หลังจากที่หิมะเริ่มหยุดตก เอย์จิก็ได้พาเพื่อนไปทานราเมง ตรงตรอกราเมงชื่อดังของเมืองซัปโปโร ตรอกราเมงนี้มีแค่ซอยเดียวที่จะมีร้านราเมงหลากหลายให้ได้เลือกทาน ทางเข้าของตรอกขนาดกว้างประมาณ 2 คนเดิน ระหว่างทางที่พวกเรากำลังเลือกร้านนั้นหวานหวานก็สะดุดกับร้านที่มีราเมงหอยตลับ ซึ่งเวลาเธอดูรายการเกาหลีหรือญี่ปุ่นเวลาเห็นเหล่าเซเลปทานอาหารร้านเด็ดจะต้องมีเมนูนี้อยู่ในรายการนั้น ๆ ด้วย เธอเลยเสนอว่าลองเข้าร้านนี้ดีไหม ทางเพื่อน ๆ ที่ตัดสินใจกันไม่ได้ว่าจะลองร้านไหน เลยเห็นด้วยกับความคิดเธอทันที
“อิรัชชัยมาเสะ” เสียงของเ้าของร้านพูดทักทายพวกเรา ด้วยเอเนอจี้เต็มสิบไม่หัก
ขนาดของร้านราเมงหอยตลับนั้นค่อนข้างเล็ก ซึ่งปกติสามารถจุลูกค้ามากสุดเพียงหกคนเท่านั้น ด้วยเค้าท์เตอร์บาร์ของทางร้านเป็รูปตัวแอลที่นั่งฝั่งละสามคน พอทางเรามีแปดคนเลยต้องหารเป็ฝั่งละสี่คน ยังไม่ทันได้พูดอะไร ทางกลุ่มผู้ชายเหมือนรู้งาน ก็เริ่มพากันนั่งที่โดยไม่ได้นัดหมาย เรียงจาก ครอส ไทเลอร์ เอย์จิ เลียม ทำให้ผู้ชายที่ต้องมานั่งฝั่งผู้หญิงเป็หวงเซินโดยปริยาย หวานหวานที่กำลังเข้าไปนั่งด้านในสุดของอีกฝั่ง ก็ต้องชะงัก เมื่อเพื่อนสาวก็รู้งาน รีบตัดหน้าเข้าไปนั่งเรียงจากนิเน ธิชา โดยเหลือที่นั่งติดหวงเซินไว้ให้เธอ
“มึง ตัวกูเล็กมากมั้งที่เหลือแค่นี้ให้กู ให้ขี่คอแดกเหรอแม่”
หวานหวานก้มตัวไปกระซิบกับเพื่อน ๆ ด้วยความรักเพื่อน (แต่ก็ไม่แลกที่นั่งนะ) ธิชาเลยทำท่าเขยิบเพิ่มที่ว่างให้หวานหวานที่ค่อย ๆ วางก้นลงบนเก้าอี้ ที่ตั้งใจเหลือที่ว่างระหว่างเธอกับหวงเซินให้มากที่สุด
เอย์จิผู้เป็เ้าถิ่นก็เดินไปที่เครื่องกดบัตร และแนะนำว่าร้านนี้เวลาจะสั่งอาหารให้เรามากดสั่งจากเครื่องนี้ โดยที่ดูว่าเมนูที่เราอยากินหมายเลขอะไร ก็กดหมายเลขนั้นลงบนเครื่องแล้วกดตกลง หลังจากนั้นใส่เงินตามจำนวน บัตรที่มีตัวอักษรภาษาญี่ปุ่นก็ตกลงมา เราก็นำบัตรนี้ไปยื่นให้กับพ่อครัวตรงโต๊ะตัวแอลที่ลูกค้าจะหันหน้าเค้าหาพ่อครัวแล้วดูเค้าทำอาหารที่สดและใหม่ให้เราเห็นด้านหน้าได้เลย ความน่ารักของคนที่นี่ที่ถึงแม้จะต่างภาษาต่างวัฒนธรรมเขาก็สามารถสร้างรอยยิ้มให้กับเราได้โดยใช้อวัจนภาษา ที่เป็การสื่อสารแบบเบสิคและเข้าใจง่ายมาหลายยุคหลายสมัย
หลังจากที่พวกเราได้รับราเมงกันครบทุกคน เอย์จิก็เริ่มเลอ
