เช้าวันหยุดในมหาวิทยาลัย
เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นในตอนเช้า ความเงียบของห้องถูกทำลายลงทันที ผมลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างเหนื่อยล้า อาการปวดหัวจากการดื่มเมื่อคืนยังคงทำให้ผมรู้สึกอึดอัด หัวหมุนเบาๆ ผมยกมือขึ้นนวดขมับ พยายามที่จะปลุกตัวเองให้ตื่นเต็มที่
แสงแดดยามเช้าสาดเข้ามาผ่านม่านบางๆ แม้จะเป็วันหยุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะได้พักผ่อนอย่างที่คิด เพราะวันนี้ผมต้องกลับไปที่บ้านตามการนัดหมายของพ่อที่เคยโทรมากำชับไว้
เมื่อความทรงจำค่อยๆ ย้อนเข้ามาในหัวผมจึงจำได้ว่าเมื่อคืนวานผมทะเลาะกับเพื่อนร่วมห้องคนใหม่ ผมกัดฟันหันไปมองทางเตียงของไอ้เตแวบหนึ่งก่อนจะรีบหันหน้ากลับมา
หมอนั่น…กำลังทำตัวนิ่งเฉยเหมือนผมเป็เพียงอากาศ มันยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะอ่านหนังสือ หูฟังที่เสียบอยู่ในหูทำให้มันดูเหมือนตัดขาดจากโลกภายนอก ผมเดินผ่านมันไปเงียบๆ ไม่พูดอะไร เราสองคนเพิ่งทะเลาะกันเมื่อคืน ความเงียบงันนี้กลายเป็กำแพงที่หนาแน่นระหว่างเรา
แสงจากหน้าต่างสะท้อนเงาของผมบนพื้นห้อง ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับเตตอนนี้เหมือนแสงที่ขาดหาย บางเบาและเลือนราง ผมไม่รู้จะเริ่มต้นพูดอะไรดี หรือจริงๆ แล้วผมก็ไม่อยากพูดอะไรด้วยซ้ำ
ผมเบ้ปากใส่มันไปหนึ่งทีก่อนจะเดินไปล้างหน้าล้างตาในห้องน้ำ น้ำเย็นจากก๊อกไหลลงมาช้าๆ เมื่อัักับผิวหน้าทำให้รู้สึกเหมือนน้ำแข็งกระทบหน้าจนสะดุ้ง มันทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นเล็กน้อย ผมเช็ดหน้าแล้วกลับมานั่งบนเตียง เปิดโทรศัพท์มือถือเพื่อเช็คดูข้อความและการแจ้งเตือนต่างๆ
ทันใดนั้น สายโทรศัพท์จากพ่อก็เข้ามา พ่อบอกว่าให้ผมกลับบ้านวันนี้ เพราะมีเื่สำคัญที่ต้องคุย
เสียงของพ่อฟังดูห้วนและกดดันเหมือนทุกครั้ง
“ไม่ต้องย้ำก็ได้มั้ง…” ผมบ่นคนเดียวเพราะเื่นี้ผมรู้อยู่ก่อนแล้วจากการโทรคุยกันเมื่อวานก่อน
ผมถอนหายใจ มองร่างไอ้เตที่ยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะโดยไม่หันมามองผมเลย ในห้องยังมีแค่เสียงเพลงเบาๆ ที่มันเปิดจากหูฟัง ความเงียบระหว่างเรายิ่งทำให้ผมรู้สึกอึดอัด ผมหยิบของใช้ส่วนตัวใส่กระเป๋า แล้วเดินออกจากไปโดยไม่เหลือบมองมันอีกเลย
