“ อย่าไปนะ ” มาวินสะดุ้งเฮือกและทำท่าจะลุกขึ้นนั่ง แต่ขยับไม่ได้ เพราะร่างกายหนัก ราวกับตะกั่ว เมื่อมองไปที่หน้าอก ก็พบมือบางทาบอยู่ โสตประสาทแว่วเสียงห้าวของหญิงสาว จาก้า
“ อยู่เฉยๆ เ้าลิงหัวเขียว ชั้นกำลังรักษานายอยู่ ”
เด็กหนุ่มรีบเงยหน้าขึ้นมอง จึงพบว่าคนที่พูดคือเด็กสาวร่างสูง ผู้มีใบหน้าคล้าย "จัน"
“ เฮ้อ.....เมื่อกี้ชั้นฝันอีกแล้วสินะ ” เด็กหนุ่มถอนใจ เขารู้สึกผิดหวัง เหตุการณ์เมื่อครู่เป็แค่ความฝัน
“ และคงเป็ฝันร้าย เพราะเมื่อกี้นายละเมอเสียงดัง ” เด็กสาวร่างสูงกล่าวเสริม
“ อืม คงใช่ ว่าแต่ที่นี่คือที่ไหน แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ” เด็กหนุ่มเอามือก่ายหน้าผาก
“ ที่นี่คือลานกว้างใกล้น้ำตกที่เราใช้ฝึกวิชา เพราะตรงปากถ้ำ มันเกลื่อนไปด้วยซากของพวกกาสเซ่ ชั้นเลยย้ายนายมาที่นี่ ” เด็กสาวตอบเรียบๆ
"เออ ใช่แล้ว เรากำลังสู้กับแก๊งกอริลลาอยู่นี่ แล้วพวกโจรที่เหลือล่ะ " เด็กหนุ่มร้อนรน
"ไม่ต้องห่วง ชั้นจัดการหมดแล้ว "เด็กสาวตอบสั้นๆ
“ อ้อ อย่างนี้นี่เอง ” เมื่อรับทราบเหตุการณ์ มาวินก็รู้สึกโล่งอก ความเย็นจากละอองน้ำและความชุ่มชื่นของป่าเขียวขจี ประกอบกับเสียงนกร้อง ทำให้บรรยากาศสงบลงจนชวนให้อยากหลับใหลซะเดี๋ยวนั้น
เวลาต่อมา มาวินก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเริ่มสำรวจตัวเอง ทำให้พบว่าทุกาแบนร่างกายถูกพันด้วยผ้าขาวสะอาด แขนซ้ายถูกดามด้วยไม้ท่อนเขื่อง แต่จุดสำคัญที่ทำให้รู้สึกเขินอายก็คือเขากำลังนอนหงายสิ้นท่า มีตักนุ่มๆของเด็กสาวรองหัวให้หนุนแทนหมอน
“ ตายล่ะ เหมือนในฝันเปี๊ยบเลย หรือนี่คือฝันซ้อนฝัน ” เด็กหนุ่มคิดในใจ
“ นายสลบไปวันนึงเต็มๆ ตอนนี้เป็เวลาเช้าของอีกวัน เป็ยังไงบ้าง ” เด็กสาวเอ่ยถามเรียบๆด้วยเสียงโมโนโทน ทำให้คาดเดาไม่ได้ว่าเ้าของวาจารู้สึกยังไง
“ ระบมไปทั้งตัว แถมไม่มีเรี่ยวแรง ” เด็กหนุ่มตอบเขินๆ พลางคิดในใจว่า
"งวดนี้ยัยนี่ไม่ยักกะอ่านใจได้ นี่คงไม่ใช่ความฝันแล้วล่ะมั้ง"
“ นั่นเป็เพราะเสียเืไปมาก แถมบอบช้ำภายใน อยู่เฉยๆ ชั้นจะรักษานายเอง ” เด็กสาวพูดต่ออย่างเป็งานเป็การ ก่อนกดน้ำหนักลงไปที่มือขวา ซึ่งทาบทับอยู่บนหน้าอกของเด็กหนุ่ม
