บทที่ 19 เรียนวาดภาพ
"ท่านน้าซาน" เด็กหญิงที่มากับฮูหยินเฮ่อเมื่อครู่เดินเข้ามา ค่อย ๆ ดึงแขนเสื้อของเฮ่อซานหลาง
เฮ่อซานหลางได้สติ เมื่อเห็นหลานสาว สายตาก็อ่อนโยนลง
"หว่านเอ๋อร์มาแล้วหรือ มารดาเ้าเล่า?"
มู่หรงว่านเงยหน้าขึ้นกล่าว "จวนอ๋อง่นี้มีธุระยุ่งมาก ท่านแม่ไม่มีเวลาว่าง วันนี้จึงมีเพียงข้ามาเยี่ยมท่านยายเ้าค่ะ"
ตระกูลเฮ่อมีบุตรชายสามคนและบุตรสาวหนึ่งคน บุตรสาวคนเดียวคือเฮ่อเหยียนได้แต่งงานกับองค์ชายเจ็ด บัดนี้นางได้เป็ชายาองค์ชายเจ็ดแล้ว
มู่หรงหว่านเป็เด็กน้อยที่ฉลาดน่ารัก ปีนี้อายุเพียงหกขวบ แต่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็เหิงหยางจวิ้นจู่*[1]แล้ว
"ท่านน้าสาม ท่านตาพูดว่าท่านน้าเลียนแบบผู้ใดหรือ?"
เฮ่อซานหลางคลี่กระดาษวาดภาพบนโต๊ะใหม่ จุ่มพู่กันลงในน้ำหมึก
"กำลังพูดถึงบุรุษที่งดงามที่สุดในฉางอัน"
มู่หรงหว่าน "ก็ท่านน้าสามไม่ใช่หรือเ้าค่ะ? ทุกคนต่างพูดกันว่าท่านน้าสามงดงามหาใครเทียบได้ยาก ทั่วทั้งแคว้นต้าอวี๋หาคนที่สองไม่ได้"
พู่กันและหมึกเคลื่อนไหวบนกระดาษ
ดอกกล้วยไม้ที่เรียบง่ายงดงามค่อย ๆ ปรากฏขึ้นใต้ปลายพู่กัน
เสียงอันเ็าและขมขื่นของเฮ่อซานหลางดังขึ้น
"ข้าไม่ใช่"
"แม้ข้าจะเลียนแบบไปชั่วชีวิต ก็ยังไม่อาจเทียบเท่าเขาได้"
…
เขาเฮยเฝ่ย
หลังจากฝนตกหลายครั้งในฤดูใบไม้ผลิ หญ้าเขียวบนูเาก็งอกงามอย่างรวดเร็ว
ซูจือจือและเซวียเช่อนอนคว่ำอยู่บนแผ่นหินใหญ่เพื่อวาดภาพ
แผ่นหินใหญ่ถูกขัดจนเรียบ ด้านล่างมีหินก้อนเล็ก ๆ หลายก้อนรองรับเพื่อยกให้สูงขึ้นและยึดให้มั่นคง
ด้วยเหตุนี้ แผ่นหินใหญ่จึงกลายเป็โต๊ะกลางแจ้งขนาดใหญ่
วันนี้เป็วันเรียนวิชาวาดภาพ
ซูจือจือเรียนที่โรงเรียนส่วนใหญ่เน้นการอ่านเขียนเป็หลัก แต่จะมีหนึ่งวันในแต่ละเดือนที่ได้เรียนวาดภาพ
นี่เป็สิ่งที่ซูจือจือเริ่มอ้อนวอนขอเรียนั้แ่ปีที่แล้ว นางรู้สึกว่าการวาดภาพสนุกกว่าการเขียนตัวอักษรมาก
ผู้เฒ่าฉินไม่รู้เื่การวาดภาพเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นหน้าที่นี้จึงตกเป็ของหัวหน้าหมู่บ้านห่าวเหริน
ขงหวู่เพียงแค่ต้องรู้หนังสือ ไม่จำเป็ต้องเรียนวาดภาพ ดังนั้นวันนี้จึงไม่มาเรียน มีเพียงซูจือจือและเซวียเช่อสองคนเท่านั้น
ห่าวเหรินวาดภาพหนึ่งภาพเป็ตัวอย่างให้ซูจือจือและเซวียเช่อดู
"ต้องมีภาพอยู่ในใจก่อนจะลงพู่กัน จำไว้ว่าความว่างและความทึบต้องเกื้อกูลกัน อีกทั้งการลงพู่กันต้องไม่เร็วเกินไป..."
