นิสัยข้าเปลี่ยนยาก

    บทที่ ๙ หลินหลานหรูอีกคน (3)

            เฉิงอิ้นตอบทันที

            "เรียนคุณหนูก่อนหน้านั้นจางหรงได้วางแผนเปิดเผยเรื่องที่ตนตั้งครรภ์จึงแอบโยกย้ายสาวใช้ในเรือนใหญ่..." เฉิงอิ้นยังเล่าว่าจางหรงไม่ได้ย้ายแค่สาวใช้ข้างกายจิวซื่อ แต่รวมถึงคนจากสำนักคุ้มภัยหนานเหรินที่หลินหลานหรูส่งคุ้มกันจิวซื่อด้วย เมื่อเรื่องเด็กในท้องเปิดเผยได้สำเร็จจางหรงยังขู่จะฆ่าตัวตายเพื่อเรียกร้องตำแหน่งอนุภรรยาจากหลินหานฉี จิวซื่อไม่พอใจสั่งให้บ่าวรับใช้ลากนางออกไปโบย

            ทว่ายังจะมีใครทำตามคำสั่งจิวซื่ออยู่อีกนอกจากท่าทางลังเลแล้ว ผู้ใดจะกล้าจับจางหรงโบย เรื่องนี้หลินหานฉีเพิกเฉยแต่ต้นไม่ใช่แค่ไม่เอ่ยห้าม ยังเดินออกจากเรือนไปอย่างไม่ใส่ใจ ใครจะตีจะโบยกันก็ช่างขอเพียงไม่ทำให้เขาอับอายขายหน้าเป็นพอ

            การกระทำนี้ของหลินหานฉีทำให้จิวซื่อได้ใจใหญ่จะโบยจางหรงให้เด็กในท้องตายให้ได้ คิดแต่ว่าหากเด็กคนนี้เกิดเป็นเด็กหญิงขึ้นมาหลินหลานหรูจะต้องลำบากเป็นแน่แท้ จางหรงเองก็ไม่ยอม ทั้งห้องจึงเกิดความโกลาหลขึ้นมาไม่คิดว่ามือสังหารจะเป็นหนึ่งในสาวใช้ที่จางหรงสับเปลี่ยนพริบตาเดียวมีดก็ปักกลางอกจิวซื่อแล้ว ผู้ใดลงมือต่างไม่มีใครมองเห็น

            หากไม่เพราะจิวซื่อตายด้วยพิษในทันทีคงคิดไปว่าเป็นฝีมือจางหรง

            "คุณหนูจะให้ข้ากำจัดจางหรงเลยหรือไม่ขอรับ"

            หลินหลานหรูนั่งฟังเฉิงอิ้นอยู่บนแท่นยกสูงที่ใช้วางหีบศพส่วนเฉิงอิ้นเขายกตั่งไม้เล็กๆ มานั่งด้านข้างซึ่งเวลานี้อีกแค่สองชั่วยามฟ้าก็จะสว่างแล้ว ทั้งห้องจึงมีกันอยู่แค่สองคน

            "ข้าย่อมไม่ปล่อยหญิงแพศยานางนี้ไว้"จะกี่ชาติกี่ยุคสมัยก็ยังวนอยู่ด้วยเรื่องภรรยาเอกกับอนุเป็นความโง่เขลาของคนหรือลุ่มหลงจนโงหัวไม่ขึ้น เห็นทีคงหนีไม่พ้นเรื่องความโลภอยากจะได้ไม่มีที่สิ้นสุด "เจ้ายังไม่ต้องรีบ รอให้เด็กคลอดก่อนเมื่อถึงเวลานั้นคงไม่ต้องให้ข้าลงมือ"

            นิสัยการกินของจางหรงไม่เหมือนใครนางเพียงส่งของดีๆ ล่อหน่อย ต่อให้ท่านหมอย้ำเตือนเรื่องการกินเอาไว้เมื่ออีกฝ่ายอยากกินจนทนไม่ไหวขึ้นมา ย่อมไม่คำนึงถึงผลเสียที่อาจตามมาพอถึงเวลาคลอดขึ้นมาจริงๆ แล้วเลือดไม่หยุดไหล นางเองก็ขี้เกียจช่วย...

