ผู้คนที่ยืนอยู่ข้างทางเข้าบ้านตระกูลถังยังคงไม่ยอมแยกย้าย เด็ก ๆ หลายคนก็วนเวียนอยู่รอบ ๆ รถม้าไม่ห่าง ถังฉือเย่เดินถือไหเหล้าเข้าบ้าน โดยที่ไม่ได้ใส่ใจมากนัก
นางจัดการนำเนื้อกวางออกจากหม้อ แล้วนำไปให้ถังฉือหรงสองจาน ก่อนจะนำไปให้ท่านลุงสี่กับคุณนายโจวอีกจานหนึ่งเพื่อตอบแทนไหเหล้าเปล่าที่ได้มา
คุณนายโจวรับเนื้อไป ใบหน้าแช่มชื่นขึ้น ก่อนจะหันไปคุยกับสามีอย่างอดไม่ได้ “แม่หนูเย่ผู้นี้เป็เด็กที่ฉลาดรอบคอบมาก หน้าก็สะสวย ทำให้คนรักคนชอบเสียจริง ๆ น่าเอ็นดูนัก นี่ถ้าไม่ติดว่าเป็คนในตระกูลเดียวกันแล้วล่ะก็ ข้าคงจะหาคนเป็แม่สื่อมาขอเย่เอ๋อร์เป็สะใภ้แล้ว”
สตรีผู้เป็เ้าของร้านเหล้านั้นพูดไปก็ถอนหายใจไป “เป็เพราะแม่ของนางแท้ ๆ พูดยากเสียจริง เด็กสาวที่มีอนาคตไกล เฉลียวฉลาดเช่นนี้ แต่ทำไมวังซื่อถึงได้เอาแต่ทำหน้าเหน็ดเหนื่อยท้อแท้ตลอดทั้งวัน”
ถังถือเย่เดินออกมายังไม่ทันพ้นหน้าร้าน นางจึงได้ยินทุกถ้อยคำ…คุณนายโจวพูดถูกทุกอย่าง ทุกวันนี้สีหน้าสีตาของวังซื่อนั้นดูช่างไร้อารมณ์ และสิ้นหวังเสียเหลือเกิน ซึ่งความจริงแล้วหญิงสาวรู้จักคนอย่างนี้ดี วังซื่อเป็ประเภทที่ข้าไม่เป็อะไร แต่ข้าจะอารมณ์เสียสักหน่อย ข้าอารมณ์ไม่ดี ข้าจะไม่พูด แต่คนอื่นควรมองออกเอง ควรจะเข้าไปถามนาง และแน่นอนว่าเมื่อเอ่ยปากถาม วังซื่อก็จะไม่ตอบ แต่ก็ควรเข้าใจ ปลอบประโลมและรับนางให้ได้…พูดง่าย ๆ ก็คือ เป็พวกเรียกร้องความสนใจและเป็คุณหนูที่คนคอยประคบประหงมอยู่หน่อย ๆ
ดังนั้นเมื่อถังฉือหรงกลับเข้าบ้านมา ใบหน้าของวังซื่อก็แสดงความไม่พอใจทันที ชายหนุ่มเป็คนที่กตัญญู แต่ก็ตรงไปตรงมา เขาจึงไม่เข้าใจความหมายของมารดา หากเป็ยามปกติเขาก็จะเอ่ยถามอย่างสุภาพ และฟังนางทอดถอนใจ ผิดกับถังฉือเย่ที่นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ พร้อมกันนั้นก็รู้สึกขัดใจแทบทุกประโยคที่วังซื่อกล่าวออกมา
เช้าวันรุ่งขึ้น วังซื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เพิ่งตัดมา เป็ชุดกระโปรงยาวรัดเอวที่ไม่ค่อยได้ใส่ใน่นี้ ซึ่งขับให้เอวของนางบางคอด เผยให้เห็นความพลิ้วไหว นางบรรจงหวีผมของตัวเองอยู่ตรงหน้ากระจกอย่างละเมียดละไม เมื่อเห็นการกระทำเหล่านี้ ถังฉือเย่ก็รู้ทันทีว่า ‘คำพูดในคืนนั้น’ ของนางเปล่าประโยชน์!