“ อ่อ ได้ ” เด็กหนุ่มรู้สึกกระอักกระอ่วน แต่ก็พยายามกลบเกลื่อน เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้ว่าตนคิดอะไร ทันใดนั้นเอง แสงสีฟ้าก็แผ่ออกมาจากฝ่ามือขวา ทำให้มาวินรู้สึกใ
“ เฮ้ย นี่มันอะไร ทำไมจู่ๆ มือของเธอถึงเปล่งแสงออกมา ” มาวินเริ่มโวยวายและพยายามดิ้นหนี แต่เด็กสาวใช้มืออีกข้างกดร่างเอาไว้แน่น
“ ใจเย็นก่อน เ้าลิงหัวเขียว นี่แค่เวทฟื้นฟูเอง จะใทำไม ” เด็กสาวตอบสั้นๆ คล้ายว่าสิ่งที่เกิด เป็เื่ธรรมดาของโลกใบนี้
“ ฮ้า......เวทมนตร์ ที่นี่มีของแบบนี้ด้วยเหรอ จริงๆแล้ว เธอเป็แม่มด ใช่มั้ย ” มาวินหันมาทึ่งแทน พร้อมพูดส่งเดชไปเรื่อยเปื่อยตามประสาลิงปากเปราะ
“ ไม่ใช่ ชั้นเป็นักสู้ธรรมดา แต่นี่คือคาถารักษาพื้นฐานที่ทุกสายอาชีพสามารถใช้ได้ ” เด็กสาวตอบกลับจริงจัง ทำให้มาวินเหวอรับประทาน
มาวินหยุดพล่ามไปชั่วขณะ เพราะสมองกำลังประมวลผลอย่างหนักหน่วง แสงสีฟ้าในมือของเด็กสาวเริ่มเปล่งประกายเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆจนใกล้เคียงคบไฟดวงน้อย อึดใจต่อมา เธอก็ร่ายคาถา
“ ฮีล ”
ทันใดนั้นเอง เด็กหนุ่มก็รู้สึกว่ากำลังกายเริ่มฟื้นคืน ทุกาแที่แสงสีฟ้าััถูก ล้วนทุเลาอาการเ็ป
“ ว้าว….นี่น่ะเหรอ เวทมนตร์ เจ๋งอ่ะ สอนชั้นบ้างดิ ” เด็กหนุ่มรู้สึกตื่นตาตื่นใจ เขากระสันอยากจะทำบ้าง
“ ฮะๆ นายไม่ใช่สายนักศึกษา แถมไม่มีพลังเวทในตัว จะฝึกเวทมนตร์ได้ไง ” เด็กสาวหัวเราะเบาๆในความไม่ประสาของมาวิน มือที่เปล่งแสงสีฟ้าเลื่อนไปตามจุดต่างๆบนร่างกาย
“ อ้าว....เหรอ แล้วชั้นต้องทำไง ถึงจะมีพลังเวทกับเขาบ้าง ” ใบหน้าของมาวินงองุ้ม เขารู้สึกงอแงนิดๆ
“ ก็ต้องเปลี่ยนสายเป็นักศึกษา แล้วอัพเลเวลเป็อาชีพขั้นสองอย่างนักเวท จากนั้นค่อยบ่มเพราะพลังเวท เพื่อฝึกการใช้คาถาต่างๆ ” เด็กสาวอธิบายยาวเหยียด
“ แล้วใช้เวลานานมั้ย กว่าจะทำได้ ” เด็กหนุ่มหัวเขียวถามต่อ สีหน้าดูคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม
“ น่าจะใช้เวลาแรมปีเลยทีเดียว ” เด็กสาวตอบตรงๆ น้ำเสียงไร้อารมณ์
