ตอนที่ ๒
ไม่รู้เพราะเหตุผลใดการไตร่ตรองของเด็กหนุ่มนั้นล้มเหลวหรืออย่างไร ถึงแม้ว่าเด็กหนุ่มรู้ว่าตอนนี้ตนเองมีวรยุทธ มีความสามารถพอที่จะใช้กลยุทธ์จับโจรต้องจับหัวหน้า แต่ด้วยประหนึ่งว่าความห่วงใยต่อความปลอดภัยเด็กสาวทั้งสองเด็กหนุ่มจึง้าเข้าช่วยเหลือเด็กสาวทั้งสองเสียก่อน
ป๊าบ!!
เสียงหนักหน่วงที่เด็กน้อยถีบเ้าขอทานที่คุมเชิงอยู่ มันกระเด็นไปกระแทกลังไม้ข้างๆ จนแตกหักพังยับ ส่วนขอทานที่ฉุดแย่งของอยู่หันหน้ามามองดูโดยเร็ว
"เ้านะ!! ส่งไม้กระบองของเ้ามาให้ข้าเร็ว" เด็กน้อยร้องขอต่อเด็กสาวชุดแดง
"ข้า..." เด็กสาวเพียงแต่อ้ำอึ้ง
"ขออภัยด้วย" หวังจวินสบถห้วน ๆ พร้อมทั้งฉุดไม้ในมือหล่อนมาอย่างรวดเร็ว เสี้ยนในตัวไม้ตำมือหล่อนเล็กน้อย
"โอ้ย.." เด็กสาวร้อง และแม้จวินน้อยเองจะได้ยินเขาก็ไม่ได้หลุดสมาธิเพียงแต่มุ่งเน้นฝาดไม้กระบองลงยังมือของขอทานสกปรก
ฟุบๆ !!
มันเหลว ขอทานเ้าเล่ห์ชักมือกลับ และล่าถอยไปสองก้าว บัดนี้ขอทานอีกหนึ่งคนที่ล้มไปได้กลับมาสมทบแล้ว
"ต่อไป!! " หัวหน้าของมันที่กอดอกดูแต่แรกสั่งต่อ ขอทานเ้าเล่ห์ทั้งสองวิ่งเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง
"ลูกถีบของเ้าเจ็บแสบนัก ข้าจักตอบแทนนับร้อยเท่า" ขอทานคนแรกกล่าวดุดัน เด็กน้อยไม่สนใจเพียงแหย่ไม้กระบองไปเบื้องหน้า ขอทานทั้งสองหลบแยกซ้ายขวาทันควัน
วูบ!
เด็กน้อยเหมือนรู้ทันอยู่ก่อนสะบัดไม้พลองไปขางขวา
ผั้ว!
ไม้ที่ตวัดไปโดนลำตัวอย่างจัง มันร้องโอดโอยทั้งกระเด็นไปหนึ่งก้าว เด็กน้อยไม่รีรอรุดไปหามัน ฟาดซ้ำที่ต้นคอจนสลบไป
"โอ...หยงหยี! ไอ้เด็กนรก" ขอทานคนที่สองซึ่งเป็คนแย่งชิงกล่าวอย่างเดือดดาลเมื่อมองเห็นสหายมันถูกโจมตีอย่างรวดเร็ว เด็กน้อยอาศัย่โกรธพลิกตัวกลับทิ่มแทงกระบองไม้ไปที่คอหอยสุดแรง
อุ๊ก!
เืก้อนใหญ่พุ่งออกมาจากปากมันคำโต ก่อนจะฟุบลง เด็กน้อยสะบัดหน้าหนีดวงตาจับจ้องไปยังหนึ่งขอทานผู้ที่ยังเหลือรอดอยู่ ตอนนี้หัวหน้าพวกมันพลันคลายมือจากอกมาวางปกติ สายตาหาได้ใหรือสนใจสมุนของมัน
"ไม่พบกันนานนม เหตุใดฝีมือต่อยตีพัฒนาถึงเพียงนี้ ? " มันกล่าวเนิบๆ
"หยุดพล่ามเสียเถอะ หากเ้ากลัวก็วิ่งกลับไปยังที่เ้ามา" เด็กน้อยขู่พร้อมทั้งตั้งท่าเตรียมรับมืออย่างไม่ประมาท
"ฮ่า ๆ ฝันเสียเถอะ แม้ฝีมือต่อยตีเ้าดีขึ้น แต่ไร้กำลังภายใน ไหนเล่าจะชนะข้าศิษย์ยาจกได้" มันกล่าวตอบยิ้มอย่างมั่นคง
จริง ๆ แล้วมันก็แปลกอย่างที่เ้าโจรขอทานว่า เหตุใดเด็กน้อยจึงไม่ใช้ลมปราณ หรือว่าเขายังไม่สำเร็จการกรุยชีพจร
"..." เด็กน้อยเงียบ สายตามองไปยังเด็กสาวทั้งสองคน ซึ่งตอนนี้นั่งหลบสั่นเทาที่มุมบ้านหลังหนึ่งทางซ้ายประมาณห้าก้าว
"เหตุใดพวกเ้าไม่หนีไปเล่า เราใช่ว่าจะต่อต้านมันไว้ได้เนิ่นนาน" เด็กน้อยตำหนิอย่างจริงจัง
"คุณหนูเจ็บเ้าค่ะ" เด็กถือห่อผ้าตอบน้ำเสียงสั่น
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ ไม่ต้องห่วงเ้าเด็กน้อยข้าจะใช้พลังเพียงหนึ่งส่วนเท่านั้นกับเ้า ฮ่า ๆ ๆ " เ้าขอทานร้องบอกพร้อมทะยานมาหนึ่งหมัด
ผั้ว!!
