ซิ่วอิงได้แต่เงียบปากเพราะภาวะจำยอม แต่แล้วก็ต้องสับสนขึ้นมาอีกหน เพราะคนเมาชี้นิ้วสั่งให้เขาขึ้นไปนั่งบนม้า ซึ่งเป็ม้าที่อีกฝ่ายใช้นั่งมาตลอดการเดินทาง ส่วนเขาน่ะหรือ ถูกคุณชายใจจืดนำม้าไปขายทิ้งเสียตั้งนานแล้ว ต้องเดินจนเจ็บเท้าและปวดขาอย่างไรล่ะ แต่ครั้งนี้กลับแปลกไปเพราะทางนั้นบังคับให้เขาขึ้นนั่งบนม้าแถมยังให้นั่งด้านหน้าอีกด้วย!
ผู้ถูกสั่งได้แต่ปีนขึ้นไปนั่งอย่างจนใจ เขากำบังเหียนม้าไว้แน่นพร้อมเอ่ยถามคนด้านหลัง “คุณชาย ให้ข้าลงไปเดินไม่ดีกว่าหรือขอรับ”
น้ำเสียงงัวเงียตอบกลับทันควัน “ไม่ดี”
“ทำไมล่ะขอรับ”
จู่ ๆ สิงเทียนก็ใช้กำปั้นเคาะหัวเขาอย่างจังจนรู้สึกปวดหนึบ ทางนั้นถอนหายใจอย่างหัวเสียแล้วกำชายเสื้อเขาแน่นขึ้น ลอบบ่นพึมพำอยู่ด้านหลัง “ข้าบอกว่าเมาแล้วยังไงล่ะ หากข้าขี่ม้าลำพังแล้วพลัดตกลงไปเ้าจะทำยังไง เอาล่ะเลิกถามแล้วรีบเดินทางซะ!”
“ได้ขอรับ”
ซิ่วอิงลอบถอนหายใจ นึกว่าจะเป็ห่วงกลัวเขาเดินเหนื่อย แต่ที่ไหนได้สิงเทียนแค่เมามายสุราและกลัวตกจากหลังม้าก็เท่านั้น และหากไม่เป็เช่นนี้เกรงว่าคงไม่มีวันที่เขาจะได้ขึ้นมานั่งบนม้าตัวเดียวกับพระเอกแน่
ถึงแม้อีกฝ่ายจะไม่ได้เอ่ยปากชวนผิงผิงให้กลับวัง แต่พ่อสื่ออย่างเขามีหรือจะพลาดได้ เพราะก่อนจากกันได้ยัดแผนที่เส้นทางให้แม่นางน้อยนั่นไปแล้วยังไงล่ะ งานนี้ต่อให้สิงเทียนไม่ดำเนินตามบทก็ไม่สำคัญ เพราะเขาจะคอยจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยเอง!
สิงเทียนนั่งเอาหัวซบไหล่และกอดเอวเขาแน่นระดับหนึ่ง ดูเหมือนว่าตัวปัญหาจะหลับแล้ว ซิ่วอิงยังคงเดินทางอย่างต่อเนื่องโดยไม่คิดหยุดพัก จนกระทั่งดวงอาทิตย์เริ่มทอแสงให้เห็นไกล ๆ
ในจังหวะนั้นเองเขาก็นึกอะไรบางอย่างออก มีอีกหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อเื่ภูติผีปีศาจ เขาเองก็มีพลังและเก่งกาจอยู่พอควร หากจะเดินทางไปที่นั่นและลองไปไล่ปราบผีดูก็คงไม่มีอะไรเสียหาย ซ้ำที่แห่งนี้ยังมีนางเอกอีกคนรอคอยให้พวกเขาช่วยเหลืออยู่ยังไงล่ะ
ซิ่วอิงจำได้แค่ว่ามีเด็กสาวคนหนึ่งที่ถูกิญญาร้ายสิงร่าง ออกอาละวาดและไล่ทำร้ายผู้คนจนวุ่นวาย บิดานางเลยต้องหาคนไปช่วยกำราบ แต่ทำอย่างไรก็ไม่เป็ผล จนกระทั่งข่าวลือว่ามีเซียนเดินทางผ่านมายังหมู่บ้าน บิดานางจึงลองเสี่ยงมาขอความช่วยเหลือ
ในตอนนั้นเองสิงเทียนก็ได้ช่วยปัดเป่าความชั่วร้ายออกจากกายนางได้สำเร็จ และต่างคนต่างตกหลุมรักกัน คนหนึ่งเกาะเอวบางและพาวิ่งหนีจากิญญาร้าย ส่วนอีกคนก็อ่อนแอไร้เรี่ยวแรงและเกาะเกี่ยวกันจนเป็ภาพน่าดูชม
