มุมปากของซูลั่วกระตุก “ไม่ค่ะ ตอนนี้ฉันจะยังไม่กลับไปกับคุณ คุณต้องไปคุยเรื่องของเรากับครอบครัวของคุณให้เรียบร้อยก่อน และที่สำคัญ ห้ามบอกเรื่องนี้กับใครเด็ดขาดนอกจากครอบครัวของคุณ จนกว่าเราจะตัดสินใจขั้นสุดท้าย”
ฉู่ซิงหลานอยากจะถามว่าทำไม แต่พอเห็นสีหน้าเรียบเฉยของซูลั่ว เขาก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมาอีกครั้ง
ในตอนนั้นเอง สมองกลของเขาก็ดังขึ้น เป็นสายจากหลัวจี๋ นายทหารคนสนิท
“ฝ่าบาท ตอนนี้ประทับอยู่ที่ไหนพ่ะย่ะค่ะ? องค์จักรพรรดิและองค์ราชินีรับสั่งให้ตามหาตัวฝ่าบาทอยู่”
แม้ฉู่ซิงหลานจะไม่อยากจากซูลั่วไป เพราะตอนนี้เป็นช่วงที่เขาต้องการเธอมากที่สุด แต่ในเมื่อเสด็จพ่อเสด็จแม่กำลังตามหาตัวเขาอยู่ ประกอบกับที่ซูลั่วบอกให้ไปคุยกับผู้ใหญ่เรื่องแต่งงาน เขาจึงลังเลครู่หนึ่งก่อนจะบอกกับหลัวจี๋ “มารับฉันที่มหาวิทยาลัยจักรวรรดิ”
“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ!”
หลังจากวางสาย ฉู่ซิงหลานก็พูดด้วยน้ำเสียงอ้อยอิ่ง “ผมต้องกลับไปก่อนนะครับ ไว้ผมคุยเรื่องของเราเรียบร้อยแล้ว จะรีบกลับมาหาพี่ทันที”
“อีกสามวันค่อยมาหาฉัน”
“พี่สาว...”
ซูลั่วตวัดสายตาเย็นชาไปทางเขา ฉู่ซิงหลานกัดริมฝีปากอย่างน้อยใจ สุดท้ายก็ยอมจำนน แต่ก่อนจะไป เขาก็พูดขึ้นอย่างน่าสงสาร “พี่สาว ผมขอจูบพี่หน่อยได้ไหมครับ?”
ซูลั่วถึงกับพูดไม่ออก เธอมองฉู่ซิงหลานที่ขอบตาแดงก่ำและกำลังกัดริมฝีปากตัวเองจนแทบห้อเลือด ก่อนที่จู่ ๆ เธอจะสาวเท้าก้าวเข้าไปหา โอบรอบคอเขา แล้วประทับจูบลงไป
ดวงตาคู่สวยของฉู่ซิงหลานเบิกกว้างขึ้นทันทีด้วยความตกใจสุดขีด!
วินาทีต่อมา เขาก็พลิกกลับมาเป็นฝ่ายคุมเกม ทำให้จูบนั้นลึกซึ้งยิ่งขึ้น...
ในที่สุดตัวปัญหาก็ไปเสียที
ซูลั่วแตะมุมปากที่บวมเจ่อเล็กน้อยของตัวเอง บางทีนี่อาจจะเป็นจูบอำลา
อีกสามวันให้หลัง เมื่อฉู่ซิงหลานได้สติกลับมา เขาก็คงจะเป็นฝ่ายขอยกเลิกการแต่งงานกับเธอเอง
แม้จะน่าเสียดายอยู่หน่อย ๆ
แต่ก็ยังดีกว่าต้องเจอปัญหาอีกมากมาย
ซูลั่วจัดการความคิดของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว พลันสมองกลของเธอก็ดังขึ้น เป็นสายจากพี่ใหญ่ซูหนานจิ่น
ซูลั่วสนิทกับซูหนานจิ่นมาตลอดและไว้ใจเขาเหมือนพี่ชายแท้ ๆ เธอจึงรับสายทันที
“พี่ใหญ่ มีอะไรเหรอคะ?”
ซูหนานจิ่นซึ่งนั่งอยู่บนยานบินของตน มองยานบินของราชวงศ์ที่ค่อย ๆ ทะยานขึ้นจากหน้ามหาวิทยาลัยจักรวรรดิด้วยความรู้สึกซับซ้อน
“ลั่วลั่ว เธอไปรู้จักกับองค์ชายเก้าได้ยังไง? พวกเธอ...”
“เป็นอุบัติเหตุน่ะค่ะ แต่คิดว่าหลังจากนี้คงไม่ได้ติดต่ออะไรกันอีกแล้ว”
“งั้นก็ดีแล้ว เรื่องในราชวงศ์มันซับซ้อน สถานะขององค์ชายเก้าเองก็ละเอียดอ่อนมาก ว่าแต่...ลั่วลั่ว เธอยังไม่ได้บอกพี่เลยว่าคำร้องขอแต่งงานของเธอผ่านหรือเปล่า?”
