เฉิงอิ้นตอบทันที
"เรียนคุณหนูก่อนหน้านั้นจางหรงได้วางแผนเปิดเผยเรื่องที่ตนตั้งครรภ์จึงแอบโยกย้ายสาวใช้ในเรือนใหญ่..." เฉิงอิ้นยังเล่าว่าจางหรงไม่ได้ย้ายแค่สาวใช้ข้างกายจิวซื่อ แต่รวมถึงคนจากสำนักคุ้มภัยหนานเหรินที่หลินหลานหรูส่งคุ้มกันจิวซื่อด้วย เมื่อเรื่องเด็กในท้องเปิดเผยได้สำเร็จจางหรงยังขู่จะฆ่าตัวตายเพื่อเรียกร้องตำแหน่งอนุภรรยาจากหลินหานฉี จิวซื่อไม่พอใจสั่งให้บ่าวรับใช้ลากนางออกไปโบย
ทว่ายังจะมีใครทำตามคำสั่งจิวซื่ออยู่อีกนอกจากท่าทางลังเลแล้ว ผู้ใดจะกล้าจับจางหรงโบย เรื่องนี้หลินหานฉีเพิกเฉยแต่ต้นไม่ใช่แค่ไม่เอ่ยห้าม ยังเดินออกจากเรือนไปอย่างไม่ใส่ใจ ใครจะตีจะโบยกันก็ช่างขอเพียงไม่ทำให้เขาอับอายขายหน้าเป็นพอ
การกระทำนี้ของหลินหานฉีทำให้จิวซื่อได้ใจใหญ่จะโบยจางหรงให้เด็กในท้องตายให้ได้ คิดแต่ว่าหากเด็กคนนี้เกิดเป็นเด็กหญิงขึ้นมาหลินหลานหรูจะต้องลำบากเป็นแน่แท้ จางหรงเองก็ไม่ยอม ทั้งห้องจึงเกิดความโกลาหลขึ้นมาไม่คิดว่ามือสังหารจะเป็นหนึ่งในสาวใช้ที่จางหรงสับเปลี่ยนพริบตาเดียวมีดก็ปักกลางอกจิวซื่อแล้ว ผู้ใดลงมือต่างไม่มีใครมองเห็น
หากไม่เพราะจิวซื่อตายด้วยพิษในทันทีคงคิดไปว่าเป็นฝีมือจางหรง
"คุณหนูจะให้ข้ากำจัดจางหรงเลยหรือไม่ขอรับ"
หลินหลานหรูนั่งฟังเฉิงอิ้นอยู่บนแท่นยกสูงที่ใช้วางหีบศพส่วนเฉิงอิ้นเขายกตั่งไม้เล็กๆ มานั่งด้านข้างซึ่งเวลานี้อีกแค่สองชั่วยามฟ้าก็จะสว่างแล้ว ทั้งห้องจึงมีกันอยู่แค่สองคน
"ข้าย่อมไม่ปล่อยหญิงแพศยานางนี้ไว้"จะกี่ชาติกี่ยุคสมัยก็ยังวนอยู่ด้วยเรื่องภรรยาเอกกับอนุเป็นความโง่เขลาของคนหรือลุ่มหลงจนโงหัวไม่ขึ้น เห็นทีคงหนีไม่พ้นเรื่องความโลภอยากจะได้ไม่มีที่สิ้นสุด "เจ้ายังไม่ต้องรีบ รอให้เด็กคลอดก่อนเมื่อถึงเวลานั้นคงไม่ต้องให้ข้าลงมือ"
นิสัยการกินของจางหรงไม่เหมือนใครนางเพียงส่งของดีๆ ล่อหน่อย ต่อให้ท่านหมอย้ำเตือนเรื่องการกินเอาไว้เมื่ออีกฝ่ายอยากกินจนทนไม่ไหวขึ้นมา ย่อมไม่คำนึงถึงผลเสียที่อาจตามมาพอถึงเวลาคลอดขึ้นมาจริงๆ แล้วเลือดไม่หยุดไหล นางเองก็ขี้เกียจช่วย...
พิธีศพของจิวซื่อจัดเพียงวันเดียวก็นำออกไปฝังยังนอกเมืองเนื่องจากพิษได้สลายเนื้อหนังจนส่งกลิ่น ปล่อยไว้หลายวันไม่ได้ยิ่งไม่สามารถเชิญคนมาร่วมงาน เจียงซูห่างไกลเมืองหลวงนักญาติพี่น้องส่วนใหญ่จึงอยู่ที่เมืองหลวง
หลินหลานหรูยืนมองโลงศพท่านแม่ค่อยๆถูกดินกลบฝัง ด้านข้างนางยังมีพี่ชายทั้งสอง ร่วมถึงเสวี่ยเฟิ่งยืนอยู่ด้วยส่วนเหลยเมี่ยวกับเชียนหลีต๋าลงเขามาไม่ได้ กอปรกับในเมืองยังเกิดเรื่องวุ่นวายจะเข้าจะออกเมืองยังลำบาก จึงฝากเพียงจดหมายให้คนของฮวาสิบสองกลีบส่งมา
มารดานางตายอย่างกะทันหันสิ่งต่างๆ ที่ควรจัดเตรียมจึงขาดแคลน ยังดีที่ป้ายวิญญาณนี้ของจิวซื่อได้ฝูเต้าซึ่งเป็นปรมาจารย์ผู้มีชื่อเสียงในด้านกวีช่วยเขียนให้รอจนเมื่อป้ายวิญญาณของมารดานางได้ตั้งอยู่ในศาลบรรพชนสกุลหลินแม้ตายแล้วก็คงไม่น้อยหน้านัก
"เจ้าจุดธูปเคารพป้ายวิญญาณท่านแม่เจ้าเถิด"หลินหานฉีเอ่ยขึ้นภายในห้องโถง หลินหลานหรูจึงขยับในที่สุด
"น้องเล็ก จากนี้พวกพี่จะดูแลเจ้าไม่ทำให้เจ้าต้องรู้สึกโดดเดี่ยว" หลินหลงอวี้แตะไหล่นางปลอบ
เหล่าบ่าวรับใช้ได้เห็นก็พลอยเศร้าโศกตาม
นับตั้งแต่เกิดเรื่องเสี่ยวจิงยังไม่เห็นคุณหนูร้องไห้ จึงรู้สึกเป็นห่วงเกรงว่าคุณหนูจะกำลังข่มกลั้นความเสียใจเอาไว้ เมื่ออยู่ในเรือนกันตามลำพังจึงเอ่ย"คุณหนู ท่านอยากร้องก็ร้องเถิดเจ้าค่ะ บ่าวจะอยู่เป็นเพื่อนท่านเอง"
หลินหลานหรูปรายตามองเสี่ยวจิงก่อนจะหันหน้าไปอีกทาง ด้านนั้นเป็นฉากกำบังของห้องชั้นใน นางจึงตวาด"ออกไป!"