            พิธีศพของจิวซื่อจัดเพียงวันเดียวก็นำออกไปฝังยังนอกเมืองเนื่องจากพิษได้สลายเนื้อหนังจนส่งกลิ่น ปล่อยไว้หลายวันไม่ได้ยิ่งไม่สามารถเชิญคนมาร่วมงาน เจียงซูห่างไกลเมืองหลวงนักญาติพี่น้องส่วนใหญ่จึงอยู่ที่เมืองหลวง

            หลินหลานหรูยืนมองโลงศพท่านแม่ค่อยๆถูกดินกลบฝัง ด้านข้างนางยังมีพี่ชายทั้งสอง ร่วมถึงเสวี่ยเฟิ่งยืนอยู่ด้วยส่วนเหลยเมี่ยวกับเชียนหลีต๋าลงเขามาไม่ได้ กอปรกับในเมืองยังเกิดเรื่องวุ่นวายจะเข้าจะออกเมืองยังลำบาก จึงฝากเพียงจดหมายให้คนของฮวาสิบสองกลีบส่งมา

            มารดานางตายอย่างกะทันหันสิ่งต่างๆ ที่ควรจัดเตรียมจึงขาดแคลน ยังดีที่ป้ายวิญญาณนี้ของจิวซื่อได้ฝูเต้าซึ่งเป็นปรมาจารย์ผู้มีชื่อเสียงในด้านกวีช่วยเขียนให้รอจนเมื่อป้ายวิญญาณของมารดานางได้ตั้งอยู่ในศาลบรรพชนสกุลหลินแม้ตายแล้วก็คงไม่น้อยหน้านัก

            "เจ้าจุดธูปเคารพป้ายวิญญาณท่านแม่เจ้าเถิด"หลินหานฉีเอ่ยขึ้นภายในห้องโถง หลินหลานหรูจึงขยับในที่สุด

            "น้องเล็ก จากนี้พวกพี่จะดูแลเจ้าไม่ทำให้เจ้าต้องรู้สึกโดดเดี่ยว" หลินหลงอวี้แตะไหล่นางปลอบ

            เหล่าบ่าวรับใช้ได้เห็นก็พลอยเศร้าโศกตาม

            นับตั้งแต่เกิดเรื่องเสี่ยวจิงยังไม่เห็นคุณหนูร้องไห้ จึงรู้สึกเป็นห่วงเกรงว่าคุณหนูจะกำลังข่มกลั้นความเสียใจเอาไว้ เมื่ออยู่ในเรือนกันตามลำพังจึงเอ่ย"คุณหนู ท่านอยากร้องก็ร้องเถิดเจ้าค่ะ บ่าวจะอยู่เป็นเพื่อนท่านเอง"

            หลินหลานหรูปรายตามองเสี่ยวจิงก่อนจะหันหน้าไปอีกทาง ด้านนั้นเป็นฉากกำบังของห้องชั้นใน นางจึงตวาด"ออกไป!"

            เสี่ยวจิงสะดุ้งตกใจรีบสาวเท้าเดินออกจากห้องอย่างรวดเร็ว ปิดประตูเรือนให้ด้วยเสร็จสรรพ

            พลันเสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังเบาๆหลังฉากกำบังอย่างขบขัน

            ส่วนหลินหลานหรูนั้นมองตามเสี่ยวจิงอย่างงุนงงก่อนตวัดตามามองที่ผู้บุกรุก เอียงศีรษะเอ่ยอย่างฉงน "ข้าไล่ท่านไม่ได้ไล่นาง"

            เสวี่ยเฟิ่งเดินอ้อมฉากกำบังตรงมาหาหลินหลานหรูที่ริมหน้าต่าง ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มจนถึงตา

            นางเม้มริมฝีปากพลางขมวดคิ้วมอง"ท่านบุกรุกเรือนผู้อื่นเช่นนี้บ่อยหรือ"

