เสวี่ยซางมาเยือนวิหารระฟ้าใน่สายของวัน พร้อมด้วยเสวี่ยฉินและคนติดตามจากสำนักเทียนฉี เพียงก้าวเข้ามานั่งที่ห้องพักรับรอง จอมยุทธ์ทั้งสองก็ััได้ถึงพลังที่แข็งแกร่ง เพียงไม่นานพุทธองค์หลี่จิ้งหยางก็ออกมา ตามด้วยศิษย์อีกสองสามคนที่คอยรับใช้ข้างกาย
“ข้าคงไม่มารบกวนพุทธองค์หรอกกระมัง หากเป็เช่นนั้นก็ขออภัยด้วย”
“ไม่ถือเป็การรบกวนหรอก ท่านผู้าุโเสวี่ยซาง”
พุทธองค์แห่งวิหารระฟ้าตอบด้วยท่าทีสงบ สงวนกิริยาตามฉบับของสมณะอย่างเช่นเคย เสวี่ยซางไม่พบความผิดปกติของนักบวชตรงหน้า และยังััมนต์ดำหรือพลังดาราดับไม่ได้ ในขณะที่เสวี่ยฉินนั้นก็ลอบมองหาคนผู้นั้นอยู่ตลอดเวลา
ทุกอย่างอยู่ในสายตาของพุทธองค์หลี่จิ้งหยาง เขาเปิดโอกาสให้สองพ่อลูกอย่างเต็มที่
“เมื่อวานนี้ได้ยินว่าเสวี่ยฉินเข้าใจพุทธองค์ผิดไป ต้องขออภัยแทนลูกชายของข้าด้วย”
“เื่เล็กน้อยเท่านั้น”
“เขายังไม่ค่อยรู้ความมากนัก บางครั้งข้าเองก็ต้องปรามอยู่บ่อยครั้ง” เสวี่ยฉินถอนหายใจทันที พุทธองค์สงบนิ่งเหมือนหินผาสูงชัน และไม่แสดงอารมณ์อื่นใดออกมา การจับพิรุธของพุทธองค์หลี่จิ้งหยางนั้นยากเย็นยิ่งกว่างมเข็ม
แต่เสวี่ยฉินจะไม่มีทางยอมแพ้หรอก อย่างไรความลับของพุทธองค์นั้นเขาต้องได้รู้
เ้าสำนักเทียนฉีขอตัวออกไปสูดอากาศ ปล่อยให้ผู้เป็บิดาสนทนายื้อเวลากับสมณะต่อไป ตัวเขานั้นอยากพบเจอคนผู้นั้นอีกรอบ คราวนี้เขาจะจับให้อยู่หมัดจนดิ้นไม่หลุดกันเลยทีเดียว ดูเหมือนว่า์จะรับฟังสิ่งที่เขาคิด เมื่อเยว่ชิงนั้นเดินผ่านมาทางที่เขายืนอยู่พอดี
“เ้า!”
“โอ้...เ้าสำนักเทียนฉี เสวี่ยฉิน มายืนรอพบข้าอยู่หรืออย่างไร?”
แปลกไปจากวันก่อนมาก เยว่ชิงยกยิ้มหวานส่งกลับมาพร้อมกับเลิกคิ้วสูงรอฟังคำตอบ
“ไม่เกรงว่าข้าจะรู้ตัวตนเ้าแล้วรึ!?”
“เกรงสิ่งใด? ข้าเองก็ไม่ใช่คนชั่วช้าที่ทำเื่ผิดบาปนี่” เยว่ชิงตอบกลับยิ้มๆ
“ยังกล้าเรียกว่าไม่ผิดบาป ทั้งตัวเ้าล้วนมีแต่มนต์ดำ สกปรกโสมมไม่ต่างจากถังขยะ” เสวี่ยฉินนั้นสรรหาคำพูดได้น่าเ็ปนัก ทว่าเยว่ชิงนี้ยอมรับทุกสิ่งอยู่แล้ว เขามันสกปรกโสมมจริงและเป็คนผิดบาปอย่างที่เสวี่ยฉินว่า
“ท่าทางท่านจะอารมณ์ไม่ดีสินะ เจอหน้ากันก็สรรหาคำด่าข้าเสียแล้ว”
“เ้าเป็ใครกันแน่!”
เสวี่ยฉินจับไหล่ทั้งสองของเยว่ชิง และบีบมันแน่นเพื่อเค้นหาคำตอบที่คาใจ กายิญญานั้นไม่รู้สึกเ็ปกับััของเสวี่ยฉิน เยว่ชิงยังคงนิ่งเฉยพลางมองใบหน้าที่ดูดีของอีกฝ่าย
“ท่านชอบข้าใช่ไหม?”
