บทที่ 22
การร่วมมือ
สวีหยางก็พอจะรู้ถึงความล้ำค่าของผลรวมปราณที่ว่าแล้ว แม้ว่าเขาจะยังไม่ก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งการบำเพ็ญ
แต่เขาพอจะคาดเดาได้ว่าสมบัติฟ้าดินอย่างผลรวมปราณล้ำค่าเพียงใด สมบัติที่ช่วยให้สามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตในอีกระดับได้อย่างแน่นอนเช่นนี้ไม่ว่าใครก็้าทั้งสิ้น
เถ้าแก่เนี้ยมู่ยิ้มและอธิบายเพิ่มเติมว่า “คุณชายสวีอาจจะยังไม่รู้ว่าหัวหน้ากองเนตร์ เป็ผู้บำเพ็ญระดับหนึ่งระยะสูงสุดมานานแล้ว อีกฝ่ายเคยหวังจะทะลวงไปยังระดับสองแต่ก็ไม่สำเร็จ ทำให้เขาต้องกลายมาเป็หัวหน้ากองเนตร์ภายในเมืองเล็กๆอย่างเมืองไป๋สือแห่งนี้”
“แต่ก็เหมือนโชคชะตายังไม่ทิ้งเขา เพราะเมื่อเขามาประจำการที่เมืองไป๋สือกับพบเจอความลับที่เ้าเมืองไป๋สือแห่งนี้ปิดบังเอาไว้ มันก็คือต้นรวมปราณที่เติบโตอยู่ภายในอาณาเขตเมืองไป๋สือ”
“เดิมทีเ้าเมืองไป๋สือผู้นั้นพบเจอต้นรวมปราณก่อน แล้วหวังจะหล่อเลี้ยงมันเงียบๆแล้วก็รอเก็บเกี่ยวหลังจากผ่านไปหลายปี”
“แต่ไม่คิดว่าหัวหน้ากองเนตร์ที่มาประจำการใหม่เมื่อหลายปีก่อนจะรู้เกี่ยวกับเื่นี้ แล้วก็อยากจะได้รับผลรวมปราณเช่นกัน นี่ทำให้เ้าเมืองที่ไม่อยากให้เื่ของผลรวมปราณเปิดเผยไปสู่ภายนอกต้องยอมร่วมมือ”
“หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ช่วยกันหล่อเลี้ยงต้นผลรวมปราณมาตลอด”
“แล้วในตอนนี้ก็ใกล้เวลาที่ต้นรวมปราณจะออกผลแล้ว”
เมื่อนางอธิบายมาเช่นนี้สวีหยางก็ยิ่งเข้าใจเ้ากองเนตร์ผู้นั้นมากขึ้นไปอีก อีกฝ่ายคือคนที่ติดอยู่ในระดับหนึ่งขั้นสูงสุดมานานแล้ว และไม่เพียงเท่านั้นยังเคยทะลวงผ่านแต่ล้มเหลว สมบัติชิ้นนี้ในสายตาของอีกฝ่ายจึงกลายเป็สิ่งที่มัน้ามากที่สุด
และหลังจากที่ได้ฟังนางพูดมามากมายเช่นนี้ สวีหยางก็พอจะรู้เื่ที่นางอยากจะให้เขาทำแล้ว เขาจึงเอ่ยถามออกไป “อย่าบอกนะว่าเถ้าแก่เนี้ยมู่ก็หวังจะแย่งชิงผลรวมปราณจากปากของเ้าเมืองและหัวหน้ากองเนตร์?”