            "ครั้งแรก..."เสวี่ยเฟิ่งตอบด้วยรอยยิ้มที่ดูภูมิใจหนักหนา พลางขยับตัวพิงหลังกับขอบหน้าต่างเอ่ยขยายความต่ออีกว่า "ครั้งแรกที่เข้ามาในเรือน"ก่อนหน้านั้นอยู่บนหลังคาเสียส่วนใหญ่ ทว่าประโยคหลังนี้ไม่ได้เอ่ยออกไป

            หลินหลานหรูแค่นเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่เชื่อถือครั้งแรกแต่เข้าออกได้คล่องเชียว "ดึกดื่นเพียงนี้มาโผล่ที่เรือนข้าไม่กลัวถูกผู้อื่นมองว่าเป็นโจรหรือเจ้าคะที่เรือนนี้มีอะไรน่าสนใจให้ขโมยกัน"

            "เรือนนี้ก็มีเจ้าอย่างไรเล่าข้ามาอยู่เป็นเพื่อน"

            เมื่อครู่เสี่ยวจิงก็พูดประโยคนี้สุดท้ายแล้วเป็นเช่นไร ปิดประตูเรือนให้นางด้วยซ้ำ

            หลินหลานหรูไม่ได้พูดอะไรเพื่อไล่เขากลับนางวางแขนกับขอบหน้าต่าง สายตาทอดมองออกไปในความมืดด้านนอกสายลมยามนี้พัดเฉื่อยอย่างแผ่วเบา เมฆหนามืดครึ้ม บดบังดวงจันทร์บนฟ้าจนมืดมิดต้นไหวที่นอกเรือนขยับจนเกิดเป็นเงารางๆ

            นานทีเดียวกว่าหลินหลานหรูจะเอ่ยขึ้น"ข้าเพิ่งเสียมารดา ท่านคงเห็นข้าน่าสงสารมาก"

            เสวี่ยเฟิ่งไม่ได้กล่าวอันใดตอบเขายังคงพิงหลังอยู่อย่างนั้นเช่นเดิม มองแสงเทียนวูบไหวบนโต๊ะกลางห้องเหมือนไม่รับรู้สิ่งที่นางเอ่ย ทว่าทุกคำที่หลุดออกจากปากนาง เขาจดจำมันไว้ทั้งหมด

            นางเอ่ยต่อ"ก่อนหน้านั้นข้าฝัน... ข้าฝันว่าเดินทางกลับเมืองหลวงครั้งนี้มีท่านแม่เดินทางไปกับพวกเราด้วย ในความฝัน ข้ายังถูกท่านแม่ตำหนิอยู่เลย"แล้วนางก็เว้นช่วง หัวเราะอย่างขมขื่น "ท่านแม่เอาแต่ตำหนิข้าที่ไม่ยอมนั่งในรถม้าดีๆแต่ตอนนี้... ตอนนี้ท่านแม่ตายแล้ว ข้ากลับไม่มีน้ำตาร้องไห้ให้นางสักหยดท่านคงคิดว่าข้าอกตัญญูใช่หรือไม่"

            เสวี่ยเฟิ่งไม่ได้ตอบ

            หลินหลานหรูหลุบตามองพื้นราวกับกำลังครุ่นคิดครู่ต่อมาจึงปิดเปลือกตาลงอย่างเหนื่อยใจ "ข้าผิดใช่หรือไม่ที่รู้สึกดีใจเมื่อเห็นท่านแม่ตาย"

            เสวี่ยเฟิ่งหันศีรษะมองอย่างสะดุดใจ

            นางเอนหลังพิงขอบหน้าต่าง"ข้าดีใจแต่กลับยิ้มไม่ออก นั่นเพราะอะไรกันใจข้าไม่มีความชิงชังใดเหลืออยู่ก็จริงแต่กลับยอมรับความรักที่ท่านแม่มีให้ข้าไม่ได้ ตอนนี้ข้าควรทำอย่างไร"

            ถึงตอนนี้เสวี่ยเฟิ่งก็ขยับเท้าเข้าหานางย่อเข่าลงให้สายตาอยู่ในระดับเดียวกันกับนาง แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"ที่เจ้ากำลังเผชิญอยู่คือความสับสนชั่วขณะ ไยต้องโทษตัวเองด้วยเล่าหากยอมรับไม่ได้ก็ไม่เห็นต้องฝืน อย่างไรท่านแม่เจ้าก็ตายไปแล้วเพียงแค่ให้อภัยนางให้ได้ก็พอ"

