หลิวเต๋อหมินกล่าวอย่างลำบากใจ "ข้างนอกเองก็อันตรายไม่แพ้กัน ช่วงเวลาที่พ่อต้องไปคุยธุระเจ้าจำเป็นต้องอยู่คนเดียว แม้จะมีคนคอยปกป้องแต่ก็อาจเกิดเรื่องได้เสมอ"เช่นนั้นแล้วให้เขาอยู่ที่นี่ไปเลยจะไม่ดีกว่าหรือ ยังไงก็คงปลอดภัยมากกว่าข้างนอกหลายเท่าอยู่แล้ว อย่างน้อยธาราโลหิตก็มีแต่คนของพรรควังโลหิต แม้บางคนจะดูไม่น่าไว้ใจหรือไม่เคยพบเห็น แต่ก็อันตรายน้อยกว่าข้างนอกนั่นนัก อีกอย่างเขาไม่ใช่พวกขี้สงสัยจนพาตัวเองเข้าไปหาเรื่องเดือดร้อนเสียหน่อยดูเหมือนว่าบิดาจะอ่านสีหน้าเขาออก จึงชี้แจงถึงเหตุผล"ใกล้จะถึงวันเกิดเจ้าแล้ว เอาไว้หลังเสร็จงานจะพาไปเที่ยว ถ้าอยากได้อะไรก็บอกพ่อมาเลย"หลิวชิ่งคลายความสงสัยเมื่อได้ฟัง เข้าใจแล้วว่าเพราะเหตุใดจึงพาเขาไปด้วย ที่แท้ก็เพราะใกล้ถึงวันเกิดของตนแล้วนี่เอง อันที่จริงปีนี้เขาลืมไปแล้วด้วยซ้ำเพราะเกิดเรื่องเสียก่อน ปกติแล้วไม่ว่าจะเป็นวันเกิดของตนหรือหลิวอิ่น ทุกครั้งพวกเขาจะนั่งทานข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ปีนี้คงทำไม่ได้"ท่านพ่อ...อีกนานแค่ไหนกว่าท่านพี่จะหายดี"หลิวเต๋อหมินถอนหายใจ "พ่อรู้ว่าเจ้าอยากจะให้หลิวอิ่นกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ก็ยากที่จะรักษานัก บางทีอาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าเขาจะเลิกกลัว""ไม่มีวิธีรักษาที่ง่ายกว่านั้นหรือ"ในโลกที่มีการใช้วิชามารเพื่อการปลุกศพ เปลี่ยนร่างใหม่ หรือหนังมนุษย์ไร้วิญญาณเดินได้เป็นเรื่องปกติ การจะรักษาให้หลิวอิ่นกลับมาเป็นเหมือนเดิมโดยเร็วก็น่าจะทำได้มิใช่หรือ"ก็มีทางอยู่"หลิวชิ่งขมวดคิ้ว "แล้วเหตุใด...""โอกาสที่ทำไปแล้วไม่สำเร็จมีมากกว่า เชื่อเถอะว่าถ้าทำได้พ่อก็ทำไปแล้ว"เด็กน้อยก้มหน้าลงอย่างรู้สึกเสียดาย ในเมื่อบิดาที่มากความสามารถยังกล่าวเช่นนั้นเขาเองก็คงมิอาจมีสิ่งใดไปแย้ง ได้แต่หวังว่าหลิวอิ่นจะสามารถลบความหวาดกลัวและกลับมาร่าเริงโดยเร็ว"อย่าคิดมากไปเลยอาชิ่ง พ่อจะพยายามหาวิธีอื่นมารักษาพี่เจ้าเอง"หลิวชิ่งพยักหน้า เขาหวังว่าหลิวเต๋อหมินจะสามารถหาวิธีช่วยเด็กคนนั้นได้โดยเร็ว ครอบครัวจะได้กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง
หลังจากผ่านไปหนึ่งอาทิตย์ ประมุขพรรควังโลหิตและบุตรชายคนเล็กก็ได้เดินทางออกไปยังเมืองหนานชาง พ่วงด้วยคนติดตามอีกประมาณสามคนเพื่อดูแลหลิวชิ่งยามที่หลิวเต๋อหมินออกไปทำธุระพวกเขาเดินทางกันด้วยรถม้า แต่งตัวคล้ายชาวบ้านธรรมดา ป้ายหยกสกุลถูกถอดออก ระหว่างทางบิดาก็ชี้ให้ดูนั่นนี่ สอนในสิ่งที่เขาไม่เคยเห็น มีพบเห็นกับเซียนบางกลุ่มที่กำลังให้ความช่วยเหลือชาวบ้านเกี่ยวกับปีศาจและภูตผีที่ออกอาละวาด บ้างก็เจอกลุ่มเซียนที่กำลังเหินกระบี่อยู่บนฟ้าใช้เวลาวันครึ่งถึงจะเข้าเขตเมืองหนานชาง ระหว่างทางที่รถม้าวิ่งมองเห็นทะเลสาบขนาดใหญ่ ต้นไม้สองข้างทางผลิดอกส่งกลิ่นหอมจางลอยมาตามลม ด้านหน้ามีบ้านเรือนและร้านรวงตั้งเรียงราย ผู้คนเดินขวักไขว่สวนกันไปมา เสียงจอกแจกจอแจพูดคุยฟังไม่ได้ศัพท์จนเมื่อถึงที่หมายทั้งคู่จึงก้าวลงจากรถม้า เด็กน้อยหันมองรอบ ๆ อย่างสำรวจ ที่นี่ให้ความรู้สึกวุ่นวายด้วยชาวบ้านและผู้คนต่างเมือง"พวกเจ้าล่วงหน้าไปจองที่พักและจัดข้าวของให้แก่บุตรข้าก่อน" หลิวเต๋อหมินหันไปสั่งบุรุษที่ติดตาม พวกเขาโค้งกายรับคำสั่งแล้วแยกย้ายกันไปคนละทางหลิวชิ่งมองตามอย่างนึกสงสัยว่าเหตุใดจึงให้คนเหล่านั้นไปหาที่พักให้ก่อน ไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายมีธุระหรอกรึ? หรือยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องไป?หลิวเต๋อหมินหันกลับมา พลางก้มตัวลงเพื่ออุ้มเขาและพาเดินไปอีกทาง"เราจะไปไหนกันเหรอ""พ่อจะพาเจ้าชมรอบเมืองก่อน จะได้รู้ว่าที่ไหนควรไปหรือไม่ควรไป"หลิวเต๋อหมินพาบุตรชายเดินรอบเมือง ทั้งเขตตลาด บ้านเรือน ตรอกซอยที่ไร้ซึ่งคนเดินผ่าน สถานที่รวมซึ่งแหล่งอบายมุข ทั้งบอกเขาว่ากลุ่มคนที่แต่งตัวดูหรูหราต่างจากคนทั่วไปมาจากสกุลใด เป็นที่รู้จักในวงกว้างแค่ไหน มีชื่อเสียงหรือไม่มีชื่อเสียง ด้วยเพราะบิดาสูงมากจึงทำให้หลิวชิ่งมองเห็นโดยรอบ ไม่ต้องเสียแรงยืดตัวเพื่อชะโงกซ้ำ"ทำไมที่นี่คนถึงได้เยอะเช่นนี้"หลิวชิ่งบ่นออกมา ถ้าหากให้เขาเดินเองคงมีโอกาสล้มและถูกเหยียบทันที แค่บิดาอุ้มเขายังรู้สึกถึงแรงเบียดชนรอบกายตลอดเวลา"ที่หนานชางถูกขนาบด้วยพรรคเซียนขนาดใหญ่สองแห่ง ทั้งยังเป็นทางผ่านไปวังหลวง ดังนั้นอาจพบเจอคนมากหน้าหลายตาเดินผ่านไปมาได้ตลอดเวลา ยังดีที่เจ้ามิได้ฝึกวิชามาร จึงรวมกลุ่มแฝงตัวกับชาวบ้านธรรมดาโดยไม่มีใครสงสัย"หลิวชิ่งกล่าวถาม "งั้นคนที่ท่านพ่อพามาดูแลข้าล่ะ ถ้ามีเซียนพบเห็นพวกเขาจะไม่รู้ตัวหรือ""ต้าจูกับเป่าซิงหั่วจะดูแลเจ้าอยู่ห่าง ๆ ดังนั้นอย่าเข้าไปในที่ที่พวกเขามิอาจตามเข้าไปได้"อย่าว่าแต่ให้เข้าไปในที่แบบนั้นเลย แค่ให้เขามาเดินกลางตลาดแบบนี้ก็พากันพลัดหลงได้แล้ว"ข้าควรระวังอะไรเป็นพิเศษไหม"หลิวเต๋อหมินเงียบไปอย่างนึกคิดครู่หนึ่ง "พระอาทิตย์ตกให้รีบกลับห้อง อย่าออกมาเดินเพ่นพ่าน อย่าเผลอไปบอกใครว่าเจ้าชื่อแซ่อะไรมาจากไหน ถ้ามีเซียนรู้ว่าเจ้ามาจากวังโลหิตอาจถูกจับตัวไปได้ หากเจอก็เดินเลี่ยงออกมาเสีย"ข้อห้ามเยอะ แต่ก็ดูปลอดภัยต่อชีวิตเขาดี"หลิวชิ่งทราบแล้ว"ครึ่งค่อนวันที่บิดาอุ้มเขาตะลอนไปทั่วเมืองอย่างมิหยุดพัก จนหลิวชิ่งรู้สึกเมื่อยล้าที่แขนแทน แม้หลิวเต๋อหมินจะฝึกวิชาจนไม่รู้สึกถึงน้ำหนักตัวเขาก็ตาม แต่คนที่ลำบากคือตนที่มิอาจขยับตัวเปลี่ยนท่าทางได้ต่างหาก"ท่านพ่อ แถวนี้คนบางตามากแล้ว ปล่อยให้ข้าเดินเองเถอะ"เมื่อทนต่อไปไม่ไหวเด็กน้อยจึงเอ่ยปากขึ้น ตั้งแต่เอวจนถึงช่วงล่างของเขาทั้งปวดทั้งชา เมื่อเท้าลงมาเหยียบกับพื้นรู้สึกเหมือนตัวเบาหวิวขึ้นเป็นกอง"นี่ก็วนรอบเมืองแล้ว อยากกินอะไรก่อนกลับโรงเตี๊ยมไหม"หลิวชิ่งส่ายหน้าปฏิเสธ แถวนี้มีแต่พวกขนมของกินเล่น กลับไปกินข้าวที่โรงเตี๊ยมดีกว่าหลิวเต๋อหมินจูงมือบุตรชายเดินมาหยุดที่หน้าโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง พร้อมกับบุรุษอีกสามคนยืนรอพวกเขาอยู่ด้านหน้าก่อนแล้วประมุขพรรคมารหยุดเดินไม่คิดจะเข้าไปด้านใน พลางก้มลงไปคุยกับบุตรชายหัวแก้วหัวแหวน "พ่อจะให้เจ้าพักที่นี่ ถ้าอยากไปไหนหรือกินอะไรก็บอกต้าจูกับเป่าซิงหั่วได้เสมอ"หลิวชิ่งพยักหน้า "เข้าใจแล้วขอรับ""หากมีโอกาสไว้พ่อจะกลับมาหาเจ้าเป็นระยะ"บิดาเอื้อมมือมาลูบศีรษะเขาเพียงครู่ก่อนจะผละออก พร้อมกับบุรุษหนึ่งในสามที่ตามมาด้วยก็เดินไปกับหลิวเต๋อหมิน หลิวชิ่งยืนมองประมุขวังโลหิตเร้นกายหายลับก่อนจะเดินตามหลังต้าจูและเป่าซิงหั่วเข้าไปในโรงเตี๊ยมทั้งคู่พาเขาไปยังห้องพัก หลิวชิ่งก้าวเข้าไปในห้องอย่างสำรวจ ข้าวของทุกอย่างถูกจัดวางอย่างเรียบร้อยหมดแล้ว สมกับเป็นที่พักราคาแพง ห้องกว้างขวางสะอาดสะอ้าน คัดกรองคนเดินทางที่เข้าพักที่นี่ได้ดีในระดับหนึ่ง"คุณชายหลิว ต้าจูกับข้าอาจจะรับใช้ท่านอย่างใกล้ชิดไม่ได้ แต่หากต้องการสิ่งใดขอเพียงแค่เรียกชื่อพวกข้า""เข้าใจแล้ว ขอบคุณพวกเจ้ามาก"หลิวชิ่งพยักหน้าให้กับทั้งคู่ ต้าจูและเป่าซิงหั่วโค้งกายให้เขาก่อนจะเดินออกจากห้องไปปล่อยให้ตนได้พักผ่อน