“ เหอๆ งั้นเปลี่ยนใจ ไม่เรียนแล้ว ” เด็กหนุ่มหัวเราะแห้งๆ พลางล้มเลิกความคิดอย่างฉับพลัน
เด็กสาวใช้คาถา “ฮีล” รักษาอยู่พักใหญ่ ก็สิ้นสุด กำลังของมาวินฟื้นคืนจนสามารถลุกขึ้นยืน แน่นอนว่ายังมีอาการติดขัดตามร่างกายอยู่ แต่ก็รู้สึกดีกว่าตอนแรกหลายเท่า
“ โห.....นี่น่ะหรือเวทมนตร์ เยี่ยมจริงๆ เหมือนจะหายดีเลย ทั้งที่ชั้นาเ็ขนาดนั้น ” เด็กหนุ่มดูร่าเริง
“ ใช่ มันเยี่ยมก็จริง แต่คาถาสายฟื้นฟูนั้นรักษาแค่าแภายนอกและฟื้นกำลังให้กลับคืน ส่วนเื่อาการบอบช้ำภายใน หรือกระดูกที่หัก ต้องพักผ่อนและรักษาด้วยวิธีอื่น ” เด็กสาวอธิบายต่อ
“ อืม ” มาวินพยักหน้ารับ
“ อีกประการ ด้วยพลังเวทที่จำกัด ชั้นจึง “ฮีล” ได้เพียงวันละสามครั้ง จะใช้ได้อีก ต้องพักฟื้นหนึ่งวัน ” เด็กสาวกล่าวต่อ สีหน้าดูซีดลงเล็กน้อย
“ อืม ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำอีกครั้ง ในใจนึกสงสัยว่าวันนี้ เด็กสาวร่างสูงใช้คาถาฮีลไปกี่ครั้ง
“ เอาล่ะ นายนอนพักผ่อนซะ อย่าเพิ่งซ่า เดี๋ยวชั้นจะย่างปลาให้กิน ” เด็กสาวกล่าวเรียบๆ ก่อนเดินตรงไปที่ริมน้ำ
“ เอ๋ ยัยโย่งทำแบบนี้ได้ด้วยเหรอ ใจดีจนเหลือเชื่อ ” มาวินรู้สึกงง แต่เขาก็ล้มตัวลงนอนอย่างว่า พอหัวถึงหมอน จิตก็ดำดิ่งสู่นิทรารมย์
……………………….
มาวินตื่นขึ้นมาช้าๆ เขาไม่รู้ตัวว่านอนไปนานแค่ไหน แต่พอมองรอบๆ ก็พบกับม่านราตรีอันดำมืด สิ่งเดียวที่เห็นในยามนี้ก็คือแสงจากกองไฟซึ่งตั้งอยู่ไม่ห่าง
“ ตื่นแล้วเหรอ เ้าลิงหัวเขียว ” เสียงห้าวของเด็กสาวร่างสูงดังขึ้น มาวินเลยหันไปมอง จึงพบว่าเธอกำลังนั่งอยู่บนขอนไม้ฝั่งตรงข้าม โดยมีกองไฟขวางกั้น
“ อือ ตื่นแล้ว มีอะไรให้กินมั่ง ” มาวินรู้สึกหิวโหย เพราะไม่ได้กินอะไรมาเกือบสองวัน เด็กสาวจึงส่งปลาย่างให้สี่ไม้ พร้อมกระติกน้ำ เด็กหนุ่มรับไปจัดการอย่างรวดเร็ว ไม่นาน ทุกอย่างในมือก็ถูกเสกเข้าไปในท้อง
“ อ่า อิ่มจัง ตังค์อยู่ครบ ” มาวินทิ้งตัวลงนอนแผ่หลา ใบหน้ายิ้มละไมอย่างเป็สุข
“ ฮะๆ นายนี่ก็มีคำพูดแปลกใหม่ออกมาอยู่เรื่อย จริงๆแล้ว นายมาจากที่ไหนกันแน่ ” แม้เด็กสาวจะขบขัน แต่ก็ไม่วายถาม
สีหน้าของมาวินดูงงๆ วันนี้เด็กสาวมาแปลก เธอพูดมากและหัวเราะง่ายกว่าปกติ แต่มึนได้ไม่นาน เขาก็ตอบกลับ พร้อมมองตรงไปข้างหน้าอย่างปราศจากจุดหมาย
