“ เ้า ออกมานี่ “ ชายฉกรรจ์สองคนแต่งตัวเป็ผู้คุมนักโทษ คนหนึ่งกำลังไขกุญแจ อีกคนหนึ่งชี้ไปที่กู้หยุนที่นั่งพิงผนังอยู่ที่มุมห้อง
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาในอดีต ตอนนี้กลับมีสภาพสกปรก ผมเผ้าหลุดลุ่ย เสื้อผ้าขาดยับ และยังมีาแอยู่เต็มร่างไม่เหลือสภาพของคุณชายกู้ในอดีตแม้แต่น้อย เขากำลังพยายามดันตัวเองให้ลุกขึ้นจากพื้นอย่างยากลำบาก ก่อนเดินกะโผลกะเผลกออกจากห้องขัง
ผู้คุมคนหนึ่งเอาไม้กระบองขนาดเขื่องฟาดไปที่ด้านหลังของเขา “ เดินให้มันเร็วๆหน่อย “
“ เฮ้ย.. พอแล้วน่า ขาเขาหักอยู่ เ้าก็เห็น “ คนที่รูปร่างสูงใหญ่กว่าคว้าไปที่ข้อมือของผู้คุมอันธพาลก่อนที่กระบองจะถูกหวดซ้ำลงมาเป็รอบที่สอง
ตอนที่กู้หยุนเดินมาถึงห้องหนังสือที่ซึี่งประตูด้านบานหนึ่งถูกเปิดทิ้งเอาไว้ เขามองเข้าไปภายในเห็นเซียวหลงกำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่เงียบๆ โดยมีกองเอกสารวางซ้อนกันอยู่ที่โต๊ะด้านข้าง
ชายหนุ่มด้านในเงยหน้าขึ้นมามองเขา ก่อนผายมือให้กู้หยุนไปทางที่นั่งฝั่งตรงข้าม “ เชิญนั่ง “
กู้หยุนมองไปตามทิศทางของมือที่ยื่นของไป “ ข้านั่งๆนอนๆมามากแล้ว ..” กู้หยุนเอ่ยขึ้นมายังไม่ทันจะจบประโยคดี เซียวหลงพลันตัดบทด้วยการผลักกองเอกสารทั้งหมดที่เขากำลังอ่านอยู่มาไว้ที่ด้านหน้าของกู้หยุน “ เ้าลองอ่านเอาเอง “ ก่อนลุกขึ้นและเดินออกจากห้องไปทิ้งไว้เพียงกู้หยุนที่ยืนกัดฟันอยู่ด้านใน สถานการณ์ของเขาสองคนถือว่าแปรเปลี่ยนจากคนแปลกหน้าในอดีตเป็คนคุ้นเคย แม้จะเป็ความคุ้นเคยระหว่างใต้เท้าศาลปกครองและผู้สมรู้ร่วมคิดกับโจรฏก็ตาม หลังจากกู้หยุนถูกเซียวหลงสอบสวนด้วยตัวเองตลอดสองวันสองคืน หากรวมประโยคที่ได้พูดคุยกันใน่เวลานั้น นับว่ามากกว่าคำพูดทั้งหมดรวมกันระหว่างศิษย์พี่และศิษย์น้องร่วมสำนักศึกษาตลอดหลายปีมานี้เสียอีก กระนั้นสำหรับสหายร่วมสำนักอีกคน เซียวซวี่ พวกเขาสองคนกลับไม่เคยเอ่ยถึงแม้ซักครึ่งคำ
ในห้องทำงาน กู้หยุนใช้เวลาเกือบสองชั่วยามในการอ่าน “ เอกสารทางการทหาร “ ที่ถูกส่งมาให้ศาลปกครองสอบสวนและไล่ปิดคดี แม้จะไม่เข้าใจว่าเกี่ยวข้องอะไรกับเขาในตอนแรก แต่หลังจากอ่านผ่านสายตาทั้งหมดแล้ว เขาก็ค่อยๆเชื่อมโยงเื่ราวเ่าั้เข้าด้วยกัน
