“ทำไมยืนตัวสั่นแบบนั้น”
“ไม่มีอะไรขอรับ นายท่านจินซู”
เขามองคนที่ยืนตัวสั่นก้มหน้าก้มตาอย่างกับจะถูกเชือด อากาศยามบ่ายแสงอ่อนๆส่องภายนอกแทบจะเผาบ้านให้สุก ยิ่งหงุดหงิดถาม ยกรีโมทแอร์ขึ้นมาเปลี่ยนจากเลข 16 เป็ 12
ขนาดเขาใส่เชิ้ตยังเหงื่อซกเลขาเขาใส่สูทดำคงร้อนกว่ามาก
จากเลข 12 เลยปรับเป็เลข 10 ซะเลย คนตรงหน้าตัวสั่นเทิ้มกว่าเดิมอ้าปากตอบ หลังจากเ้าตัวพยายามค้นเสียงแห้งๆของตัวเองได้สักพัก
“เื่นั้น เป็ไงบ้าง ถ้าบริษัทนั่นมีแนวโน้มจะเข้ามาเป็คู่แข่งกับเรา กำจัดทิ้งได้เลย”
มือทั้งสองประสานกันเท้าศอกกับโต๊ะสีน้ำตาลพลางมองตรงแผ่รังสีอำมหิต สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันเหลื่อมล้ำมากเกินไป การแข่งขันในวงการนี้ถ้าเริ่มแล้วก็ยากจะหยุด มีแต่ทำให้ปวดหัวเปล่าๆ หากก้าวขาเข้ามาก็ต้องทำใจไว้บ้างว่าต่อให้ถูกอุ้มฆ่าก็ไม่แปลกอะไร
คิดแบบนั้นจนมุมปากเผลอยกยิ้มร้ายนิดๆ เกี่ยวหูแก้วกาแฟดำอุ่นๆขึ้นดื่มหลังจากให้มันส่งกลิ่นหอมฉุยอยู่บนโต๊ะยั่วยวนใจมาสักพัก
“คะ ครับ เรียนนายท่าน CEOของฝั่งนั้นหายตัวไปแล้วครับท่าน ดูเหมือนจะกำลังวุ่นวายกันน่าดู”
“หายไปหรือ?”
ตัดภาพมาปัจจุบัน
โครม!
ตุบ!
เพล้ง!
“ปล่อยผมเถอะ”
ตู้ โต๊ะ เคาน์เตอร์ โคมไฟ หมดบ้านนั่นแหละ กูเกี่ยวล้มตลอดทาง อ้าปากโวยวายไม่หยุด
เื่อะไรผมต้องมาถูกแบกพาดบ่าห้อยโตงเตงพาไปไหนต่อไหน
ต้นเื่ก็คือผมทำตัวเป็พลเมืองขอทานที่ดีโดยการปีนบ้านเขา เข้ามาเตรียมแก้ผ้าจ้องจะกระโจนลงน้ำ แต่ก็ถูกเ้าของบ้านที่ทำตัวเป็สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเข้ามาคาบเข้าบ้าน แถมเอาแต่เค้นถามคำถามซ้ำซากว่า ผมเป็ใครไม่หยุด
ผมไม่ได้ยอมโดยดีหรอกนะ
ทั้งดิ้นทั้งดัน ยกมือไหว้ก็แล้ว อ้อนวอนก็แล้ว แต่ระบบความคิดของพระเอกนิยายเื่นี้มีหัวไว้กั้นหู ถึงจับผมที่สภาพเหม็นยิ่งกว่าปลาเน่าเข้าบ้าน จะเกี่ยวจะพังเฟอร์นิเจอร์ตัวไหนสองขาแกร่งก็เอาแต่เดินต่อไปด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
“แกเป็ใคร”
“โอ้ย ปล่อยผม ผมชื่อ เตียวเฉิน”
“เตียวเฉินเป็ใคร”
“เตียวเฉินก็คือเตียวเฉินไง”
เบื่อ! ผมเบื่อคำถามซ้ำซาก!