ซูลั่วคิดว่าในอนาคตคงไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับฉู่ซิงหลานอีก
ดังนั้นเรื่องที่พวกเขาจับคู่แต่งงานกันก็ไม่จำเป็นต้องบอกใคร
“จับคู่ได้แล้วค่ะ แต่ว่าช่วงนี้หนูกำลังจะคุยกับอีกฝ่ายเพื่อขอยกเลิกความสัมพันธ์”
เมื่อซูหนานจิ่นที่นั่งอยู่ในยานบินได้ยินเช่นนั้น เขาก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกโดยไม่รู้ตัว “อืม งั้นเธอจัดการไปก่อนนะ ถ้ามีปัญหาอะไร อย่าลืมบอกพี่ล่ะ แล้วก็...เดี๋ยวพี่กลับไปจะให้เสี่ยวซีมาขอโทษเธอเอง”
“ไม่ต้องหรอกค่ะพี่ใหญ่...ยังไงซะ หนูก็ไม่ใช่คนของตระกูลซูจริง ๆ อยู่แล้ว”
“ไม่! ตราบใดที่เธอยังเรียกพี่ว่าพี่ใหญ่ พี่ก็จะนับว่าเธอเป็นน้องสาวของพี่เสมอ!”
หลังจากวางสาย ซูลั่วก็รู้สึกอ่อนใจเล็กน้อย ไม่คิดว่าพี่ใหญ่จะดื้อรั้นขนาดนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าในใจของเธอรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยก็เป็นการพิสูจน์ว่าตลอดสิบปีที่ผ่านมา ไม่ใช่ทุกคนที่มองเธอเป็นแค่ตัวแทนของซูเสี่ยวซี
สิ่งที่ซูลั่วไม่รู้ก็คือ หลังจากที่ซูหนานจิ่นแน่ใจแล้วว่าเธอปลอดภัย เขาก็ขับยานบินกลับบ้านทันที แต่พอกลับถึงบ้าน เขาก็พบกับดยุกซู บิดาผู้เข้มงวดของเขารออยู่
ดยุกซูกำลังนั่งจิบชา เมื่อเห็นลูกชายคนโตกลับมา เขาก็วางถ้วยชาลง พลางขมวดคิ้วถาม “ยานของแกเทียบท่าตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมเพิ่งกลับมา?”
“ท่านพ่อครับ ผมไปหาลั่วลั่วที่มหาวิทยาลัยมา ท่านพ่อคงทราบเรื่องของลั่วลั่วแล้วใช่ไหมครับ?”
“อืม” ดยุกซูตอบเพียงสั้น ๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ
ซูหนานจิ่นขมวดคิ้ว “ท่านพ่อ เรื่องนี้เสี่ยวซีเป็นคนผิด ต้องให้เสี่ยวซีไปขอโทษลั่วลั่วนะครับ!”
“ได้”
“แล้วก็ คำร้องขอแต่งงานของลั่วลั่วก็ผ่านแล้วด้วย ตอนนี้เธอกำลังคุยกับอีกฝ่ายเพื่อขอยกเลิกการแต่งงาน ถ้าหากมีปัญหาอะไร เราต้องช่วยเธอนะครับ”
ดยุกซูพยักหน้ารับ “เรื่องนั้นได้ แล้วเด็กคนนั้นจะกลับมาเมื่อไร?”
ซูหนานจิ่นถอนหายใจ “เธอบอกว่าตอนนี้ยังไม่กลับครับ พอดีมหาวิทยาลัยเปิดเทอมแล้ว เธอก็เลยจะอยู่ที่หอพักไปเลย”
ดยุกซูขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “ช่างหัวดื้อนัก! ถ้าอย่างนั้นเรื่องยกเลิกการแต่งงานก็ไม่ต้องรีบไปช่วย ส่วนเสี่ยวซีก็ยังไม่ต้องไปขอโทษ”
ซูหนานจิ่นชะงัก “ท่านพ่อ นี่ท่านหมายความว่ายังไงครับ?”
“เด็กคนนั้นหัวดื้อเกินไป เป็นแบบนี้มาตลอด ถ้าไม่ฉวยโอกาสนี้สั่งสอนให้รู้จักยอมคนและก้มหัวให้เป็น อนาคตอาจจะสร้างปัญหาใหญ่ให้ตระกูลซูได้!”