ฝ่ายต่อต้านราชสำนักร่วมมือกับพวกนอกด่าน จัดหาอาวุธคุณภาพต่ำให้กองทัพ ติดสินบนทหารนอกแถวเพื่อสลับสับเปลี่ยนอาวุธทหารในค่ายรอบชายแดน โดยเฉพาะหัวเมืองที่อยู่ติดกับชนกลุ่มน้อยเผ่าต่างๆ กระทั่งชุดเกราะและเสื้อหนังสำหรับทหารผู้น้อย ก็ถูกตัดทอนคุณภาพออกจนไม่สามารถใช้งานได้จริง ทุจริตประมูลงานก่อสร้างคลองลำเลียงน้ำไปยังพื้นที่เพาะปลูก เมื่อไม่มีน้ำก็ไม่มีผลผลิต ชาวบ้านอดอยากจนต้องขายบ้าน ขายลูกเมีย กองทัพยังขาดเสบียง ภายหลังเมื่อทหารอ่อนแอทั้งกลุ่มฏและกลุ่มคนนอกด่านก็รุกไล่โจมตีทำให้เสียหัวเมืองซ่งโจว ลิ่วโจว ที่อยู่ติดๆกันภายในระยะเวลาเพียงสามปี ทหารแนวหน้าพลีชีพกว่ายี่สิบพันนาย ชาวบ้านกลับตายมากกว่าอีก 10 ส่วน ที่เหลือต้องละทิ้งถิ่นฐานอพยพหนีภัยา หลายคนาเ็พิการ ส่วนเชลยที่ถูกเกณฑ์ออกไปนอกด่านนั้นอาจกล่าวได้ว่าบุรุษที่ตายในสนามรบ อาจมีโชคมากกว่าทหารและชาวบ้านที่ไม่รู้ชะตากรรมเ่าั้
แม้จะอ่านไปได้เพียงครึ่งเดียว มือของกู้หยุนก็สั่นเทาจนไม่สามารถอ่านต่อไปได้อีก ได้แต่นั่งเหม่อลอยอยู่แบบนั้นจนกระทั้งได้ยินเสียงเปิดประตูและเสียงฝีเท้าคนเดินเข้ามาด้านใน คนที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ก็เอ่ยขึ้นโดยไม่ได้หันกลับไปมอง
“ ท่านกำลังจะบอกว่าเื่ทั้งหมดนี้เป็ท่านพ่อข้าที่เป็คนทำ ? “
เซียวหลงเดินอ้อมไปยืนพิงผนังกอดอก เขาตอบกลับเรียบๆไปที่บุรุษหนุ่มเบื้องหน้า “ ไม่ได้ทำเองทั้งหมด แต่ก็มีส่วนเกี่ยวข้องแทบทุกข้อกล่าวหา “
กู้หยุนพลันจ้องเขม็งไปที่เซียวหลงก่อนตอบกลับอย่างฉุนเฉียว “ ข้าเคยบอกท่านแล้วว่าเขาถูกบังคับ ไม่มีครั้งไหนเลยที่เขาเต็มใจเข้าร่วม “
ประโยคนี้ของกู้หยุนแม้จะเป็การโต้เถียงแทนบิดา แต่ใจเขาก็ตระหนักอย่างชัดแจ้งว่าตระกูลกู้เป็สาเหตุหนึ่งทำให้ผู้บริสุทธิ์จำนวนมากต้องล้มตาย และทำให้คนนอกด่านขยับเข้ามาตั้งค่ายในสองหัวเมืองชายแดนที่เสียไปได้ แต่การจะไปรุกไล่ตีคืนในเวลานี้นั้น.. กลับยากกว่า
“แล้วท่านจะเอาอย่างไร “ เขาพลันถามขึ้นมาต่อ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็อย่างไร เขาพร้อมยอมรับทั้งนั้น
“ เ้าตามข้ามา “ ทันทีที่พูดประโยคนี้จบเซียวหลงก็เดินนำออกจากห้องไป คล้อยหลังเขาไม่นาน ผู้คุมนักโทษสองนายก็เข้ามาลากกู้หยุนตามไปทันที