“ เฮ้อ.....ที่ๆชั้นจากมา มันไกลมาก ชั้นเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคนที่นี่เรียกสถานที่นั้นว่าอะไร ”
“ แล้วนายก็อยากกลับบ้านมาก ” เด็กสาวเอียงคอถามต่อ
“ ใช่แล้ว ” มาวินแหงนหน้ามองดาวนับล้านที่พร่างพราวอยู่บนฟ้า พลางคิดว่าดวงไหนคือดาวที่เขาจากมา
“ เพราะอย่างงั้น นายถึงอยากเดินทางไปเยอมาเนีย แคว้นที่มีเทคโนโลยีสูงที่สุดในโลก ใช่มั้ย…” เด็กสาวถามต่อ
“ ใช่แล้ว ถ้าเป็ที่นั่น อาจมีเครื่องมือบางอย่างที่ส่งชั้นกลับบ้านก็ได้ ” เด็กหนุ่มกล่าวเนือยๆ โดยไม่มองหน้า
“ อืม เข้าใจแล้ว ” เด็กสาวรับคำ ทันใดนั้นเอง มาวินก็นึกถึงเื่สำคัญ แต่ไม่กล้าพูดออกมา
“ เอ่อ ชั้นยัง…”
“ ยังอะไรอีกล่ะ ” เด็กสาวใช้ไม้เขี่ยท่อนฟืนในกองไฟ
“ เอ่อ ชั้นยังไม่ได้ขอบคุณ เื่ที่เธอช่วยฝึกวิชาให้เลย ” มาวินตัดสินใจพูด แม้จะรู้สึกเขินอายก็ตามที
“ ถือว่าเจ๊ากัน นายเองก็ช่วยชั้นในวันที่ต่อสู้กับกลุ่มโจร ” เด็กสาวตอบเรียบๆแบบไม่ใคร่จะสนใจนัก ดวงตาคมยังจับจ้องอยู่ที่กองไฟซึ่งลุกโชน
“ ไม่หรอก ในวันที่สู้กับกลุ่มโจร ส่วนหนึ่งก็คือ้าช่วยเหลือตัวเอง ” มาวินปฏิเสธผลงาน พร้อมเบนหน้าหนีไปทางอื่น
“ ถึงกระนั้น นายก็ไม่ได้หนีเอาตัวรอด ทั้งที่จะทำจริงๆ ก็ไม่ใช่เื่ยาก ” เด็กสาวกล่าวต่อ
“ เอ่อ จริงแล้ว ชั้นก็อยากหนีนะ แต่ที่ไม่ทำ เป็เพราะว่า...... ” ยิ่งพูดออกไป มาวินยิ่งดูสับสนและเคาะเขิน
“ เพราะว่าอะไร ” เด็กสาวเอ่ยถามลอยๆ ท่าทางเฉยเมย ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงแววคาดคั้นเล็กน้อย
“ เอ่อ….เพราะถ้าหนีไปคนเดียว ชั้นคงหลงป่า ” เด็กหนุ่มพูดจบ ก็ล้มตัวลงนอนตะแคงและหันหลังให้เด็กสาว
ในป่าอันมืดมิด มีเพียงแสงจากกองไฟที่ลุกโชน เสียงจักจั่นเรไรและแมลงเล็กๆดังระงมอยู่ไม่ขาดจนดูคล้ายดนตรีป่า ทุกสรรพสำเนียงทำให้มาวินรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด แต่พอนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงเอ่ยถามเด็กสาวที่นั่งข้างๆ
“ พรุ่งนี้ก็ครบหนึ่งเดือนแล้ว เธอจะทำยังไงต่อไป ”