            หลินหลานหรูมองสบตาเสวี่ยเฟิ่งเกิดความรู้สึกหลากหลายขึ้นมาในใจ ที่นางเกลียดชังจิวซื่อถึงเพียงนี้แม้อีกฝ่ายตายยังไม่รู้สึกอะไร ต้องเล่าย้อนไปถึงชาติก่อนหญิงผู้ให้กำเนิดนางในชาตินั้นทำตัวไม่เหมือนแม่และไม่เคยเห็นนางเป็นลูกก็เท่านั้น คิดแต่จะใช้นางหาผลประโยชน์เพื่อหน้าตาทางสังคมควบคุมชีวิตนางทุกด้าน

            แม้แต่ความชอบเรื่อง 'สี' ยังต้องให้หญิงผู้นั้นกำหนด

            หลินหลานหรูเคยวาดฝันว่าอยากมีครอบครัวที่แสนอบอุ่น สุดท้ายจบลงด้วยภาพห้องมืดเมื่อนางทำงานพลาดถูกทอดทิ้งให้อยู่ในโลกของหุ่นยนต์ที่ต้องทำตามคำสั่งเพียงอย่างเดียวไร้อิสระเป็นของตัวเอง มิหนำซ้ำยังถูกยัดเยียดความคิดการเหยียดชนชั้นทางสังคมให้มองผู้อื่นอย่างต่ำต้อยไร้ประโยชน์มาตลอด นิสัยนางบ่มเพาะมาเช่นนี้ในชาตินั้น

            "ข้าจะพยายามเจ้าค่ะ" นางตอบแววตาปรากฏร่องรอยความหมองเศร้าให้เห็นลึกๆ

            ข้าจะพยายามให้อภัยหญิงนางนั้น

            เสวี่ยเฟิ่งไม่รู้ว่าคิดสิ่งใดอยู่เขายืนขึ้นกะทันหันก่อนเอ่ยด้วยท่าทางตื่นเต้น "เจ้ารอเดี๋ยว"

            หลินหลานหรูมองตามอย่างใคร่รู้เขาเดินกลับเข้าไปที่หลังฉากกำบัง เมื่อกลับออกมาอีกครั้งในมือหิ้วกรงขังบางอย่างออกมาด้วย ขนาดของกรงใหญ่กว่าศีรษะของนางหลายเท่า

            รอจนเขาเดินใกล้เข้ามาและดึงผ้าคลุมบนกรงออกหลินหลานหรูถึงกับผงะตัวชิดติดผนัง "ข้า...ข้าไม่ชอบลูกสุนัข!"

            "ข้ารู้"เสวี่ยเฟิ่งวางมันใกล้เท้าหลินหลานหรู หลินหลานหรูยิ่งหดเท้าหนี

            "รู้แล้วเหตุใดท่านยังเอามันเข้ามาในเรือนข้าอีก"

            "ข้าจะเปลี่ยนนิสัยเจ้าอย่างไรเล่า"คราวนี้เสวี่ยเฟิ่งเปิดกรงออก หลินหลานหรูเด้งตัวลุกขึ้นยืนเดินหลบไปกลางห้องทันที

            "ไม่จำเป็นก็ได้เจ้าค่ะนิสัยข้าดีอยู่แล้ว"

            ดีกับผีนะสิ!เสวี่ยเฟิ่งอุ้มลูกสุนัขขนขาวนุ่มนิ่มออกจากกรงตาของมันดำสนิทลุ่มลึกเหมือนหลินหลานหรูไม่ผิด อุ้มเดินตามนางไปกลางห้อง

            หลินหลานหรูเห็นท่าไม่ดีเอ่ยห้ามเขาแล้วก็เหมือนไม่มีหู จึงโกยเท้าหนีเข้าไปในห้องนอนชั้นในใช้สองมือรื้อค้นหีบของ กระทั่งได้ธนูไม้มาคันหนึ่งนี่คงพอจะใช้เป็นอาวุธได้กระมัง