เด็กหนุ่มโดนที่กลางอกถอยกลังไปสามก้าว "แค่นี้หรอกหรือ มดกัดเท่านั้น" มันฝืนตอบแล้ววิ่งเข้ามาฟาดกระบอง เ้าขอทานเพียงใช้มือปัดกระบอกนั้นโดยง่าย หวังจวินรู้ว่ากระบองของมันเองคงทำร้ายโจรขอทานผู้นี้ไม่ได้
"ฮึ!! โจมตีบัดซบ แค่นี้จักทำไรข้าได้เ้าโง่" มันเอ่ย เมื่อได้ยินดังนั้นเด็กน้อยหยุดมือ พลางจะวิ่งหนี
"ไปไหนเ้าโง่" เ้าขอทานหาได้ยอม มันสะบัดมือปล่อยพลังปราณดักร่างเด็กน้อยที่กำลังจะลอยลิ่วข้ามร่างเ้าขอทานที่นอนสลบไป
"อ๊าก! " เด็กน้อยร้องเมื่อร่างกระแทกข้างบ้าน
"เหอะ! ไหนละความทระนงของเ้า เ้าเด็กโง่พอสู้ไม่ได้ก็คิดเพียงแต่จะหนี"
"เราหาได้หนีเ้า เพียงอยากลองชิมฝ่ามืออันอ่อนแรงของเ้าเสียเท่านั้น" เด็กน้อยตอบลำบาก
"เหอะ! ปากดีนัก ดีละข้าจะฆ่าเ้าซะ" พูดจบมันก็ทะยานมาพร้อมร่ายฝ่ามือ เด็กน้อยเองบัดนี้แววตาเปลี่ยนแปลงไป บ่งบอกถึงสมาธิอันแน่วแน่กว่าเก่าก่อน
ย้ากกกกกกก!!!!!!!!!
บัดนั้นเองเมื่อฝ่ามือขอทานมาถึงเบื้องหน้าเด็กน้อย มือทั้งสองของเด็กหนุ่มดันฝ่ามือนั้นขึ้นสุดกำลัง
ฟุบ!!
มันพลาดเป้า ไอปราณสีแดงสีหนึ่งพลันเกิดขึ้น หมุนวนจากท้องน้อยเด็กหนุ่มทะลวงผ่านมายังฝ่ามือ
เฟี้ยว !!! มันซัดไปยังลิ้นปี่ขอทานนั้น
ป๊าบ!!!!!
เสียงดังชัดเจนยิ่งนัก ร่างของเ้าขอทานไม่มีเสียงใด ได้แต่ล่องลอยไปไกลหลายสิบวา เด็กน้อยทั้งหลายพลันตกตะลึงงัน แม้แต่ตัวขอทานเองก็คงใก่อนสิ้นลม
บัดนี้เมื่อสติของเด็กสาวฟื้นคืน ร่างของเด็กหนุ่มยืนตระหง่าน สายตาจ้องมองขอทานจอมเ้าเล่ห์ด้วยความอ่อนแรง
เด็กสาวยิ่งมองเด็กหนุ่มก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจเสียมิได้ เหตุใดกันที่เด็กหนุ่มผู้เสียเปรียบตลอดการต่อสู้ที่ผ่านมาถึงได้มีชัยชำนะพลิกผันเพียงชั่วพริบตา
สักครู่หนึ่ง "เ้าเป็อะไรไหม" เด็กสาวชุดแดงผู้ดูเป็นายกล่าวตัดความเงียบงันขึ้น
"ไม่เป็ไร ขอบคุณคุณหนูมาก" มันกล่าวตอบพร้อมเดินไปหาสองสาว
ฟุบ
เด็กน้อยเข่าอ่อนล้มลง มือพยายามดันพื้นพสุธาเบื้องล่างไว
"ไปช่วยคุณชายท่านนั้นเร็วเข้า" สาวชุดแดงกล่าวโดยเร็ว นางจ้องมองเด็กน้อยด้วยความห่วงใย สาวใช้ที่ดูแลคุณหนูผู้าเ็ได้วิ่งไปพยุงหนุ่มน้อยโดยเร็ว
"นายท่าน" หล่อนกล่าว
"ขอบใจมาก" เขาตอบพลางตระกุกตระกุยมาพิงกำแพงข้างหญิงสาวทั้งสอง
"ท่านาเ็มากใช่หรือไม่ อย่าได้กล่าวเท็จแก่ข้าเลย" เด็กชุดแดงกล่าวต่อสีหน้าดูกังวล
"ปล่าวเลยคุณหนู ข้านั้นเพียงเหนื่อยล้าหมดแรงเสียเท่านั้น" มันตอบหอบๆ
"ท่านเหตุใดไม่จักใช้กำลังภายในต่อสู้เสียแต่แรกเล่า" หล่อนถามอีกครั้ง
"เรียนคุณหนู ข้านั้นเพียงหัดลมปราณได้เพียงไม่นาน หากแม้นประกาศตนเสียแต่แรกว่ามีลมปราณไหนเล่ามันจักออมมือประมาทข้าได้ และหากเป็เช่นนั้น เมื่อมันใช้พลังเต็มส่วนข้าก็จักรับมันไม่ได้แม้เพียงกระบวนท่าเดียว" สาเหตุที่เขารู้เช่นนี้เพราะ่ที่ผ่านมาเด็กหนุ่มคลุกคลีกับพวกขอทานเ้าเล่ห์ดี มันรู้ว่าพวกชั้นล่างไม่ได้รับการฝึกฝนกำลังภายในมาเสียเท่าใด แต่หากขึ้นไปเป็ระดับหัวหน้ากลุ่มพวกนี้จัดว่าฝึกฝนเบื้องต้นมานานทีเดียว
"ท่านจึงรอโอกาส ..? "
"ใช่ เพราะเ้าตัวระดับหัวหน้ากลุ่มจักมีกำลังภายในมากกว่าข้าดังนั้นจึงต้องแสดงให้เห็นว่าข้านั้นมีเพียงท่วงท่ากระบอง และเก็บพวกลูกน้องมันเสียก่อน เมื่อเป็เช่นนั้นแล้วก็รับมือมันจนถึงที่สุดและรอคอยตอนที่มันพยายามปิดศึก เพราะว่าสัตว์ร้ายถูกล่อลวงได้ง่ายสุดก็ตอนตะปบเหยื่อ" เด็กน้อยกล่าวคลายใจแก่เด็กสาวทั้งหลาย เพราะเขาสังเกตว่าเธอสงสัยยิ่งนัก และแล้วขณะนั้นเองเสียงหนึ่งก็ปรากฏ
