เมื่ออายุย่างเข้า18 เธอก็ได้รับการปลูกสัมพันธ์จากชายหนุ่มที่มีเชื้อสายขุนนางและลูกผู้ลากมากดีแห่งวงสังคมชั้นสูงทั้งหลายนอกจากนี้ก็ยังมีทั้งเ้าชายดยุคและแม้แต่กษัตริย์หนุ่มแห่งอาณาจักรเล็กๆอีกถึงสองแห่งจนกระทั่งเมื่อถึงวันวิปโยคแห่งชีวิต เมื่อทั้งท่านพ่อและท่านแม่ต้องสิ้นพระชนม์ลงพร้อมกันโลกอันสดสวยของเธอก็มืดมนลงโดยพลัน
ซีซิลถอนหายใจแล้วก็สูดลมหายใจลึกเข้าไว้อีกครั้ง อย่างน้อยอากาศที่เกสต์ เฮ้าส์แห่งนี้ก็ไม่ได้อบอวลด้วยกลิ่นสาบม้าสาบคนและกลิ่นเหม็นอับด้วยความชื้นอย่างเช่นอากาศตามถนนในกรุงลอนดอน
มีเสียงเคาะเบาๆดังขึ้นตรงหน้าประตูขัดจังหวะความคิดของเธอ...
“ทรงตื่นอยู่หรือเปล่าเพคะ...?”เป็เสียงถามที่คุ้นหูของแอน ฟาราเดย์ ผู้เป็ทั้งพระสหายสนิทและนางสนองพระโอษฐ์
ในครู่สั้นๆนั้นที่ซีซิลคิดจะไม่ตอบทั้งนี้เพราะเธอมีเวลาอยู่กับตัวเองน้อยมาก มันเป็่เวลาที่มีค่าที่สุดตามความเป็จริงแล้วนับแต่มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นซึ่งทำให้ท่านพ่อและท่านแม่ต้องสิ้นพระชนม์ลงเมื่อสองปีก่อนและกับ “เหตุร้าย” ที่เกิดขึ้นกับเธอเมื่อไม่นานมานี้ทำให้ผู้ใกล้ชิดทุกคนต่างคอยระแวดระวังเธอมากขึ้นกว่าเดิม
ทุกคนต่างคิดว่า ความเงียบขรึมที่เกิดขึ้นกับเธอนั้นเนื่องมาจากเธอยังโศกเศร้าเสียใจไม่หาย
แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้เป็เช่นที่ใครคิด เธอกำลังครุ่นคิดหาหนทางที่จะแก้แค้นมากกว่า
“เข้ามาสิ แอน” ซีซิลรับสั่งเบาๆพอได้ยิน
ประตูเปิดออกและแอน ฟาราเดย์สาวสวยผู้มีเรือนผมสีบลอนด์สลวยยาวลงคลุมไหล่ ก็เดินถือตะเกียงเข้ามาในห้องสีหน้าและแววตากรุ่นกังวล
“ไม่ทรงเป็อะไรใช่ไหมเพคะ ซีซิล?”
“ฉันจะเป็อะไร...สบายดีทุกอย่าง”
“แล้วทรงรู้ไหมเพคะว่านี่มันกี่โมงกี่ยามกันแล้ว...?”
“ไม่รู้หรอก ว่าแต่มันดึกมากหรือว่าใกล้สว่างแล้วล่ะ...?”รับสั่งถามโดยไม่หันไปมองนาฬิกาที่ติดอยู่ข้างผนังห้องเสียด้วยซ้ำ
“ตีสามแล้วเพคะ”
“ถือเป็คำตอบได้ทั้งสองคำถามเลยสินะ”
“นี่ทรงนอนไม่หลับอีกแล้วหรือเพคะ?” แอนถามด้วยสีหน้าห่วงใย
“ใช่...”ซีซิลตอบสั้นๆเพียงแค่นั้น
เลดี้ แอนฟาราเดย์อยู่ใกล้ชิดเคียงข้างเ้าหญิงน้อยมาั้แ่ครั้งยังเด็กไม่มีใครอีกแล้วที่จะสนิทรู้ใจเ้าหญิงดีกว่าเธอ
“ซีซิล...นี่หมายความว่าทรงฝันแบบนั้นอีกแล้วหรือเพคะ?” เธอหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่า “ฝันร้าย”
“ฉันเพียงแต่ตื่นขึ้นมาเฉยๆเท่านั้น”รับสั่งเลี่ยงเสีย ซึ่งมันก็เป็ความจริง เพียงแต่ไม่ทั้งหมดเท่านั้น
“แล้วตื่นเพราะอะไรล่ะเพคะ?