เขาไม่มีอะไรจะถามแล้วหรือไง ระหว่างที่ดิ้นดุ๊กๆมองหาทางออกก็ไม่รู้ว่าเดินผ่านมากี่ห้องแล้ว ทั้งห้องนั่งเล่นหลากหลายสไตล์แทบจะมีครบทุกแบบ ห้องผิงไฟที่ใหม่เหมือนไม่มีการใช้งาน ห้องรับประทานอาหารที่เหมือนห้องประชุมในโลกเดิมของผม และห้องอาหารที่มีพวกขนมปังกับคุกกี้วางอยู่บนโต๊ะแบบกระแทกตา พอตอบคำถามพร้อมทุบหลังอีกฝ่าย แล้วโดนถามกลับกวนๆแบบนี้ บอกตรงๆว่ามันทำให้หงุดหงิดนิดหน่อย
เ้าพระเอกนี่อยากได้คำตอบแบบไหนกันแน่
คิดวุ่นวายจิตตกได้ไม่นานก็ถูกแบกลงบันไดใต้ดิน ไฟอัตโนมัติสว่างขึ้นตามทางที่เดินไปเรื่อยๆ กระทั่งถึง…คุก
ใช่ ห้องเงียบๆแฉะๆ มืดๆ ไม่มีเฟอร์นิเจอร์สักตัวนั่นแหละ
“คือว่า ผมไม่อยู่ที่นี่ได้ไหม”
ดูจากหน้า ไม่ต้องตอบก็รู้ว่าไม่ได้
กึด
“โอ๊ย”
กัดซะเลย
พูดดีๆแล้วไม่ฟังก็ไม่ต้องเอาหูไว้หรอก
จังหวะที่ทำเป็หยุดดิ้น ยอมให้ปล่อยลงพื้นแต่โดยดี จังหวะที่มือกำลังจะพ้นรอบคอก็จับท้ายทอยร่างสูงไว้แล้วะโงับแง่งทางขวาเต็มๆคำ ดูดเืสีเข้มเข้าปาก ฟังเสียงทุ้มๆเ็ปจนแอบสะใจ
รีบผลักหน้าอกแน่นๆเปลือยชื้นแล้วเผ่นสิครับ
สิบนาทีผ่านไป
ว่าแต่ทำไมพระเอกมองผมอึ้งๆทำท่าทางเอ๋อๆค้างอยู่แบบนั้นล่ะ
“อันนี้ก็น่าอร่อย อันนี้ด้วย”
คุกกี้เอ๋ย ขนมปังเอ๋ย ถึงไม่ร้อนแต่ก็ยังดูนุ่มนิ่มอยู่ กำลังส่งกลิ่นหอมๆชวนหิวด้วย ไม่สนแล้วว่าใครเป็เ้าของ
ผมส่งสายตาวาวเมื่อพาตัวเองมาถึงโต๊ะก็อดใจไม่ไหว มือขวาดึงเสื้อออกมาพันแขนซ้ายเป็ถุงกระเป๋า รวบขนมบนโต๊ะห้องอาหารมาใส่พรวดเดียว ชิ้นที่เหลือก็ใช้ปากที่เอาแต่ชื่นชมคาบไว้
ก่อนตายท้องต้องอิ่มก่อนสิถึงจะถูก จะปล่อยให้ศพผอมแห้งได้ไง
“จะไปไหน ทางออกมันอยู่ทางโน้น”
โทษทีพระเอก พอดีปากไม่ว่างตบ ตามมาเองแล้วกัน
นี่มัน์ชัดๆ ไม่ต้องอยู่ข้างทางแดดร้อนๆ แถมได้อาหารมื้อสุดท้ายเป็ขนมแพงๆ
ยังไงพอคิดดีๆตายตรงนี้ก็ไม่แย่
คิดว่าจะไม่มีโอกาสกินของอร่อยแบบนี้แล้วเสียอีก ั้แ่ตัดใจออกจากบทพระรองอาหารการกินหรือที่อยู่ก็ไม่ต่างจากหมา วันนี้บุญปากแท้ๆ สองขาค่อยๆเดินลงไปห้องใต้ดิน พ้นซี่กรงมาก็หย่อนตัวนั่งหันหน้าเข้ากำแพง เอาขนมในปากออกค่อยๆกัดทีละคำ กินชิ้นโน้นหยิบชิ้นนี้สลับกันไป
“เฮ้อ ‘คิด’อะไรอยู่กันแน่” คนที่เดินตามมาต้อยๆถึงเมื่อครู่พิงประตูเหล็กเอ่ยถามด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ
สิ่งที่คิด…?