เสี่ยวจิงสะดุ้งตกใจรีบสาวเท้าเดินออกจากห้องอย่างรวดเร็ว ปิดประตูเรือนให้ด้วยเสร็จสรรพ
พลันเสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังเบาๆหลังฉากกำบังอย่างขบขัน
ส่วนหลินหลานหรูนั้นมองตามเสี่ยวจิงอย่างงุนงงก่อนตวัดตามามองที่ผู้บุกรุก เอียงศีรษะเอ่ยอย่างฉงน "ข้าไล่ท่านไม่ได้ไล่นาง"
เสวี่ยเฟิ่งเดินอ้อมฉากกำบังตรงมาหาหลินหลานหรูที่ริมหน้าต่าง ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มจนถึงตา
นางเม้มริมฝีปากพลางขมวดคิ้วมอง"ท่านบุกรุกเรือนผู้อื่นเช่นนี้บ่อยหรือ"
"ครั้งแรก..."เสวี่ยเฟิ่งตอบด้วยรอยยิ้มที่ดูภูมิใจหนักหนา พลางขยับตัวพิงหลังกับขอบหน้าต่างเอ่ยขยายความต่ออีกว่า "ครั้งแรกที่เข้ามาในเรือน"ก่อนหน้านั้นอยู่บนหลังคาเสียส่วนใหญ่ ทว่าประโยคหลังนี้ไม่ได้เอ่ยออกไป
หลินหลานหรูแค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่เชื่อถือครั้งแรกแต่เข้าออกได้คล่องเชียว "ดึกดื่นเพียงนี้มาโผล่ที่เรือนข้าไม่กลัวถูกผู้อื่นมองว่าเป็นโจรหรือเจ้าคะที่เรือนนี้มีอะไรน่าสนใจให้ขโมยกัน"
"เรือนนี้ก็มีเจ้าอย่างไรเล่าข้ามาอยู่เป็นเพื่อน"
เมื่อครู่เสี่ยวจิงก็พูดประโยคนี้สุดท้ายแล้วเป็นเช่นไร ปิดประตูเรือนให้นางด้วยซ้ำ
หลินหลานหรูไม่ได้พูดอะไรเพื่อไล่เขากลับนางวางแขนกับขอบหน้าต่าง สายตาทอดมองออกไปในความมืดด้านนอกสายลมยามนี้พัดเฉื่อยอย่างแผ่วเบา เมฆหนามืดครึ้ม บดบังดวงจันทร์บนฟ้าจนมืดมิดต้นไหวที่นอกเรือนขยับจนเกิดเป็นเงารางๆ
นานทีเดียวกว่าหลินหลานหรูจะเอ่ยขึ้น"ข้าเพิ่งเสียมารดา ท่านคงเห็นข้าน่าสงสารมาก"
เสวี่ยเฟิ่งไม่ได้กล่าวอันใดตอบเขายังคงพิงหลังอยู่อย่างนั้นเช่นเดิม มองแสงเทียนวูบไหวบนโต๊ะกลางห้องเหมือนไม่รับรู้สิ่งที่นางเอ่ย ทว่าทุกคำที่หลุดออกจากปากนาง เขาจดจำมันไว้ทั้งหมด
นางเอ่ยต่อ"ก่อนหน้านั้นข้าฝัน... ข้าฝันว่าเดินทางกลับเมืองหลวงครั้งนี้มีท่านแม่เดินทางไปกับพวกเราด้วย ในความฝัน ข้ายังถูกท่านแม่ตำหนิอยู่เลย"แล้วนางก็เว้นช่วง หัวเราะอย่างขมขื่น "ท่านแม่เอาแต่ตำหนิข้าที่ไม่ยอมนั่งในรถม้าดีๆแต่ตอนนี้... ตอนนี้ท่านแม่ตายแล้ว ข้ากลับไม่มีน้ำตาร้องไห้ให้นางสักหยดท่านคงคิดว่าข้าอกตัญญูใช่หรือไม่"
เสวี่ยเฟิ่งไม่ได้ตอบ
หลินหลานหรูหลุบตามองพื้นราวกับกำลังครุ่นคิดครู่ต่อมาจึงปิดเปลือกตาลงอย่างเหนื่อยใจ "ข้าผิดใช่หรือไม่ที่รู้สึกดีใจเมื่อเห็นท่านแม่ตาย"
เสวี่ยเฟิ่งหันศีรษะมองอย่างสะดุดใจ
นางเอนหลังพิงขอบหน้าต่าง"ข้าดีใจแต่กลับยิ้มไม่ออก นั่นเพราะอะไรกันใจข้าไม่มีความชิงชังใดเหลืออยู่ก็จริงแต่กลับยอมรับความรักที่ท่านแม่มีให้ข้าไม่ได้ ตอนนี้ข้าควรทำอย่างไร"
