ตอนที่ 9 เ้าป่าเ้าเขา
หลังจากฟัง‘เื่เล่า’ ของสองผู้เฒ่าเสร็จสิ้นแล้ว
บนมือชายหนุ่มปรากฏเอกสารม้วนหนึ่งขึ้นมามันส่องรัศมีเรืองรองจนทำให้สองผู้เฒ่าที่อยู่ด้านหน้าจำต้องคุกเข่าลงกับพื้น
“ถึงอย่างไรในเมื่อท่านทั้งสองรู้ตัวตนและตำแหน่งของผมแล้ว ผมก็จำเป็จะต้องแสดงเอกสารตามธรรมเนียมและหน้าที่ เพื่อเป็การยืนยัน”เพียรยืนอยู่บนโขดหินใหญ่ หลุบตามองลงไปยังเบื้องล่าง
อันที่จริงแล้วตัวเขาก็แค่เพียงอยากจะทดลองใช้เอกสารตราตั้งแผ่นนี้ดูสักหน่อยส่วนสองผู้เฒ่าที่จำต้องคุกเข่าอยู่นั้นก็ด้วยเพราะพลังอำนาจของตราตั้งแผ่นนี้
ถึงอย่างไรสองผู้เฒ่าก็เป็เ้าป่าเ้าเขาในพื้นที่เล็กๆ ไม่ได้มีฤทธิ์เดช พอที่จะฝืนยืนต่อหน้าคำสั่งนี้ได้…
เมื่อเขากำลังจะเปิดม้วนเอกสารก็ปรากฏเสียงของผู้เฒ่าดังขึ้น “ท่านผู้ตรวจการ…เราเชื่อ…เราเชื่อแล้วโปรดเก็บตราตั้งนั่นกลับไปเถิด” น้ำเสียงของผู้เฒ่าเต็มไปด้วยความเ็ประคนหวาดกลัว
ครั้นเมื่อเพียรได้ยินคำขอร้อง…ก็ไม่ได้เปิดม้วนเอกสารตราตั้งอีกต่อไปเขาจึงโบกสะบัดมือทำให้ม้วนตราตั้งหายไปในอากาศ
พออำนาจศักดิ์สิทธิ์เลือนหายไปสองผู้เฒ่าก็เริ่มประคองตัวลุกขึ้นยืน ด้วยกลัวว่าจะเสียมารยาทต่อ ‘เด็กน้อย’ผู้ยืนอยู่บนที่สูง
“ท่านทั้งสองมีลูกที่ดีลูกชายของท่านได้ให้การดูแลถึงเพียงนี้ ตัวผมย่อมไว้หน้าบ้าง อีกทั้งผมดูจาก‘ควันธูป’ บนศีรษะของพวกท่านก็ไม่ได้ดูสกปรกโสมมจนเกินควรหาไม่แล้วต่อให้มีทรัพย์สมบัติมากมายนับพันหมื่นก็ไม่อาจลบล้างกรรมที่ท่านได้ก่อเอาไว้”
เพียรไม่ได้เปิดโอกาสให้ทั้งสองได้พูดต่อเขาเริ่มบอกกล่าวสิ่งที่้าต่อไป“จำไว้ว่าเมื่อมีหน้าที่ก็จงปฏิบัติมันให้ดีเสีย เมื่อกินเอาควันธูปของชาวบ้านกลับไม่ดูแลนี่เป็เื่ที่ไม่ควรแล้วสมมติว่าครั้งนี้ท่านรอดจากการตรวจสอบของตัวผมไปได้ เช่นนั้น คราวต่อ ๆ ไปล่ะ?”
“ปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีให้สมกับที่ผู้คนเขาเคารพบูชามิเช่นนั้นไม่ช้าก็เร็วตัวท่านทั้งสองคงถูกดึงเกี่ยวเอาิญญาและยึดคืนตำแหน่งกลับคืนเป็แน่…เข้าใจแล้วหรือไม่?” เสียงที่พูดในครานี้มันดังก้องเข้าไปถึงดวงิญญาของสองผู้เฒ่า
“ข…ข้าน้อยรับทราบ”สองผู้เฒ่าที่ยืนขึ้นมาแล้วก็ค้อมศีรษะรับคำกล่าวนั่น
“อีกอย่าง…ในเมื่อท่านทั้งสองรู้ตัวตนของผมแล้วก็จงปิดปากให้เงียบแต่โดยดี หากมีเื่ราวของผมหลุดรอดออกไปละก็…ฮึฮึผมจะกลับมาเล่นงานท่านทั้งสอง ถึงครานั้นต่อให้ใครมาร้องขอก็อย่าได้หวัง”เพียรพูดเน้นย้ำที่ประโยคสุดท้าย
“ข้าน้อยขอรับคำสั่ง”ทั้งสองพูดด้วยท่าทีประหม่า
พอเพียรพูดเสร็จก็นึกใคร่ครวญในใจว่าตำแหน่งอย่างตนก็ควรจะกล่าวอะไรสักอย่างที่มันมากกว่านี้
“พวกคนในหมู่บ้านที่ได้บนบานศาลกล่าวจงจำไว้ดูแลและปกป้อง ‘คนที่คู่ควร’ รวมถึงคนที่ไม่ได้มาจุดธูปกราบไหว้ ก็ให้ปฏิบัติต่อเขาตามหน้าที่พึงระลึกเอาไว้ว่า ‘หน้าที่ของพวกท่าน’ คือปกครองดูแลพื้นที่แห่งนี้ให้ดี!”