หลิวชิ่งอยู่ที่หนานชางอย่างโดดเดี่ยวจนย่างเข้าสู่วันที่ห้า แม้จะมีต้าจูกับเป่าซิงหั่วคอยดูแลแต่ก็เหมือนไม่มี เพราะไม่ว่าเขาจะเดินออกไปไหนพวกเขาจะไม่เข้ามาใกล้ การเดินเที่ยวหรือกินข้าวคนเดียวบางครั้งมันก็เงียบเหงาเกินไป บิดาหรือก็ไม่กลับมาเลย แต่ก็ไม่น่าจะต้องเป็นห่วงเพราะไม่เช่นนั้นต้าจูและเป่าซิงหั่วคงรีบพาเขากลับวังโลหิตหากมีเรื่องอันใดเกิดขึ้นเขาเดินเตะก้อนหินเลียบริมฝั่งแม่น้ำเล่น พลางมองเรือที่แล่นผ่านไปมาแต่ละลำอย่างเหนื่อยหน่ายใจ"นี่ เจ้าได้ยินข่าวจากวังหลวงหรือยัง""เรื่องอะไร"หลิวชิ่งหันไปมองชายหญิงคู่หนึ่งที่เดินผ่านมาพร้อมกับคุยกันเสียเสียงดัง เขาไม่ได้สนใจแต่พอได้ยินก็อดแอบฟังไม่ได้ หรือต่อให้ไม่แอบฟังก็ได้ยินเต็มสองรูหูอยู่ดี"ก็เรื่องที่พระชายาของฮ่องเต้เพิ่งคลอดองค์ชายสามอย่างไร ข้าว่ารัชทายาทต้องเป็นคนนี้แน่นอน"ชายอีกคนกล่าวแย้ง "ทำไมเจ้าคิดงั้น ถึงฮ่องเต้จะยังไม่ได้แต่งตั้งรัชทายาทแต่ยังไงก็ควรเป็นองค์ชายใหญ่อยู่แล้วไม่ไช่รึ"อีกคนทำเสียขึ้นจมูกมองอย่างเหยียดหยาม "เจ้านี่มันสมองหมูจริง ๆ "ทั้งคู่เดินห่างออกจากเขาไปไกลแล้วจึงไม่ได้ยินเสียงพูดอีก หลิวชิ่งเองก็มิคิดใส่ใจพลางเดินไปข้างหน้าต่อ จนมาถึงสะพานที่ใช้ข้ามไปอีกฝั่ง หนานชางเป็นเมืองที่ถูกคั่นแบ่งออกเป็นสองฝั่งด้วยแม่น้ำสายเล็ก ไม่ลึกไม่ตื้นจนเกินไปพอให้เรือเล็กสัญจรได้เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า คาดว่านี่ก็ถึงยามอู่แล้ว หลิวชิ่งรู้สึกว่าตนเองหิวข้าวพอสมควร ทั้งตอนนี้ตะวันก็สาดแสงเสียจนร้อนมาก เขาควรหาสถานที่นั่งพักเสียก่อนจะดีกว่าหลิวชิ่งหันหลังกลับเตรียมข้ามสะพานไปยังโรงน้ำชาที่อยู่อีกฝั่ง ทว่าชั่วขณะหนึ่งก็มีลมพัดมาพร้อมกับความรู้สึกแสบที่ตา ดูเหมือนว่าเมื่อครู่ลมพัดเศษฝุ่นมาใส่ตน หลิวชิ่งหลับตาปี๋พลางยกมือขึ้นขยี้เปลือกตาเบา ๆ ใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะไล่เศษฝุ่นออกไปได้ ดวงตากระพริบถี่ปริ่มไปด้วยน้ำสีใส เขาใช้นิ้วเกลี่ยเช็ดออกพลางเงยหน้าขึ้น แต่กลับสบตากับใครบางคนเข้าเสียก่อนห่างจากตรงที่เขายืนอยู่สองจั้ง มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งมองมาทางหลิวชิ่ง อีกฝ่ายใส่ชุดสีครามปักลวดลายพยัคฆ์สีขาวดูน่าเกรงขาม เป็นเด็กหนุ่มที่มีใบหน้ารูปงามราวกับแกะสลักด้วยจิตรกรฝีมือดี ริมฝีปากได้รูปประดับด้วยรอยยิ้มบางชวนมอง ยามขยับตัวก็ดูสง่างามสูงส่งทว่าก็ไม่เย่อหยิ่งยโส หากโตขึ้นคงเป็นที่ชื่นชอบของสตรีและเป็นที่น่าเอ็นดูของผู้อาวุโส แต่สิ่งที่ทำให้หลิวชิ่งชะงักลืมตัวจ้องมองอยู่นานคือดวงตาสีมรกตฉายแววอบอุ่น ยามสะท้อนกับดวงอาทิตย์ช่างใสแวววาวราวกับอัญมณีบนหุบเขาลึก แวบหนึ่งเหมือนกับว่าตัวเขาเคยเห็นแววตาคู่นี้มาก่อน เพียงแต่ก็เป็นแค่ความรู้สึกชั่วขณะเท่านั้นและเพราะลืมตัวเอาแต่จ้องมองอยู่แบบนั้นจนไม่ทันได้สังเกตว่าว่าอีกฝ่ายเดินมาอยู่ตรงหน้าเขาเสียแล้ว"เจ้าร้องไห้ทำไม หลงทางหรือ"เสียงทุ้มนุ่มกล่าวถามคล้ายเป็นห่วง หลิวชิ่งไม่ตอบคำถามมั่วซั่วและมองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างเงียบ ๆ แทน เพิ่งสังเกตว่าใต้หางตาข้างขวาของอีกฝ่ายมีไฝจุดเล็กประดับ ดูมีเสน่ห์รับกับใบหน้าอันหล่อเหลานุ่มนวล ซึ่งหลิวชิ่งคาดเดาว่าคนผู้นี้น่าจะอายุประมาณสิบห้าหรือสิบหกปี ทั้งยังสูงกว่าหลิวอิ่นเป็นเท่าตัวแต่สิ่งที่ทำให้หลิวชิ่งขมวดคิ้วอย่างไม่เข้าใจคือการที่อีกฝ่ายบอกว่าเขากำลังร้องไห้ เหตุใดคนตรงหน้าจึงคิดเช่นนั้น? หรือเพราะเข้าใจผิดคิดว่าการที่ฝุ่นปลิวเข้าตาจนเขายกมือขึ้นมาขยี้คือการเช็ดน้ำตาอย่างนั้นหรือเด็กหนุ่มย่อกายลงมาพลางกล่าวถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "พ่อแม่เจ้าไปไหนหรือ"แม้จะรู้สึกประหลาดยามสบตากัน ทว่าตอนนี้ดูจากท่าทีแล้วอีกฝ่ายคงเข้าใจผิดเต็ม ๆ เขาควรรีบบอกไปเสียว่าตนเองมิได้ร้องไห้เพราะพลัดหลงกับครอบครัว แค่เพราะฝุ่นเจ้ากรรมดันพัดมาพอดีเท่านั้น"ข้า…" แต่อ้าปากพูดได้เพียงคำเดียว สายตาก็เหลือบไปเห็นป้ายห้อยหยกสีขาวใสบริสุทธิ์ตรงเอวของเด็กหนุ่มตรงหน้าเสียก่อน สิ่งที่สลักบนแผ่นป้ายนั้นสลักเป็นรูปพยัคฆ์สองตัวลักษณะท่าทางคล้ายหยินหยาง หลิวชิ่งรู้สึกเหมือนตนเคยได้ยินลักษณะของป้ายหยกเช่นนี้จากบิดามาก่อน เพียงแต่เขาไม่เคยเห็นจึงไม่มั่นใจว่าจะใช่อย่างที่คิดหรือไม่คงต้องถามให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายเป็นใครก่อนจะคุยกัน