“ถวายบังคมฝ่าา”
ทหารเฝ้าประตูวังเมื่อเห็นปิยภิกขุเดินมาก็รีบคุกเข่าถวายบังคม
“พวกเ้าลุกขึ้นเถิดข้ามาเพราะมีรับสั่งให้เข้าเฝ้า”
ปิยภิกขุนั้นไม่ใช่พระธรรมดาทั่วไปเป็หนึ่งในพระภิกษุไม่กี่รูปที่สมเด็จพระธรณิณทรงเป็พระอุปัฏฐาก ทั้งยังเป็พระภิกษุรูปเดียวในทวารกาที่ดำรงตำแหน่งกรมขุนที่ผ่านมาปิยภิกขุก็เคยเข้านอกออกในพระบรมมหาราชวังอยู่บ่อยครั้งเพราะพระบาทสมเด็จพระเ้าอยู่หัวทรงรับสั่งให้เข้าเฝ้า
ดังนั้น เพียงปิยภิกขุเอ่ยปากไม่ว่าจะเป็เวลาใด ก็เป็ยิ่งกว่าใบเบิกทางเสียอีกแม้จะเป็เวลาหลังพระอาทิตย์ตกดินแล้วก็ตาม ปิยภิกขุจึงเดินผ่านประตูนรเศรษฐ์ปราโมชได้อย่างง่ายดายมหาดเล็กที่เฝ้าประตูก็ให้ผ่านไปได้ด้วยดี
พระบรมมหาราชวังกว้างใหญ่นัก เวลาหลังพระอาทิตย์ตกดินในคืนเดือนมืดเช่นนี้ปิยภิกขุเดินมาแต่เพียงผู้เดียวก็ไม่มีใครสังเกตเห็น แสงโพล้เพล้ยามนิสาทโยค*เช่นนี้ย่อมทำให้ปิยภิกขุพอคลำทางเดินที่ตัวเองคุ้นเคยได้แต่ความสลัวก็เป็ม่านบังตาที่ไม่ให้มีใครสังเกตเห็น
(นิสาท แปลว่า เวลาย่ำค่ำถึงเที่ยงคืนคำว่า โยค เป็คำอุปสรรคภาษาสันสกฤต แปลว่า เข้าสู่ นิสาทโยคจึงแปลว่า เวลาก่อนย่ำค่ำ)
ทั้งมหาดเล็ก ทั้งสนมกำนัลทั้งผู้เป็ชายารวมถึงหม่อมห้าม ตลอดจนผู้เป็พระองค์เ้าทั้งหลายล้วนคิดว่าวังหลวงคือที่แห่งความปลอดภัย ยากที่จะมีใครกล้าผ่านเข้าออกโดยไม่ได้รับอนุญาตประตูวังชั้นนอก ๑๒ ประตูใหญ่ ประตูวังชั้นในอีก ๒๑ ประตูเล็ก ล้วนมีมหาดเล็กเฝ้ายามหนาแน่นรั้วกำแพงวังก็สูงใหญ่ แม้ขี่หลังช้างศึกตัวตัวก็ไม่อาจข้าม ทุกคนจึงคิดเอาเองว่าข้างหลังกำแพงใหญ่แห่งพระบรมมหาราชวังนี้เป็ที่ปลอดภัยดุจมีกำแพงแก้วเป็เกราะกำบัง
ทั้งที่ภายในกำแพงแก้วแห่งนี้เป็ที่ประหัตปะาของผู้คนมากมายไม่รู้กี่ร้อยกี่พันคนมาแล้ว
อีกไม่กี่ก้าว ก็จะถึงประตูแก้วโกเมศอันจะเป็พระราชฐานชั้นในแล้ว
ปิยภิกขุหยุดหูได้ยินเสียงสวบสาบของคนที่เดินเข้ามาใกล้ พระแก่เขม้นตามองดูก็เห็นเงาร่างของชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งเดินเข้ามาใกล้