            เสวี่ยเฟิ่งเดินตามเข้ามามองสภาพห้องเละเทะไปด้วยเสื้อผ้า ม้วนกระดาษ ข้าวของเครื่องใช้ของนางกระจัดกระจายเต็มพื้นคิดใช้สิ่งเหล่านี้ขวางทางให้เขาเดินลำบากหรือ นางช่างเล่นอะไรไม่เข้าท่าแต่พอเงยหน้าเห็นคันธนูในมือนาง เขาก็ชะงักกึก "ทำอะไรของเจ้า"

            "ท่านอย่าเข้ามาไม่เช่นนั้นข้าจะตี" หลินหลานหรูตวาดขู่ได้น่ารักที่สุด

            เสวี่ยเฟิ่งเลิกคิ้วสูง"ด้วยคันธนูนั่นน่ะหรือ" นางจะตีศีรษะเขา? เสวี่ยเฟิ่งหยุดเดินแล้วก็จริงแต่กลับยิ้มชวนให้คนระแวง "เช่นนั้นข้าไม่เข้าก็ได้"

            หลินหลานหรูพลันรู้สึกใจไม่ดีเห็นเขาเปลี่ยนมือจับลูกสุนัข ราวกับจะปล่อยมันลงพื้น "ท่านจะทำอะไรห้ามปล่อยมันวิ่งในห้องข้าเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นข้าจะตีหัวท่าน!"

            เด็กหนุ่มยิ้มหัวเราะ เอ่ยว่า"เจ้าคิดว่า ถ้าข้าโยนมันลงพื้น มันจะร้องเจ็บหรือไม่"

            หือ? หลินหลานหรูตามคำถามเขาไม่ทัน"จะโยนมันทำไมเจ้าคะ"

            สิ้นคำของนางก็ได้ยินเขาร้องขึ้น"รับ!"

            พริบตานั้นลูกสุนัขลอยหวือข้ามห้องมาหาหลินหลานหรู

            หลินหลานหรูอ้าปากค้างด้วยคาดไม่ถึงตามองสัตว์ขนขาวลอยมาหาอย่างจับจ้อง มือที่ถือคันธนูปล่อยทิ้งทันใดเกิดการตอบสนองไปตามสัญชาตญาณ รับมันมากอดไว้ในอ้อมอกอย่างเหมาะเจาะ

            บัดซบ!

            เสวี่ยเฟิ่งขำกลิ้งมองหลินหลานหรูยืนจังก้า งอตัวกอดลูกสุนัขแนบกับอก จะปล่อยมันลงก็ไม่ปล่อยยืนแข็งทื่อไม่ยอมขยับ ไม่ต่างจากครั้งนั้นที่นางเหยียบหนอนซีอิ๊วในรองเท้า"หลานหลัน เจ้าต้องขยับแล้วปล่อยมันลงพื้น"

            เด็กหญิงหันศีรษะมาอย่างหุ่นกระบอกใบหน้าเริ่มบิดเบี้ยวขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องรอให้เสวี่ยเฟิ่งคาดเดาผลเสียงร้องไห้โฮดังลั่นห้อง ผสมความทุกข์ใจที่ทนอัดอั้นมานานแล้วลงไปด้วย

            เสวี่ยเฟิ่งหุบยิ้มฉับถึงขั้นร้องไห้นางก็ยังไม่ยอมขยับ เขาเองก็เกรียนเกินจะเลิกแกล้งนางไม่ได้ช่วยอุ้มลูกสุนัขออกมา แต่อุ้มไปทั้งตัวคน

            ดังนั้นยามนี้หลินหลานหรูกำลังนั่งกอดลูกสุนัขร้องไห้สะอึกสะอื้นบนเตียงส่วนเสวี่ยเฟิ่งเขาเพียงยกตั่งมานั่งด้านข้าง ไม่ได้เอ่ยปากปลอบแค่นั่งมองนางร้องไห้เงียบๆ อยู่เป็นเพื่อนอย่างที่เคยพูดไว้

            ในที่สุดหลินหลานหรูก็ปล่อยน้ำตาออกมาหากมัวแต่เก็บมันไว้เพราะความเย่อหยิ่งความสับสนและความรู้สึกในใจจะคลายลงได้อย่างไร ให้นางร้องไห้เช่นนี้ดีแล้ว