ซิ่วอิงคิดจินตนาการไปไกลถึงฉากที่พระ-นางต้องมนต์สะกดกัน จนเขาเผลอเขย่าตัวตามไปด้วย ส่งผลให้คนด้านหลังที่ยังหลับลึกเกือบร่วงตกจากหลังม้า โชคดีที่เขาคว้ามือไว้ได้ทัน สิงเทียนจึงไม่พลัดตกลงไปาเ็
พวกเขาเดินทางมาถึงหมู่บ้านที่ว่า และเจรจาหาห้องพักได้ในเวลาอันสั้น ซิ่วอิงนำคุณชายของตนเข้าไปนอนในห้อง ก่อนจะพาตัวเองออกไปเดินเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ ให้คุ้นเคย
หมู่บ้านนี้น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ทั้งของขลังของปลุกเสกมีอยู่ทั่วไปราวกับเป็แค่เครื่องประดับธรรมดา ก็เพราะที่ตั้งของบ้านเรือนมันอยู่ใกล้กับที่ฝังศพอย่างไรล่ะ จำนวนหลุมศพเมื่อเทียบกับจำนวนชาวบ้านนั้นดูพอ ๆ กัน ซ้ำการพบเห็นผีหรือสิ่งเหนือธรรมชาติมักเกิดขึ้นบ่อยจนแทบเป็เื่ปกติไปแล้ว ดังนั้นจึงไม่แปลกที่พวกเขาจะหันมาทำการค้าขายหรือประดิษฐ์เครื่องรางไว้ลวงเงินลูกค้าเช่นนี้
ซิ่วอิงซื้อของกินมาจำนวนหนึ่ง เดินกลับเข้าเรือนหลังน้อยด้วยสีหน้าอารมณ์ดี ข้างในมีคนผู้หนึ่งที่กำลังนั่งกุมศีรษะอยู่บนเตียงนอน เขาเดินเข้าไปดูก็เห็นว่าสิงเทียนยังสร่างเมาได้ไม่ดี จึงรีบเดินไปตักน้ำมาให้
“นี่น้ำขอรับคุณชาย”
ทางนั้นสีหน้าดูไม่สู้ดีนัก นั่งกลืนน้ำลายทำท่าพะอืดพะอมคล้ายอยากอาเจียน แต่สุดท้ายก็มิได้อาเจียนออกมาแต่อย่างใด
“ที่นี่ที่ไหนรึ” เขาถามกับคนรับใช้พลางยกน้ำขึ้นมาดื่มให้หายจากอาการวิงเวียน
ซิ่วอิงตอบอย่างฉะฉาน “ที่นี่คือหมู่บ้านหลังเขาขอรับ สถานที่ที่เต็มไปด้วยภูติผีและปีศาจ เหมาะแก่การมาหาประสบการณ์และฝึกวิชาอย่างมาก”
พรืด!สิงเทียนสำลักน้ำออกมาทันที เมื่อได้ยินคำว่าฝึกวิชากระแทกเข้าในโสตประสาท เป้าหมายั้แ่แรกของเขาคือการเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจ แต่เหตุไฉนจึงมาลงเอยด้วยการฝึกวิชาเสียได้
“เ้าพาข้ามารึ?”
“ใช่แล้วขอรับ ที่นี่แม้ฟังดูน่ากลัวแต่มันกลับไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดนะขอรับคุณชาย”
สิงเทียนว่า “เ้าอยากลองดีรึ! กล้าดียังไงพาข้ามาในที่แบบนี้!”
เขาแทบหลุดร้องอุทานว่า อะไรของเมิง! เพราะหากตนไม่พามาที่นี่ อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็ต้องเดินทางมาตามต้นฉบับนิยายอยู่ดี แล้วจะมาหงุดหงิดอารมณ์เสียใส่เขาไปเพื่ออะไร แต่จะให้พูดในสิ่งที่คิดคงไม่ได้จึงต้องเก็บงำสีหน้าเอาไว้ และได้แต่นั่งคุกเข่าก้มหน้าน้อมรับผิดไปตามน้ำ
“ข้าน้อยขออภัย ข้าน้อยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ขอรับ ก็เห็นคุณชายหลับสบายมาตลอดทางเลยไม่กล้าปลุกนี่นา”
สิงเทียนหัวคิ้วขมวดแทบเป็ปม กัดฟันกล่าว “ไสหัวออกไป ข้าอยากอยู่คนเดียว!”