พระชราหยุดหายใจ หัวใจเต้นแรงปิยภิกขุเดินเข้าออกวังหลวงมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ดึกดื่นกลางดึกสมเด็จพระธรณิณก็เคยรับสั่งให้มหาดเล็กไปเรียกตัวปิยภิกขุมาทำนายฝันก็หลายครั้งแต่เคยมีครั้งไหนหรือ ที่มีใครก็ไม่รู้เข้าหาตัวปิยภิกขุในเวลานี้
ในอึดใจนั้นเอง พระเฒ่าก็นึกขึ้นได้ปกติแล้วหลังพระอาทิตย์ตกจะมีมหาดเล็กไปเชิญตัวมาตามคำรับสั่งแต่หนนี้ประหลาดไปกว่าทุกครั้งเพราะคนที่ไปเชิญตัวให้มาเข้าเฝ้าคือหม่อมเอิบกับหม่อมสิน ผู้เป็พระโอรสพระธิดาของเ้าฟ้าธรรมธาดา
แล้วให้ไปเข้าเฝ้ายามย่ำค่ำเสียด้วย
“ประสกคือ...” พระเฒ่าเอ่ยถามยังไม่ครบคำชายคนนั้นก็ดึงดาบที่สะพายหลังขึ้นมา แค่ในอึดใจ ดาบในมือชายผู้นั้นก็ฟาดลงมา
เสียงเคร้งของโลหะกระทบกันดังลั่นขึ้น แสงสว่างวาบขึ้นมาในชั่วอึดใจแล้วปิยภิกขุก็เห็นใบหน้าของบุรุษในเงามืด
ความประหลาดใจล้นพ้นในห้วงความคิดเ้าฟ้าใหญ่ไฉนมีประสงค์จะเอาชีวิตของตัวเอง
ผู้มีจิตสังหารก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจเช่นกันเมื่อครู่นี้ฟันดาบลงไปเต็มแรงแล้วนี่คมดาบมันควรกินเข้าไปในเนื้อบ่าของพระชราผู้นี้แล้วแต่ไฉนกลับคล้ายว่าพระองค์ฟันดาบลงไปยังเหล็กกล้าเล่า? แล้วแสงวาบเมื่อครู่นี้อีกมันคืออะไรกัน
ธนูพุ่งออกจากแหล่งแล้วมันหวนคืนไม่ได้อีกแล้ว
เ้าฟ้าธรรมธาดาเหวี่ยงดาบไปอีกครั้งแต่หนนี้กลับเหมือนมีแรงที่มองไม่เห็นมายุดดาบเอาไว้ ผู้เป็วังหน้าทุ่มแรงลงไปอีกดาบฟาดฟันลงไปได้ ทว่าปิยภิกขุหลบทัน คมดาบกร้ำกรายได้เพียงจีวรขาดเป็ทางยาวเท่านั้น
โลหิตพระเฒ่ายังไม่ไหลออกมาแม้เพียงพอแมลงวันกินอิ่ม
ปิยภิกขุไม่ทันแม้แต่จะสงสัยตรงกันข้ามกับความคิดของชายผู้เป็วังหน้ามีแต่ตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นที่คล้ายมีโล่เหล็กมากันไว้เมื่อครู่นั้นคือสิ่งใด? แล้วแสงวาบเมื่อครู่นั้นมันคืออะไรหรือ?แล้วแรงที่มายุดดาบเอาไว้เมื่อกี้อีกเล่า สิ่งนั้นมันคืออันใด?
