แสงอาทิตย์ยามเช้าหลังพายุฝนช่างงดงามกว่าวันไหนๆ อากาศที่เคยอับชื้นกลับกลายเป็ความสดชื่นที่หาได้ยากในหมู่บ้านชิงอวิ๋นที่มักแห้งแล้ง ดินที่เคยแตกระแหงบัดนี้เริ่มมีความชื้นและกลิ่นดินที่อบอวลไปด้วยพลังชีวิต หลี่เฉินลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเบาสบายอย่างประหลาด ราวกับร่างกายที่เคยเหนื่อยล้าจากการตรากตรำทำงานหนักได้รับการปลดปล่อย เขาขยับตัวลุกขึ้นจากกองฟาง พลางคว้าเอา 'สมุดแห่งการสาปแช่ง' ที่วางทิ้งไว้มุมห้องมาซุกไว้ในสาบเสื้ออย่างหวงแหน แม้ในสายตาคนอื่นมันจะเป็เพียงสมุดจดไร้ค่า แต่สำหรับเขาในตอนนี้ มันคือสมบัติชิ้นเดียวที่เขามีไว้ระบายความแค้นและจดบันทึกความทรงจำอันขมขื่น
ทว่าทันทีที่หยิบมันออกมาจ้องมอง แสงแดดที่ส่องผ่านรอยแตกของกระท่อมก็กระทบเข้ากับตัวอักษรบนหน้าปก หลี่เฉินชะงักกึก... เขาขยี้ตาตัวเองแรงๆ เพราะตัวอักษรที่เขาเคยใช้ถ่านไฟเขียนไว้อย่างลวกๆ บัดนี้ดูนูนเด่นขึ้นมาราวกับถูกสลักด้วยทองคำเงางาม ผิวััของหน้ากระดาษดูหนาและขลังขึ้นอย่างน่าประหลาด ราวกับมันกำลังซึมซับเอาพลังงานบางอย่างรอบตัวมาพัฒนาตนเอง
"ระบบ! เ้าเล่นตุกติกอะไรกับสมุดของข้าอีก!" เขาเค้นเสียงถามในใจด้วยความฉงน
*[ติ๊ง! ตรวจพบค่าความสงสัยของโฮสต์! ตอบคำถาม: มันไม่มีพลังพิเศษอะไรหรอกโฮสต์ แค่สมุดจดธรรมดา แต่ระบบเห็นว่าลายมือโฮสต์มันเข้าขั้น 'อนาถ' จนเสียสายตา เลยช่วยปรับแต่งฟอนต์ให้มันดูดีขึ้นอีกนิดหน่อย จะได้ไม่ขายหน้าเวลาโฮสต์เอาไปสาปแช่งใคร!]*
หลี่เฉินถึงกับคิ้วกระตุก เส้นเืข้างขมับเต้นตุบๆ เขาะโด่าระบบไปหนึ่งยกใหญ่ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงถึงบรรพบุรุษของระบบ แต่มันก็ทำเพียงนิ่งเงียบราวกับเป็เื่สนุก เขาจึงต้องระบายอารมณ์ด้วยการเก็บสมุดไว้ที่เดิมอย่างหัวเสีย ทว่าในใจลึกๆ กลับมีความรู้สึกแปลกประหลาดว่าสมุดเล่มนี้กำลังมี 'ชีวิต' มากขึ้นทุกขณะ
เขาตัดสินใจก้าวเท้าออกมาหน้ากระท่อมเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ ทันใดนั้นสายตาก็ปะทะกับสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาต้องลืมความโกรธทั้งหมดไปทันที! ต้นกล้าแอปเปิ้ลที่เขารักและหวงแหนยิ่งกว่าสมบัติใดๆ เมื่อวานมันยังเป็เพียงยอดอ่อนที่เพิ่งพ้นดิน แต่เช้านี้... มันยืดตัวยาวขึ้นมาถึงหนึ่งคืบ! สีเขียวมรกตนั้นสดใสจนแทบจะเรืองแสง ความเร็วขนาดนี้มันผิดวิสัยต้นไม้ทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่ามันกำลังพยายามหยั่งรากลึกลงไปในผืนดินเพื่อสูบเอาพลังงานทั้งหมด หลี่เฉินทรุดตัวลงนั่งยองๆ หัวใจเต้นรัวด้วยความหวัง "หรือว่านี่จะเป็ต้นแอปเปิ้ลวิเศษของจริง? หรือจะเป็ฝนทิพย์เมื่อคืนกันแน่?"