เมื่อประตูหน้าห้องปิดลง ผมก็รีบเดินไปที่ลิฟต์ตัวเดิมแล้วตรงดิ่งไปยังลานจอดรถของนักศึกษา ผมทิ้งตัวลงบนเบาะรถทันทีที่ขึ้นรถ ความคิดในหัววนเวียนไปมา ขณะที่ผมขับรถกลับบ้าน ความคิดของผมก็วุ่นวายไปหมด ผมไม่สามารถสลัดความคิดถึงเื่เมื่อคืนออกไปจากหัวได้ และผมก็ไม่แน่ใจว่าพ่อจะพูดอะไรกับผมในวันนี้ บ้านของผมอยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยนัก ประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึง แต่การเดินทางครั้งนี้กลับรู้สึกยาวนานกว่าที่เคย
ผมคิดถึง ไอ้เต๋อ น้องชายที่จากไป และ ต้าเฮย หมาที่เคยเป็เพื่อนสนิทของเต๋อซึ่งหนีหายไปหลังจากเกิดอุบัติเหตุ ภาพรถคันนั้นที่ชนพวกเราตอนเดินข้ามถนนมันยังติดตา และเสียงของเต๋อที่ร้องด้วยความใ มันยังดังในหู ผมขับรถไปเรื่อยๆ ในหัวเต็มไปด้วยเสียงแห่งความเ็ป
เมื่อมาถึงบ้าน… บรรยากาศที่คุ้นเคยทำให้ผมรู้สึกทั้งอบอุ่นและโศกเศร้าในเวลาเดียวกัน
กลิ่นดอกไม้จากสวนหลังบ้านลอยมาเบาๆ มันสถานที่โปรดของเต๋อที่ชอบไปเล่นสมัยเด็กๆ ผมมองไปที่นั่นแวบหนึ่งก่อนจะเดินเข้าตัวบ้านพ่อกับแม่รอผมอยู่ที่โต๊ะอาหาร กลิ่นกับข้าวลอยอ่อนๆ มาจากในครัว แต่ไม่มีใครสนใจจะพูดถึงเื่กิน สีหน้าของทั้งสองดูเคร่งเครียด แต่พวกเขายังคงพยายามยิ้มให้ผม
“ต้า นั่งลงก่อน พ่อกับแม่มีเื่จะคุยด้วย” แม่พูดเบาๆ น้ำเสียงของแม่ฟังดูเหนื่อยล้า แต่ก็ยังคงแฝงไปด้วยความอ่อนโยน
“ครับ” ผมตอบกลับแล้วนั่งลงที่โต๊ะอาหาร เก้าอี้ไม้แข็งเ็าัักับตัว ทำให้บรรยากาศยิ่งตึงเครียดขึ้นไปอีก ผมมองหน้าพ่อแม่ที่ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างที่พวกเขายังไม่พูดออกมา ความเงียบปกคลุมห้องนี้ชั่วขณะหนึ่ง ผมรู้สึกได้ถึงความกดดันที่เริ่มทวีขึ้น
“เื่น้องชายของแกเมื่อสองปีก่อน...พ่อกับแม่อยากให้แกเข้าใจว่าพวกเรายังคงคิดถึงเขาเสมอ ส่วนเื่คดีความ…พ่อจนปัญญาจริงๆ ที่จะหาทางเอาผิดคนเลวพวกนั้นได้ แม้ว่าจะเป็คดีเมาแล้วขับ แต่ทางฝ่ายนั้นกลับโบ้ยมาตลอดว่าทางเราประมาทร่วม ประมาทร่วม…อะไรล่ะ…”
พ่อเริ่มพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ฟังดูก็รู้ว่าเคียดแค้นไม่น้อย ผมมองพ่อที่กำหมัดแน่นอยู่ใต้โต๊ะ รู้ว่าความโกรธและความเศร้าของพ่อมันลึกแค่ไหน
คำพูดของพ่อทำให้หัวใจผมหนักอึ้ง ผมจำได้ถึงวันที่น้องชายประสบอุบัติเหตุ รถบ้านั่นเสียหลักและพุ่งชนพวกเราที่เดินข้ามถนน เสียงรถบีบแตรดังแว่วกลับมาในความคิด ภาพล้มลงของเต๋อยังตามหลอกหลอน ต้าเฮยที่เต๋อกำลังจูงอยู่ก็ใและกระโจนหนีหายไปอย่างไร้ร่องรอย ส่วนผมก็ขาหักสองท่อน และที่น่าเจ็บใจก็คือน้องชายของผมต้องจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
‘แม่ง!’ ทุกครั้งที่นึกถึงความผิดของไอ้คนขับ ผมรู้สึกเหมือนถูกเผาจากข้างใน ความเจ็บแค้นที่ทำอะไรไม่ได้ มันทำให้ผมหงุดหงิดไปหมด