“ไม่รู้สิบางทีอาจจะเป็เพราะผิดที่ละมัง ทั้งผิดเตียง ผิดห้องนอนอีกอย่างหนึ่งลอนดอนมันก็ไม่มีอะไรเหมือนแซง-ซีเมียงเลยสักอย่าง”
“แต่มันก็น่าตื่นเต้นตื่นใจมากใช่ไหมล่ะเพคะ?” ดวงตาของแอนเป็ประกาย “หม่อมฉันยังจดจำงานราตรีทุกค่ำคืนที่เต็มไปด้วยพวกหนุ่มหล่อนั่นได้ดีทีเดียวเพคะนอกจากนั้นก็ยังมีงานเลี้ยงอาหารค่ำ งานบอลหรูหรา งานเลี้ยงต้อนรับได้รับการเชิญไปดูคอนเสิร์ต ไปดื่มน้ำชายามบ่ายหรือไม่ก็ไปรับประทานอาหารเช้า...โอย...รายการมันช่างมากมายก่ายกองไปกันแทบไม่หวาดไม่ไหวทีเดียว หม่อมฉันเต้นรำทุกเพลงเลยนะเพคะสนุกอย่างเหลือจะหาอะไรเปรียบเลยละเพคะ”
“ฉันเชื่อ”
“เอ้อ...”แอนอึกอักขึ้นมาทันที“หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจะพูดพล่าม...”
“ไม่เป็ไรหรอกน่าแอน ฉันไม่ได้รังเกียจอะไรสักหน่อย”ซีซิลทำท่าปิดปากหาว “เห็นจะต้องเข้านอนเสียที ตอนนี้ชักง่วงขึ้นมาจริงๆแล้วพบกันตอนเช้านะ”
“เพคะ ราตรีสวัสดิ์เพคะ”
“ราตรีสวัสดิ์ แอน “ซีซิลรีบตอบรับจากใต้ผ้าห่ม
ในที่สุดประตูก็ปิดลงอย่างเงียบกริบ...
ซีซิลรอเวลาอยู่ครู่ใหญ่ แต่ก็ยังอดทนรอให้นานกว่านั้นอีกเล็กน้อยเพื่อความแน่ใจก่อนจะเลื่อนตัวลงจากเตียง ครั้งนี้ไม่ได้จุดไฟขึ้นเพียงแต่เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าต่าง เพ่งสายตามองลงไปยังสวนไม้ดอกเบื้องล่างเกิดความรู้สึกอยากจะลงไปเดินในสวนแห่งนั้นขึ้นมา
เธอรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดสีขาวเรียบๆสวมรองเท้าคู่ที่สวมสบายที่สุด ก่อนจะลงบันไดไปชั้นล่างด้วยฝีเท้าเงียบกริบนับเป็ความชำนาญอีกอย่างหนึ่งที่เธอเฝ้าฝึกฝนเพื่อเอาไว้ใช้ในยามจำเป็
กุญแจประตูสวนอยู่ในลิ้นชักโต๊ะไม้มะฮอกกานีขนาดใหญ่ ซึ่งเป็โต๊ะทำงานของท่านเ้าของบ้านซึ่งพำนักอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่ เธอมั่นใจว่า จูเลียน แฟรงคลิน เกสท์ผู้มีบรรดาศักดิ์เป็เอิร์ลแห่งสแตนโฮป จะไม่รับเกียจแน่ถ้าเธอขอยืมกุญแจเพื่อไขประตูเข้าไปเดินเล่นในสวนไม้ดอกของเขาโดยเฉพาะเมื่อเขามีน้ำใจให้เธอเข้ามาพำนักอยู่ที่คฤหาสน์หลังนี้และยังอนุญาตให้เธอใช้รถม้า รวมทั้งคนรับใช้ทุกคนที่อยู่ในบ้านหลังนี้ขณะที่ตัวเขาเองนั้นเดินทางไปทัสคานี่
ซีซิลพบกุญแจดอกนั้นและเพียงแค่สอดกุญแจเข้าไปในรู ออกแรงบิดเบาๆประตูรั้วนั้นก็เปิดออกและซีซิลก็ก้าวเข้าไปในสวนไม้ดอกแห่งนั้นยินดียิ่งนักที่จะได้อยู่เพียงลำพังเสียที...
มันต้องเป็ผีแน่ๆ...
นั่นเป็ความคิดแรกที่ผ่านเข้ามาในสมองของเจมส์เกรย์...