            รอจนหลินหลานหรูเหนื่อยก็หยุดร้องไห้ไปทิ้งตัวลงนอนพลางกอดลูกสุนัขหลับไปด้วย

            จากนั้นเสวี่ยเฟิ่งลุกขึ้นยืนอุ้มเจ้าตัวขนขาวออกจากอ้อมแขนหลินหลานหรูอย่างเบามือขยับผ้าห่มสีน้ำเงินขึ้นคลุมให้นางจนถึงคอดวงหน้าเล็กหลับพริ้มไปพร้อมความเหนื่อยล้า พลิกกายในผ้าห่ม ขยับเข้าหาความอบอุ่นอย่างน่าเอ็นดูภาพนี้ชวนให้คนมองรู้สึกสุขใจในอกยิ่ง

            หลังจากนั้นเสวี่ยเฟิ่งเดินกลับออกไปยังห้องชั้นนอกจับลูกสุนัขใส่ไว้ในกรงขัง หยิบกระดาษกับพู่กันจุ่มหมึกเขียนชื่อลูกหมาตัวนี้ไว้ในกระดาษด้วยลายมืออันงดงามประณีตแล้ววางทั้งหมดลงบนโต๊ะกลางห้อง

            ก่อนออกจากเรือนยังเอี้ยวตัวลอบมองหลินหลานหรูอยู่นานเป็นครู่ใหญ่กว่าจะเดินออกไปได้ก็ใช้เวลามากทีเดียว

            "อยู่นานเกินไปแล้วนะขอรับ"เสียงหนึ่งดังข้างประตู ทำเอาคนเดินมาอย่างโล่งใจสะดุ้งโหยง

            "เจ้า!"เสวี่ยเฟิ่งมองเฉิงอิ้นอย่างไม่สบอารมณ์ เมื่อครู่ตกใจจริงๆ

            "เชิญกลับไปได้แล้วขอรับ"

            เขาอยากเอ่ยสักประโยคแต่ใบหน้านิ่งขรึมของเฉิงอิ้นทำให้เขาพูดไม่ออกสักคำ พยักหน้าฝืนฉีกยิ้มประสานมือคารวะ ก่อนสะบัดเท้าเดินจากไป

             

             

            เมื่อฤดูใบไม้ผลิผ่านพ้นฤดูร้อนก็มาเยือน…

            ระยะนี้จวนสกุลหลินเริ่มตระเตรียมการเพื่อกลับเมืองหลวงบ่าวรับใช้ภายในเรือนก็ทยอยจัดหาเจ้านายใหม่ให้โดยหน้าที่เหล่านี้เดิมมีจิวซื่อคอยจัดการ ตอนนี้จิวซื่อสิ้นใจไปแล้วส่วนจางหรงก็ป่วยไข้บ่อยๆ เพราะกินของแสลงที่คนท้องไม่ควรกินมีหลายครั้งเกือบรักษาชีวิตเด็กไว้ไม่ได้

            ดังนั้นหน้าที่จัดการทุกอย่างภายในจวนจึงตกเป็นของจวงมามาบ่าวรับใช้อาวุโสซึ่งคอยจัดการแทนเดิมทีจวงมามาก็เป็นบ่าวรับใช้คนสนิทที่ติดตามจิวซื่อออกเรือนมาด้วยจึงจัดการงานต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

            เมื่อครู่จวงมามาเพิ่งกลับออกจากเรือนทิศตะวันออกของหลินหลานหรูไปหลังพวกนางตรวจเช็กข้าวของมีค่า ของใช้ต่างๆ แล้วจดลงบัญชีไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเรียบร้อย

            "ขนของเจ้ายาวขึ้นกว่าเมื่อวาน"เป็นเสียงกังวานใสของหลินหลานหรู ซึ่งกำลังนั่งยองๆ บนพื้นศาลารับลมด้านหลังเรือนลูบขนขาวลูกสุนัขเล่นอย่างพอใจ