“บ้าไปแล้วหรือ!”
“เจอข้าทีไรท่านก็เก็บความรู้สึกไม่อยู่ ต้องััร่างกายข้าทุกครั้ง” เยว่ชิงพูดออกมาหน้าตาเฉย เสวี่ยฉินปล่อยเยว่ชิงเป็อิสระทันที เขามองหน้าจิ้มลิ้มอย่างคาดโทษ
“ประสาท!!”
“เช่นนั้นจะมาตามตอแยกันทำไมเล่า ท่านก็รูปโฉมพอใช้ได้แต่ไม่ใช่อย่างที่ข้าชอบหรอก”
รอยยิ้มของเยว่ชิงนั้นงดงามราวกับบุปผายามเช้า เสวี่ยฉินเพ่งมองอย่างพิจารณาก่อนจะเบนสายตามองไปทางอื่น เมื่อครู่เขาต้องบ้าไปแล้วแน่เลยที่ฟังคำพูดเพ้อเจ้อของอีกฝ่าย
“เ้ามันบ้าจริงด้วย!”
“นี่เสวี่ยฉิน” เยว่ชิงเกาะแขนของเขาอย่างถือวิสาสะ “ท่านมาที่นี่บ่อยจนข้าอดคิดไม่ได้”
“คิด? คิดอะไร?”
ท่าทางเย้ายวนพวกนั้นมันช่างน่าขัดหูขัดตา เสวี่ยฉินขืนตัวออกจากการเกาะกุม แต่เยว่ชิงกลับเกาะติดเหนียวเป็ตุ๊กแก ริมฝีปากชมพูระเรื่อยยกยิ้มอย่างชอบใจกับท่าทางของเสวี่ยฉิน
“ท่านมีคนรักหรือยัง?”
“เกี่ยวอันใดกับเ้า! ปล่อยข้า!”
“หากไม่ชอบข้าก็อย่ามาให้ความหวังกันสิ ข้าน่ะยิ่งอ่อนไหวอยู่ด้วย” เมื่อเห็นว่าเสวี่ยฉินไปไม่เป็ เยว่ชิงก็ยิ่งชอบใจมากขึ้น นับว่าการละครของเขาดีถึงขั้นทำให้เสวี่ยฉินสับสน
ทว่าครู่เดียวเสวี่ยฉินก็แปรเปลี่ยนราวกับรู้ทัน เขาคว้าตัวของเยว่ชิงมาอยู่ในอ้อมแขนของตน เชยคางขึ้นมาเพ่งมองดวงตาคู่งามนั้นอย่างใกล้ชิด เห็นความตระหนกตื่นใที่ซ่อนไม่มิด แผนลูกไม้อย่างพวกที่มีมนต์ดำนั้นตื้นเขินและสกปรกตามคาด
“ใอะไร? หากข้าชอบเ้าแล้วจะพอใจงั้นหรือ?”
“ป...ปล่อยก่อน”
ปลายนิ้วของเสวี่ยฉินลูบไล้ไปบนริมฝีปากชมพูระเรื่อที่สั่นระริก ดวงตาสีชาเบิกกว้างขึ้นมา และพยายามขืนตัวออกจากกาวงแขนของเสวี่ยฉิน
“มนต์ดำของเ้าสกปรก การกระทำของเ้าก็สกปรกไม่ต่างเลยสักนิด”
“...”
“อย่าคิดใช้ลูกไม้กระจอกกับข้า! เ้าไม่รู้หรือว่ากำลังเล่นอยู่กับอะไร? อยากยั่วยวนบุรุษเช่นข้านั้นคงต้องไปฝึกมาใหม่ ท่าทางเงอะงะอย่างกับเด็กอมมือเช่นนี้...”
“หึหึ! มัดปลายเท้าของข้าไม่อยู่ด้วยซ้ำ”
เสวี่ยฉินปล่อยเยว่ชิงให้เป็อิสระ และหันหลังเดินออกไปในทันที ยอมรับว่าเยว่ชิงหน้าตาจิ้มลิ้มน่าเอ็นดูไม่น้อย หากไม่มีมนต์ดำนั่นก็อาจจะน่าสนใจอยู่บ้าง โดยไม่ทันได้มองว่ามีสายตาเย็นเยือกคู่หนึ่ง ที่มองการกระทำของทั้งคู่มาั้แ่ต้น
“เ้าโง่เอ้ย! ใครสนกันเล่าว่าข้าจะมัดปลายเท้าเ้าได้หรือไม่!”