เซวียเช่อมองดูห่าวเหรินวาดูเาเพียงไม่กี่ลายเส้น ทิวทัศน์โดยรอบเขาเฮยเฝ่ยก็ปรากฏขึ้นบนแผ่นกระดาษ
ขุนเขาเขียวขจี ลำธาร ทุ่งนา และหมู่เมฆที่ลอยล่อง
ภาพทิวทัศน์แห่งฟ้าดินถูกบรรจงวาดลงบนม้วนภาพเล็ก ๆ นี้
เซวียเช่อเรียนรู้เทคนิคการจัดองค์ประกอบภาพจากห่าวเหรินแล้วเริ่มวาดภาพทิวเขา
ระดับสูงต่ำสลับซับซ้อน ใกล้ไกลเป็ระเบียบ
ห่าวเหรินเหลือบมองหนึ่งครั้ง ดวงตาฉายแววชื่นชม
แม้แขนซ้ายของซูจือจือจะาเ็ แต่มือขวาก็จับพู่กันวาดภาพบนกระดาษไม่หยุด
ห่าวเหรินชะโงกไปดูแล้วถึงกับพูดไม่ออก
ลายเส้นของจือจือไม่อาจเรียกได้ว่าคล้ายคลึงกับของเขา มีแต่ต้องบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกันเลยสักนิด!
นางวาดูเาลูกหนึ่งบนกระดาษ บนูเามีก้อนเมฆใหญ่ลอยอยู่
เมฆนั้นใหญ่กว่าูเาเสียอีก
บนก้อนเมฆกลับมีหมู่บ้านอยู่ มีเรือนหลายหลังกระจัดกระจาย ดอกไม้ป่าสูงใหญ่ราวกับต้นไม้
ยิ่งมองขึ้นไป้า มีปลาตะเพียนอ้วนมากมายกำลังบินอยู่บนท้องฟ้า
ที่ลำธารเชิงเขากลับมีนกหลายตัวกำลังว่ายวนเวียนอยู่
ห่าวเหรินชี้ไปที่หมู่บ้านพลางกล่าว "จือจือ เหตุใดบ้านเรือนจึงอยู่บนก้อนเมฆเล่า?"
ซูจือจือยิ้มเผยฟันขาว "ก็เพราะเมฆนุ่มนิ่มนี่เ้าค่ะ อยู่บนนั้นต้องสบายแน่ ๆ"
ห่าวเหริน "แล้วเหตุใดดอกไม้และหญ้าจึงสูงกว่าต้นไม้?"
ซูจือจือ "เช่นนี้เวลาเด็ดดอกไม้สักดอก ก็สามารถนำมาทำร่มกันแดดได้แล้ว"
ห่าวเหริน "แล้วเหตุใดปลาจึงอยู่บนฟ้า ส่วนนกกลับอยู่ในน้ำ?"
ซูจือจือ "เพราะปลาอาจอยากขึ้น์ ส่วนนกก็อาจอยากลงน้ำเ้าค่ะ"
ห่าวเหรินถูกซูจือจือทำเอาหัวเราะออกมาอย่างฝืดเฝื่อน ปากก็พูดประชดออกมา
"ดี ดีมาก วาดได้เหมือนจริงยิ่งนัก"
ซูจือจือก้มหน้าวาดต่อไปโดยไม่เงยหน้าขึ้นมา คิดว่าตนได้รับคำชม จึงกล่าวอย่างถ่อมตัว
"ล้วนเป็เพราะท่านพ่อสอนมาดี ท่านพ่อบอกว่าต้องให้ความจริงและจินตนาการผสานกัน ข้าถึงได้วาดเช่นนี้"
ห่าวเหริน “…”
ห่าวเหรินนึกย้อนถึงตอนที่ตนเองวาดภาพในวัยเด็ก เคยได้รับคำวิจารณ์ว่าไม่ยึดติดกับกรอบ แต่เมื่อได้เห็นภาพวาดของจือจือในตอนนี้ พบว่ามันช่างไร้กรอบเกินไปเสียจริง!
