เฉินเหมียวเหมี่ยวแม้ปากจะพูดเหมือนนักเลง แต่ร่างกายของนางกลับทำตามสัญชาตญาณ นางใช้กำลังทั้งหมดที่มีปกป้องเจ้าตัวเล็กเอาไว้ ขณะกระโดดเข้าไปในตำหนักศักดิ์สิทธิ์
ทันใดนั้นก็เกิดความรู้สึกไร้น้ำหนัก ราวกับตกลงไปในเหวลึก!
“บัดซบ!”
เฉินเหมียวเหมี่ยวหวาดวิตก
หรือนางจะตัดสินใจผิดอย่างนั้นหรือ?
ที่นี่ไม่ใช่ทางออกอย่างนั้นหรือ?
จบกัน!
เฉินเหมียวเหมี่ยวปกป้องเจ้าตัวเล็กในอ้อมกอดเอาไว้ตามสัญชาตญาณ คิดว่าเมื่อตกลงไปหากไม่แหลกเป็นชิ้น ๆ ก็คงจะแขนขาหักเป็นแน่
แต่คิดไม่ถึงว่าจู่ ๆ จะตกลงไปในอ้อมกอดที่อ่อนโยน ปลอดภัย แต่มีความเย็นชาแฝงอยู่เล็กน้อย จมูกของนางสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมเย็นที่คุ้นเคยอย่างมาก
นางลืมตาขึ้นด้วยความยินดี และแล้วก็ได้เห็นหน้ากากอันประณีตที่แสนคุ้นเคยจริง ๆ
“ม่อเสวียนหมิง!”
นางอุทานออกมาด้วยความดีใจอย่างยิ่ง
“เป็นเจ้าจริง ๆ หรือ?”
ม่อเสวียนหมิงอุ้มร่างเล็กและร่างที่เล็กกว่าเอาไว้อย่างมั่นคง หากเขากำลังอุ้มพระจันทร์เต็มดวงเอาไว้ แสงจันทร์ที่เจิดจ้าก็คงจะเป็นรอยยิ้มของนาง ที่สะท้อนมายังดวงตาของเขา
ราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังกระสับกระส่ายถูกลูบขนปลอบโยน เสียงฟ้าผ่าโดยรอบหยุดลงทันที ท้องฟ้าพลันกลับมาสดใสดังเดิม
“ข้าเอง”
ม่อเสวียนหมิงเอ่ยเสียงเรียบ หากเฉินเหมียวเหมี่ยวตั้งใจฟังสักนิดก็จะสามารถสัมผัสได้ถึงความขุ่นมัวในน้ำเสียงของเขา
แต่ในใจของเฉินเหมียวเหมี่ยวเวลานี้เหมือนกับเพิ่งนั่งรถไฟเหาะมา ใจจึงเต้นตึกตักไม่เป็นส่ำ และม่อเสวียนหมิงก็คือพื้นดินอันหนักแน่นที่ทำให้นางกลับสู่ความเป็นจริง
นางจึงไม่ได้สนใจอะไรอีกแล้ว กอดม่อเสวียนหมิงเอาไว้แล้วพูดขึ้น “ขอบคุณ!”
‘ขอบคุณพี่ชายที่รับพวกเราไว้ พี่ชายจงเจริญ!’
เฉินเหมียวเหมี่ยวกอดเขาแน่นขึ้น แน่นจนทำให้ม่อเสวียนหมิงที่ปกติเป็นคนเย็นชาถึงกับทำตัวไม่ถูก มีเพียงใจที่เต้นแรงขึ้นเรื่อย ๆ
เขาคิดว่านางคงจะหวาดกลัวมากกระมัง
ไม่เช่นนั้นคนที่หาญกล้าจะเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?
ขณะที่ม่อเสวียนหมิงยกมือขึ้นอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ลังเลว่าควรจะปลอบโยนนักต้มตุ๋นผู้นี้สักหน่อยหรือไม่ เด็กน้อยที่ถูกทั้งสองกดทับไว้กลางอ้อมกอดก็เริ่มดิ้น และตะโกนออกมาอย่างอ่อนแรง “...เหมียวเหมี่ยว...ข้ายังอยู่นี่...”
เฉินเหมียวเหมี่ยวรีบดันตัวออกจากอ้อมแขนของม่อเสวียนหมิง “โอ๊ะ ขออภัยด้วย ๆ ตัวเล็ก เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่ ตกใจมากหรือไม่?”
ม่อเสวียนหมิงหลุบตาลง มองอ้อมแขนที่ว่างเปล่าของตนเองเงียบ ๆ “...”
เจ้าตัวเล็กเมินบิดาของตัวเอง ทั้งยังเอ่ยกับเฉินเหมียวเหมี่ยวเสียงหวาน “ข้าไม่เป็นไร ว่าแต่คนเมื่อครู่เป็นใคร พวกเราไปที่ใดมากันแน่ ตัวเล็กตกใจมากเลย ตอนที่กระโดดลงมาก็ตื่นเต้นมากด้วย!”