เยว่ชิงบ่นออกมาทันทีที่เสวี่ยฉินเดินไปแล้ว ยกมือขึ้นมาเช็ดริมฝีปากของตนเองทันที นิ้วมือของเสวี่ยฉินหยาบกร้านจากการฝึกวรยุทธ์ เขานึกก่นด่าเสวี่ยฉินอยู่ในใจไปแล้วร้อยกว่าประโยค
“เยว่ชิง”
“...”
“เหตุใดจึงมาอยู่ตรงนี้ อาตมาบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ควรยุ่งกับเื่ยุทธภพ”
เสียงนั้นค่อนข้างเ็าเหมือนพายุหิมะ เยว่ชิงหันกลับไปก็พบพุทธองค์ยืนอยู่ด้วยสีหน้าที่ยากคาดเดาทางอารมณ์
“ท่านไม่ได้อยู่คุยกับเสวี่ยซางหรืออย่างไร?”
“เยว่ชิงไม่ควรใกล้ชิดสนิทสนมกับคนในยุทธภพ โดยเฉพาะกับเสวี่ยฉิน”
“หา?”
พุทธองค์หลี่จิ้งหยางเดินตรงมาหยุดอยู่ตรงหน้า ในมือถือผ้าสีขาวผืนบางเอาไว้ ก่อนจะยกมันซับลงบนริมฝีปากอมชมพูอย่างเบามือ เยว่ชิงต้องเบิกตาใอีกรอบกับการกระทำนี้ พลางเลือนหน้าหนีไม่ยินยอม
“เยว่ชิงอยู่นิ่งๆ”
“ทะทำอะไรของท่าน! นี่อย่ามายุ่งกับปากของข้าน้อยนะ”
“อาตมายุ่งไม่ได้แล้วใครยุ่งได้ เสวี่ยฉินอย่างนั้นรึ” คำถามของพุทธองค์ทำเยว่ชิงอ้าปากค้าง นี่พุทธองค์คงไม่ได้บำเพ็ญเพียรจนสมองผิดแปลกไปหรอกใช่ไหม
“ทำไม? ข้าน้อยอยากให้เสวี่ยฉินยุ่งหรือไม่ก็ไม่เห็นเกี่ยวกับพุทธองค์”
“ไป๋เยว่ชิง”
“พุทธองค์ไม่เคยสนว่าข้าน้อยจะเป็เช่นไร มาตอนนี้ผีความกรุณาสิงสู่ท่านรึ?” เยว่ชิงเอ่ยถามออกไปแกมประชด
“อืม”
“...”
“ผีท่าจะสิงอาตมาจริงอย่างที่เยว่ชิงว่า”
กล่าวจบเพียงเท่านั้นก็เดินจากไป เยว่ชิงตบหน้าตนเองให้รู้ว่าเมื่อครู่ที่ได้ยินไม่ผิดเพี้ยน พุทธองค์หลี่จิ้งหยางเมาธูปมาหรืออย่างไร หรืออ่านตำรามากจนสมองเกิดความสับสน นักบวชที่สงวนท่าทีนิ่งสงบมาโดยตลอด แม้แต่ตอนที่เขาสิ้นใจก็ยังไม่พูดจาออกมาสักคำ
เพียงแค่เสวี่ยฉินจับริมฝีปากเขาชั่วขณะ กลับเปลี่ยนพุทธองค์ให้กลายเป็เช่นนี้ได้
ไป๋เยว่ชิงส่ายหน้าของตนเองไปมา พลันก็รู้สึกว่ามีใครบางคนผ่านหลังของเขาไป เมื่อหันกลับก็ไม่พบผู้ใดสักคน จุดประสงค์ของสองพ่อลูกแน่นอนว่าต้องเป็เื่เคล็ดวิชา เยว่ชิงเดินเลยไปแถวห้องเก็บตำราของพุทธองค์ พบหลงเย่าที่กำลังสอดส่องตามช่องประตู ราวกับว่ากำลังหาอะไรสักอย่างอยู่
“ทำสิ่งใดอยู่รึ! ศิษย์สำนักเทียนฉี”
“...” หลงเย่าไม่ได้ตอบอะไร เขาถอยห่างออกจากประตูห้องตำราทันที ท่าทางนิ่งเฉยนั้นทำราวกับว่าไม่ได้มีแผนหรือเจตนาอื่นใด
เยว่ชิงกระตุกยิ้มเมื่ออีกฝ่ายตีมึน สำนักเทียนฉีนั้นคงไม่ยอมรามือจนกว่าจะได้สิ่งที่้า
สดับเพียรหมื่นภพชาติ