“อิตาดาคิมัส” พวกเราก็เลยทำตามกันเป็ทอด ๆ ส่วนคุณลุงพ่อครัวก็ดูยิ้มเอ็นดูให้กับกลุ่มเด็กต่างชาติอย่างพวกเรา
“มึง ที่นี่ไม่มีถ้วยเครื่องปรุงเหรอวะ” ฉันหันขวาไปถามเพื่อน ๆ
“โอ๊ยมึง มากินก๋วยเตี๋ยวไก่มะระหน้าปากซอยมั้ง” ธิชาแซว
“ฮ่าาาาาา” พวกเราทั้งสามก็คือกินไปด้วยหัวเราะไปด้วยเหมือนคนเมากาว ผลัดกันชิมรสชาตของแต่ละถ้วยมั่ง ตัดภาพไปที่อีกฝั่ง
“ซู๊ดดดดด ซู๊ดดดดด” ตั้งใจดูดเส้นในจานตัวเองกันมาก
“จะว่าไป ตั้งเช้ายันตอนนี้ เมืองนี้เงียบมากเลยนะว่าไหม” นิเนตั้งข้อสังเกต
“จริง เท่าที่เห็นก็มีแต่พ่อค้าแม่ค้าประจำร้านนี่แหละที่เยอะ น้อยมากที่จะเห็นคนเดินผ่านอ่ะ” ฉันเสริมคำพูดนิเน
“เออหว่ะกูก็เพิ่งสังเกต เงียบจริง หรือว่าคนเค้าทำงานกันหมดวะมึง” อืม…ที่ธิชาพูดมาก็มีเหตุผล เพราะวันที่เรามาเป็วันธรรมดาไม่ใช่วันหยุดด้วย
“เป็ไปได้” ว่าแล้วนิเนก็ตั้งใจกลับไปสนใจราเมงตรงหน้าต่อ
“ไหนขอลองเช็กเรตติ้งหน่อยสิ๊ พวกมึงก็เช็คด้วยนะ พากันอัปเดตจากสีแดงเป็สีทองกันก่อนมาแล้วนี่ ต้องได้ผู้นะแม่ ไม่งั้นเสียดายตังค์”
ธิชาว่าพลางเปิดแอพหาคู่ ที่ชื่อว่า ‘ทินเนอร์’ ขึ้นมาปักหมุดแล้วปัดขวารัว ๆ
“เริ่มเลอ”
ฉันรีบหยิบมือถือขึ้นมาเช็กระหว่างเคี้ยวราเมง แต่ก็พยายามเปิดโดยที่ไม่ให้คนข้าง ๆ รู้ว่าพวกเรากำลังทำอะไรกันอยู่ เริ่มจากการทำโปรไฟล์ก่อนเลย ไหนลองใส่รูปแค่รูปเดียวไปก่อน และใส่ข้อมูลไปว่าหาความสัมพันธ์ระยะยาวเท่านั้น ลองดูว่ามีข้อมูลแค่นี้ะมีคนปัดขวาไหม และสุดท้ายก็ปักหมุดที่ฮอกไกโดเลยจ้า
“ประมาณนี้ละกัน” ฉันพูดกับตัวเอง ก่อนจะหันกลับไปเคลียร์ราเมงตรงหน้าต่อ
หลังจากพวกเราทานอาหารกันเรียบร้อย ก็กล่าวขอบคุณสำหรับอาหารให้กับเ้าของร้านก่อนออกมาตามเอย์จิ ‘เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม’ ฉันหยิบมือถือมาดูเวลานี่ก็เลยมาเเกือบบ่ายสองโมงแล้ว ถึงเวลาที่ต้องเช็กอินและเคลียร์ตัวเองให้สดชื่นขึ้นแล้วหล่ะ
“คุณ วันนี้พวกเราต้องขอแยกไปเช็กอินที่พักกันก่อนนะ ขอบคุณมาก ๆ เลยที่พาพวกเราไปเปิดหูเปิดตามาหลายที่เลย” ฉันสะกิดหวงเซิน เพื่อขอแยกย้ายกันไปทำธุระ
“คุณจะไปตอนนี้เลยเหรอ” ฉันพยักหน้าแทนคำตอบ
“อืม…แล้วเย็นนี้คุณมีแพลนจะไปไหนต่อไหม” เขาถามฉัน
“คิดว่าน่าจะออกกันไปหาอะไรทานตอนเย็นนะ และก็ว่าจะหาที่กดตุ๊กตาหรือกาชาปองกันด้วย”
“ดีเลย งั้นเย็นนี้คุณสนใจไปด้วยกันกับพวกเราไหม”
“วันนี้พวกคุณแพลนเที่ยวไว้ทั้งวันเลยเหรอ”