ซูเสี่ยวซีที่แอบฟังอยู่ตรงมุมห้อง พอได้ยินเช่นนั้น มุมปากของเธอก็ยกสูงขึ้นด้วยความสะใจ
เธอรออยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงแกล้งทำเป็นเพิ่งเดินลงมาจากชั้นบน เอ่ยเรียกดยุกซูด้วยน้ำเสียงหวานหยด “ท่านพ่อคะ อาหารเย็นพร้อมแล้วค่ะ หนูตั้งใจตุ๋นซุปให้ท่านพ่อเป็นพิเศษเลย ท่านพ่อต้องลองชิมให้ได้นะคะ”
ดยุกซูมองลูกสาวแท้ ๆ ที่ทั้งฉลาดและรู้ความ แม้จะพลัดพรากไปอยู่ข้างนอกนับสิบปี ทว่าก็ไม่ได้เติบโตมาอย่างเสียคน ยังคงมีมารยาทและได้รับการอบรมมาอย่างดี เขาพอใจเป็นอย่างยิ่ง
บนโต๊ะอาหาร สามคนพ่อแม่ลูกดูชื่นมื่นกลมเกลียว มีเพียงซูหนานจิ่นที่ไม่มีกะจิตกะใจจะกินแต่อย่างใด เขาตักอาหารเข้าปากไปสองสามคำก็ลุกขึ้นเดินกลับขึ้นชั้นบน
ซูเสี่ยวซีมองแผ่นหลังของซูหนานจิ่นแล้วพูดกับแม่ของตนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ อย่างน้อยใจ “คุณแม่คะ วันนี้พี่ลั่วไปพูดอะไรกับพี่ใหญ่หรือเปล่าคะ พี่ใหญ่ดูเย็นชากับหนูมากเลย...”
คุณนายซูรีบปลอบ “อย่าคิดมากเลยลูก พี่ใหญ่ของลูกเขาเพิ่งกลับมาจากภารกิจ คงจะเหนื่อยเกินไปน่ะ ส่วนเรื่องของลั่วลั่ว...”
เธอหันไปมองดยุกซูผู้เป็นสามี
ดยุกซูเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “เด็กคนนั้นนิสัยดื้อรั้นเกินไป ปล่อยให้สงบสติอารมณ์ไปสักสองสามวันก่อนค่อยว่ากัน”
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ค่ะ ว่าแต่...เราควรจะหาเวลาไปคุยกับตระกูลเจียงเรื่องงานแต่งงานของเสี่ยวซีกับเจียงเฉินได้แล้วหรือยังคะ?”
“ได้สิ”
ซูหนานจิ่นได้ยินบทสนทนาของพวกเขาทั้งหมด เขารู้สึกเย็นเยียบไปถึงหัวใจ และเมื่อนำเรื่องของเจียงเฉินกับเสี่ยวซีมาประกอบกัน เขาก็เข้าใจในทันทีว่าทำไมลั่วลั่วถึงไม่อยากกลับมา
เขาเดินผ่านห้องของลั่วลั่วที่ตอนนี้ว่างเปล่า ในใจก็ยิ่งรู้สึกแย่ลงไปอีก
เมื่อกลับมาถึงห้องหนังสือ ซูหนานจิ่นจึงส่งข้อความไปหาซูลั่ว ถามว่าเธออยู่ที่มหาวิทยาลัยเป็นอย่างไรบ้าง และคุ้นเคยกับสารอาหารเหลวที่มหาวิทยาลัยแจกให้แล้วหรือยัง
พร้อมกันนั้นเขาก็โอนเงินสองหมื่นเหรียญดวงดาวไปให้เธอด้วย
แต่ในวินาทีต่อมา เงินจำนวนนั้นก็ถูกโอนกลับคืนมา
[ซูลั่ว: พี่ใหญ่คะ หนูมีเงินใช้ค่ะ แล้วก็อยู่ที่มหาวิทยาลัยสบายดีทุกอย่าง ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ]
ซูหนานจิ่นรู้ว่าเธอเป็นคนหัวแข็ง ไม่ยอมรับเงินของเขาแน่ และมหาวิทยาลัยจักรวรรดิก็จะจัดหาสารอาหารเหลวให้นักศึกษาตรงเวลาอยู่แล้ว
แต่สารอาหารเหลวที่ทั้งจืดชืดและน่าเบื่อเหล่านั้น จะไปอร่อยสู้อาหารในโรงอาหารได้อย่างไร?
เมื่อนึกถึงภาพพ่อแม่และน้องสาวที่กำลังเพลิดเพลินกับอาหารมื้อค่ำอย่างมีความสุขอยู่ชั้นล่าง ซูหนานจิ่นก็ยิ่งรู้สึกสงสารซูลั่วจับใจ
แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ ซูลั่วไม่ได้โกหกเขา...เธอมีเงินจริง ๆ
แบบแปลนเมคคาทั้งสามฉบับของ ‘เฮเดส’ ที่เธอโพสต์ขายบนอินเทอร์เน็ต ถูกประมูลไปในราคาสูงกว่าราคาตั้งต้นถึงสิบเท่าภายในเวลาไม่ถึงสามชั่วโมง ทำให้การซื้อขายสิ้นสุดลงก่อนกำหนด
ในบัญชีของซูลั่ว เพิ่งจะมีเงินสามล้านเหรียญดวงดาวโอนเข้ามาสด ๆ ร้อน ๆ !