“ เราก็แยกกัน นายไปตามทางของนาย ชั้นไปตามทางของชั้น ” เด็กสาวตอบเรียบๆ
พอถึงตรงนี้ มาวินก็รีบลุกพรวดขึ้นมานั่ง ดวงตาเรียวจับจ้องไปยังเด็กสาว จากนั้นก็เอ่ยถาม น้ำเสียงแลเศร้า
“ เราจะจากกันแล้ว ใช่มั้ย เวลาหนึ่งเดือน มันเร็วจังเลยนะ ”
“ ใช่แล้ว เรากำลังจะจากกัน เว้นแต่……นายจะตามชั้นมา” เด็กสาวหยุดเขี่ยกองไฟ ก่อนเงยหน้าขึ้นมอง
“ ฮ้า....... ” เด็กหนุ่มร้องเสียงหลง เขาออกอาการสะอึกนิดๆ
“ ว่าไงล่ะ จะตามชั้นมามั้ย ” เด็กสาวเอียงคอถาม
มาวินรู้สึกกดดัน แม้จะรู้สึกดีที่มีเด็กสาวร่างสูงคอยอยู่เป็เพื่อน แต่ถ้าติดตามต่อไป จะไม่ได้ไปแคว้นเยอมาเนีย โอกาสกลับบ้านก็กลายเป็ศูนย์
เด็กสาวร่างสูงมองสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของมาวินอยู่อึดใจหนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มเล็กน้อย
“ เอาล่ะ นอนซะ นาย้าพักผ่อน เพื่อฟื้นฟูร่างกาย ”
“ อืม ” เด็กหนุ่มรับคำสั้นๆ ก่อนล้มตัวลงนอน
มาวินรู้สึกสับสน เขาควรจะทำยังไงต่อ สมองคิดทบทวนอยู่นานเกือบชั่วโมง ก่อนที่ความอ่อนเพลียจะคืบคลานเข้ามาเกาะกุมจิตใจ ในที่สุด เด็กหนุ่มก็ผล็อยหลับข้างกองไฟอันแสนอบอุ่น
……………………….
เช้าวันรุ่งขึ้น มาวินลืมตาตื่น แล้วยันกายลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะยกนาฬิกาสีกระดำกระด่างบนข้อมือขึ้นมาดู จึงพบว่าเป็เวลา 7 โมงเช้า นั่นทำให้เขาใ
“ เฮ้ย เราตื่นสายนี่หว่า ได้เวลาฝึกแล้ว ”
แต่พอเด็กหนุ่มลุกขึ้นยืน เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงทรุดตัวลงนั่งชันเข่า
“ เออ จริงสินะ วันนี้เป็วันครบรอบหนึ่งเดือน”
ระหว่างที่มาวินกำลังทอดอาลัย เขาก็พบว่าเด็กสาวร่างสูงหายไป นั่นทำให้รู้สึกใจหายและกระวนกระวายจนอดไม่ได้ที่จะร้องะโ
“ ยัยโย่ง เธอหายไปไหน ”
มาวินร้องเรียกเด็กสาวร่างสูง พร้อมเหลียวมองไปรอบๆ ไม่นาน เสียงห้าวๆก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ จะะโอะไรนักหนา หนวกหู ”
มาวินรีบหันกลับมา ก็เห็นเด็กสาวร่างสูงยืนสงบอยู่ด้านหลัง นั่นทำให้เขาโล่งอก แต่ภายนอก แกล้งทำเป็กระแอมดัง พร้อมแถไปเรื่อยแบบไม่เนียน