แล้วเขาก็ได้คิดว่าสิ่งที่กำลังเคลื่อนตัวมาตามเส้นทางเดินในสวนตรงมายังเขาที่กำลังเดินอยู่เช่นกัน คือสตรีที่ห่อหุ้มเรือนร่างอยู่ในชุดสีขาวนับแต่หมวกฮู๊ดจนถึงรองเท้าที่เธอสวมใส่อยู่
หญิงสาวในชุดสีขาว...!
และทันใดต่างฝ่ายต่างก็ชะงักฝีเท้าลง...
แม้จะอยู่ห่างจากกันไม่มากแต่เจมส์ก็ยังไม่อาจมองเห็นใบหน้าเธอได้ไม่เพียงแต่เพราะมันเป็ยามดึกที่ม่านหมอกปกคลุมทั่วทั้งสวนหนาแน่นแต่ปีกหมวกฮู๊ดยังบดบังใบหน้าเธอไว้อีกด้วย
เป็ครู่ที่ต่างฝ่ายต่างยืนนิ่งงัน...
และแล้วหญิงสาวก็เป็ฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน น้ำเสียงของเธอเจือด้วยสำเนียงที่เจมส์ไม่อาจบอกได้ว่าเป็ฝรั่งเศส อิตาเลี่ยนหรือว่าเวียนนิสอย่างไรก็ตามมันเป็คำถามห้วนๆเช่นผู้มีสิทธิ์พึงรู้
“นั่นใคร...?”
“ก็ใครล่ะที่้ารู้...ผมขอถาม?”เจมส์สวนกลับไป
ไม่มีคำตอบกลับมาในทันทีฝ่ายหญิงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย มากพอที่เจมส์จะมองเห็นปลายคางที่มีเฟอร์อำพรางอยู่
“ถ้าเช่นนั้นฉันก็เห็นจะต้องบอกให้รู้...ว่าสวนแห่งนี้เป็ทรัพย์สินส่วนบุคคล
เจมส์เองก็หงุดหงิดไม่น้อยที่ต้องรับรู้ว่าในสวนแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงเขาคนเดียว
“ผมทราบดีครับ คุณผู้หญิง”
“การที่จะเข้ามาในสวนนี้ได้จะต้องใช้กุญแจไขเปิดประตูรั้วเข้ามา” เธอกล่าวต่อ
เจมส์ไม่ตอบเขาเพียงแต่ล้วงลงไปในกระเป๋า หยิบกุญแจออกมาชูในท่ามกลางแสงสลัวของโคมไฟจากมุมสวน
“ดอกนี้ใช่ไหมครับ?”
เจมส์ไม่ทันสังเกตเห็นว่าหญิงสาวเองก็หยิบกุญแจที่เธอน่าจะซ่อนไว้ในเนื้อตัวตรงไหนสักแห่งออกมาด้วยเช่นกัน
“ฉันก็มีกุญแจ”เธอนิ่งอึ้งไปเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เจมส์เป็ฝ่ายชิงพูดขึ้นเสียก่อน
“ถ้าเช่นนั้นผมคิดว่าเราสองคนต่างได้รับอนุญาตให้เข้ามาเดินเล่นในสวนนี้ได้นะครับ”
“ก็น่าจะเป็อย่างนั้น”เธอตอบอย่างไม่เต็มใจนัก
“ผมเป็แขกมาพักอยู่ที่คอร์กเฮ้าส์ครับ” เขาบอก
“ฉันก็เป็แขกเหมือนกันค่ะพักอยู่ที่เกสท์ เฮ้าส์” เธอตอบเสียงเบาก่อนจะกล่าวต่อว่า“ถ้าเช่นนั้นเชิญคุณเดินต่อเถอะค่ะ...ฉันจะไปตามทางของฉันเหมือนกัน”
“เอ้อ...”ดูเหมือนเจมส์เพิ่งจะตั้งสติได้เขากระแอมเบาๆ “คือ...เอ้อ...ในฐานะสุภาพบุรุษ ผมคงจะดูไร้น้ำใจอย่างมากถ้าไม่ได้เตือนให้คุณทราบเสียก่อนว่า ในสวนแห่งนี้ไม่เหมาะที่สุภาพสตรีอย่างคุณจะออกมาเดินเล่นคนเดียวตอนกลางดึกอย่างนี้นะครับ”
“ขอบใจค่ะ ที่คุณแสดงความเป็ห่วง”ดูเหมือนในฐานะสุภาพบุรุษอีกเช่นกัน ที่ทำให้เขาไม่มีทางเลือกบัดนี้มันกลายเป็ว่า เธอจะต้องอยู่ในความรับผิดชอบของเขาเสียแล้ว