ถึงตอนนี้เสวี่ยเฟิ่งก็ขยับเท้าเข้าหานางย่อเข่าลงให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกันกับนาง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"ที่เจ้ากำลังเผชิญอยู่คือความสับสนชั่วขณะ ไยต้องโทษตัวเองด้วยเล่าหากยอมรับไม่ได้ก็ไม่เห็นต้องฝืน อย่างไรท่านแม่เจ้าก็ตายไปแล้วเพียงแค่ให้อภัยนางให้ได้ก็พอ"
หลินหลานหรูมองสบตาเสวี่ยเฟิ่งเกิดความรู้สึกหลากหลายขึ้นมาในใจ ที่นางเกลียดชังจิวซื่อถึงเพียงนี้แม้อีกฝ่ายตายยังไม่รู้สึกอะไร ต้องเล่าย้อนไปถึงชาติก่อนหญิงผู้ให้กำเนิดนางในชาตินั้นทำตัวไม่เหมือนแม่และไม่เคยเห็นนางเป็นลูกก็เท่านั้น คิดแต่จะใช้นางหาผลประโยชน์เพื่อหน้าตาทางสังคมควบคุมชีวิตนางทุกด้าน
แม้แต่ความชอบเรื่อง 'สี' ยังต้องให้หญิงผู้นั้นกำหนด
หลินหลานหรูเคยวาดฝันว่าอยากมีครอบครัวที่แสนอบอุ่น สุดท้ายจบลงด้วยภาพห้องมืดเมื่อนางทำงานพลาดถูกทอดทิ้งให้อยู่ในโลกของหุ่นยนต์ที่ต้องทำตามคำสั่งเพียงอย่างเดียวไร้อิสระเป็นของตัวเอง มิหนำซ้ำยังถูกยัดเยียดความคิดการเหยียดชนชั้นทางสังคมให้มองผู้อื่นอย่างต่ำต้อยไร้ประโยชน์มาตลอด นิสัยนางบ่มเพาะมาเช่นนี้ในชาตินั้น
"ข้าจะพยายามเจ้าค่ะ" นางตอบแววตาปรากฏร่องรอยความหมองเศร้าให้เห็นลึกๆ
ข้าจะพยายามให้อภัยหญิงนางนั้น
เสวี่ยเฟิ่งไม่รู้ว่าคิดสิ่งใดอยู่เขายืนขึ้นกะทันหันก่อนเอ่ยด้วยท่าทางตื่นเต้น "เจ้ารอเดี๋ยว"
หลินหลานหรูมองตามอย่างใคร่รู้เขาเดินกลับเข้าไปที่หลังฉากกำบัง เมื่อกลับออกมาอีกครั้งในมือหิ้วกรงขังบางอย่างออกมาด้วย ขนาดของกรงใหญ่กว่าศีรษะของนางหลายเท่า
รอจนเขาเดินใกล้เข้ามาและดึงผ้าคลุมบนกรงออกหลินหลานหรูถึงกับผงะตัวชิดติดผนัง "ข้า...ข้าไม่ชอบลูกสุนัข!"
"ข้ารู้"เสวี่ยเฟิ่งวางมันใกล้เท้าหลินหลานหรู หลินหลานหรูยิ่งหดเท้าหนี
"รู้แล้วเหตุใดท่านยังเอามันเข้ามาในเรือนข้าอีก"
"ข้าจะเปลี่ยนนิสัยเจ้าอย่างไรเล่า"คราวนี้เสวี่ยเฟิ่งเปิดกรงออก หลินหลานหรูเด้งตัวลุกขึ้นยืนเดินหลบไปกลางห้องทันที
"ไม่จำเป็นก็ได้เจ้าค่ะนิสัยข้าดีอยู่แล้ว"
ดีกับผีนะสิ!เสวี่ยเฟิ่งอุ้มลูกสุนัขขนขาวนุ่มนิ่มออกจากกรงตาของมันดำสนิทลุ่มลึกเหมือนหลินหลานหรูไม่ผิด อุ้มเดินตามนางไปกลางห้อง
หลินหลานหรูเห็นท่าไม่ดีเอ่ยห้ามเขาแล้วก็เหมือนไม่มีหู จึงโกยเท้าหนีเข้าไปในห้องนอนชั้นในใช้สองมือรื้อค้นหีบของ กระทั่งได้ธนูไม้มาคันหนึ่งนี่คงพอจะใช้เป็นอาวุธได้กระมัง