            วันนี้หลินหลานหรูสวมเสื้อผ้าโปร่งบุซับในสีขาวกับกระโปรงสีน้ำตาลอ่อนเนื่องจากต้องไว้ทุกข์ให้มารดา เสื้อผ้าที่สวมจึงไม่เน้นสีฉูดฉาด

            "เสี่ยวเฟิง..."นางเรียกชื่อหมา พูดต่ออีกว่า "เจ้ากินเยอะๆพอโตมากขึ้นกว่านี้เมื่อไรข้าจะทำหมันเจ้า"

            เด็กหนุ่มพลันสำลักน้ำชาที่กำลังดื่มเหล่มองคุณหนูหลินอย่างระแวง

            ที่นางพูดคงไม่ได้หมายถึงเขากระมัง"ข้าอุตส่าห์ตั้งชื่อให้มันแล้ว วันนั้นก็เขียนไว้บนกระดาษวางบนโต๊ะข้างกรงดิบดี เป็นผู้ใดมืออยู่ไม่สุขแอบเปลี่ยนมัน"

            หลินหลานหรูตวัดตาดุดันมองเสวี่ยเฟิ่ง"ข้าพอใจจะเรียกมันว่าเสี่ยวเฟิง!"

            "มันเป็นเพศเมีย"เสวี่ยเฟิ่งพูดเรื่องนี้ไปหลายรอบแล้ว

            "ท่านก็เลยตั้งชื่อให้มันว่าเสี่ยวหรู?"

            เสวี่ยเฟิ่งยิ้มแฉ่ง"มันน่ารักเหมือนเจ้า"

            สิ้นคำพูดเขา นางเงียบไป

            หากเป็นเด็กหญิงอื่นคงยิ้มเขินในประโยคนี้ของเด็กหนุ่มทว่านางกลับเอาแต่จ้องลูกหมาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ หากผู้ใดผ่านมาเห็นเข้าคงคิดไปว่าหมาตัวนี้ไม่รอดแน่

            "ไม่ใช่สำนักศึกษาของท่านอาจารย์เฉาเปิดแล้วหรือเจ้าคะเหตุใดท่านไม่เรียนหนังสือ แต่มาโผล่ที่จวนของข้าได้" หลินหลานหรูพูด

            นางจำได้ว่ากลางเดือนที่ผ่านมาเฉาอันประกาศเปิดสำนักศึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หนังสือเชิญสามฉบับส่งมาถึงจวนทว่าตอบกลับไปเพียงสองฉบับ ส่วนฉบับที่สาม นางปฏิเสธเสียงแข็งหลินหานฉีตามใจนางทุกอย่าง เรื่องเข้าเรียนจึงเป็นอันยกเลิกไป

            "ข้าก็เหมือนเจ้า" เขาตอบพร้อมยิ้มทะเล้นเอ่ยประโยคต่อมา "ขี้เกียจเรียน"

            หลินหลานหรูแค่นเสียงหัวเราะเบาๆในลำคออย่างประชด เอ่ยว่า "ข้าไม่ได้ขี้เกียจนะเจ้าคะ อย่าเหมารวม"

            แม้แต่เรื่องขี้เกียจหรือไม่หลินหลานหรูก็ไม่ยอมปล่อยเสวี่ยเฟิ่งจึงหลุดยิ้มนัยน์ตายามมองนางมีประกายอบอุ่นอย่างไม่เคยเกิดขึ้นกับผู้ใดมาก่อน

            หลินหลานหรูเห็นเช่นนั้นจึงอดใจเต้นขึ้นมาไม่ได้เอ่ยกลบเกลื่อนไปว่า "ท่านจะกินมื้อเที่ยงกับข้าไหมเจ้าคะ จะได้ให้เสี่ยวจิงสั่งแม่ครัวเตรียมไว้อีกที่"

            "ลำบากคุณหนูหลินเลี้ยงข้าแล้ว"เสวี่ยเฟิ่งไม่ปฏิเสธ

            หลินหลานหรูหันไปสั่งเสี่ยวจิงเสร็จสรรพเมื่อหันกลับมากระดาษแผ่นเล็กๆ แผ่นหนึ่งได้ถูกยื่นมาตรงหน้า