“ ไม่มีอะไร แค่ถามหาเฉยๆ ตอนนี้เริ่มหิวแล้ว มีของกินมั้ย ”
เด็กสาวร่างสูงไม่ตอบคำใด แต่โยนกองผ้าหอบใหญ่ให้ มาวินไม่ทันระวังตัว เ้าสิ่งนั้นจึงกระแทกหน้าเข้าอย่างจัง ทันทีที่เด็กหนุ่มขยับปากจะโวยกลับ เสียงห้าวๆก็ดังแทรกขึ้นมา
“ ไปอาบน้ำซะ สิ่งที่อยู่ในมือคือของจำเป็ที่ใช้ในการเดินทาง ”
มาวินก้มลงมองสัมภาระในมือ จึงพบว่ามันคือเสื้อผ้าใหม่เอี่ยมชุดหนึ่ง พร้อมกรรไกรและกระจก เขานึกสงสัยว่าเด็กสาวร่างสูงให้ของพวกนี้มาทำไม
“ จะสงสัยอะไรนักหนา ชั้นให้นายเอามาใช้ตัดผม จะได้ดูเรียบร้อยมากกว่านี้ ไปอาบน้ำซะสิ ” เด็กสาวชิงพูดขึ้นมาก่อน เพราะรู้ว่ามาวินคิดอะไร
………………………
มาวินใช้เวลาไม่นาน ก็จัดการตัวเองจนเสร็จสรรพ เขาสวมชุดกังฟูสีเขียวใหม่เอี่ยม ผมอยู่ในทรงหน้าสั้นตั้งเป็กระบัง ด้านหลังยาวเป็รากไทรดุจเดิม ใบหน้าเรียวเล็กที่เคยขมุกขมัวกลับกลายมาสดใสตามวัย เพราะได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ แถมยังได้อาบน้ำ สภาพดูสมบูรณ์มาก ถ้าไม่นับผ้าพันแผลตามตัวและไม้ดามกระดูกที่ท่อนแขนซ้าย
“ อืม..... ดูเป็ผู้เป็คนขึ้นมาบ้าง ” เด็กสาวร่างสูงทัก
“ เชอะ ใครบอกเล่า หล่อเหลาจนบอกไม่ถูกเลยต่างหาก ” เด็กหนุ่มหันไปค้อน
“ ฮะๆ ” เด็กสาวหัวเราะนิดๆ ท่าทางผ่อนคลาย
บรรยากาศที่เบิกบานคงอยู่ชั่วขณะ มาวินก็เริ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“ เอ่อ เื่ที่เธอถามเมื่อคืน ชั้นคิดได้แล้วว่าจะทำยังไงต่อไป ”
“ ทำยังไง ” เด็กสาวถามเรียบๆ ดวงตาคมมองตรงไปข้างหน้า
“ ชั้นจะไปแคว้นเยอมาเนีย ” มาวินตอบสั้นๆ น้ำเสียงแสดงออกถึงความเ็ปอย่างแสนสาหัส
“ อืม ” เด็กสาวรับคำสั้นๆ สีหน้าดูเฉยเมยจนไม่อาจคาดเดาถึงอารมณ์
“ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ชั้นต้องกลับบ้านให้ได้ มีคนรอชั้นอยู่ที่นั่น ” ท่าทางของมาวินดูเด็ดเดี่ยว แม้จะรู้สึกเ็ปกับการจากลา แต่เขาจำเป็ต้องทำแบบนั้นจริงๆ
“ คนๆนั้นคือ "จัน" ใช่มั้ย ” เด็กสาวถามลอยๆ
“ เอ๊ะ ” มาวินอุทานดัง พร้อมหันกลับมา เขาเห็นเด็กสาวมองอยู่ก่อนแล้ว แม้ใบหน้าของเธอจะเรียบเฉย แต่ดวงตาคมกลับเปล่งประกายแวววาวอย่างประหลาด