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ เป็เช่นนี้เอง เป็เช่นนี้เอง....นับว่าเ้าฉลาดและมีเล่ห์เหลี่ยมนัก" เสียงนั้นมันกังวานเหนือซ่านจากเบื้องบนพวกเขาและพวกเขาเองก็หันขึ้นมองพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
"ท่าน… พ่อ" สิ้นเสียงเด็กสาว ร่างนั้นพลันร่วงล่นลงมาเบื้องล่างมันเป็ร่างกายสูงใหญ่อายุราวสามสิบห้าปี สายตาเ็าคิ้วดกเข้ม ใบหน้าดูหล่อเหลา เ้าสำราญทั้งยังดูสุขุมรอบขอบ นอกจากนี้ยังร่วงหล่นลงมาอย่างเชื่องช้าเป็จังหวะบ่งบอกว่าเป็ยอดฝีมือ สายตาของมันจ้องมองพวกเขาทั้งสามก่อนจะเปลี่ยนไปจับจ้องที่ใบหน้าบุตรสาวคนเดียว
"ลูกหยาน เหตุใดเ้าหนีพ่อมา ทิ้งให้เป็ห่วงอยู่เนิ่นนาน ทั้งยังทำให้พ่อนั้นกลายเป็คนเสียสัจจะด้วย” มันกล่าวเนิบๆ แต่น้ำเสียงกังวานก้องด้วยความเ็าหงุดหงิดก่อนจะหันหน้ามาหาเด็กหนุ่ม
"ข้าซ่งเฉวียนรองผู้นำตระกูลซ่ง ขอทราบนามเ้าผู้ช่วยลูกสาวเราด้วยเถิด" มันกล่าวต่อ
"ข้า...จวิน..หวังจวินครับนายท่าน" หวังจวินตอบ ความรู้สึกของเด็กหนุ่มรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูกเมื่อถูกชาวยุทธผู้นี้จับจ้อง
"หวังจวินข้าเห็นไหวพริบเของเ้าที่ต่อสู้กับยาจกพวกนี้แล้ว ข้าชื่นชมเ้ามากนัก" ครานี้มันกล่าวน้ำเสียงเบาลง
"เรียนนายท่าน ข้าเห็นผู้คนโดนรังแกไหนเล่าจะอยู่เฉยได้"
"เอาเถิดเ้ากลับจวนตระกูลเราเสียก่อน ตรวจดูาแเปลี่ยนชุดค่อยว่าต่อ" มันพูดตัดบทขึ้นก่อนจะหันหน้ามาจับจ้องหญิงสาวด้วยสายตากดดัน
หมู่ตึกตระกูลซ่งนั้นมากมายใหญ่โต และตั้งอยู่กลางเมืองทั้งยังมีกำแพงสูงใหญ่ ทหารดูแลมากมายดูน่าเกรงขามยิ่ง เมื่อเข้ามาภายในมีสวนไม้ร่มรื่นน่าอยู่ทั่วบริเวณทางเดิน ศาลาหินอ่อนน้อยใหญ่อยู่ในส่วนมุมที่เหมาะสม ทั้งเสาหินงดงามหยดย้อยประดับเทียบ นับเป็หมู่ตึกเศรษฐีคหบดีโดยแท้จริง
สักครู่ใหญ่เด็กหนุ่มก็รู้สึกตัวแล้วว่าอยู่ภายในห้องโถงใหญ่ และมีเพียงเขากับหญิงสาวตระกูลสูงผู้มีความผิดอยู่ตรงกลาง เด็กสาวผู้เป็นายนั้นถูกประคองจากสาวรับใช้เพราะขาเจ็บ ชายหนุ่มรู้สึกกดดันมากมายเมื่อพบว่าไม่ใช่มีเพียงซ่งเฉวียนเท่านั้นที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ตรงเบื้องหน้า ยังมีคนในตระกูลนั่งรายล้อมอยู่อีก ผู้คนทั้งหลายนั้นจากข่าวที่เขารู้จักล้วนเป็ยอด ฝีมือของตระกูลหรือคนมีชื่อเสียงทั้งสิ้น หากจะขาดก็ขาดเพียงผู้นำตระกูลและสมาชิกบางคนเท่านั้น
"ก่อนอื่นในฐานะผู้ดูแลตระกูล ข้าขอขอบใจเ้าหวังจวินที่ได้ช่วยบุตรีของเราจากพวกยาจกเ้าเล่ห์ แม้ตนจะไม่มีฝีมือสูงส่งแต่ก็สู้ด้วยกลยุทธ์ไหวพริบเราขอชื่นชม" ซ่งเฉวียนกล่าวสายตาจับจ้อง คนในตระกูลซ่งทั้งหลายต่างจับจ้องเด็กหนุ่มด้วยสายตาฉงนกับคำพูดผู้ดูแลตระกูล
"ไม่ถึงกระนั้นขอรับ ข้าน้อยเพียงบุญยังมี และไม่ถึงฆาตเสียเท่านั้น" เด็กน้อยกล่าวตอบพลันรู้สึกหวั่นต่อทุกสายตาที่มองมา
"เอาเถิด เ้านั้นเนื้อตัวมอมแมมเสื้อผ้าขาดวิ่นไปเปลี่ยนให้เรียบร้อยแลอาบน้ำอาบท่ารวมถึงให้ท่านหมอตรวจภายในเสียเถิด เราจะให้คนรับใช้นำทางไป" ซ่งเฉวียนกล่าวก่อนจะหันหน้าไปยังลูกสาวตน
"เรียนนายท่าน" เด็กน้อยเรียกก่อนซ่งเฉวียนจะกล่าวอันใดต่อ
"ข้าพเ้ามีงานที่ค้างไว้ที่โรงเตี้ยมเฒ่าแก่หลัน หากไม่เป็การเสียมารยาทข้าจักกลับไปก่อนได้หรือไม่" เด็กน้อยพูด
"มิได้ดอกหวังจวิน เ้าเป็แขกของเราไหนเราจะทำเช่นนั้นได้ เอาเช่นนี้แล้วกันเราจะให้คนใช้ไปบอกกล่าวว่าวันนี้เ้าจักพำนักที่จวนเรา" มันกล่าวจบก็รีบพูดต่อทันใด