เสวี่ยเฟิ่งเดินตามเข้ามามองสภาพห้องเละเทะไปด้วยเสื้อผ้า ม้วนกระดาษ ข้าวของเครื่องใช้ของนางกระจัดกระจายเต็มพื้นคิดใช้สิ่งเหล่านี้ขวางทางให้เขาเดินลำบากหรือ นางช่างเล่นอะไรไม่เข้าท่าแต่พอเงยหน้าเห็นคันธนูในมือนาง เขาก็ชะงักกึก "ทำอะไรของเจ้า"
"ท่านอย่าเข้ามาไม่เช่นนั้นข้าจะตี" หลินหลานหรูตวาดขู่ได้น่ารักที่สุด
เสวี่ยเฟิ่งเลิกคิ้วสูง"ด้วยคันธนูนั่นน่ะหรือ" นางจะตีศีรษะเขา? เสวี่ยเฟิ่งหยุดเดินแล้วก็จริงแต่กลับยิ้มชวนให้คนระแวง "เช่นนั้นข้าไม่เข้าก็ได้"
หลินหลานหรูพลันรู้สึกใจไม่ดีเห็นเขาเปลี่ยนมือจับลูกสุนัข ราวกับจะปล่อยมันลงพื้น "ท่านจะทำอะไรห้ามปล่อยมันวิ่งในห้องข้าเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นข้าจะตีหัวท่าน!"
เด็กหนุ่มยิ้มหัวเราะ เอ่ยว่า"เจ้าคิดว่า ถ้าข้าโยนมันลงพื้น มันจะร้องเจ็บหรือไม่"
หือ? หลินหลานหรูตามคำถามเขาไม่ทัน"จะโยนมันทำไมเจ้าคะ"
สิ้นคำของนางก็ได้ยินเขาร้องขึ้น"รับ!"
พริบตานั้นลูกสุนัขลอยหวือข้ามห้องมาหาหลินหลานหรู
หลินหลานหรูอ้าปากค้างด้วยคาดไม่ถึงตามองสัตว์ขนขาวลอยมาหาอย่างจับจ้อง มือที่ถือคันธนูปล่อยทิ้งทันใดเกิดการตอบสนองไปตามสัญชาตญาณ รับมันมากอดไว้ในอ้อมอกอย่างเหมาะเจาะ
บัดซบ!
เสวี่ยเฟิ่งขำกลิ้งมองหลินหลานหรูยืนจังก้า งอตัวกอดลูกสุนัขแนบกับอก จะปล่อยมันลงก็ไม่ปล่อยยืนแข็งทื่อไม่ยอมขยับ ไม่ต่างจากครั้งนั้นที่นางเหยียบหนอนซีอิ๊วในรองเท้า"หลานหลัน เจ้าต้องขยับแล้วปล่อยมันลงพื้น"
เด็กหญิงหันศีรษะมาอย่างหุ่นกระบอกใบหน้าเริ่มบิดเบี้ยวขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องรอให้เสวี่ยเฟิ่งคาดเดาผลเสียงร้องไห้โฮดังลั่นห้อง ผสมความทุกข์ใจที่ทนอัดอั้นมานานแล้วลงไปด้วย
เสวี่ยเฟิ่งหุบยิ้มฉับถึงขั้นร้องไห้นางก็ยังไม่ยอมขยับ เขาเองก็เกรียนเกินจะเลิกแกล้งนางไม่ได้ช่วยอุ้มลูกสุนัขออกมา แต่อุ้มไปทั้งตัวคน
ดังนั้นยามนี้หลินหลานหรูกำลังนั่งกอดลูกสุนัขร้องไห้สะอึกสะอื้นบนเตียงส่วนเสวี่ยเฟิ่งเขาเพียงยกตั่งมานั่งด้านข้าง ไม่ได้เอ่ยปากปลอบแค่นั่งมองนางร้องไห้เงียบๆ อยู่เป็นเพื่อนอย่างที่เคยพูดไว้
ในที่สุดหลินหลานหรูก็ปล่อยน้ำตาออกมาหากมัวแต่เก็บมันไว้เพราะความเย่อหยิ่งความสับสนและความรู้สึกในใจจะคลายลงได้อย่างไร ให้นางร้องไห้เช่นนี้ดีแล้ว
รอจนหลินหลานหรูเหนื่อยก็หยุดร้องไห้ไปทิ้งตัวลงนอนพลางกอดลูกสุนัขหลับไปด้วย
จากนั้นเสวี่ยเฟิ่งลุกขึ้นยืนอุ้มเจ้าตัวขนขาวออกจากอ้อมแขนหลินหลานหรูอย่างเบามือขยับผ้าห่มสีน้ำเงินขึ้นคลุมให้นางจนถึงคอดวงหน้าเล็กหลับพริ้มไปพร้อมความเหนื่อยล้า พลิกกายในผ้าห่ม ขยับเข้าหาความอบอุ่นอย่างน่าเอ็นดูภาพนี้ชวนให้คนมองรู้สึกสุขใจในอกยิ่ง