แต่ไม่เป็ไร ถังฉือเย่รู้ว่าสุภาพบุรุษจอมปลอมอย่างถังหย่งฟู่นั้นเป็คนรักษาหน้าตาตัวเองที่สุด เพราะฉะนั้นนางเชื่อว่าหลังจากท่านลุงสองกับท่านลุงสี่เข้าไปส่งของขวัญแทนนางมาแล้ว แม้ว่าเหอซื่อจะไม่ได้ทำอะไร แต่ถังหย่งฟู่ก็น่าจะหยุดเื่พวกนี้สักวันสองวัน
หลังจากคิดแก้ไขเื่นี้ได้แล้ว สิ่งที่ถังฉือเย่กังวลก็เหลือเพียงเื่เดียวคือการหาเงิน ดังนั้นเมื่อเดินผ่านบ้านของฉีจิงในตอนเช้าจึงพยายามเหลือบมองเข้าไปอยู่หลายครั้ง พลางนึกในใจว่าวันนี้หากเจอฉีจิงก็จะลองเลียบ ๆ เคียงถามเขาเื่การเข้าไปในูเาลึก แต่แล้วก่อนที่เจอเ้าของบ้านกลับมีใครบางคนเข้ามาหานาง เขายิ้มพลางร้องเรียก
“สาวน้อยเย่! ข้าได้ข่าวว่าเ้าไม่ได้โง่เขลาแล้วหรือ?”
ชายคนนี้เป็คนเสเพล เกกมะเหรกเกเรที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านจวี้เป่า เป็ชายศีรษะล้านแถมยังมีเกลื้อนร่วงเป็แผ่นจนเผยให้เห็นหนังศีรษะเกือบทั้งหัว ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงเรียกเขาว่า เฉินขี้เกลื้อนบ้าง เฉินเสียสติบ้าง
ถังฉือเย่ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด นางจึงพยักหน้าส่ง ๆ ก่อนจะเร่งฝีเท้าออกเดิน เฉินเสียสติผู้นั้นไม่ได้ตามนางมา เขาเพียงลอกฝ่ามือและแกว่งไปมาพลางพลิกหนังตาไม่หยุด ทั้งยังมองจับจ้องไปที่บ้านของฉีจิงด้วยสายตาอาฆาต
หญิงสาวเดินขึ้นไปบนูเาเพื่อเก็บผักและผลไม้ป่ามาบางส่วน เก็บได้ไม่มากนักก็ต้องลงจากูเา เพื่อลงมาหาที่ทำบ่วงกับดักสัตว์ แต่ในขณะที่นางทำไปได้เพียงครึ่ง ถังฉือเย่ก็พบกับเด็กในหมู่บ้านกลุ่มหนึ่งที่กำลังลงมาจากูเาพร้อมกับถังฉือหยิน แต่ละคนล้วนเป็เด็กที่มีอายุราว ๆ แปดถึงเก้าขวบ ผิดกับนางที่ใกล้จะสิบสามอยู่รอมร่อ ราวกับกาน้ำชาในกองถ้วยชา
เมื่อพวกเขาเห็นนางกำลังง่วนอยู่กับการทำบ่วงก็พากันมาห้อมล้อมถามโน่นถามนี่ ถังฉือเย่เองก็ไม่ใช่คนหวงความรู้ นางจึงสอนวิธีทำบ่วงดักสัตว์ให้กับเด็ก ๆ อย่างละเอียด หลังจากพูดคุยสนทนากันสักพัก พวกเขาจึงขอตัวลา และหลังจากนั้นไม่นานนักร่างผอมสูงของฉีจิงก็เดินลงมาจากบนเขา นางเห็นที่เอวเขามีกระต่ายแขวนอยู่ตัวหนึ่ง เมื่อเห็นนางเขาจึงหยุดเดินแล้วมองมาอย่างนิ่ง ๆ
ความจริงถังฉือเย่ชอบท่าทางที่ดูนิ่ง ๆ เช่นนี้ของเขา เมื่อเปรียบเทียบกับพวกที่ดูมีชีวิตชีวา สุภาพเรียบร้อย หรือดุร้ายแล้ว หญิงสาวกลับชอบคนที่เคร่งขรึมดูนิ่ง ๆ อย่างฉีจิงมากกว่า แม้ว่าในตอนนี้จะยังเป็เพียงเด็กหนุ่ม แต่ถังฉือเย่ััได้ว่าภายในใจของชายหนุ่มนั้นมั่นคงแข็งแกร่งราวกับเป็ผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับร้อยปี…มันเป็ความรู้สึกของคนที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมามากมาย ซึ่งแตกต่างกับถังฉือหรงที่สุภาพเรียบร้อยและยึดมั่นในกฎระเบียบอย่างสิ้นเชิง
พอนึกถึงคำพูดที่คุณนายโจวเคยเล่าให้ฟังว่าฉีจิงต้องสูญเสียทั้งพ่อและแม่ไป จนถูกทอดทิ้งไว้ตามลำพังกับน้องชายที่ยังเล็ก ถังฉือเย่ก็เข้าใจความรู้สึกนั้นของเขา นางจึงยิ้มขึ้นแล้วกล่าวคำทักทายก่อน “พ่อหนุ่มฉี ข้ากำลังจะไปหาเ้าพอดี”
“จะไปล่าสัตว์ด้วยกันหรือ?” เขาถามกลับ คิ้วหนา ๆ นั้นเลิกขึ้น นางจึงพยักหน้าน้อย ๆ บอกว่า
“อืม…จะเรียกอย่างนั้นก็ได้ แต่ข้าคิดว่าแถวนี้ไม่ค่อยมีอะไร ข้าอยากชวนเ้าเข้าไปหาของป่ากันในป่าที่ลึกกว่านี้หน่อย เ้ารับหน้าที่ปกป้องข้า หากพบเจออะไร เราก็แบ่งกันคนละครึ่ง หากว่า…”
ถังฉือเย่ยังไม่ทันพูดจบ เขาก็ปฏิเสธอย่างไม่ลังเลว่า “ไม่!”