"พ่อบ้าน นำคุณชายท่านนี้ไปยังห้องพักเถิด แล้วจัดคนไปแจ้งข่าวเฒ่าแก่โรงเตี้ยมด้วย"
"ครับนายใหญ่" เสียงพ่อบ้านที่ยืนอยู่ห่างออกไปด้านข้างกล่าว
"ส่วนเ้าลูกหยาน อยู่ที่นี่ก่อน พ่อมีเื่คุยกับเ้าเพียงลำพัง ส่วนคนอื่นเชิญไปทำกิจธุระเสียเถิด” ซ่งเฉวียนกล่าวจบสายตาจดจ้องไปยังเด็กสาว หวังจวินเองก็ไม่รู้จะพูดอันใดได้เพียงแต่เดินตามพ่อบ้านไปอย่างเงียบๆ แต่ก่อนที่เขาจะลับสายตาผ่านมุมประตูไปก็พลันมองหันกลับมาดูคุณหนูตระกูลซ่งผู้ซึ่งตอนนี้เป็จำเลยด้วยข้อหาใดมิทราบ แม้เขาจะรู้สึกเห็นใจแต่ก็ช่วยอันใดมิได้ คงได้เพียงแต่มองใบหน้าเศร้าที่ก้มต่ำนั้นด้วยความอ่อนโยน
ไม่รู้ว่ามันเนิ่นนานเท่าไร เด็กน้อยนั่งจิบชาในชุดคุณชายที่เปลี่ยนแล้วในห้องๆ หนึ่งพลันนึกถึงเื่ราวที่เขาเองก็ไม่อาจรู้ได้ว่าเหตุใดเขาจึงมาพัวพันเช่นนี้ อีกทั้งหัวใจก็นึกตลก ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาปรารถนามานอนในห้องหรูหรานี่สักครั้ง เตียงนุ่มๆ แบบนี้ แต่ก็ไม่เคยได้มีโอกาส แต่แล้วเหตุใดหนอ บัดนี้เขาซึ่งหมดความ้านี้ไปแล้วั้แ่มารดาเสียก็กลับกลายมาว่าความใฝ่ฝันเป็จริง!
เสียงประเปิดประตูตัดความเงียบขึ้นมา ซ่งเฉวียนเดินย่างเท้าเข้ามาภายในห้องอย่างเรียบง่าย เด็กน้อยที่กำลังลุกขึ้นเคารพก็พบว่า มือของซ่งเฉวียนพายให้นั่งต่อ
"ท่านหมอบอกว่าร่างกายเ้าแข็งแรง ไม่มีแม้แต่รอยช้ำเขียว ไม่ทราบว่าอาจารย์ของเ้าเป็ใคร ? " มันกล่าวถามเมื่อถึง
"เรียนท่านซ่ง อาจารย์ข้าเป็เพียงชายแก่ที่ผ่านมาแล้วผ่านไป ท่านเพียงแนะนำการกรุยชีพจรข้าเท่านั้นหาได้สอนโดยตรงไม่ ดังนั้นนายท่านอย่าใส่ใจเถิด" เด็กน้อยตอบ แววตานอบน้อม
"เอาเถิดหากเ้าไม่้าเล่าเราจักไม่อยากถาม" มันเอ่ยก่อนจะกล่าวมาอีกว่า
"หวังจวิน...ข้าขอขอบใจเ้าอีกครั้งที่ช่วยลูกสาวข้า...ข้านั้นมีนางเพียงคนเดียว หากเสียนางไปข้าก็ไม่รู้ว่าจักทำเช่นไปได้" น้ำเสียงของมันครานี้บ่งบอกชัดเจนถึงความรักที่มีต่อลูกนัก แต่ก็สร้างความสงสัยแก่เด็กหนุ่มเหตุใดซ่งเฉวียนถึงได้เรียกตัวบุตรสาวไปดุด่าเช่นนั้น และไม่รู้ทำไมปากของมันจึงกล่าว..
"ท่านซ่ง…มันเื่อันใดหรือท่าน ทำไมคุณหนูถึงหลบหนีออกไปจากจวนเช่นนั้นหรือ" สิ้นเสียงเด็กหนุ่มสายตาซ่งเฉวียนพลันหันมาจับจ้องใบหน้าเขาก่อนจะเอ่ยมาคำหนึ่ง
"อืม" แล้วต่อด้วยว่า "เ้าคงรู้อยู่ว่า...ตระกูลซ่งเราเป็หนึ่งในตระกูลใหญ่แห่งยุทธภพ เรามีกิจการมากมายทั่วแผ่นดิน...แต่ว่าการทะเลที่่นี้เกาหลีกับเรามีการซื้อขายกันอย่างมากนั้นตระกูลซ่งกลับไม่มีอำนาจในเมืองท่านี้นะสิ ข้าจึงนึกหวั่นว่าสักวันเราจะเสียเชิงแก่คหบดีตระกูลอื่น่ชิงการค้าไป" มันกล่าวเนิบ ๆ แววตาครุ่นคิด
"ดังนั้นข้าจึงได้ติดต่อกับตระกูลหานซึ่งทำการซื้อขายทางทะเลมาช้านาน และเพื่อรวมสองตระกูลเป็ทองแผ่นเดียวกันข้าหวังว่าเมื่อสิ้นยุคข้าตระกูลข้าจักได้คงความยิ่งใหญ่นี้สืบไป มันจึงเป็เื่ราวของเื่ทั้งหมด"
"ท่านบังคับให้คุณหนูแต่งงาน..." เด็กน้อยพึมพำ
"ไม่ถึงเช่นนั้น ข้าเพียงจัดงานให้ดูตัวขึ้นเท่านั้นเอง แต่ไม่นึกเลยว่าลูกหยานจักไม่ชอบจนหนีไป ทำให้พิธีดูตัววันนี้ล่ม อีกทั้งผู้ดูตัวของตระกูลหานเดินทางมาไกล ข้าก็รู้สึกเสียใจแต่จะทำอย่างไรได้ อีกทั้งตระกูลถูกิ่ว่าเสียสัจข้าเลยสิ้นสติตำหนินางไปรุนแรง" น้ำเสียงของเขาหวั่นใจและเสียใจยิ่ง เด็กน้อยเองก็สามารถรับรู้ถึงความลำบากของซ่งเฉวียนในการดูแลตระกูล
