้านเท่านั้นที่ตั้งนิ่งๆ อยู่กับที่ และไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้นของคนในบ้าน”
ลาเต้หันไปพูดกับเ้าเฟรม
เราจะอยู่ด้วยทุกวันในโลกจิตนการและสุดท้ายนี้
รู้สึกยังไง
ได้โปรด................บอกไรท์ที