“เราไม่โทษแกหรอกนะต้า แต่เรายังมีความคาดหวังในตัวแกอีกมาก” แม่พูดเสียงสั่น มือของแม่จับแก้วน้ำแน่น ราวกับพยายามประคองตัวเองไม่ให้ร้องไห้ ผมเห็นดวงตาของแม่ที่เปี่ยมไปด้วยความเศร้า
ทันใดนั้นพ่อที่นั่งอยู่ด้านข้างก็เสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พ่อกับแม่คิดว่ามันถึงเวลาที่แกควรจะมาช่วยธุรกิจของครอบครัวแล้ว ตอนนี้ที่แกทำได้คือ ออกจากคณะเดิม แล้วเข้าไปเรียนคณะบริหารแทนน้องชายของแก”
คำพูดของพ่อเหมือนน้ำเย็นสาดเข้าหน้าผม ผมรู้ว่าครอบครัวคาดหวังอะไรจากผม แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากทำเลยแม้แต่นิดเดียว ตอนนี้ผมเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ แต่พ่อกับแม่กลับบอกให้ผมเปลี่ยนไปเรียนบริหารธุรกิจแทน
ผมนั่งนิ่ง ความกดดันหนักขึ้นทุกวินาที เสียงลมหายใจของตัวเองยิ่งดังในหู “แกต้องเข้าใจนะต้า ธุรกิจของครอบครัวเป็สิ่งสำคัญ และพ่อกับแม่้าให้แกเป็คนดูแลมันต่อไป” พ่อพูดต่อ
ผมรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในกรง ความฝันของผมที่จะเป็โปรแกรมเมอร์ถูกทำลายลงในชั่วพริบตาเดียว ผมเคยพยายามตามใจครอบครัวมาตลอด แต่การที่จะเปลี่ยนเส้นทางชีวิตในตอนนี้ มันมากเกินไปสำหรับผม
“ผมเข้าใจครับ แต่ให้ผมคิดดูก่อน” ผมพูดเสียงเบา ลมหายใจมันแทบจะออกไม่หมด เหมือนทุกคำพูดถูกบีบคั้นออกมาจากอก
หลังจากการสนทนาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกเ็ป พวกเราสามคนก็นั่งกินข้าวเช้าอย่างเงียบๆ เมื่อกินอิ่มแล้วผมก็ออกไปเดินเล่นในสวนหลังบ้าน เสียงฝีเท้าของตัวเองที่กระทบหญ้าแห้งๆ ในสวนทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังเหยียบย่ำไปบนความทรงจำ
แน่นอนว่าสวนเล็กๆ หลังบ้านแห่งนี้มันเต็มไปด้วยความทรงจำของผมกับน้องชาย รวมถึงต้าเฮยเพื่อนต่างสายพันธุ์ตัวนั้น
เราสองคนเคยวิ่งเล่นที่นี่กับต้าเฮย ทุกครั้งที่ผมเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ ผมจะนึกถึงน้องชายตัวดีที่หน้าเหมือนผม หมอนั่นซุกซนมากและยังชอบปีนขึ้นไปนั่งเล่นบนกิ่งไม้สูงๆ เป็ประจำซึ่งต่างจากผมลิบลับที่ชอบเก็บตัวเงียบอยู่แต่ในห้อง
ผมยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ มองขึ้นไปที่กิ่งก้าน้า ลมเย็นพัดผ่านกิ่งไม้ ใบไม้ร่วงหล่นลงมาเงียบๆ ต้นไม้นี้มันคงไม่ใช่แค่พยานแห่งความทรงจำ แต่มันเป็สัญลักษณ์ของชีวิตที่ไม่หวนกลับ ผมหลับตาลงและพยายามหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปล่อยวางความคิดที่หนักอึ้งในใจ