"ก่อนหน้านี้ท่านไม่ได้คุยเื่นี้กับนางหรอกหรือ..." เด็กน้อยกล่าวถามต่อ
"แจง...ข้าจัดแจงแล้ว ตอนแรกก็เหมือนนางไม่ได้ปฏิเสธเสียเท่าไรนัก " เขาตอบเด็กน้อย
"แล้วตอนนี้คุณหนูเป็เช่นไรหรือ"
"ร้องไห้แล้วก็หลับไป ข้าวปลาอาหารก็ไม่ยอมรอกิน ข้าเองก็ตามใจนางมาแต่เด็ก แต่ก็ช่วยไม่ได้แม้จะเข้าใจนางแต่ตระกูลซ่งนั้นต้องมาก่อนอื่นใด" คำหลังซ่งเฉวียนนั้นแปร่งวาจาฉะฉานมีอำนาจยิ่งนัก
"เห้อ...เหตุใดท่านถึงเล่าจุดอ่อนของตระกูลเช่นนี้ให้ข้าพเ้าฟัง ข้าเพียงแต่สอดรู้ไปอย่างเสียมารยาทเท่านั้น" เด็กน้อยกล่าวขึ้นเมื่อได้สติว่าตัวเองล่วงเกินไปแล้ว
"แล้วหตุใดเ้าถึงเอ่ยถามในตอนแรกเล่า" ซ่งเฉวียนกล่าวทันควัน จับจ้องเด็กน้อย เด็กน้อยก็รู้สึกอัดก่อนจะพูดไปว่า
"ข้า...เป็ห่วงคุณหนูไม่รู้ทำผิดเหตุใดถึงโดนท่านตำหนิเช่นนั้น ไม่นึกว่าจะเป็เื่สำคัญของตระกูลเช่นนี้" เขาบอกไปด้วยใจจริง
"ฮ่า ๆ ๆ ๆ ไม่เป็ไรๆ เ้าาเ็เพราะเื่นี้ หากเ้าอยากรู้ไหนเลยข้าจักปิดบังได้" กล่าวจบเขาก็ลุกขึ้นพลันกล่าวต่อว่า
"เอาละอีกสักหน่อยกับข้าวสาวใช้จะนำมาให้เ้า จากนี้เ้าพักผ่อนเถิด" ขณะนั้นเอง เด็กหนุ่มก็เรียกซ่งเฉวียน
"ท่านซ่ง...ข้ามีความคิดหนึ่งท่าน้ารับฟังหรือไม่" เขาถามขึ้นน้ำเสียงจริงจัง ซ่งเฉวียนแปลกใจแลฉงนเล็กน้อยจึงเอ่ยว่า
"เ้าว่ามาเถอะ"
"เรียนท่านซ่ง ตระกูลหานแม้นมีฐานที่แข็งแรงทางทะเลที่หนานกิง แต่ก็มิใช่ทางเดียวที่ติดต่อทะเลได้ กวางโจวเองก็ติดทะเลเช่นกันและกวางโจวเองแม้เป็เมืองไม่เจริญนักผู้คนมากมายทำการประมง แต่ว่ากวางโจวติดเขตแดนเสฉวนที่อุดมสมบูรณ์ ถ้าหากท่านมีทำเลที่นี่แล้วทำการขายพวกเครื่องเทศแล้วก็ถือว่าเหมาะสมยิ่งนัก นอกจากนี้แล้ว ท่านยังสามารถนำเกลือจากกวางโจวกลับมาค้าในเขตภาคกลางได้อีกด้วย" น้ำเสียงเด็กน้อยกล่าวด้วยความกระฉับกระเฉง ดูเหมือนว่าความรู้เด็กหนุ่มที่ศึกษามามีมากพอ ซ่งเฉวียนเองก็ฉงนใจเขาไม่นึกว่าเด็กหนุ่มจะมีความรู้ความอ่าน และความคิดถึงเพียงนี้ แต่ก็เสียดายและกว่าวว่า
"เื่นี้..ตระกูลซ่งเราก็ได้นึกไว้แล้ว แต่น่าเสียดายนัก...เส้นทางจากเสฉวนสู่กวางโจวนั้นอันตราย โจรป่าชุกชุม ตระกูลซ่งเราแม่ร่ำรวยแต่ก็ไม่มีหทารในสังกัดมากพอที่จะบุกเบิกเส้นทางได้ หากแม้นจ้างสำนักคุ้มภัยเนื่องจากเราเริ่มธุระกิจการทะเลครั้งแรก คงขาดทุนในตอนแรกมากเกินไปซึ่งมันไม่คุ้มเลย" ซ่งเฉวียนบอกเด็กน้อยยิ้มๆ สายตาชื่นชมก่อนจะพลิกตัวกลับไป แต่ก็ฉะงักอีกครั้ง
"เื่นี้ข้าพเ้ารู้ดี และตัวข้าพเ้าอาจมีหนทางช่วยนายท่าน" มันกล่าวน้ำเสียงเชื่อมั่น เมื่อได้ยินดังนี้ ซ่งเฉวียนยิ่งแปลกใจและชื่นชมเด็กหนุ่มแต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเช่นไร
"จริงรึ..เช่นนั้นแล้วขอเ้าบอกแก่เราเถิด" มันถามโดยเร็ว
"นายท่าน..." เด็กน้อยอ้ำอึ้ง ก่อนจะต่อว่า "ข้าพเ้าความจริงแล้วเป็ศิษย์ของผู้เฒ่าตระกูลหยางที่มีศักดิ์ยศในตระกูลท่านหนึ่ง หากแม้นข้าพเ้าวอนให้ท่านอาจารย์ช่วยเหลือนำตราอาญาสิทธิ์ตระกูลหยางอันเป็ขุนพลราชสำนักบุกเบิกเส้นทาง อันเป็ผลประโยชน์ของราชสำนักด้วยที่จะมีการค้าทางทะเลอีกแห่งเพื่อคานอำนาจต่อรองตระกูลหานแล้วละก็ราชสำนักคงไม่ปฏิเสธ จากนั้นท่านก็ร่วมมือกับตระกูลหยางในด้านคมนาคมทางทะเล แน่นอนว่าได้ประโยชน์ยั้งสองฝ่าย นี้คือสิ่งที่ข้าพเ้าจักช่วยเหลือได้ครับ" เมื่อเด็กหนุ่มพูดจบซ่งเฉวียนถึงกับอ้ำอึ้งไม่นึกว่าเด็กเสี่ยวเอ้อผู้นี้จักมีความสำคัญขนาดนี้ ทั้งที่ยังเห็นซึ่งถึงความสามารถในความคิดอ่านมาหมาด ๆ แท้ ๆ