คุกกี้นี้หวานอ่า หอมวนิลาด้วย ยังรู้รสความกรอบนิดๆอยู่เลย ขนมปังนี่ก็ไม่แห้งแข็งรู้สึกถึงรสยีสได้เลย เหมือนจะโรยงาด้วยใช่ไหม กลิ่นตีขึ้นจมูกเชียว
ขณะที่อีกฝ่ายระแวงจับจ้องพฤติกรรมเพราะมั่นใจว่าคนแปลกหน้ากำลังวางแผนร้าย ไอ้คนที่นั่งหันหลังใส่มาั้แ่เมื่อครู่กลับเห็นเขาเป็อากาศ กินเอากินเอาทำทีท่าอย่างกับกลัวใครจะเข้าไปแย่ง จนคนมองแอบสงสัยว่าเ้าตัวคิดหนีบ้างไหมเนี่ย คนโดนจับที่ไหนดูแฮปปี้ขนาดนี้
เตียวเฉิน : ฉันน่ะสิ ฉันน่ะสิ
ครึ่งชั่วโมงต่อมา
“ห้องครัว?”
มองซ้ายมองขวาหาของกิน หลังจากขนมหมดหน้าตักเพราะเอาแต่กินเพลิน หันมาอีกทีพระเอกนั่นก็หายไปไหนแล้วไม่รู้ ประตูก็ไม่ได้ล็อก ก็เลยเดินออกมาหาของกินในครัวกินเองเลย
ได้ขนมแล้วค่อยกลับไปที่เดิมแล้วกัน
นั่นคือความคิดเมื่อครู่ แต่ตอนนี้…
“แน่ใจนะ” เอามือกุมขมับถาม
“ครับ นายท่าน ข้อมูลไม่ผิดแน่”
สรุปเ้านั่นเป็แค่ขอทานจริงๆหรือ
ไม่อยากเชื่อ
ทั้งที่ใจกล้าบ้าบิ่นย่องเข้าบ้านคนอื่น ใจกล้าหน้าด้านไม่รู้จักกลัวกันแบบนั้น ตอนที่เจอเ้านั่นกำลังทำตัวลับๆล่อๆเนื้อตัวมอมแมมทำอะไรดุ่มๆอยู่ริมแม่น้ำ เขาก็แทบปรี๊ดปรอทแตก ผุดคิดวิธีทรมานให้ตายช้าๆสารพัด แต่เ้านั่นมันทำตัวแปลกๆไม่เหมือนสายที่ใครส่งมา พอให้เลขาไปสืบดูไม่นานก็ได้เื่
โครม!
“เสียงอะไร”
เขากับเลขารีบเด้งตัวออกจากห้องทำงานทันทีที่ได้ยินเสียงแปลกๆดังลั่น ทว่าพอเดินไปดู
“นี่มันอะไรกัน”
“โห ห้องเละไปหมดเลยครับนายท่าน”
เ้าตัวการกำลังกินขนมปังตุ้ยๆจนรู้ว่าพวกเขาเข้ามา ห้องครัวที่ตู้เย็นล้มเอียงไปพิงเคาน์เตอร์ ลิ้นชักและข้าวของถูกรื้อเละกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น คราบไข่ไก่ที่ฝาผนัง เ้านั่นหันมามองพร้อมลุกขึ้นยืนทั้งที่ปากยังเคี้ยวไม่หยุด หยิบห่อผ้าอะไรสักอย่าง ค่อยๆเดินมาหาแล้วเอามันยัดใส่มือ
“นี่มันอะไร”
“มีดไง”
รู้ว่ามีด แต่เขาไม่เข้าใจว่าห่อมีดนี่มันอะไรกัน แล้วเอามาให้ทำไม
“ผมช่วยคุณหาอาวุธ จะได้ฆ่าง่ายๆ จริงๆผมยังหิวนิดหน่อยก็เลยมาหาของกินด้วย”
หา?
ตรรกะป่วยๆนั่นมันอะไร เขากับเลขาที่ยืนเยื้องๆไปถึงกับหันมองหน้ากันอ้าปากค้าง พอสำรวจไปรอบห้องอย่างพิจารณาก็เกิดความคิดหนึ่งขึ้นมาตรงกัน
นี่มันแทบจะเรียกว่าวางะเิได้ด้วยซ้ำ ทำแบบนี้…มันไม่เรียกว่า รื้อหามีดแล้ว!