หลังจากนั้นเสวี่ยเฟิ่งเดินกลับออกไปยังห้องชั้นนอกจับลูกสุนัขใส่ไว้ในกรงขัง หยิบกระดาษกับพู่กันจุ่มหมึกเขียนชื่อลูกหมาตัวนี้ไว้ในกระดาษด้วยลายมืออันงดงามประณีตแล้ววางทั้งหมดลงบนโต๊ะกลางห้อง
ก่อนออกจากเรือนยังเอี้ยวตัวลอบมองหลินหลานหรูอยู่นานเป็นครู่ใหญ่กว่าจะเดินออกไปได้ก็ใช้เวลามากทีเดียว
"อยู่นานเกินไปแล้วนะขอรับ"เสียงหนึ่งดังข้างประตู ทำเอาคนเดินมาอย่างโล่งใจสะดุ้งโหยง
"เจ้า!"เสวี่ยเฟิ่งมองเฉิงอิ้นอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อครู่ตกใจจริงๆ
"เชิญกลับไปได้แล้วขอรับ"
เขาอยากเอ่ยสักประโยคแต่ใบหน้านิ่งขรึมของเฉิงอิ้นทำให้เขาพูดไม่ออกสักคำ พยักหน้าฝืนฉีกยิ้มประสานมือคารวะ ก่อนสะบัดเท้าเดินจากไป
เมื่อฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นฤดูร้อนก็มาเยือน…
ระยะนี้จวนสกุลหลินเริ่มตระเตรียมการเพื่อกลับเมืองหลวงบ่าวรับใช้ภายในเรือนก็ทยอยจัดหาเจ้านายใหม่ให้โดยหน้าที่เหล่านี้เดิมมีจิวซื่อคอยจัดการ ตอนนี้จิวซื่อสิ้นใจไปแล้วส่วนจางหรงก็ป่วยไข้บ่อยๆ เพราะกินของแสลงที่คนท้องไม่ควรกินมีหลายครั้งเกือบรักษาชีวิตเด็กไว้ไม่ได้
ดังนั้นหน้าที่จัดการทุกอย่างภายในจวนจึงตกเป็นของจวงมามาบ่าวรับใช้อาวุโสซึ่งคอยจัดการแทนเดิมทีจวงมามาก็เป็นบ่าวรับใช้คนสนิทที่ติดตามจิวซื่อออกเรือนมาด้วยจึงจัดการงานต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
เมื่อครู่จวงมามาเพิ่งกลับออกจากเรือนทิศตะวันออกของหลินหลานหรูไปหลังพวกนางตรวจเช็กข้าวของมีค่า ของใช้ต่างๆ แล้วจดลงบัญชีไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเรียบร้อย
"ขนของเจ้ายาวขึ้นกว่าเมื่อวาน"เป็นเสียงกังวานใสของหลินหลานหรู ซึ่งกำลังนั่งยองๆ บนพื้นศาลารับลมด้านหลังเรือนลูบขนขาวลูกสุนัขเล่นอย่างพอใจ
วันนี้หลินหลานหรูสวมเสื้อผ้าโปร่งบุซับในสีขาวกับกระโปรงสีน้ำตาลอ่อนเนื่องจากต้องไว้ทุกข์ให้มารดา เสื้อผ้าที่สวมจึงไม่เน้นสีฉูดฉาด
"เสี่ยวเฟิง..."นางเรียกชื่อหมา พูดต่ออีกว่า "เจ้ากินเยอะๆพอโตมากขึ้นกว่านี้เมื่อไรข้าจะทำหมันเจ้า"
เด็กหนุ่มพลันสำลักน้ำชาที่กำลังดื่มเหล่มองคุณหนูหลินอย่างระแวง
ที่นางพูดคงไม่ได้หมายถึงเขากระมัง"ข้าอุตส่าห์ตั้งชื่อให้มันแล้ว วันนั้นก็เขียนไว้บนกระดาษวางบนโต๊ะข้างกรงดิบดี เป็นผู้ใดมืออยู่ไม่สุขแอบเปลี่ยนมัน"
หลินหลานหรูตวัดตาดุดันมองเสวี่ยเฟิ่ง"ข้าพอใจจะเรียกมันว่าเสี่ยวเฟิง!"