“ทำไมกัน?”
“เข้าไปในูเาลึก ไปกลับก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองวัน ไม่ล่ะ”
ถังฉือเย่ยังไม่เข้าใจ ปกติแล้วพรานป่าก็ต้องใช้เวลาสามถึงห้าวันเข้าป่าเป็เื่ปกติอยู่แล้วมิใช่หรือ…หรือเป็เพราะเขาไม่นอนในป่า หญิงสาวครุ่นคิดสงสัย จนเวลาผ่านไปครู่หนึ่งฉีจิงจึงอธิบาย
“น้องข้าอยู่บ้านคนเดียว ข้าจึงไม่สามารถนอนในป่าข้ามคืนได้
หญิงสาวแทบจะร้อง ‘อ๋อ!” ออกมาเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขายังมีน้องชายอยู่อีกคน รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมานิดหน่อยเพราะดูเหมือนว่าการเข้าไปในป่าลึกเพื่อหาสมุนไพรมีค่าของนางจะไม่สำเร็จเสียแล้ว ได้แค่คิดอย่างเสียดายว่าหากวังซื่อเป็คนที่ไว้ใจได้สักหน่อย บางทีอาจจะให้วังซื่อช่วยดูแลน้องชายของเขาได้ แต่ว่าในความจริงนั้น …ถังฉือเย่หมดคำพูดเพราะรู้ดีอยู่แก่ใจ นางจึงไม่ได้ทักท้วงอะไร ได้แต่พูดอย่างเสียดาย
“เช่นนั้นก็ช่างมันเถอะ เอาไว้ข้าหาวิธีอื่น”
“แต่หากเ้าล่าสัตว์หรือมาเก็บสมุนไพรบริเวณนี้ก็สามารถเรียกข้าได้ตลอด”
“เื่แค่นี้ข้าคนเดียวก็ทำได้สบาย ๆ อยู่แล้ว เหตุใดต้องเรียกหาเ้าด้วย ข้าไม่เสียชื่อแย่หรอกหรือ?”
ชายหนุ่มจ้องมองนางเขม็ง “แล้วเช่นนั้นเ้าชวนข้าเข้าูเาลึก หรือว่าเ้าไม่กลัวจะเสื่อมเสียชื่อเสียงกัน?”
“เื่แค่นี้เ้าไม่เข้าใจหรือ?” ถังฉือเย่มัดบ่วงกับดักไปพลางคุยกับเขาไปพลาง “สาเหตุที่ข้าต้องเข้าไปในป่าลึกก็เพราะ้าหาของมีค่ามากขึ้นโดยเฉพาะพวกสมุนไพรซึ่งน่าจะคุ้มค่าพอให้ข้าลองเสี่ยง แต่หากได้อะไรเพียงเล็ก ๆ น้อย ๆ ข้าจะเปลืองแรงทำไปทำไมกัน”
ฉีจิงถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็วางคันธนูและลูกศรล่าสัตว์ลงพร้อมย่อตัวลงแล้วช่วยนางทำบ่วงกับดัก
ถังฉือเย่อมยิ้มพลางกล่าวเสียงสดใส “ถึงแม้ว่าบ่วงนี้จะจับกระต่ายได้ ข้าก็ไม่แบ่งให้เ้าหรอกนะ”
“ข้ารู้อยู่แล้ว”
“แล้วเหตุใดเ้าจึงช่วยข้า?”