“อย่าได้คิดที่จะดูดกลืนเอาควันธูปอย่างเดียวโดยไม่ทำอะไรหาไม่แล้วคงผิดต่อลูกชายท่านมาก ผิดต่อหน้าที่ซึ่งกระทรวงมอบหมายแต่งตั้งและยังผิดต่อแผ่นดินนี้ที่ให้ท่านได้ดำรงอยู่บนโลกใบนี้ต่อ…”
ชายหนุ่มพยักหน้าให้กับตัวเองและใคร่ครวญคำที่พูดออกไป เมื่อเห็นว่าสมควรแก่กรณีแล้วจึงโบกมือไล่ทั้งสองให้กลับไปประจำอยู่ที่ศาล
……
หลังจากสองผู้เฒ่าจากไปเขาได้โยนยันต์ออกมาแผ่นหนึ่ง มันพลันกางออกกลายเป็เขตอาคมบังตาปิดกั้นการมองเห็นจากโลกภายนอกกระทั่งวิชาอภินิหารที่เ้าป่าเ้าเขาเคยใช้ก่อนหน้านี้หากทดลองใช้ลอบมองอีกครั้งหนึ่งเขาจะตรวจพบได้ในทันที
ยามเมื่อม่านอาคมกางออกเพียรเองโบกมือเรียกเอา ‘เขาควายวิเศษ’ ทั้งสองอันออกมา จากความว่างเปล่า เพื่อตรวจสอบดูอย่างละเอียดอีกครั้ง
จากนั้นก็เรียกเอา‘ดวงิญญาของเ้าควายป่าตัวน้อย’ ที่ดูเกรี้ยวกราดออกมาเขาใช้ม่านพลังอีกชั้นห่อหุ้มบริเวณฝ่ามือ เพื่อที่จะปิดกั้นเสียงร้องดังสนั่นแสบแก้วหูนั่น
ตอนนี้ลักษณะของมันคล้ายกับเด็กน้อยที่แลดูโมโหหิวจึงเริ่มวิ่งห้อพุ่งชนม่านพลัง ครั้นเมื่อเห็นท่าทีไม่พอใจของเ้าควายตัวน้อยเพียรจึงส่ายหน้ายิ้มเจื่อน จึงทดลองส่งพลังเวทของตนไปให้มันกลืนกิน
เมื่อเ้าควายน้อยเห็นกลุ่มก้อนพลังเวทก็เริ่มดูดกลืนอย่างหิวกระหายเสมือนเด็กน้อยที่พึ่งหัดดูดนมมารดาก็ไม่ปาน มันเริงร่าจนน่าเอ็นดูหลังจากนั้นไม่นานเ้าควายน้อยที่กินอิ่มก็เรอออกมาทีหนึ่ง และนอนหมอบลงบนฝ่ามือ
ยามเมื่อเ้าตัวน้อยหลับปุ๋ยไปเพียรก็ได้หยิบเอา ‘ตะเกียงโบราณดวงหนึ่ง’ ขึ้นมา มันดูแปลกประหลาดเก่าแก่และไร้ซึ่งไส้ตะเกียง
พร้อมกันนั้นเขาเริ่มร่ายคาถาด้วยท่าทีที่จริงจังทำให้ิญญาควายที่อยู่บนฝ่ามือถูกอักขระแปลกประหลาด ซึ่งออกมาจากตะเกียงรายล้อมไว้และทำการดูดกลืนมันเข้าไป
่เวลาเดียวกัน‘เศษเพลิงโทสะ’ ที่กระจัดกระจายไปในอากาศ หรือฝังลงไปในพื้นดินซึ่งเป็ควันหลงหลังจากเกิดการต่อสู้ต่างก็พากันกรูหลั่งไหลเข้ามาในตะเกียงดวงนี้…ยิ่งนานยิ่งมาก
เพียรสังเกตที่ไฟโดยรอบซึ่งกำลังพวยพุ่งเข้ามา เขาก็เริ่มประเมินและกะเกณฑ์เอาจากสายตาดูเหมือนว่าปริมาณไฟเท่านี้คงยังไม่เพียงพอจึงได้หยิบเอาเขาเพลิงทั้งสองที่แหลมคมประดุจหอกและทำการวาดอักขระลงบนเขาควายทั้งสองข้างอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเขาควายที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศก็เริ่มค่อย ๆ แปรเปลี่ยนมาเป็หยดโลหิตสีทองสองหยดซึ่งมีขนาดเท่ากับกำปั้นของทารก