ไม่อย่างนั้นหากเผลอพูดเรื่องไม่สมควรออกไปเขาจะเป็นฝ่ายแย่เสียเองหลิวชิ่งก้าวถอยหลังออกมาให้ห่างเพื่อรักษาระยะ พลางเอ่ยถามด้วยใบหน้าใสซื่อของเด็กน้อย "พี่ชายเป็นใครกันหรือ? "อีกฝ่ายระบายยิ้มบางก่อนจะแนะนำตัวด้วยท่าทีเป็นมิตรยิ่ง "ข้าหมิงหรง นามรองซิ่นจง แล้วเจ้าล่ะ? "คนตัวเล็กกว่าชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อรู้นามของอีกฝ่าย เป็นอย่างที่คาดไว้ไม่มีผิด เด็กหนุ่มตรงหน้านี้เป็นคนของพรรคธรรมะที่ฝึกปรือวิถีเซียนตรงข้ามกับพวกเขาที่ฝึกวิชามาร แต่นั่นยังไม่น่ากังวลเท่าที่อีกฝ่ายนั้นก็เป็นถึงบุตรหลานของประมุขพรรคพยัคฆ์ขาว หรือจะเรียกว่าว่าที่ประมุขคนต่อไป หนึ่งในสองพรรคเซียนของแคว้นฉู่ที่บิดาเคยเล่าให้ฟังว่าเป็นปรปักษ์กันกับพรรควังโลหิตดันบังเอิญมาเจอตอเข้าเสียแล้ว ตนควรรีบปฏิเสธและเดินหนีไปเลยจะดีไหม หรือจะไหลไปตามน้ำก่อนดี เพราะดูจากอายุอานามอีกฝ่ายก็ยังคงเป็นเด็กหนุ่ม ไม่น่ามีพิษภัยเท่าไหร่ ถึงตนจะพูดอะไรออกไปยังไงอีกฝ่ายก็จับโกหกเขาไม่ทันอยู่ดี"ข้าชื่อจ้าวเฉาเฉิน...มาจากหนานจิง"หลิวชิ่งกล่าวพลางใช้มือเช็ดน้ำตาและแสร้งสูดจมูกทำเหมือนกับว่าตนกำลังร้องไห้จริง ๆ แน่นอนว่ามันได้ผลกับเด็กหนุ่ม หมิงซิ่นจงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้เขาพลางกล่าวปลอบอย่างเต็มที่ หารู้ไม่ว่ามันเป็นเพียงแค่ละครฉากหนึ่งเท่านั้น“เจ้าหลงทางหรือถึงได้มาอยู่ตรงนี้คนเดียว”หมิงซิ่นจงเอ่ยถามเมื่อเห็นว่าเขาหยุดร้องไห้แล้ว หลิวชิ่งทำเพียงแค่ส่ายศีรษะและกล่าวตอบตามประสาเด็กน้อยควรจะทำ“เมื่อครู่ท่านพ่อยังเดินกับข้าอยู่เลย แต่ตอนนี้ข้าหาท่านพ่อไม่เจอ”หมิงซิ่นจงพยักหน้าให้กับเขา ก่อนจะจูงมือพาเขาเดินไปเบื้องหน้าโดยถามรายละเอียดของบิดาจอมปลอมที่หลิวชิ่งกล่าวปดไปเมื่อครู่“บิดาเจ้ามีนามว่าอันใดหรือ ข้าจะได้ช่วยเจ้าตามหาได้”เด็กน้อยจอมเจ้าเล่ห์กรอกตาไปมาครู่หนึ่งถึงจะเอ่ยตอบ “ท่านพ่อข้าชื่อจ้าวหวนเจิง”“แล้วพอจำไม่ไหมว่าเจ้าพักที่ไหน หากหาบิดาเจ้าไม่เจออย่างน้อยข้าก็จะพาเจ้าไปส่งที่พักได้”อีกฝ่ายกล่าวอย่างใจดี แต่เรื่องอันใดเขาจะยอมให้รู้ที่อยู่ของตนเองกันเล่า แค่เดินด้วยกันกับว่าที่ประมุขเซียนแบบนี้ทั้งต้าจูและเป่าซิงหั่วคงร้อนรนกันแทบแย่แล้ว ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายก็เป็นแค่เด็กเหมือนกันเขาเองก็ไม่เข้ามายุ่งหรือโกหกอะไรแบบนี้เพื่อความสนุกหรอกหลิวชิ่งทำท่านึกอยู่นานสองนาน