“เป็เพื่อนกับเ้า ทำดีกับเ้าไว้ ต่อไปจะได้ไปล่าสัตว์ไปเก็บสมุนไพรด้วยกัน”
ถังฉือเย่หยุดกึก เหลียวมองเขาด้วยสายตาสงสัย รู้สึกแปลกใจอยู่หน่อย ๆ ที่จู่ ๆ เขาก็ยอมเป็เพื่อนกับนาง…หรือว่าเขาหวังผลประโยชน์อะไร? ด้วยเหตุนี้นางจึงถามและชายหนุ่มก็ตอบอย่างแ่เบา
“เ้ารู้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ…ว่าข้าเกิดมาก็มีโชคชะตาอาภัพนัก เมื่อเทียบกับเ้าแล้วน่าจะยังโชคดีกว่าข้ามาก”
ถังฉือเย่มองเขาอย่างเห็นใจพลางส่งยิ้มเป็กำลังใจให้นิดหนึ่ง แล้วจึงพูดคุยเื่อื่นกันไปพร้อมกับทำบ่วงดักจับสัตว์ไป จนกระทั่งเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มมืดแล้วหญิงสาวจึงเอ่ยคำลาเพื่อรีบกลับบ้าน…พอมาถึงก็พบว่าไม่มีอาหารเหลืออยู่เลย พอเข้าไปในห้องเห็นวังซื่อกำลังนั่งหวีผมอยู่หน้าอ่างทองแดง ไม่มีทีท่าว่าไม่สบอารมณ์และไม่มีร่องรอยการมาของ ‘ใคร’ นางจึงโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
พอเห็นเสี่ยวเหยานอนอยู่บนเตียง นางรู้สึกแปลก ๆ จึงเอ่ยถามว่า “เหยาเอ๋อร์ ยังไม่ค่ำเลยจะเข้านอนแล้วเหรอ?”
ใบหน้าของวังซื่อยังเ็าและเรียบเฉย ถังฉือเย่เองก็ไม่ได้รอคำตอบของน้องสาวเพราะนางต้องรีบไปทำอาหาร รอจนอาหารถูกนำมาวางบนโต๊ะแล้วนั่นแหละ นางจึงหันไปเรียกเสี่ยวเหยาอีกครั้ง “เหยาเอ๋อร์? ลุกมากินข้าวเร็ว”
ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของเด็กหญิง ถังฉือเย่จึงสาวเท้าเร็ว ๆ ไปดึงนางขึ้นมา เมื่อฝ่ามือัักับใบหน้าของนางก็ต้องลุกขึ้นในทันที! เพราะใบหน้าของเสี่ยวเหยานั้นร้อนผ่าว เนื้อตัวสั่นไปทั่งร่าง ถังถือเย่จึงหันไปถามวังซื่อเสียงร้อนรน
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นท่านแม่!?”
วังซื่อที่ม้วนผมทรงใหม่อยู่ตรงหน้าอ่างทองแดงอย่างตั้งใจ เมื่อได้ยินเสียงนั้นก็ใพลางหันหน้ามามองด้วยความหงุดหงิด “เ้าจะเสียงดังทำไมกัน ข้าใแทบแย่!”
ตอนนั้นเองที่ถังฉือเย่รู้สึกโกรธจัดจนตัวสั่นเทิ้มไปหมด นางกัดฟันกรอดพลางประคองเสี่ยวเหยาขึ้นมา “เสี่ยวเหยาไม่สบาย นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
วังซื่อผงะไป จากนั้นก็รู้สึกรำคาญเล็กน้อย ถามกลับมาหน้าตาเฉยว่า “ข้าเป็แม่เ้า เ้าพูดกับผู้ใหญ่ด้วยท่าทีเช่นนี้หรือ?”
‘เ้ายังรู้ตัวหรือว่าเป็แม่!’
หญิงสาวคิดในใจก่อนจะอุ้มเสี่ยวเหยาขึ้นมาแล้วเดินอย่างทุลักทุเลออกไปด้านนอก วังซื่อลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตามออกมา เมื่อคลำหน้าผากของเสี่ยวเหยาก็ทำหน้าเหยเกพึมพำเบา ๆ ว่า
“ไม่แปลกหรอกก็นางตื่นเช้ามาไม่กินอะไรเลย เอาแต่นอนี้เีทั้งวัน”
.
.
.