ที่เรือนซึ่งตั้งอยู่ในส่วนที่ลึกที่สุดของศาลปกครอง บรรยากาศอึมครึมวังเวง ตอนที่กู้หยุนเห็นเรือนหลังนี้ เขาพลันนึกถึงเรือนเล็กของน้องสี่ขึ้นมาทันที ที่แท้ใน่เวลาเย็นย่ำเรือนของนางก็คงมีสภาพไม่ต่างกัน
เซียวหลงไม่ได้เปิดประตูเข้าไปในเรือนนั้น กลับออกคำสั่งให้ผู้คุมสองนายพากู้หยุนเข้าไปแทน ส่วนตัวเขานั้น ทำเพียงแค่เอามือไหล่หลังและขยับไปยืนรอที่ด้านข้างริมทางเดินเงียบๆเท่านั้น
ภายในห้อง มีตะเกียงจุดสว่างอยู่ทั้งสี่มุม แต่ที่สะดุดตากู้หยุนมากที่สุดคือ ศพที่วางเรียงรายกันนับสิบ เขาถูกพามาหยุดอยู่ที่หน้าศพศพหนึ่งซึ่งถูกคลุมด้วยผ้าดิบสีขาวหม่น ก่อนคนที่หิ้วปีกเขาเข้ามาสั่งให้เขาเปิดผ้าคลุมออกดู
กู้หยุนรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี แต่ก็ยังค่อยๆเอื้อมมือขึ้นไปเปิดผ้าบริเวณส่วนของใบหน้าขึ้นมาช้าๆ พริบตาร่างสูงกลับโงนเงนไปมาอย่างควบคุมตัวเองไม่อยู่ สมองพลันขาวโพลนทั้วร่างเย็นเยียบ
“ ท่านพ่อ ท่านพ่อ ลูกอกตัญญู ไม่สามารถปกป้องท่านได้ ” ใบหน้าซีดเซียวของกู้หยุนนองไปด้วยน้ำตา แข้งขาอ่อนจนทรุดลงกับพื้น
เขาพยายามฝืนพยุงตัวและขาข้างที่หักเพื่อนั่งคุกเข่า ก้มหัวโขกพื้นซ้ำๆให้กับบิดาที่บัดนี้นอนนิ่งไม่รับรู้สิ่งใดอีกแล้ว
ที่นอกห้องเซียวหลงพลันได้ยินเสียงคร่ำครวญโหยหวนดังแว่วออกมา
หนึ่งในผู้คุมที่กึ่งแบกกึ่งลากเขามา เอ่ยอย่างประชดประชันต่อบุรุษที่นั่งโขกศีรษะอยู่เบื้องล่าง “ พ่อของเ้าขนาดจะฆ่าตัวตายยังต้องใช้ผมปิดหน้า ไม่กล้าไปสู้หน้าบรรพชนในปรโลก ถุย ! สมควรแล้ว สมควรแล้ว “ หลังจากคนหนึ่งรุก อีกคนก็ร้องรับด่าทอพวกเขาสองพ่อลูกไปด้วย
“ จะร้องโวยวายไปทำไม อีกเดี๋ยวพวกเ้าก็จะได้ไปอยู่ด้วยกันแล้ว “
“ ์มีตาจริงๆ “
กู้หยุนเงยหน้ามองผู้คุมทั้งสองด้วยสายตาว่างเปล่าก่อนค่อยๆลุกขึ้นอย่างยากลำบาก หลังจากเขายืนได้มั่นตรงแล้ว ก็เงื้องหมัดต่อยเข้าไปที่ใบหน้าของคนที่พูดพล่ามอยู่ แต่เพราะเขาอ่อนแอเกินไป หมัดที่ปล่อยออกไปจึงทำให้ชายปากเสียนายนั้นหน้าหันไปเพียงเล็กน้อย
“ หนอย! ไอ้ลูกฏ! “ ชายคนนั้น เงื้องมือขึ้นมาหมายจะฟาดไปที่หน้าของกู้หยุน แต่มือข้างนั้นกลับถูกบุรุษสีหน้าเ็าคว้าจับเอาไว้แน่น ก่อนผลักออกไปด้านข้าง “ ไสหัวออกไปรับโทษโบยคนละ 20 ไม้เดี๋ยวนี้ ! ” เขาตวาดขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็าเด็ดขาด ทำให้ผู้คุมทั้งสองนายมองหน้ากันเลิ่กลั่กพริบตาก็วิ่งหายออกไปจากห้องทันที