ก่อนจะกางมือออกทำท่าประกอบคำพูด “ข้าพักที่ที่มีต้นไม้ใหญ่ ๆ หน้าโรงเตี๊ยม”หมิงซิ่นจงมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก เจ้าตัวดูลำบากใจไม่น้อยที่ได้คำตอบไร้ประโยชน์เช่นนี้ แต่นั่นก็ทำให้เด็กน้อยลอบยิ้มมุมปาก“นั่นไม่ได้ช่วยให้ข้ารู้เรื่องขึ้นเลยนะ เจ้าจำชื่อโรงเตี๊ยมไม่ได้หรือ?”หลิวชิ่งส่ายหน้าปฏิเสธอย่างคนไม่รู้ อีกฝ่ายก็ได้แต่เพียงถอนหายใจอย่างหมดหนทาง บุตรของประมุขมารเองก็รู้สึกแปลกใจที่เด็กหนุ่มคนนี้ทุ่มเทช่วยคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักเช่นเขา ทั้งที่แถวนี้เด็กเร่ร่อนที่หลอกเอาเงินก็มีตั้งเยอะแยะไป“แล้วนี่เจ้าได้กินอะไรหรือยัง เดินกลางแดดโดยที่ท้องยังว่างแบบนี้ประเดี๋ยวก็ได้หมดแรงเสียก่อน”หลิวชิ่งยกมือลูบท้องไปมา เขาลืมไปเลยว่าก่อนหน้านี้ตนเองก็กำลังจะไปหาอะไรกิน เพียงแต่ตอนนี้เงินทั้งหมดอยู่ที่ต้าจูน่ะสิ ถ้าจะกินคงต้องให้คนที่กำลังจูงมือเขาตอนนี้จ่ายแทนเสียแล้ว เว้นแต่ว่าหมิงซิ่นจงคนนี้จะตระหนี่หรือไม่มีเงินติดตัวเช่นกัน แบบนั้นคงต้องเลิกแสดงละครกลางทางเสียบัดเดี๋ยวนี้“ยังเลย แต่ข้าไม่มีเงินติดตัว คงซื้ออะไรไม่ได้” หลิวชิ่งตีหน้าเศร้าหมิงซิ่นจงก้มหน้าลงมายิ้มให้เด็กน้อยที่เดินอยู่ข้าง ๆ “ไม่เป็นไร เจ้าอยากกินอะไรก็สั่งเถิด เดี๋ยวข้าจ่ายให้เอง”“จริง ๆ นะ” เขาถามย้ำให้แน่ใจว่าได้ยินไม่ผิดเด็กหนุ่มพยักหน้า “แน่นอน เอาสิ เจ้าอยากกินอะไรก็นำข้าไปได้เลย”เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลิวชิ่งก็ระบายยิ้มกว้าง ก่อนจะเป็นฝ่ายเดินนำและจูงมือพาหมิงซิ่นจงเข้าไปในร้านที่ดูดีที่สุดในระแวกนั้น ซึ่งแน่นอนว่าราคาก็เรียกได้ว่าอาจขูดเลือดขูดเนื้อพอสมควร แต่เจ้าตัวเป็นคนกล่าวให้เขาเลือกเองอีกทั้งค่าอาหารมื้อเดียวคงไม่สะเทือนกระเป๋าเงินว่าที่ประมุขเซียนนักหรอก“เมื่อวานท่านพ่อพาข้ามากินข้าวที่นี่ล่ะ อาหารอร่อยมากเลย!” เขากล่าวจริงครึ่งเท็จครึ่ง หลิวชิ่งเคยเข้ามากินข้าวที่นี่ก็จริงแต่เขาก็มาเพียงแค่คนเดียวเท่านั้นเสี่ยวเอ้อพาพวกเขาทั้งคู่ไปที่โต๊ะ หมิงซิ่นจงเป็นฝ่ายสั่งกับข้าวก่อน“เอาไก่ผัดถั่วลิสงแล้วก็ข้าวสองชาม” กล่าวกับเสี่ยวเอ้อจบก็หันไปถามเด็กน้อยที่นั่งร่วมโต๊ะ “เจ้าล่ะ เอาอะไรดี"