"เ้าพูดจริงหรือ" ซ่งเฉวียนถามย้ำ เด็กหนุ่มครุ่นคิดนิดหนึ่งเขาปิดบังเื่นี้มานาน แต่พอนึกถึงใบหน้าเด็กสาวชุดแดง หัวใจพลัน้าปกป้อง เมื่อตัดสินใจได้เด็กหนุ่มจึงนำสิ่งของที่ติดตัวเสมอขึ้นมายังเบื้องหน้า สายตาซ่งเฉวียนนิ่งงัน มันเม้มริมฝีปากแน่น แต่แล้วรอยยิ้มเล็กๆ ของมันก็ปรากฏขึ้นพร้อมน้ำเสียงยินดีขึ้นมาว่า
"หวังจวินเอ๋ยหวังจวิน เ้านั้นทำให้ข้าทึ่งนัก ไม่ใช่เพียงแค่ไหวพริบปฏิภาณ เ้าจักมีความสัมพันธ์กับบุคคลอันร้ายกาจ เ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าอาจารย์เ้าศักดิ์ฐานะใด" คำชมของมันดียิ่งนัก แต่ก็ก็แฝงซึ่งคำถามเป็นัย เด็กหนุ่มจ้องหน้าซ่งเฉวียนครู่หนึ่งก่อนตอบว่า
"ท่านซ่ง ข้าเองก็ไม่รู้ และถึงแม้ข้านั้นพยายามหาข้อมูลมากมายแล้วแต่ก็มิอาจจะล่วงรู้ว่าท่านอาจารย์เป็ผู้ใด เพียงแต่ทราบมาอย่างหนึ่งว่า...ป้ายหยกป้ายนี้จัดเป็ป้ายฐานะสูงสุดที่พึงมี หากแม้นผู้ถือไม่ใช่ผู้นำตระกูลก็จักต้องเป็ผู้าุโเป็แน่ แต่รายนามผู้าุโของตระกูลหยางหาได้มีรายชื่ออาจารย์ข้า ซ้ำยังผู้นำตระกูลคือ หยางซือหลาง ดังนั้นแล้วข้าจึงไม่รู้แน่ชัดครับ" มันกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงที่จริงใจและอับซึ่งหนทาง
"ฮ่า ๆ ๆ ไม่แปลกไม่แปลก" ซ่งเฉวียนตอบหัวเราะร่าดวงตาปริ่มจิตยิ่งนัก เมื่อเด็กน้อยได้ยินดังนั้นก็ถามต่อโดยพลัน
"ท่านรู้จักอาจารย์ข้า ? "
"อาจารย์ของเ้าตระกูลหยางไม่ผิดแน่ แต่ผู้าุโนั้นหาใช่ไม่ แต่ก็อย่างที่เ้าพูดป้ายหยกป้ายนี้เป็ของบุคคลชั้นสูง ดังนั้นแล้วท่านคือผู้นำตระกูลรุ่นก่อนไม่ผิดแน่" ซ่งเฉวียนกล่าวน้ำเสียงหนักแน่นมั่นใจ
"ผู้นำตระกูล..รุ่นก่อน! " เด็กน้อยกล่าวทวน
"ใช่ ไม่แปลกหรอกที่เ้าไม่รู้จัก ยี่สิบปีมานี้คนผู้นี้ไปมาดุจเมฆหมอก ออกท่องไปทั่วยุทธจักรแต่ไม่มีผู้พบเห็น หากจะมีก็เพียงวับ ๆ แวม ๆ เท่านั้น เมื่อสิบปีก่อนที่ท่านได้หายไป บางคนว่าท่านสิ้นชีวิตไปแล้ว แต่ทว่าไม่รู้สิ่งใดจริงสิ่งใดเท็จ จนกระทั้งเื่ราวเงียบหายไป อย่างไรก็ตามชาวยุทธแม้ไม่เคยเอ่ยถึง แต่ทุกคนในใต้หล้าย่อมจดจำท่านได้" ซ่งเฉวียนกล่าวตอบใบหน้าแววตาล้ำลึก
"หากเป็เช่นนั้นเหตุใดข้าพเ้ามิเคยได้ยินชื่ออาจารย์ข้า..." เด็กน้อยถามอีก เพราะงุนงงว่าเหตุใดตนเองอยู่โรงเตี้ยมมานานพอไม่ได้ยินชื่อ หยางฟ่งเซียงเลย
"หาเป็เช่นนั้นหวังจวิน เ้าได้ยินแน่หากแต่อีกชื่อหนึ่งของอาจารย์เ้า"
"อีกชื่อหนึ่ง ? "
"ใช่..เ้ายุทธภพหรือขุนศึกปฐีผู้เป็เทพยุทธแห่งบู้ลิ้ม" ครานี้แววตาซ่งเฉวียนมองมายังเด็กหนุ่ม เด็กหนุ่มเมื่อสิ้นคำถึงกับตะลึงงัน เขาเองแม้ยังไม่เข้าโรงเตี้ยม และเป็เด็กอยู่กับแม่ก็พอจะรู้ว่าขุนศึกปฐียิ่งใหญ่เพียงใด เพราะคนผู้นี้เป็ขุนศึกร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับหลี่ซือเหมินผู้เป็ปฐมฮ่องเต้ราชวงศ์ และวันนี้เด็กหนุ่มไม่นึกเลยว่าจักเป็อาจารย์ของตน
"อาจารย์ข้า? " เด็กน้อยพึมพำ และดูเหมือนซ่งเฉวียนได้ยินพลันยิ้มและกล่าวขึ้น
"ฮ่า ๆ ข้าจะบอกเ้า...ที่อาจารย์เ้านั้นท่องทั่วล้าเพราะเหตุใด" น้ำเสียงและข้อความดูเป็คำที่สร้างความสงสัยให้เด็กน้อย เด็กน้อยได้ยินดังนั้นก็ถามต่อ
"เหตุใด"
"เมื่อสิ้นศึกตงอวิ้น หลี่ซือเหมินครองแผ่นดินและการศึกยุติ อาจารย์ของเ้าหาได้ใส่ใจยศใด ๆ ท่านเพียงแต่ฝึกฝนวิทยายุทธทุกวี่วันมิเหน็ดเหนื่อย องค์ไท่จงเห็นดังนั้นก็พลันนึกขึ้นได้ว่ามีความลับล้ำค่าตอบแทนสหาย.."