ในขณะที่เขากำลังจ้องมองอย่างหลงใหล ไอเดียประหลาดที่ 'กาว' ยิ่งกว่าเดิมก็ผุดขึ้นมาในหัว ในโลกที่ขาดแคลนทรัพยากรแบบนี้ สิ่งที่หาได้ง่ายที่สุดและเป็สารอาหารชั้นเลิศสำหรับพืชที่เขามีก็คือตัวเขาเอง! "ธรรมชาติย่อม้าธรรมชาติ..." หลี่เฉินพึมพำกับตัวเอง เขาไม่ลังเลที่จะขุดดินข้างๆ ต้นแอปเปิ้ล แล้วนั่งลงจัดการ 'ธุระส่วนตัว' ของตัวเองลงไปทันที! นี่ไม่ใช่ความวิปริต แต่มันคือศาสตร์การบำรุงดินแบบฉบับคนหมดหนทาง เขาพูดคุยกับต้นไม้ราวกับเป็เพื่อนสนิท ก่อนจะกลบฝังสิ่งนั้นอย่างตั้งใจเพื่อหวังว่ามันจะเติบโตอย่างงดงามและออกผลที่อร่อยที่สุดให้เขาทาน
วันนี้หลี่เฉินไม่ได้วางแผนจะเข้าเมือง เพราะเหตุการณ์ปามูลสัตว์ใส่บ้านคนอื่นเมื่อวานทำให้เขาหวาดระแวงว่าจะถูกดักทำร้าย เขาจึงตั้งเป้าหมายใหม่คือ 'การทำเกษตร' เพื่อความยั่งยืนของชีวิต แต่ปัญหาก็คือ... เขาไม่มีที่นาแม้แต่ตารางนิ้วเดียว! เขาจึงตัดสินใจเดินตรงไปยังบ้านของเฒ่าผู้ใหญ่บ้านที่อยู่ใจกลางหมู่บ้านด้วยท่าทางมุ่งมั่น
"ผู้ใหญ่บ้าน!" เขาะโเรียกเสียงดังที่หน้าชานเรือน
เฒ่าผู้ใหญ่บ้านเงยหน้าขึ้นจากงานจักสาน ก่อนจะมองชายหนุ่มมอมแมมที่เดินเข้ามาด้วยความประหลาดใจ "เสี่ยวเฉิน? มีสิ่งใดหรือเ้าถึงมาหาข้าแต่เช้าเช่นนี้? ร่างกายเ้าดูไม่ค่อยสู้ดีนัก พักผ่อนบ้างเถิด"
หลี่เฉินรีบกล่าวเข้าประเด็นโดยไม่สนใจความเหนื่อยล้า "ท่านตาผู้ใหญ่ ข้าได้เมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีมา ข้าอยากปลูกมันแต่ไม่มีที่นา ข้า้าขอเช่าที่สักเล็กน้อยไว้ปลูกข้าว ท่านพอจะเมตตาให้ข้าเช่าได้หรือไม่?"
เฒ่าผู้ใหญ่บ้านวางงานในมือลงพลางทอดสายตามองไปทางทุ่งนาที่แห้งแล้งด้วยแววตาอาลัย "เ้ามาได้จังหวะพอดี... สองสามวันนี้เกิดเื่ประหลาด ฝนตกลงมาถึงสองครั้งซ้อนอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน วัชพืชตามริมทางที่เคยตายซากกลับงอกงามเร็วขึ้นผิดหูผิดตา ราวกับว่าพื้นดินมันได้รับพลังชีวิตอะไรบางอย่าง" (หลี่เฉินเพียงแต่ฟังโดยไม่รู้เลยว่านั่นคือฝนทิพย์ลึกลับที่เขาได้รับโดยบังเอิญ) "หากฝนตกต่อเนื่องไปอีกสักสองหรือสามครั้ง ทุ่งนาของเราคงกลับมามีชีวิตอีกครั้งแน่ นี่นับเป็โชคของชาวบ้านเราอย่างแท้จริง"
ชายชรามองหลี่เฉินด้วยสายตาเอ็นดู ก่อนจะตัดสินใจเื่สำคัญ "ข้าตัวคนเดียวไม่มีญาติพี่น้อง ชีวิตแก่ป่านนี้แล้วไม่รู้จะถือครองที่ดินไปทำไม ข้ายินดีจะยกที่ดินว่างหลังบ้านให้เ้าใช้ปลูกข้าว จะไม่คิดค่าเช่าแม้แต่อีแปะเดียว! ขอเพียงแค่เ้าดูแลมันให้ดี ทำให้มันออกรวงมาได้จริง พรุ่งนี้เ้าก็เริ่มไปถางดินเตรียมแปลงได้เลย ข้าจะคอยดูว่าความพยายามของเ้าจะส่งผลให้หมู่บ้านเราพ้นจากความอดอยากได้หรือไม่"
หลี่เฉินตื้นตันใจจนพูดไม่ออก คำว่า 'ไม่คิดค่าเช่า' มันดังก้องอยู่ในหัว เขาแทบจะกราบขอบคุณชายชราตรงนั้น ก่อนที่เฒ่าผู้ใหญ่จะพาเขาเดินออกไปทางด้านหลังบ้าน ที่นั่นเป็พื้นที่ราบกว้างประมาณสองหมู่ติดกับเชิงเขา แม้ที่ดินจะดูรกร้างเต็มไปด้วยหญ้าคา แต่ดินบริเวณนี้กลับมีความชุ่มชื้นสูงและอุดมสมบูรณ์กว่าส่วนอื่นของหมู่บ้านอย่างเห็นได้ชัด "ที่ดินผืนนี้ใกล้ลำธารสายเล็กๆ ที่ไหลลงมาจากูเา หากเ้าลงแรงถางหญ้าและทำคันนาให้ดี ข้าเชื่อว่าไม่กี่เดือน เ้าจะได้เห็นรวงข้าวสีทองเต็มผืนดินนี้แน่"
หลี่เฉินตอบรับด้วยความมุ่งมั่น "ข้าจะทำให้ดีที่สุดท่านตาผู้ใหญ่!"