“ เอ่อ ” มาวินนิ่งอึ้ง เขาคิดไม่ออกว่าจะตอบยังไง เด็กสาวจึงยิ้มนิดๆ ก่อนยื่นมือออกไปข้างหน้า เพื่อขอเช็คแฮนด์
“ งั้นก็โชคดีนะ เ้าลิงหัวเขียว ”
“ อืม ” มาวินก้มหน้า สีหน้าเศร้าสร้อย เขายื่นมือออกมาจับ พร้อมเขย่าแรงๆ เพื่อจากลา
เด็กสาวร่างสูงหันไปรวบกระเป๋าสะพายขนาดกลางขึ้นคล้องหัวไหล่ ท่าทางทะมัดทะแมงและเคร่งขรึม ส่วนทางฝั่งมาวิน เขาก็รวบรวมสิ่งของจำเป็ใส่เป้สะพายหลังเช่นกัน จังหวะที่ยอดกังฟูสาวกำลังจะจากไป เด็กหนุ่มก็ร้องทักเสียงดัง
“ แล้วเธอจะไปที่ไหน ”
เด็กสาวร่างสูงหยุดนิ่ง ก่อนหันกลับมาบอกด้วยใบหน้ายิ้มละไมที่ดูอ่อนหวานไม่แพ้ "จัน" ทำให้เด็กหนุ่มรู้สึกเขินอายจนต้องหลบตา
“ ก็ไปแคว้นเยอมาเนียไง นึกว่านายจะไม่ถามซะแล้ว ”
“ อ้าว เอ๋ เธอไปแคว้นเยอมาเนีย นี่.....ก็แปลว่า ” เด็กหนุ่มอุทานดัง เขารู้สึกงุนงงและใ เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง รอยยิ้มก็ผุดขึ้นมา
“ ตกลง จะไปด้วยกันมั้ย นายตั้งใจจะไปแคว้นเยอมาเนียอยู่แล้ว ไม่ใช่เหรอ ” เด็กสาวพยักหน้าให้มาวินนิดนึง ก่อนเดินต่อ
“ ไป ไปสิ ไปอยู่แล้ว ” เด็กหนุ่มยิ้มทะเล้นๆตามสไตค์ของตัวเอง พร้อมวิ่งตามเด็กสาวที่เดินนำ พอไล่ทัน เขาก็ถามถึงสิ่งที่อยากรู้มานาน
“ รู้จักกันมาตั้งหนึ่งเดือน ชั้นยังไม่รู้เลยว่าเธอชื่ออะไร ”
ทันทีที่ได้ยินคำถาม เด็กสาวก็ตอบสั้นๆว่า.......
“ ชั้นชื่อ เหมยลี่ ”
“ ส่วนชั้นชื่อ มา…” เด็กหนุ่มพยายามแนะนำตัว
“ รู้แล้วน่า เ้าลิงหัวเขียว ” เหมยลี่ตอบกลับอย่างรวดเร็ว ทั้งที่มาวินยังพูดไม่จบ
“ ไม่ใช่โว้ย ชั้นชื่อ มาวิน ” เด็กหนุ่มะโใส่ ดูเหมือนเขาจะไม่ชอบสรรพนามที่เหมยลี่เรียก
“ เข้าใจแล้ว เ้าลิงหัวเขียว ” เด็กสาวตอบกลับหน้าตาย สองมือยกขึ้นมาอุดหู เพื่อป้องกันภัยทางโสตประสาท
“ ชั้นชื่อ มาวิน ” เด็กหนุ่มไม่ยอมแพ้
“ อืม..... ลิงหัวเขียว ” เด็กสาวไม่ยอมแพ้เช่นกัน
“ ไม่ใช่โว้ย ชั้นชื่อมาวิน ” เด็กหนุ่มแหกปากะโ พลางะโโลดเต้นไปรอบตัว แน่นอนว่าการโต้เถียงด้วยเื่ไร้สาระยังดำเนินต่อไปอีกยาวนาน อย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วโมง
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