"ความลับล้ำค่า...คือสิ่งใดหรือท่าน"
"ขุมทรัพย์ไงละ" ซ่งเฉวียนตอบแววตาครุ่นนึก
"ขุมทรัพย์..? ท่านอาจารย์ไม่้าลาภยศไหนเลยจะสนใสขุมทรัพย์" หวังจวินกล่าวมีเหตุผล
"มันไม่ใช่เพียงขุมทรัพย์ธรรมดานี้สิ...หากแต่เป็หลุมฝังพระศพสนมเอกนามจี๊หลันขององค์ฉินซีฮ่องเต้"
"...."เด็กน้อยเงียบงันพร้อมฟังต่อเพราะััได้ถึงเนื้อหาที่สำคัญยิ่ง
"ในอดีตฉินซีฮ่องเต้หาได้รวบรวมแผ่นดินได้เพียงปรัชญาไม่ พระองค์ไม่เพียงมีความรู้ทางด้านทหารเพียงเท่านั้น หากแต่เมื่อครั้งอดีตที่โดนจับกุมเป็เฉลย ณ แคว้นจ้าว พระองค์ทรงได้ห้านักพรตแห่งม่อถ่ายทอดวิชา ด้วยพระปรีชาชาญพระองค์ทรงนำหลักวิชาที่รับสืบมาจากอาจารย์ทั้งหลายหลวมรวมเป็สุดยอดวิชานามนั้นคือ เทพพลังตะวันศูนย์ และว่ากันว่าในแผ่นดินหาได้มีผู้ใดทัดเทียม แต่แล้ว์ดั่งทอดทิ้ง เมื่อพระองค์ทรงพลั้งมือฆ่าสนมรักด้วยวิชาอันร้ายกาจ พระองค์ทรงกลบฝังทำลายวรยุทธของตนเสียสิ้น และจากวันนั้นตลอดมาก็ไม่มีผู้ใดปรากฏพบเจอยอดยุทธนั้นอีกเลย......" เมื่อพูดจบ ซ่งเฉวียนก็หันหน้ามามองหวังจวิน มือของเขายกขึ้นมาจับบ่าหวังจวินอย่างหนักแน่น
"เ้านั้นเป็เด็กหนุ่มที่โชคดีเสียยิ่งนัก หากแม่นท่านฟ่งพบขุมทรัพย์จริง จักต้องถ่ายทอดให้เ้าเป็แน่ แต่ก็มิต้องกังวลใด เพียงสุดยอดวิชาของท่านเองก็จักทำให้เ้าขึ้นสู่เบื้องบนแห่งยุทธภพ" เมื่อกล่าวจบซ่งเฉวียนก็ขอตัวจากไปเพียงแต่ก่อนไปเขาขอให้เด็กหนุ่มพักอยู่นี้สักสองสามวันเพื่อคุยแผนการ ไม่นานในห้องก็เหลือเพียงเด็กหนุ่มที่มึนงงกับข้อมูลที่ได้รับมาใหม่ แม้เป็เด็กฉลาด แต่ก็ถือเป็เด็กพลันนึกงงต่อเื่ราวที่ผ่านมาเหมือนในนิทาน
เด็กหนุ่มเองก็สับสนในใจ เหตุใดเขาถึงต้องบอกเล่าเื่ราวต่างๆ แกซ่งเฉวียนไปเสียหมด แต่ดูเหมือนว่าคำตอบของเขาคงเพราะซ่งเอี้ยนหยาน
เช้าวันต่อมา เด็กหนุ่มเดินเพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์ตึกตระกูลเนิ่นนานนัก พลันนึกถึงมารดา
“ท่านแม่ หากท่านมีชีวิตอยู่ข้าก็อยากให้ท่านอยู่สุขสบายดุจตระกูลซ่งบ้าง ใยไม่น่ามาด่วนตาย...” มันนึกคิด มารดามันชั่วชีวิตเป็ชาวนา และเมื่อมีมันก็ต่อสู้ดิ้นรน แม้ไม่อาจจะเทียบคนชั้นสูงแต่ที่ผ่านมามันก็ไม่เคยอดข้าวสักมื้อที่อยู่กับมารดา
"หวังจวิน..." เสียงไพเราะสำเนียงหนึ่งล่องลอยเข้าหูเด็กหนุ่ม ทันใดนั้นเองที่เด็กน้อยหันหน้ามาก็พลันตกอยู่ในภวังค์ เมื่อวันก่อนเหตุการณ์ฉุกละหุกเด็กน้อยมิอาจสังเกตเด็กสาวอย่างที่ถ้วน อีกทั้งสภาพมอมแมมจนไม่อาจนึกได้เลยว่า ซ่งเอี้ยนหยานจักสวยงามถึงเพียงนี้ แม้เพียงอายุยังเด็ก แต่ด้วยความที่เด็กสตรีเข้าสู่วันแรกแย้มเร็วกว่าบุรุษ เด็กหนุ่มเองจึงตกสู่ภวังค์เนิ่นนาน
"เ้า..." สาวน้อยเค้นเสียงเบาๆ เมื่อเห็นหวังจวินจ้องมองนาง เด็กหนุ่มเองตอนนี้ก็หลุดพ้นจากภวังค์พลางก้มหน้าต่ำกล่าวขอโทษอย่างเร็ว
"ขออภัยคุณหนู....ข้าไม่ทันนึกว่าคุณหนูจะให้เกียรติมาพบคนอย่างข้าพเ้า" มันกล่าว เด็กสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย
"อย่ากล่าวแบบนั้นนะ เราไม่มีความคิดดูถูกดูแคลนผู้ใดหรอกเพราต่างเข้าใจพวกเขาเ่าั้ดีว่าไม่อาจเลือกเกิดได้..."เด็กสาวกล่าวพลันมองไปยังขอบฟ้าเบื้องบนก่อนหันมาจดจ้องใบหน้าเด็กหนุ่ม ที่แม้ก้มหน้าต่ำแต่บุคลิกสุขุมเยือกเย็นจากใจัั และซึ่งบัดนี้อยู่ในชุดที่ดีกว่าก่อน เด็กสาวก็พลันััได้ไออุ่นหนึ่งที่เธอเองก็มิอาจรู้ได้