แม้ว่าสวีหยางจะรู้ถึงความพิเศษของตนเอง แต่เขาก็ไม่คิดว่าตนเองที่มีพลังระดับปรมาจารย์จะสามารถเข้าไปแย่งชิง ผลรวมปราณที่เป็ของในกระเป๋าของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองของเมืองไป๋สือได้หรอก
ตามที่นางบอกออกมาทำให้เขานั้นรู้ว่าเ้ากองเนตร์ผู้นั้น เป็ถึงผู้บำเพ็ญระดับหนึ่งขั้นสูงสุดผู้นึง เขาในตอนนี้แค่เจอกับผู้บำเพ็ญระดับหนึ่งธรรมดายังไม่รู้เลยว่าจะรับมือได้หรือไม่
ส่วนผู้ยิ่งใหญ่อีกคนก็คือเ้าเมืองไป๋สือที่แม้จะเป็ระดับหนึ่งขั้นปลาย แต่กับสามารถร่วมมือกับเ้ากองเนตร์ได้อย่างเท่าเทียม เห็นได้ชัดเจนว่าพลังของอีกฝ่ายน่าจะแตกต่างกันไม่มากนัก
เพราะสำหรับโลกที่โหดร้ายใบนี้แล้วคนที่สามารถร่วมมือกันได้ ส่วนใหญ่ก็จะเป็คนที่พละกำลังเท่าเทียมกัน เพราะถ้าเกิดเ้าเมืองผู้นั้นอ่อนแอต้นผลรวมปราณในมือของเ้าเมืองไป๋สือก็คงจะถูกบังคับแย่งชิงไปโดยตรงแล้ว
เพราะแบบนั้นสวีหยางจึงคิดว่าตนเองไม่มีความสามารถมากพอจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเื่นี้ได้
“คุณชายสวีมองเื่นี้ดีเกินไปแล้ว”
“แม้ทั้งจวนเ้าเมืองและกองเนตร์จะรวมมือกัน แต่นั่นก็อยู่ในสถานการณ์ที่ผลรวมปราณยังไม่สุกงอมเท่านั้น”
“หลังจากที่ผลรวมปราณสุกงอมข้าเดาได้เลยว่า ทั้งสองฝ่ายจะต้องลงมือแย่งชิงผลรวมปราณแน่นอน”
“เกี่ยวกับเื่การร่วมมืออะไรนั่นไม่มีผลเลยสักนิด อีกอย่างก่อนหน้านี้สำหรับเ้าเมืองไป๋สือที่เดิมทีผลรวมปราณเป็สมบัติในกระเป๋าของตนเอง อยู่ๆก็มีเ้ากองเนตร์ที่หวังจะแบ่งสมบัติของตนเองไปครึ่งนึงจะไม่โกรธแค้นหรือ?”
“แน่นอนว่าย่อมไม่มีทาง!! เ้าเมืองไป๋สือย่อมโกรธอยู่แล้วเขาแค่ไม่อยากให้เื่ของผลรวมปราณแผ่กระจายออกไป ในตอนที่มันยังไม่สุกงอม”
“เพราะถ้าเกิดเื่ของผลรวมปราณกระจายออกไป พวกผู้บำเพ็ญไร้สังกัดมากมายที่ติดอยู่ในระดับหนึ่งมานาน ต้องมาแย่งชิงผลรวมปราณนี้อย่างแน่นอน”
“แต่หลังจากผลรวมปราณสุกงอมเ้าเมืองไป๋สือผู้นั้นก็ไม่ต้องกังวลเื่นี้อีกเพราะแบบนั้นทั้งสองต้องปะทะกันแน่ การร่วมมืออะไรนั่นย่อมเป็เื่ไร้สาระอย่างแน่นอน” เถ้าแก่เนี้ยมู่เอ่ยอธิบายออกมา
สวีหยางฟังเื่นี้อย่างเรียบเฉยเขาไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไร นี่คือสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์ มนุษย์นั้นเห็นแก่ตัวเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว
นี่ไม่ใช่บอกว่ามนุษย์นั้นเป็คนชั่วช้าไปเสียทุกคน แต่เมื่อกล่าวถึงสันดานเดิมของสิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์ที่มักจะคำนึงถึงตนเองก่อนเป็อันดับแรก
เพราะแบบนั้นการที่ทั้งสองฝ่ายที่ร่วมมือกันมานานจะเปิดศึกกันก็ไม่แปลก เพราะเดิมทีการร่วมมือในครั้งนี้ก็ไม่ใช่ความยินยอมของทั้งสองฝ่ายั้แ่ตอนแรก
เ้าเมืองไป๋สือที่ยอมร่วมกับเ้ากองเนตร์ ก็เพราะตนเองนั้นโดนบีบบังคับว่าจะปล่อยข่าวของผลรวมปราณออกไป
ทางเ้ากองเนตร์เองก็รู้เกี่ยวกับความไม่พอใจของเ้าเมืองไป๋สือ ทั้งสองฝ่ายแค่รอเวลาที่จะเผชิญหน้ากันเท่านั้น