เจ้าตัวเล็กตื่นขึ้นระหว่างทาง แต่เหมียวเหมี่ยวส่งสัญญาณให้เขาหลับต่อ เขาจึงนอนในอ้อมแขนของนางอย่างเชื่อฟัง เขาเชื่อว่าเหมียวเหมี่ยวต้องสามารถพาเขาออกไปได้อย่างแน่นอน
แล้วก็จริง!
เขาและเหมียวเหมี่ยวบินมาด้วยกัน!
เฉินเหมียวเหมี่ยวยิ้มอย่างขอลุแก่โทษให้ม่อเสวียนหมิง ก่อนจะก้มลงมองลายบนข้อมือของตัวเอง มันส่องแสงระยิบระยับเล็กน้อย ทั้งยังแผ่ไอร้อนออกมา
“ไม่รู้สิ...” เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่คิดจะปิดบังม่อเสวียนหมิง นางเอ่ยออกมาตามที่ตัวเองเข้าใจ “แต่ข้าเดาว่าเมื่อครู่เราเข้าไปในโลกของลายนี้มา เจ้าของเสียงนั่นคงจะถูกขังเอาไว้ในนั้น บางทีเลือดของข้าอาจเป็นสิ่งที่ทำลายโซ่ตรวนหรือทำให้เขาได้รับอิสระก็เป็นได้”
เจ้าตัวเล็กอ้าปากค้าง พร้อมกับปรบมือให้เฉินเหมียวเหมี่ยวอย่างแรง ราวกับลูกแมวที่กำลังดีใจ
“เหมียวเหมี่ยวฉลาดจังเลย ท่านรู้ได้อย่างไรกัน?”
เฉินเหมียวเหมี่ยวบีบจมูกของเด็กช่างประจบแล้วเอ่ยต่อ “ประการแรก ไม่ว่าอย่างไรเขาก็พยายามกล่อมให้ข้าทำพันธสัญญาให้ได้ หากไม่ทำพันธสัญญากับพวกสุดยอดสมบัติ ก็ทำพันธสัญญากับโลกศูนย์กลางใบนั้น สรุปก็คือ เขาต้องการเลือดของข้า
ประการที่สอง ในเมื่อเขาต้องการเลือดของข้า เหตุใดจึงไม่ลงมือเองล่ะ นี่ก็หมายความว่าเขาอาจจะไม่สามารถทำอะไรได้อย่างอิสระ บางทีอาจเป็นเพราะกฎบางอย่าง เขาจึงไม่สามารถทำร้ายข้าได้ ดังนั้นจึงทำได้เพียงหลอกล่อข้าเท่านั้น”
“อืม ๆ ๆ!”
“แต่บนโลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดที่จะได้มาโดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยน จู่ ๆ เขาก็บอกว่าจะมอบสมบัติให้ข้า และยังบอกว่าจะให้ข้าครองโลก ใช้นิ้วหัวแม่เท้าคิดก็รู้แล้วว่าเรื่องนี้มันไม่ปกติ”
“อืม ๆ ๆ!”
เมื่อเห็นเจ้าตัวเล็กมองด้วยดวงตาเป็นประกาย เฉินเหมียวเหมี่ยวก็ไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “เอาละ เจ้าขอบคุณพี่ชายท่านนี้หรือยัง หากไม่ใช่เพราะเขารับเราเอาไว้ เกรงว่ากระดูกของพวกเราคงจะแหลกเป็นชิ้น ๆ ไปแล้ว”
เจ้าตัวเล็ก “…”
พี่ชาย???
ม่อเสวียนหมิง “…”
ชายหนุ่มกับเด็กน้อยสบตากัน
เจ้าตัวเล็กกระแอมเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “เอ่อ ขอบคุณ...เอ่อ...พี่ชายขอรับ”
ม่อเสวียนหมิงเวลานี้รู้สึกสับสนอย่างมาก เขาพยักหน้ารับอย่างงง ๆ “เรื่องโลกใบนั้นที่เจ้าพูดถึง หากเจ้าเชื่อใจข้า ให้ข้าช่วยดูให้ดีหรือไม่?”
เจ้าตัวเล็กกลอกตามองบนเงียบ ๆ “…”
ท่านคิดว่าเหมียวเหมี่ยวเป็นพวกท่านอาบนเกาะหรืออย่างไร ถึงวางท่าเช่นนี้!
เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่ได้คิดอะไรมาก นางถลกแขนเสื้อขึ้นเผยให้เห็นข้อมืออันขาวเนียนปรากฏขึ้นตรงหน้าม่อเสวียนหมิง ก่อนจะเอ่ยอย่างสบาย ๆ “เช่นนั้นก็ต้องรบกวนท่านม่อด้วยเจ้าค่ะ!”