"เรามาเพียงเพื่อขอบคุณเ้าที่ช่วยเราไว้ หากไม่มาด้วยตัวเองเอี้ยนหยานก็จักไม่รู้สึกสบายใจนัก" สาวน้อยกล่าวพลางเขยกไปนั่งยังโต๊ะหินใกล้ๆ โดยมีสาวรับใช้สองนางพยุงอยู่ เด็กหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็เดินตามไปแต่ก้มหน้าต่ำ
"เ้านั่งสิ ส่วนอี๊ิอี้หลานเ้าไปก่อน" สิ้นเสียงเด็กสาวหญิงรับใช้ทั้งสองก็พลันจากไปทิ้งไว้เพียงเด็กน้อยที่ตอนนี้งงว่าจะนั่งลงบนโต๊ะเดียวกับคุณหนูสูงศักดิ์ผู้นี้หรือไม่
"นั่ง!! " เด็กสาวสั่งน้ำเสียงเข้มแข็งนัก เด็กน้อยไร้แรงต้านทานพลันนั่งลง
"าแคุณหนูหายดีแล้วหรือ เหตุใดมาชวนข้าพเ้าทะเลาะ" เด็กหนุ่มผู้บัดนี้อาการกริ่งเกรงพลันหายไป
"เอ...เ้าไม่กลัวเราแล้วหรือ" เด็กสาวพูดต่อเมื่อเห็นว่าบุคลิกชายหนุ่มเปลี่ยนไป
"อ๋อ..ที่เป็เช่นนี้เพราะพยานบุคคลสองคนของคุณหนูได้จากไปแล้ว" มันกล่าว
"หมายความว่าไง เ้าจักล่วงเกินเราหรือ ? " หล่อนกล่าวโดยเร็วสีหน้างุนงงยิ่งนัก
"คุณหนูดูเหมือนจะเสียสติไปแล้วกระไร หากข้าพเ้าจักทำเช่นนั้นมิร่วมมือกับพวกขอทานดีกว่าหรือ" มันกล่าวหน้าตาเฉยๆ สายตาพลันมองเอี้ยนหยานยิ้มแย้ม
"เ้า...ทำไมถึงได้กล่าววาจาบัดซบเช่นนี้" หล่อนเอ็ดต่อแววตาโกรธเกรี้ยว จากนั้นก็เค้นเสียงตามมาอีกว่า
"เรานึกว่าเ้าเป็คนดี..ที่ไหนได้คนสองหน้า" หล่อนกล่าวน้ำเสียงดุดัน
" ข้าพเ้าเองก็นึกไม่ถึงว่าคุณหนูจะเป็กุลสตรีที่เอาแต่ใจเช่นนี้"มันตอบ
"ฮึ นึกว่าข้าโง่หรือ เราออกจะเริ่มสนทนากับเ้าด้วยดี มาขอบคุณเ้าด้วยตัวเองแท้ๆ กลับมองว่าเราเป็เด็กเอาแต่ใจเ้านี้เสียมารยาทนักเราจะฟ้องท่านพ่อ" หล่อนบ่นอุบอิบ
"นี้ไงเป็หลักฐานว่าท่านเอาแต่ใจ หาเป็คำที่ข้ากล่าวหาไม่ ฟ้องท่านพ่อ ฟ้องท่านพ่อ" เด็กหนุ่มล้อเลียน ความจริงเขาก็ไม่คิดจะกล่าวล้อเลียนเอี้ยนหยานแต่เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่สั่งเขาจึงเริ่มล่อหลอกเพื่อดูนิสัยใจคอเด็กสาว ผลก็อย่างที่เห็นหล่อนเป็คนเอาแต่ใจแต่ก็เป็คนรู้คุณคนและยังนึกไม่ถึงว่าจักไม่ดูถูกดูแคลนสามัญชนด้วย อันเป็เหตุให้เด็กหนุ่มประทับใจยิ่ง
"เ้า! ..ฮึ..หากแม้นเ้าไม่ใช่คนช่วยชีวิตเรา เราจักให้ท่านปู่บั้นคอเ้า" เด็กสาวหน้าแดงก่ำข่มใจหลับตา
"อ่า จากท่านพ่อก็เป็ท่านปู่ เฮ้อ ชีวิตข้าน้อยผู้ต่อยต่ำผู้นี้อาภัพนัก ช่วยชีวิตผู้นั้นแล้วไม่พอ ล้มงานแต่งงานให้ด้วย แต่ถูกเขาสั่งฆ่าเสียนี้กระไร ช่วยแม่งูอสรพิษแท้ๆ " เด็กชายพึมพำยิ้มแย้มแต่ก็พอจะให้ซ่งเอี้ยนหยานได้ยิน บัดนี้เองซ่งเอี้ยนหยานลืมตาอุทานมาคำหนึ่ง ความโกรธเมื่อครู่พลันหายไป ใบหน้าอมแดงกับแววตายินดีนั้นน่ารักยิ่งนัก
"เ้ารู้เื่งานนั้น" เด็กสาวถามโดยเร็ว
"อืมไม่ใช่แค่รู้ ช่วยนางมารน้อยตัวหนึ่งมิต้องอยู่ในกรงทองตลอดชีวิตด้วย" เขากล่าวแย้มยิ้ม ก่อนจะกล่าวต่อว่า
"เอาละ ข้าพเ้าผู้มีหมายหัว (มันเน้น) จักต้องไปพบ บิดานายจ้างล่าหัวเสียแล้ว ต้องขออภัยยิ่งนักที่มิอาจเป็คู่สนทนาต่อไปได้" มันกล่าวจบก็เดินหายวับไปยังสวนเื้ัโดยเร็ว ทิ้งเด็กสาวผู้ซึ่งบัดนี้ทั้งโกรธที่บิดามิยอมบอกข่าวตนและยินดีกับข่าวที่เด็กหนุ่มบอกและก็ความคิดหนึ่งซึ่งไม่รู้ อะไร?