ขณะที่ผมเดินกลับเข้าบ้าน เสียงร้องของนกแว่วมาไกลๆ แต่มันไม่ได้ทำให้ความรู้สึกหนักในใจหายไป ผมรู้สึกผิดต่อเต๋อและไม่สามารถหยุดคิดได้ว่าถ้าผมไม่พาน้องชายออกไปด้วยในวันนั้น บางทีทุกอย่างอาจจะไม่เป็แบบนี้ ผมรู้สึกเหมือนกับว่าผมเป็คนที่ทำให้ทุกอย่างพังทลายลง
เมื่อกลับเข้ามาในบ้าน ก็พบว่าพ่อกับแม่ยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะอาหาร ความเงียบของบ้านหลังนี้ชวนให้อึดอัด แม้ว่าเราจะอยู่ด้วยกัน แต่มันเหมือนมีบางอย่างที่ยังไม่ได้พูดออกมา พวกเขาดูเหมือนจะกังวลเกี่ยวกับผมมากกว่าที่เคย
“ต้า พ่อกับแม่อยากให้แกลองปล่อยวางดูบ้าง” พ่อพูดขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงของพ่อฟังดูเหนื่อยล้าแต่ก็เต็มไปด้วยความหวัง
ผมนั่งลงที่โต๊ะอีกครั้ง มองหน้าพ่อกับแม่และรู้ว่าพวกเขาเป็ห่วงผมมากแค่ไหน สายตาของพวกเขามีทั้งความรักและความเ็ปที่พยายามซ่อนไว้ ผมพยักหน้าเบาๆ พยายามทำตามคำแนะนำของพ่อ แต่ความรู้สึกในใจมันยากที่จะปล่อยวาง
“ผมจะพยายามครับ” ผมตอบออกไปเบาๆ แต่ลึกๆ ในใจยังรู้สึกเหมือนมีบางสิ่งที่ไม่สามารถปล่อยไปได้
่บ่ายหลังจากไม่มีเื่อะไรแล้ว ผมก็ตัดสินใจกลับมหาวิทยาลัย การพูดคุยครั้งนี้แม้จะไม่ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมากนัก แต่ก็ทำให้ผมเข้าใจว่าพ่อแม่เป็ห่วงผมมากแค่ไหน และพวกเขาก็อยากให้ผมกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิม
เมื่อผมกลับมาถึงหอพัก ไอ้เตยังคงนั่งอยู่ที่เดิม แสงไฟจากโต๊ะมันส่องใบหน้าของหมอนั่นครึ่งหนึ่ง ทำให้ผมรู้สึกว่ามันดูแปลกตา เมื่อผมเดินเข้าไปในห้องไอ้เตก็หันมามองผมด้วยสายตาที่ดูแปลกไปเล็กน้อย ผมไม่รู้ว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่ แต่ผมก็รู้ว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไปในความสัมพันธ์ของเรา
ผมรู้สึกเหนื่อยล้าทั้งทางกายและใจ หลังจากที่ต้องเผชิญหน้ากับความรู้สึกเ็ปในบ้าน ผมรู้ว่าผมไม่สามารถหลีกหนีมันได้ และบางทีการกลับมาที่นี่อาจจะช่วยให้ผมได้คิดอะไรใหม่ๆ แต่กลับกลายเป็ว่าบรรยากาศภายในห้องยังคงอึดอัดไม่ต่างไปจากเดิม
ผมนั่งลงที่เตียงของตัวเอง มองร่างไอ้เตที่นั่งอยู่ตรงข้าม ความรู้สึกสับสนยังคงตามมาหลอกหลอน ผมไม่แน่ใจว่าความสัมพันธ์ของเราจะเป็ยังไงต่อไป แต่ผมก็รู้ว่าผมต้องเผชิญหน้ากับมัน ไม่ว่าจะยากแค่ไหนก็ตาม…
คืนนั้นผมหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่ก็รู้ว่าพรุ่งนี้เป็อีกวันที่ผมต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้