ดาบสามกำลังปล่อยออกไป แต่ทันใดนั้นเองเ้าฟ้าธรรมธาดาก็ต้องหยุดนิ่ง เมื่อเห็นเงาดำสูงใหญ่รายรอบปิยภิกขุเอาไว้
พระองค์เ้าใหญ่ได้แต่เพียงกลืนน้ำลายในชั่วพริบตานั่นเอง ชายผู้เป็วังหน้าก็ได้ลิ้มรสความพ่ายแพ้เป็ครั้งแรกในชีวิต
ไอ้พระเฒ่านี่มันมีเวทมนตร์คาถา –เ้าฟ้าธรรมธาดาบอกกับตัวเอง
แล้วความรักตัวกลัวตายก็เกาะกุมหัวใจ เมื่อรู้ว่าตัวเองได้เปิดฉากหวังสังหารในศึกที่ตัวเองไม่มีวันเอาชนะได้ทั้งเงาดำมากมายที่มายืนเรียงหน้าป้องกันพระแก่นั้นอีกชายหนุ่มก็คิดเอาเองว่าตัวเองอาจจะตกเป็ฝ่ายเสียทีถึงแก่ชีวิตได้เ้าฟ้าธรรมธาดามีเพียงวิชาดาบแต่ไม่มีวิชาอาคม ก็คิดว่าตัวเองควรรีบหนีไปให้พ้นภัยก่อน
ชายหนุ่มจึงวิ่งหนีออกไปในเงามืดนั่นเอง
ส่วนปิยภิกขุไม่รู้ไม่เห็นอะไรอื่นอีกได้แต่สงสัยว่าเหตุไฉนวังหน้าถึงคิดเอาชีวิตตัวเอง แล้วเกิดอะไรขึ้นเหตุใดคมดาบของวังหน้าไม่อาจทำอะไรตัวเองได้ นอกจากชายจีวรขาดอย่างเดียวเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าวังหน้าหนีไปแล้วปิยภิกขุก็เร่งฝีเท้า ทั้งรีบเดิน ทั้งมองซ้ายมองขวาด้วยกลัวว่าจะมีใครมาเอาชีวิตตัวเองอีกแต่ที่สุดแล้ว ปิยภิกขุก็ไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระธรณิณได้โดยสวัสดิภาพ
สมเด็จพระธรณิณประชวรอยู่ กำลังประทับที่พระแท่นบรรทมเมื่อนางกำนัลให้ปิยภิกขุเข้าเฝ้าพระพักตร์อันเต็มไปด้วยความประหลาดใจก็ทำให้ปิยภิกขุเข้าใจในทุกอย่าง
“นมัสการพระคุณเ้า รู้ข่าวว่าฉันป่วยหรือ?จึงได้มาเยี่ยมในเวลากลางคืน”
ปิยภิกขุไม่รู้จะตอบประการใด
องค์กษัตริย์ทอดพระเนตรเห็นใบหน้าที่ซีดเผือดและชุ่มเหงื่อของภิกษุเห็นสีหน้าที่อิหลักอิเหลื่อนั้น แล้วก็เห็นจีวรที่มีรอยขาดเป็ทางยาวนั่นอีกก็ยิ่งพานให้สงสัย
“เหตุไฉนพระคุณเ้าจึงได้มาที่นี่”
“มิได้มีรับสั่งให้อาตมาภาพมาเข้าเฝ้าหรอกหรือ”
องค์กษัตริย์หยัดพระวรกายขึ้นในบัดดลความกริ้วฉาบไปทั้งพระพักตร์ “ใครว่าเช่นนั้นหรือ”
“หม่อมเอิบกับหม่อมสิน”
“อุเหม่ไอ้อีเด็กเวรตะไลพวกนี้บังอาจนัก” พระสุรสีหนาทดังลั่น “แล้วจีวรของพระคุณเ้าเล่าไปโดนอะไรมา เหตุใดจึงเป็เช่นนั้น”