“ก็นะ”
“ส่วนตัวฉันก็ไม่ได้ติดอะไรนะ แต่ต้องขอถามความเห็นเพื่อน ๆ ของฉันก่อน”
“ระหว่างที่รอคุณตัดสินใจกับเพื่อน ผมขอคอนแทกต์ติดต่อได้ไหม”
“ฉันมีแต่ไลน์นะ คุณมีแอพนี้ไหม”
“ผมมีพอดี” ฉันเปิดคิวอาร์โค้ดให้เขาสแกนเพื่อแอดไลน์ฉันมา
“นี่คุณชอบชินจังเหรอ” ฉันถามหลังจากเขาส่งสติ๊กเกอร์ชินจังมาทักทายฉัน
“ใช่ครับ คุณก็ชอบชินจังเหมือนกันเหรอ”
“อื้ม ฉันชอบคุมะมงกับชินจัง นี่ไงฉันซื้อทั้งตีมและสติ๊กเกอร์ไว้หมดเลย” ฉันพูดพลางยื่นให้เขาดู
ฉันที่ยืนคุยกับหวงเซินมาพอสมควร คนอื่น ๆ ที่เดินนำไปถ่ายรูป ก็เริ่มเดินกลับมารวมตัวกันตรงจุดที่เรายืนอยู่
“พวกมึงมาพอดีเลย กูบอกหวงเซินแล้วนะ ว่าจะแยกย้ายไปเช็กอินก่อน” ฉันบอกเพื่อน ๆ ที่เพิ่งเดินกลับมาจากการถ่ายรูปตรอกราเมง
“เออเกือบลืมเช็กอินเลย อยากอาบน้ำจะแย่อยู่ละ ละจะของีบสักชั่วโมงสองชั่วโมงด้วย” นิเนพูด
“โถ่ว จะแยกกันกับหนุ่ม ๆ แล้วเหรอมึง เสียดายอ่ะ แต่ก็นะตอนนี้ก็คือเน่าไม่ไหว ต้องขอไปเพิ่มฟีโรโมนตัวเองก่อน” ธิชาพูดพลางทำท่าดมเช็กกลิ่นตัวตัวเอง
ส่วนทางหวงเซินก็เห็นว่าเขากำลังอธิบายเื่นี้ให้เพื่อนเขาฟังกันอยู่ ดูไปดูมาฉันก็เอ็นดูกลุ่มหนุ่ม ๆ นี้มากนะ ทุกครั้งที่ถูกทรีทถูกดูแล ก็มักจะคิดเสมอว่าพวกเขาถูกเลี้ยงกันมายังไงนะ ทำไมถึงน่ารักกันได้ขนาดนี้ ระหว่างทางที่ได้เดินทางไปนู่นมานี่กันมา รู้สึกว่าพวกเราทั้งกลุ่มถูกดูแลกันอย่างดีตลอดทริปเลย ดูแลแม้กระทั่งรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ซึ่งฉันประทับใจในจุดนี้มาก
“ว้า เสียดายจังเลยที่จะต้องแยกกับพวกยูแล้ว” เลียมหันมาพูดกับพวกเราหลังจากรู้เื่จากหวงเซิน
“ขอบคุณพวกคุณด้วยนะ ทริปนี้สนุกมากเลย” ธิชาพูดขอบคุณ ฝรั่งสามคนฝั่งนั้นก็ยกมือบ๊ายบายกันไม่หยุด
“ขอบคุณและยินดีที่ได้รู้จักทุกคนนะคะ” นิเนพูด
“โอเค พวกเราต้องไปกันแล้ว ขอบคุณทุกคนมาก ๆ นะ บาย” ฉันรีบตัดจบบทสนทนาก่อนที่จะกลายเป็การสนทนาที่ยาวกว่านี้
ระหว่างที่ฉันกำลังหันหลังกลับ แขนของฉันก็รู้สึกเหมือนถูกดึงรั้งด้วยมือของใครบางคน ทำให้ต้องหันไปมองทันที
“อย่าลืมถามเพื่อนนะครับ หวังว่าเราจะได้เจอกันอีกเย็นนี้” หวงเซินดึงมือฉันไว้พร้อมกับก้มลงมากระซิบข้าง ๆ หูฉัน หลังจากฉันได้สติก็ก้มหน้าให้เขาครั้งหนึ่งก่อนจะรีบเดินตามเพื่อนที่เดินนำหน้าไปก่อนแล้ว
อยากไปเที่ยวญึ่ปุ่นจังเลย