แขนของสาวน้อยเรียวสวย ผิวขาวเรียบเนียนราวกับหยกงามที่ไร้ตำหนิ ตราลายเปลวไฟสีแดงประทับอยู่บนนั้น ยิ่งทำให้มีเสน่ห์และงดงาม ราวกับชาดบนหิมะสีขาว ยิ่งทำให้มันดูโดดเด่นและน่าทึ่ง
ริมฝีปากบางของม่อเสวียนหมิงเม้มเข้าหากันเบา ๆ พยายามเพ่งความสนใจไปที่ลายนั้น แต่กลับไม่สามารถมองออกได้ จึงทำได้เพียง “ขออนุญาตด้วย”
น้ำเสียงของเขาดูเหินห่าง ปลายนิ้วเรียวและแข็งแรงสัมผัสลงไปบนผิวของนาง แผ่ความเย็นออกมาเล็กน้อย ทำให้รู้สึกคันนิดหน่อย จนเฉินเหมียวเหมี่ยวอยากจะชักมือกลับ
จากนั้นพลังอันมหาศาลไร้ขอบเขตก็หลั่งไหลเข้ามาตรงจุดที่ทั้งสองสัมผัสกัน แต่เหมือนกับจมลงไปในมหาสมุทร ไร้ซึ่งร่องรอยใด ๆ
เฉินเหมียวเหมี่ยวเห็นม่อเสวียนหมิงมีท่าทางเคร่งขรึม ก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มรู้สึกตึงเครียด
“เป็นเช่นไรบ้าง?”
“นี่เป็นโลกศูนย์กลางใบหนึ่งจริง ๆ แต่อย่างอื่นข้าเองก็มองไม่ออก” ม่อเสวียนหมิงเอ่ยออกมาตามตรง พร้อมกับปล่อยมือนางออกอย่างคนให้เกียรติ
“สิ่งเดียวที่สามารถยืนยันได้ก็คือ มันสามารถกลืนกินพลังวิญญาณทั้งหมดได้ บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่เจ้าไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้”
มิน่าล่ะ ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่เกาะ ไม่ว่าพวกเขาจะช่วยเฉินเหมียวเหมี่ยวเพียงใดนางก็ไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้
“ฮะ?” เฉินเหมียวเหมี่ยวกะพริบตาปริบ ๆ “จริงหรือ?”
“อืม ก่อนหน้านี้ลายยังไม่ถูกเปิดออกมา สำหรับเจ้าแล้วโลกใบนี้ก็เหมือนผีเสื้อสีน้ำเงินในความฝัน ดวงจันทร์ที่ถูกบดบัง คล้ายเรื่องจริง คล้ายเรื่องโกหก แต่หลังจากเปิดมันออกแล้ว เจ้าจะเป็นนายของมัน สามารถเข้าออกได้อย่างอิสระ และมีอำนาจปกครองมัน”
“ฮะ?”
เฉินเหมียวเหมี่ยวไม่เข้าใจ
ดวงตาคมเข้มคู่นั้นมองมาที่นาง มีเสน่ห์และลึกล้ำ
ม่อเสวียนหมิงลอบเบนสายตาหนีแล้วเอ่ยต่อ “ข้าหมายความว่า ไม่ว่าเจ้าจะพบสิ่งใดในโลกศูนย์กลางใบนั้นก็ไม่ต้องกลัว เขาไม่สามารถทำร้ายเจ้าได้ เพราะเจ้าต่างหากที่เป็นนายของโลกใบนั้น”
เฉินเหมียวเหมี่ยวรู้แจ้งทันที รู้สึกว่าม่อเสวียนหมิงกำลังปลอบนางอยู่ ด้วยการบอกนางว่า ไม่ต้องกลัวคนที่อยู่ในโลกศูนย์กลางผู้นั้น งั้นหรือ?
คิดไม่ถึงว่าคนที่ดูเย่อหยิ่งเช่นนี้ จะมีจิตใจอ่อนโยนเหมือนกัน
เฉินเหมียวเหมี่ยวยิ้มกว้างออกมา “เอาละ ข้าทราบแล้ว ขอบคุณที่เป็นห่วง”
ม่อเสวียนหมิงหลุบตา ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าไม่ได้เป็นห่วงเจ้า ข้าแค่พูดตามความเป็นจริงเท่านั้น”
เจ้าตัวเล็ก “…”
ผู้อาวุโสอิ๋งที่แอบมองอยู่ไกล ๆ “…”
เอาละ บางทีพวกเขาอาจจะรู้สาเหตุแล้วว่าเหตุใดเหมียวเหมี่ยวจึงเลือกที่จะจากมา พูดจาเช่นนี้ก็สมควรแล้วที่จะต้องอยู่คนเดียว