ปิยภิกขุนิ่ง ไม่รู้จะตอบประการใดตัวเองก็เป็แค่หลานนอกไส้ คนที่ทำคือพระโอรสแท้ๆ ของมหาบพิตรจะว่ากล่าวประการใดดีเล่า? หากว่าร้ายลูกเขา เขาก็จะเกลียดชังเอาได้แต่หากพูดความเท็จ ฝ่าาสืบความได้ก็จะเอาโทษ ดีไม่ดีจะโดนยัดข้อหาฏให้อีก
“เขาหยอกเล่นดอกมหาบพิตรโปรดอย่าใส่พระทัย”
“กูถามว่าเหตุไฉนจึงเป็เช่นนั้น”ผู้เป็พระเ้าอยู่หัวตะคอก ความพิโรธแผดออกมาจนแสบแก้วหู
ปิยภิกขุเล่าแค่ว่าจีวรขาดด้วยเหตุใด
กรมหลวงจำรัสรัศมีก็ทรงประทับอยู่ที่แห่งนั้นด้วยได้ยินเนื้อความทั้งหมดก็พระพักตร์ซีดเผือด เห็นพระสวามีทรงพระพิโรธก็ยิ่งเกรงว่าพระอาญาจะลงถึงพระโอรสผู้เป็แก้วตาดวงใจของตัวเองยามนี้เพลิงพระพิโรธของฝ่าานั้นโหมหนักยิ่งกว่าไฟป่าในฤดูแล้งกรมหลวงจำรัสรัศมีจึงฉวยโอกาสที่พระสวามีกำลังพิโรธ แอบไปกระซิบบอกนางในให้นำข่าวที่สมเด็จพระธรณิณรู้ความทั้งหมดแล้ว รีบไปนำความไปบอกให้ผู้คนในพระที่นั่งศรีจาตุมหาราชิกทราบโดยทั่วกัน
“มึงบอกลูกกูด้วยว่ากูบอกให้พระเ้าใหญ่ออกผนวชบัดเดี๋ยวนี้ ไปผนวชที่นอกพระนครได้ไกลเท่าไหร่ยิ่งดีแต่ต้องผนวชคืนนี้ คืนนี้เท่านั้น” พระมเหสีเอกกำชับ นางกำนัลก็รีบนำความไปโดยเร็ว
“รีบลากคอไอ้เหี้ยใหญ่มาให้กูบัดเดี๋ยวนี้”เสียงสมเด็จพระธรณิณะโดังลั่นพระตำหนัก
“เ้าพี่ เพคะ ทรงพระทัยเย็นก่อนเพคะ” พระมเหสีรู้ดีว่าเวลานี้พระองค์นั้นอยู่เฉยไม่ได้แล้วต้องรีบขวางไม่ให้มหาดเล็กไปถึงก่อนนางกำนัลของตัวเอง
“พระทัยเย็นเหี้ยอะไรลูกมึงมันทำการใหญ่ถึงเพียงนี้มันยังเห็นหัวกูอยู่หรือไม่มันไม่รู้หรือว่าปิยภิกขุคือใคร สักวันมันกล้าฟันอ้ายอิฐวันหน้ามันก็กล้ามากุดหัวกูกระมัง”
“พวกมึงห้ามไปไหนทั้งนั้นยามนี้ความยังไม่ทันกระจ่าง ฟังความเพียงข้างเดียวเท่านั้น หากวังหน้าเป็อันตรายพวกมึงจะต้องพระอาญาตกตายกันเสียทั้งโคตร” พระมเหสีเอกสั่งมหาดเล็กทั้งตำหนัก
แม้กระแสรับสั่งได้ออกไปแล้วแต่ผู้ถูกกล่าวหาคือวังหน้า ผู้เป็พระราชโอรสองค์โตซ้ำคนห้ามยังเป็พระมเหสีเอกอีกเหล่ามหาดเล็กในที่นั้นก็ได้แต่เพียงทำหน้าเลิกลั่ก มิรู้จะทำประการใดดี