หลังจากที่จัดการเื่ที่นาเสร็จสิ้น หลี่เฉินยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น เขารู้ดีว่าลำพังเมล็ดข้าวคงไม่พอประทังชีวิตไปได้ตลอดรอดฝั่ง เขาจึงวางแผนขึ้นไปยังูเาใกล้หมู่บ้านทันที เขาคาดว่าหลังจากฝนตกหนักเช่นนี้ ป่าบนเขาน่าจะกำลังอุดมสมบูรณ์ไปด้วยผักป่าและเห็ดป่าที่กำลังผลิใบงอกงาม เขาต้องเร่งมือไปหาของป่ามาตุนไว้เป็เสบียง และไม่ลืมที่จะนำขวานทื่อๆ ติดมือไปด้วยเพื่อเก็บฟืนแห้งสำหรับใช้ก่อไฟในกระท่อม การเดินทางขึ้นเขานั้นไม่ง่ายนัก หลี่เฉินต้องใช้ไม้เท้าพยุงตัวก้าวข้ามโขดหินลื่นๆ ที่ชุ่มไปด้วยน้ำฝน บรรยากาศในป่าวันนี้แปลกตา ผักป่าสีเขียวสดดูอวบอิ่มกว่าปกติจนเขาสงสัยว่านี่เป็เพราะพลังจากธรรมชาติหรือไม่ เขารวบรวมเห็ดป่าดอกใหญ่ที่เพิ่งผุดขึ้นมาจากกองใบไม้แห้งได้เต็มตะกร้าเก่าๆ นอกจากนี้เขายังใช้ขวานทื่อๆ เฉาะกิ่งไม้แห้งที่หล่นอยู่ตามทางมาทำเป็ฟืนได้อีกจำนวนหนึ่ง แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้า แต่เมื่อเห็นผลงานในตะกร้า ความหวังในการมีชีวิตรอดของเขาก็ยิ่งโชติ่ขึ้น
---
ในเวลาเดียวกันที่เมืองจือจี้ ความหายนะกำลังคืบคลานเข้าสู่ตระกูลลี่ คฤหาสน์หรูหราที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะกลับกลายเป็สถานที่ที่เต็มไปด้วยความโกลาหล เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่ควันสีดำจางๆ ได้เล็ดลอดผ่านรอยแตกของสมุดในกระท่อมพุ่งตรงไปยังเมือง บรรยากาศภายในคฤหาสน์ตระกูลลี่ก็เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็หลังมือ เสียงโวยวายของบ่าวรับใช้ดังระงมไปทั่วบริเวณ ราวกับว่ามีภัยพิบัติที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่ากำลังคืบคลานเข้ากัดกินคนในบ้าน
'ลี่ถัง' ชายหนุ่มผู้เย่อหยิ่งที่เคยดูถูกหลี่เฉิน บัดนี้เขานอนกลิ้งเกลือกอยู่บนเตียงนอนราคาแพง ใบหน้าที่เคยขาวสะอาดกลับซีดเผือดสลับกับรอยแดงช้ำที่ผุดขึ้นตามร่างกายโดยไม่ทราบสาเหตุ กลิ่นเหม็นเน่าที่รุนแรงราวกับสิ่งปฏิกูลที่บูดเน่าโชยออกมาจากิัของเขาจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ แม้แต่หมอประจำตระกูลที่ถูกเรียกตัวมาอย่างเร่งด่วนยังต้องถอยกรูดและปิดจมูกด้วยความขยะแขยง "นี่มันโรคอะไรกัน! ข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อน!" หมอชราะโด้วยความตื่นตระหนก "ตัวของนายน้อยเหม็นราวกับ... ราวกับจมอยู่ในหลุมสิ่งปฏิกูลมาตลอดทั้งคืน!"