“ขอรับ”
ถูกไล่ออกมาก็ไม่รู้จะไปอยู่ตรงไหนอยู่ดี เขาจึงลงไปนั่งคอยอยู่หน้าเรือนและใช้กิ่งไม้เขี่ยดินรอ สิงเทียนคล้ายจะโมโหหนักเพราะจนถึงตอนนี้ฟ้าเริ่มมืดแล้วก็ยังไม่ยอมออกมาคุยกัน ซิ่วอิงเหลืออดจึงเดินขึ้นบันไดแล้วนั่งพิงราวกั้นหลับมันทั้งอย่างนั้นเสียเลย หากไม่ออกมาคุยก็ไม่ต้องถ่ายลมปราณ เป็แบบนี้ก็ดีเหมือนกันจะได้สบายใจทั้งคู่
วันใหม่มาถึงอย่างรวดเร็ว แสงอาทิตย์สาดส่องสว่างจ้า คนนั่งสัปหงกค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาและยกมือบังแสงแดดสายหนึ่ง แต่แล้วก็ต้องใแหกปากลั่นเพราะมีบุรุษผู้หนึ่งนั่งจ้องเขาหน้าขาวซีดอยู่ด้านข้าง ก่อนจะดึงสติตนเองกลับมาได้และเห็นว่าคนตรงนั้นก็คือเ้านายของเขาเองหาใช่ผีสางที่ไหน
“คุณชาย! มาทำอะไรเงียบ ๆ ตรงราวบันไดเล่าขอรับ โถ่ถัง..ข้าน้อยเกือบร่วงตกลงไปตายแล้วนะ!” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเชิงตำหนิทั้งยกมือข้างที่ทาบอกอยู่ขึ้นมาลูบหน้าให้ตื่นเต็มตา
คนนั่งใกล้กันกลืนน้ำลายฝืดคอ กล่าวเสียงแ่ “ข้านอนไม่หลับ เมื่อคืนเ้าหนีไปไหนมา”
“เอ่อ ข้าไม่ได้ไปไหนเลยขอรับ เพราะคุณชายยังอยู่ข้างใน ข้าเลยนั่งเฝ้าท่านทั้งคืนอยู่ตรงนี้”
“แล้วเหตุใดไม่เข้าไปถ่ายลมปราณ”
“ก็..”
เขาเว้นจังหวะไปชั่วครู่ แต่แล้วก็ตัดสินใจก้มหน้าเงียบปากไม่พูดสิ่งใดออกมา ใจจริงแทบอยากตอกหน้าดัง ๆ ว่า ก็คุณเมิงไล่ตูไงล่ะ เลยไม่กล้าเสนอหน้าเข้าไปหา ถามอะไรโง่ ๆ!
สิงเทียนไม่สนใจอะไร อารมณ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายพลันปะทุขึ้น เนื่องจากความเงียบที่ได้รับแทนคำตอบ ชายหนุ่มลุกขึ้นพรวดแล้วจัดการลากคออีกฝ่ายให้เข้าไปข้างในด้วยกัน จับเหวี่ยงไปบนเตียงอย่างแรงจนผ้าห่มและหมอนปลิวไปคนละทิศ แรงย่ำเท้าคนทั้งคู่ทำเอาเรือนไม้หลังน้อยต้องสั่นไหว โยกโงนเงนตามจังหวะการเดิน และมีเสียงเอี๊ยดอ๊าดเข็ดฟันให้ได้ยิน
“ท่านจะทำอะไรขอรับ!” ซิ่วอิงถามด้วยสีหน้าแตกตื่น เขากลัวสุดขีดว่าสิงเทียนจะจับบีบคอตายคาเรือนน้อยหลังนี้
คนตรงข้ามที่อารมณ์เดือดกัดฟันพูด “ข้านอนไม่หลับก็เพราะเ้าไม่ถ่ายลมปราณให้ยังไงล่ะ!”
สิงเทียนชี้หน้าตัวเองแล้วว่า “เห็นนี่ไหม ทั้งใบหน้าของข้าขาวซีดยิ่งกว่าผีจมน้ำตายเสียอีก ความผิดของเ้านั่นแหละ”
“เอ่อ..ขะ ข้าน้อยไม่รู้..”
ที่บอกว่าไม่รู้ก็คือไม่รู้จริง ๆ มีด้วยหรือไม่ได้ถ่ายลมปราณแล้วหน้าซีดเหมือนคนตาย แล้วตอนที่อยู่โรงกลั่นยาก็เคยงดถ่ายลมปราณนี่นา เหตุใดจึงไม่ได้ดูปากซีดเช่นนี้เล่า