“เ้าพี่ เ้าใหญ่เป็ชายอกสามศอกกรมขุนอิศเรนทร์ก็ชราภาพถึงเพียงนี้ ดาบก็ไม่มี สิ่งใดก็ไม่มีเ้าพี่ไม่แปลกพระทัยหรือเพคะ ว่าถ้าเ้าใหญ่มันอยากสังหารกรมขุนอิศเรนทร์จริงกรมขุนอิศเรนทร์จะมีชีวิตรอดมากราบทูลงั้นหรือ”
ความในข้อนี้กระจ่างชัดเหตุผลมันขัดแย้งกันอยู่ แต่ไม่มีใครเชื่อว่าปิยภิกขุกล้าเพ็ดทูลความเท็จ
“เ้าใหญ่มันมักเสพสุรามันอาจจะเสพน้ำจัณฑ์จนเมามาย แล้วเผอิญเห็นกรมขุนอิศเรนทร์ผ่านมาทางนี้จึงอยากหยอกล้อกันเล่นก็ได้เพคะ อย่างไรเ้าใหญ่ก็เป็ลูกในไส้ของฝ่าานะเพคะแต่เล็กจนโต ฝ่าารับสั่งประการใด มันก็ตั้งใจทำสนองคุณฝ่าาฝ่าามีพระโอรสมากมายหลายพระองค์ แต่หม่อมฉันมีพระโอรสเพียงผู้เดียวความยังมิทันกระจ่าง ฝ่าาจะเอาชีวิตเ้าใหญ่แล้วหรือเพคะ”แล้วหยาดพระเนตรก็ไหลออกมา เสียงคร่ำครวญของผู้เป็พระมเหสีก็โหยไห้ในพระตำหนัก
น้ำพระอัสสุชลของสตรีผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขดับเพลิงพิโรธของผู้ผ่านฟ้าได้สมเด็จพระธรณิณก็บังเกิดความสงสารในพระหทัยทั้งความที่ปิยภิกขุบอกไว้แต่แรกว่าแค่หยอกเอินกันเล่นก็ทำให้สมเด็จพระเ้าอยู่หัวทรงหลากพระทัย
พระอาญานั้นใช้ง่าย แต่พระบารมีให้แผ่ไพศาลได้ตลอดเวลานั้นยากนัก
“แล้วเื่ที่ลูกไอ้ใหญ่แอบอ้างกระแสรับสั่งของกูเล่า?กูไม่อาจปล่อยให้เด็กถอนหัวหงอกกูได้เช่นนี้กระมัง”
“เ้าพี่รอพรุ่งนี้ยามออกว่าราชการค่อยสืบความก็ได้มังเพคะ ยามนี้เ้าพี่ก็ทรงพระประชวรอยู่รอวันพรุ่งนี้ก็คงไม่สายเกินไปกระมัง”
สมเด็จพระธรณิณได้แต่ถอนพระทัย “ตามใจแม่สายบัวก็แล้วกันฉันบอกไว้ก่อน ฉันยอมให้แม่สายบัวเพียงหนนี้หนเดียวเท่านั้น ลูกแม่สายบัวชักจะกำเริบเสิบสานขึ้นทุกวัน”
รอยยิ้มค่อยปรากฏบนพระพักตร์ของพระมเหสีกรมหลวงจำรัสรัศมีหันไปที่ปิยภิกขุ แล้วทรุดกายลงพับเพียบ กราบลงไปยังภิกษุชรา “หากไอ้ใหญ่มันทำสิ่งใดระคายเคืองพระคุณเ้าฉันที่เป็แม่มันขอกราบขอโทษด้วยเถิด ฉันจะอบรมมันใหม่ พระคุณเ้าเมตตาไอ้ใหญ่เถิดนะเ้าคะถือว่าสงสารลูกนกลูกกาเยี่ยงฉันบ้าง”
ปิยภิกขุเห็นความรักของแม่แล้วก็พานให้คิดถึงแม่ตัวเองที่ตายในกาลก่อน เกิดความสงสารเป็ล้นพ้น ความแค้นที่คนเหล่านี้เป็ต้นเหตุสังหารวงศ์วานฝ่ายแม่ตัวเองจนสิ้นก็ปลาสนาการไปนานแล้ว
ไม่สิ...เ้าฟ้าอิฐไม่กล้าแค้นต่างหาก