ช่างเถอะ
อย่างไรเสียก็ไม่ได้มุ่งหวังจะเป็จิตรกรผู้มีชื่อเสียง ห่าวเหรินจึงปล่อยให้ซูจือจือวาดไปตามใจ
เมฆลอยกระจายไปทั่ว ดวงอาทิตย์ลอยเด่นอยู่สูง
ห่าวเหรินหยิบกระบอกไม้ไผ่ที่วางอยู่ข้างแผ่นหินขึ้นมาดื่มน้ำ
กิริยาการดื่มน้ำของเขาช่างงดงามน่ามอง
แม้ในมือจะถือเพียงกระบอกไม้ไผ่ที่มีรอยขีดข่วน แขนเสื้อผ้าซักจนซีดขาว แต่ก็ยังทำให้ผู้คนรู้สึกเพลิดเพลินใจยามจ้องมอง
ในชามไม่มีใบชาราคาแพง มีเพียงดอกเหมยแห้งสีเหลืองไม่กี่ดอก
ดอกเหมยเหล่านี้ซูจือจือเก็บมาเมื่อฤดูหนาวปีที่แล้ว หลังตากแห้งในลานบ้านแล้วก็เก็บใส่โหลไว้ เวลาดื่มน้ำก็ใส่ลงไปสองสามกลีบ ทำให้น้ำมีกลิ่นหอมเย็นของดอกเหมย
เซวียเช่อวาดไปครึ่งหนึ่งแล้วเหลือบมองไปที่ห่าวเหรินด้วยสายตาขอคำแนะนำ
"ท่านหัวหน้าหมู่บ้านห่าว ตรงนี้เว้นว่างมากเกินไป ควรเพิ่มอะไรดีขอรับ?"
เขาวาดโครงร่างคร่าว ๆ เสร็จแล้ว แต่มุมล่างขวายังว่างเปล่าอยู่
ห่าวเหรินรับพู่กันจากมือของเซวียเช่อแล้วจรดปลายพู่กันวาดลงบนพื้นที่ว่างสองสามที
เซวียเช่อมองลายพู่กันของห่าวเหริน คิดว่าเขาจะวาดต้นกล้วยไม้ แต่สิ่งที่ห่าวเหรินวาดกลับเป็ต้นข้าวที่งอกขึ้นมาเป็กอ ๆ
ต้นกล้าเล็ก ๆ ที่แข็งแกร่ง แฝงไว้ด้วยพลังชีวิตอันเปี่ยมล้นอยู่ในผืนดิน
ดวงตาของเซวียเช่อเป็ประกาย ก่อนจะเข้าใจในทันที
"ข้าเข้าใจแล้วขอรับ"
ซูจือจือเหนื่อยจากการวาดภาพ จึงวางพู่กันลงชั่วคราว หยิบถ้วยไม้ไผ่เล็ก ๆ ของตนขึ้นมาดื่มน้ำ
ถ้วยไม้ไผ่ของนางเล็กกว่าที่ห่าวเหรินใช้เล็กน้อย ข้างในก็มีดอกเหมยลอยอยู่เช่นกัน
ซูจือจือดื่มน้ำอึกใหญ่ สายลมอ่อน ๆ โชยมาหยอกล้อเส้นผมข้างแก้มน้อย ๆ ของนาง
"ท่านพ่อ น้ำดอกเหมยหอมอร่อยใช่หรือไม่เ้าคะ?"
แสงอาทิตย์อบอุ่น สายลมก็อุ่นเช่นกัน
บุรุษผู้สง่างามหันกลับมา เส้นผมดำดุจหมึก ในดวงตาเปี่ยมด้วยแสงแห่งฤดูใบไม้ผลิที่เบ่งบานราวกับดอกท้อและดอกพลัม
"อืม อร่อยมาก"
[1] จวิ้นจู่ คือตำแหน่งสำหรับธิดาของอ๋อง หรือ ธิดาของรัชทายาท