"มันเป็นเพศเมีย"เสวี่ยเฟิ่งพูดเรื่องนี้ไปหลายรอบแล้ว
"ท่านก็เลยตั้งชื่อให้มันว่าเสี่ยวหรู?"
เสวี่ยเฟิ่งยิ้มแฉ่ง"มันน่ารักเหมือนเจ้า"
สิ้นคำพูดเขา นางเงียบไป
หากเป็นเด็กหญิงอื่นคงยิ้มเขินในประโยคนี้ของเด็กหนุ่มทว่านางกลับเอาแต่จ้องลูกหมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ หากผู้ใดผ่านมาเห็นเข้าคงคิดไปว่าหมาตัวนี้ไม่รอดแน่
"ไม่ใช่สำนักศึกษาของท่านอาจารย์เฉาเปิดแล้วหรือเจ้าคะเหตุใดท่านไม่เรียนหนังสือ แต่มาโผล่ที่จวนของข้าได้" หลินหลานหรูพูด
นางจำได้ว่ากลางเดือนที่ผ่านมาเฉาอันประกาศเปิดสำนักศึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หนังสือเชิญสามฉบับส่งมาถึงจวนทว่าตอบกลับไปเพียงสองฉบับ ส่วนฉบับที่สาม นางปฏิเสธเสียงแข็งหลินหานฉีตามใจนางทุกอย่าง เรื่องเข้าเรียนจึงเป็นอันยกเลิกไป
"ข้าก็เหมือนเจ้า" เขาตอบพร้อมยิ้มทะเล้นเอ่ยประโยคต่อมา "ขี้เกียจเรียน"
หลินหลานหรูแค่นเสียงหัวเราะเบาๆในลำคออย่างประชด เอ่ยว่า "ข้าไม่ได้ขี้เกียจนะเจ้าคะ อย่าเหมารวม"
แม้แต่เรื่องขี้เกียจหรือไม่หลินหลานหรูก็ไม่ยอมปล่อยเสวี่ยเฟิ่งจึงหลุดยิ้มนัยน์ตายามมองนางมีประกายอบอุ่นอย่างไม่เคยเกิดขึ้นกับผู้ใดมาก่อน
หลินหลานหรูเห็นเช่นนั้นจึงอดใจเต้นขึ้นมาไม่ได้เอ่ยกลบเกลื่อนไปว่า "ท่านจะกินมื้อเที่ยงกับข้าไหมเจ้าคะ จะได้ให้เสี่ยวจิงสั่งแม่ครัวเตรียมไว้อีกที่"
"ลำบากคุณหนูหลินเลี้ยงข้าแล้ว"เสวี่ยเฟิ่งไม่ปฏิเสธ
หลินหลานหรูหันไปสั่งเสี่ยวจิงเสร็จสรรพเมื่อหันกลับมากระดาษแผ่นเล็กๆ แผ่นหนึ่งได้ถูกยื่นมาตรงหน้า
นางแหงนหน้ามองเจ้าของกระดาษเขาสวมชุดสีน้ำเงินเข้มตัวยาวปักลายเมฆเคลื่อน นั่งเอกเขนกบนราวกั้นในศาลารับลม
ศาลารับลมแห่งนี้สร้างเกยสระบัวเล็กน้อยดังนั้นด้านหลังเสวี่ยเฟิ่งจึงเต็มไปด้วยดอกบัวบานสะพรั่งในช่วงฤดูร้อนน่าชื่นชมความงามเป็นที่สุด