ไม่เพียงแค่ลี่ถังเท่านั้น ทรัพย์สินภายในคฤหาสน์ก็เริ่มประสบเหตุการณ์ประหลาด กองสมุนไพรล้ำค่าที่ตระกูลลี่เพิ่งประมูลมาได้ด้วยราคาสูงลิ่ว กลับแห้งเหี่ยวและกลายเป็สีดำสนิทภายในพริบตาราวกับถูกคำสาปดูดกลืนพลังงานชีวิตไปจนหมดสิ้น แม้แต่โคมไฟประดับที่ทำจากหยกยังร้าวแตกละเอียดโดยไม่มีใครไปัั
**ลี่ช่ง** ผู้นำตระกูลลี่ผู้ทรงอิทธิพลและเป็ถึงผู้ฝึกตนขอบเขต **'กลั่นลมปราณขั้นที่ 2'** กำลังยืนตัวสั่นเทาอยู่กลางโถงบ้าน ดวงตาของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นและตื่นตระหนก แม้เขาจะมีพลังปราณที่เหนือกว่าคนทั่วไป แต่พลังเ่าั้กลับไม่ช่วยให้เขาปัดเป่า 'กลิ่นเหม็นเน่า' ที่น่าสะพรึงกลัวนี้ออกไปจากลูกชายและคฤหาสน์ได้เลย "เ้าพวกไร้ประโยชน์! ข้าเป็ผู้ฝึกตนชั้นสูง แต่กลับถูกสิ่งอัปมงคลเช่นนี้เล่นงานจนมุมงั้นรึ!" ลี่ช่งคำราม ลมปราณรอบกายเขาะเิออกจนข้าวของใกล้ตัวแตกกระจาย แต่ไอสีดำที่แฝงอยู่กับกลิ่นเหม็นนั้นกลับเหมือนมีชีวิต มันวนเวียนขยับขยายตัวราวกับเยาะเย้ยพลังปราณของเขา
ลี่ถังนอนครวญครางอยู่บนเตียง ิัของเขาเริ่มมีรอยคล้ำเป็ปื้น รอยโรคเ่าั้ดูเหมือนจะกัดกินลึกเข้าไปถึงเส้นชีพจร ลี่ช่งพยายามจะใช้ปราณกลั่นลมปราณขั้นที่ 2 ของตนเข้าซ่อมแซมเส้นชีพจรของลูกชาย แต่ทันทีที่ปราณของเขาัักับรอยแผล กลิ่นเหม็นนั้นกลับรุนแรงขึ้นจนเขาเกือบอาเจียนออกมา ร่างกายของเขาเริ่มสั่นสะท้านเมื่อตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่การโจมตีทางกายภาพธรรมดา แต่มันคือการกัดกิน 'โชคลาภและิญญา' ของตระกูลไปทีละน้อย! เขามั่นใจว่าหากปล่อยไว้อย่างนี้ ไม่เพียงแค่ลี่ถังที่จะต้องตาย แต่ตระกูลลี่ที่เขาสร้างมากับมือจะต้องพินาศย่อยยับ
โชคร้ายยังไม่จบเพียงแค่นั้น พ่อค้าที่เคยมาติดต่อธุรกิจร่วมกับตระกูลลี่เริ่มแห่กันมาถอนสัญญา พร้อมกับข่าวคราวความเสื่อมเสียที่แพร่สะพัดไปทั่วเมืองจือจี้ว่าตระกูลลี่กำลังถูก 'เทพเ้าแห่งความอัปยศ' สาปแช่งให้มีกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปสามบ้านแปดบ้าน การค้าขายที่เคยรุ่งเรืองกลับหยุดชะงักลงราวกับถูกตัดขาดจากโชคลาภอย่างกะทันหัน ในมุมมืดของคฤหาสน์ที่เงียบสงัด ไอสีดำทมิฬนั้นเริ่มรวมตัวกันเป็เงาร่าง มันลอยนิ่งราวกับกำลังจดบันทึกทุกความทุกข์ระทมของลี่ช่ง ลี่ช่งพยายามชักกระบี่ประจำกายออกมาฟาดฟันใส่ความว่างเปล่าด้วยความหวาดระแวงและบ้าคลั่ง แต่เขาก็ทำได้เพียงฟันอากาศที่ไร้ผล โดยไม่รู้เลยว่าจุดเริ่มต้นของความโศกเศร้าทั้งหมดนี้ มาจากชายหนุ่มมอมแมมในหมู่บ้านไกลโพ้นผู้กำลังนั่งนับเห็ดป่าและวางแผนอนาคตอย่างมีความสุขในกระท่อม