สวีหยางไม่รีบร้อนเขายกชาขึ้นมาดื่มพลางกล่าวออกมา “ผู้ฝึกยุทธตัวเล็กๆอย่างข้าจะช่วยอะไรเถ้าแก่เนี้ยมู่ได้ อย่าบอกนะให้ข้าเข้าไปช่วยท่านต่อยตีกับเหล่าผู้บำเพ็ญพวกนั้น แขนขาเล็กๆอย่างข้าคงรับไม่ไหวหรอก”
ที่เขาถามออกไปเช่นนี้ก็เพราะคิดว่าสตรีผู้นี้คงไม่ใช่คนเสียสติ นำเอาข้อเสนอที่เขาไม่มีทางตอบรับมายื่นให้กับเขา
ถึงแม้ว่าเคล็ดวิชาก่อรากปราณจะสำคัญและล้ำค่าแต่ชีวิตนั้นย่อมสำคัญกว่าอยู่แล้ว
แล้วมันก็เป็เช่นนั้จริงๆ เถ้าแก่เนี้ยมู่ยิ้มแล้วเอ่ยจุดประสงค์ของตนเองออกมา “ย่อมไม่ใช่อยู่แล้ว”
“สิ่งที่ข้าอยากให้ท่านทำคือการช่วยสร้างความวุ่นวายภายในเมืองไป๋สือ”
“หืม? แผนดึงดูดความสนใจหรือ?” สวีหยางถามออกไป แต่เขาก็ขมวดคิ้วส่ายหน้าพลางถามต่อ “แต่ท่านบอกว่าผลรวมปราณนั้นล้ำค่ามาก พวกเ้าเมืองใช้ชีวิตของคนมากมายภายในเมืองเพื่อหล่อเลี้ยงมา เกรงว่าเพียงแค่สร้างความวุ่นวายภายในเมืองคงไม่พอกระมัง”
เถ้าแก่เนี้ยมู่ส่ายหน้า “ที่พวกเขากล้าเอาชีวิตของคนในเมืองมาหล่อเลี้ยงต้นรวมปราณก็เพราะมันไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรกับเมือง แต่ถ้าเกิดว่าภายในเมืองเกิดเื่วุ่นวายใหญ่โตจริงๆพวกเขาจะกล้าไม่สนใจหรือ”
เกี่ยวกับเื่แผนดึงดูดความสนใจนี่ไม่ใช่เื่แปลก เป็แผนขั้นพื้นฐานที่สามารถรถทอนกำลังของอีกฝ่ายได้อย่างเห็นผล
เถ้าแก่เนี้ยมู่ยังคงยิ้มอย่างผ่อนคลายแล้วเอ่ยขึ้น “คุณชายสวีอาจจะลืมไปว่าพวกเขาคือขุนนางของราชสำนัก แม้ภายในเมืองไป๋สือทั้งสองจะเหมือนฮ่องเต้ท้องถิ่น แต่เทียบกับราชสำนักต้าเหยียนที่ปกครองหกสิบมณฑลพวกเขาก็แค่ขุนนางตัวเล็กๆเท่านั้น”
“ถ้าเกิดภายในเมืองเกิดเื่วุ่นวายจนส่งผลกระทบในวงกว้างจริงๆ เช่นนั้นพวกเขาจะไม่สนใจก็ไม่ได้แล้ว อย่างน้อยพวกเขาก็ต้องส่งคนของตนเองกลับมา”
“นั่นจะช่วยทำให้ข้าแย่งชิงผลรวมปราณได้ง่ายขึ้น”
สวีหยางยังคงขมวดคิ้วแล้วถามต่อ “ให้ข้าสร้างเื่แล้วกองทัพของเมืองไป๋สือล่ะ ท่านเพิ่งบอกไม่ใช่หรือว่าแม่ทัพเมืองไป๋สือและรองแม่ทัพทั้งสองก็เป็ผู้บำเพ็ญ”
“พวกเขาคงไม่ปล่อยให้ข้าสร้างเื่ในเมืองหรอกกระมัง”
ภายในเมืองไป๋สือแห่งนี้ไม่ได้มีขั้วอำนาจเพียงแค่สองกลุ่มเท่านั้น ยังมีกองทัพประจำเมืองที่ถูกควบคุมโดยแม่ทัพพิทักษ์เมืองอยู่อีก
ตามที่นางกล่าวออกมารู้สึกว่าภายในกองทัพแม่ทัพและรองแม่ทัพทั้งสองก็เป็ผู้บำเพ็ญเช่นกัน
เถ้าแก่เนี้ยมู่ยิ้มอย่างมีเลศนัย “เื่นั้น… คุณชายสวีท่านคิดจริงๆหรือว่าผลประโยชน์เช่นนี้กองทัพจะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว”
สวีหยางเลิกคิ้ว
“พวกเขาก็แค่รอเวลาเท่านั้นถึงเวลาจริงๆคงไม่ได้มีแค่จวนเ้าเมืองหรือกองเนตร์หรอก แม้แต่กองทัพหรือผู้บำเพ็ญอีกหลายคนที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองก็คงจะลงมือกันทั้งนั้น เมื่อถึงเวลานั้นผู้บำเพ็ญที่เป็ตัวตนที่แข็งแกร่งทั้งหมดในเมืองจะถูกดึงดูดออกไปนอกเมืองทั้งหมด”
“ท่านที่เป็ตัวตนระดับปรมาจารย์ย่อมเป็ตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองไป๋สืออยู่แล้ว”