            นางแหงนหน้ามองเจ้าของกระดาษเขาสวมชุดสีน้ำเงินเข้มตัวยาวปักลายเมฆเคลื่อน นั่งเอกเขนกบนราวกั้นในศาลารับลม

            ศาลารับลมแห่งนี้สร้างเกยสระบัวเล็กน้อยดังนั้นด้านหลังเสวี่ยเฟิ่งจึงเต็มไปด้วยดอกบัวบานสะพรั่งในช่วงฤดูร้อนน่าชื่นชมความงามเป็นที่สุด

            "ข้าได้ยินจากเฉิงอิ้นว่าเจ้ากำลังตามหาคนจ้างวานมือสังหาร" เสวี่ยเฟิ่งเป็นฝ่ายเอ่ยก่อน เพื่อตอบความสงสัยผ่านทางสีหน้าของหลินหลานหรู

            หลินหลานหรูรับกระดาษมาแล้วฟังเขาเล่าไปพลาง

            "ที่เจ้าเห็นคือสถานที่ที่มือสังหารติดต่อรับงานบ่อยที่สุดนับรวมกับปีที่แล้ว และต้นปีนี้ก็สี่ครั้ง ข้าได้ที่อยู่นี้มาโดยบังเอิญจากนั้นจึงตามสืบและพบความเกี่ยวข้องระหว่างนักฆ่าที่ลงมือสังหารเจ้า"

            หลินหลานหรูมองอักษรบนกระดาษอย่างครุ่นคิดนางให้เฉิงอิ้นสืบเรื่องนักฆ่ามาร่วมเดือน แต่ไม่พบสิ่งใดกลับกันองค์ชายผู้นี้ขยับเพียงไม่กี่ครั้งก็พบเบาะแสให้ตามต่อได้แล้วสถานที่นี้นางเองรู้จักดี ...บ่อนพนันอย่างไรล่ะ

            "ที่นั่นถูกเผาไปแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะภายหลังยังเปิดประมูลให้พ่อค้าต่างถิ่นเช่าซื้อ จะมีประโยชน์อันใดให้ตามสืบหรือว่า...ท่านหมายถึงคน?"

            เสวี่ยเฟิ่งพยักหน้าตอบอย่างเคร่งขรึมขณะเดียวกันก็รู้สึกชื่นชมในความฉลาดของนาง

            "แต่ข้าไม่รู้ว่าคนอยู่ที่ไหนท่านเองก็คงไม่บังเอิญรู้เรื่องนี้มาด้วยกระมัง"หลินหลานหรูเห็นเสวี่ยเฟิ่งพยักหน้าอีกครั้ง จึงยิ่งเลิกคิ้วสูง "รู้ด้วยหรือ?"

            "ถึงพรุ่งนี้คงออกจากเมืองไปพร้อมกับขบวนเดินทางที่กลับส่านซีของจ้าวเหออี้"

            รู้เยอะเสียด้วย

            ตามจริงแล้วเสวี่ยเฟิ่งให้คนคอยตามดูความเคลื่อนไหวของจ้าวเหออี้อยู่ตลอดเหตุที่หลินหลานหรูถูกผลักจนได้แผลในครั้งนั้น เขายังไม่ปล่อยไปดังนั้นเรื่องนี้จึงบังเอิญรู้ไปด้วย

            "เฉิงอิ้นไม่อยู่"หลินหลานหรูกล่าวอย่างเสียดาย เช่นนี้นางยิ่งออกไปพบคนโดยไม่มีผู้ติดตามไม่ได้จะเค้นเอาความลับจำเป็นต้องใช้กำลังลงมือ ดังนั้นนางใคร่ครวญอยู่พักใหญ่ต่อมาจึงตัดสินใจได้ "หรือไม่แล้ว... ท่านพาข้าไป"

            "ย่อมได้"

            หลินหลานหรูเผยยิ้มสดใสขึ้นมาทันที

            แววตาของคนทั้งคู่ต่างฉายชัดไปด้วยความเจ้าเล่ห์

            จะรวมหัวทำสิ่งใดกันอีกแล้ว

             

    คล้ายกับเรื่องนิสัยข้าเปลี่ยนยาก ที่คุณอ่าน

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.57M 5024
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508