"ข้าได้ยินจากเฉิงอิ้นว่าเจ้ากำลังตามหาคนจ้างวานมือสังหาร" เสวี่ยเฟิ่งเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน เพื่อตอบความสงสัยผ่านทางสีหน้าของหลินหลานหรู
หลินหลานหรูรับกระดาษมาแล้วฟังเขาเล่าไปพลาง
"ที่เจ้าเห็นคือสถานที่ที่มือสังหารติดต่อรับงานบ่อยที่สุดนับรวมกับปีที่แล้ว และต้นปีนี้ก็สี่ครั้ง ข้าได้ที่อยู่นี้มาโดยบังเอิญจากนั้นจึงตามสืบและพบความเกี่ยวข้องระหว่างนักฆ่าที่ลงมือสังหารเจ้า"
หลินหลานหรูมองอักษรบนกระดาษอย่างครุ่นคิดนางให้เฉิงอิ้นสืบเรื่องนักฆ่ามาร่วมเดือน แต่ไม่พบสิ่งใดกลับกันองค์ชายผู้นี้ขยับเพียงไม่กี่ครั้งก็พบเบาะแสให้ตามต่อได้แล้วสถานที่นี้นางเองรู้จักดี ...บ่อนพนันอย่างไรล่ะ
"ที่นั่นถูกเผาไปแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะภายหลังยังเปิดประมูลให้พ่อค้าต่างถิ่นเช่าซื้อ จะมีประโยชน์อันใดให้ตามสืบหรือว่า...ท่านหมายถึงคน?"
เสวี่ยเฟิ่งพยักหน้าตอบอย่างเคร่งขรึมขณะเดียวกันก็รู้สึกชื่นชมในความฉลาดของนาง
"แต่ข้าไม่รู้ว่าคนอยู่ที่ไหนท่านเองก็คงไม่บังเอิญรู้เรื่องนี้มาด้วยกระมัง"หลินหลานหรูเห็นเสวี่ยเฟิ่งพยักหน้าอีกครั้ง จึงยิ่งเลิกคิ้วสูง "รู้ด้วยหรือ?"
"ถึงพรุ่งนี้คงออกจากเมืองไปพร้อมกับขบวนเดินทางที่กลับส่านซีของจ้าวเหออี้"
รู้เยอะเสียด้วย
ตามจริงแล้วเสวี่ยเฟิ่งให้คนคอยตามดูความเคลื่อนไหวของจ้าวเหออี้อยู่ตลอดเหตุที่หลินหลานหรูถูกผลักจนได้แผลในครั้งนั้น เขายังไม่ปล่อยไปดังนั้นเรื่องนี้จึงบังเอิญรู้ไปด้วย
"เฉิงอิ้นไม่อยู่"หลินหลานหรูกล่าวอย่างเสียดาย เช่นนี้นางยิ่งออกไปพบคนโดยไม่มีผู้ติดตามไม่ได้จะเค้นเอาความลับจำเป็นต้องใช้กำลังลงมือ ดังนั้นนางใคร่ครวญอยู่พักใหญ่ต่อมาจึงตัดสินใจได้ "หรือไม่แล้ว... ท่านพาข้าไป"
"ย่อมได้"
หลินหลานหรูเผยยิ้มสดใสขึ้นมาทันที
แววตาของคนทั้งคู่ต่างฉายชัดไปด้วยความเจ้าเล่ห์
จะรวมหัวทำสิ่งใดกันอีกแล้ว