“หากเ้าร้องไห้คร่ำครวญเสร็จแล้ว ข้าก็มีเื่จะคุยกับเ้า “ ระหว่างที่เขาเดินไปปิดประตูห้องเก็บศพก็เอ่ยประโยคนี้ขึ้นมา
กลางดึกคืนนั้นปรากฏภาพรถเทียมเกวียนขนาดใหญ่วิ่งฝ่าความมืดออกไปนอกเมืองมุ่งตรงไปยังสุสานบรรพชนตระกูลกู้ ภายในรถปรากฏภาพชายหนุ่มซูบผอม สวมเพียงเสื้อที่ทำมาจากฝ้ายดิบสีขาวซีด นั่งก้มหน้าอย่างเหม่อลอย ที่ด้านหน้าของเขา มีโลงศพแบบธรรมดาสามัญที่สุดโลงหนึ่งที่ตั้งอยู่
“ ในฐานะบุตรชายคนโต ข้าจะให้โอกาสเ้าฝังศพให้เขา ส่วนคำถามของข้า เ้าลองกลับไปไตร่ตรองให้ดีก่อนจะตอบ “
ที่โรงเตี้ยมนอกเมือง
“ นายหญิง เฝิงหลานมีเื่หนึ่งไม่ทราบว่าสมควรเอ่ยกับท่านหรือไม่ “ เฝิงหลานเอ่ยแก่ไป๋เลี่ยงหลินในเช้าวันหนึ่ง
“ มีอะไรก็ว่ามาเถอะ “ ไป๋เลี่ยงหลินที่กำลังอ่านปรัชญาแห่งเต๋าอยู่จึงปิดหนังสือลง พยักหน้าให้บ่าวหญิง
“ นายหญิง ท่านจำคนขับรถม้าที่เราจ้างมาเมื่อหลายวันก่อนได้หรือไม่ “ เฝิงหลานเอ่ยถึงสิ่งที่นางเป็กังวลมาตลอดใน่นี้
ไป๋เลี่ยงหลินยกมือขึ้นข้างหนึ่งเป็นัยให้นางหยุดพูด พลันโยนหนังสือไปทางด้านหน้าตัว ก่อนลุกขึ้นเดินไปหาเฝิงหลานที่ยืนอยู่ในทิศตรงข้าม “ ระวังหน่อย ปากมีหูประตูมีช่อง “ และกระซิบที่ข้างหูนางเสียงเบา “ ข้ารู้อยู่แล้ว “
ประโยคนี้ถึงกับทำให้เฝิงหลานมีสีหน้าและแววตาบ่งบอกว่า ‘ ท่านมีอะไรก็รีบพูดๆออกมา ข้าพร้อมจะรับฟังท่านแล้ว’
“ ทั้งพ่อค้าที่พาพวกเราออกนอกเมือง และคนขับรถม้า ล้วนเป็คนของคุณชายเซียว “ ประโยคนี้ไป๋เลี่ยงหลินยังคงพูดด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบ ในขณะที่ประโยคถัดมานางจงใจพูดต่อเนื่องกันด้วยท่าทางที่เป็ปกติ “ เ้าไปดูแลคุณชายเถอะ “
กู้เซียนเซียนที่ตอนนี้แต่งตัวเป็เด็กชายห่อตัวด้วยเสื้อคลุมกันหนาวดีดำ กำลังยืนอยู่หน้าห้องลังเลว่าจะเข้าไปรบกวนอาหญิงของนางดีหรือไม่ เป็จังหวะเดียวกับที่เฝิงหลานเปิดประตูออกมาพอดี
“ คุณชาย ท่านออกมาจากห้องทำไม “ ตอนที่เฝิงหลานเอ่ยประโยคนี้ กู้เซียนเซียนก็เดินสวนเข้าไปในห้องแล้ว
“ หลาน คารวะท่านอาหญิง “ กู้เซียนเซียนทำความเคารพนางอย่างที่เด็กผู้ชายทั่วไปทำกัน
ไป๋เลี่ยงหลินเลิกคิ้วเรียวขึ้นอย่างประหลาดใจ ด้วยไม่คิดว่ากู้เซียนเซียนจะมาพบนางในวันนี้ ทั้งๆที่เมื่อหลายวันก่อนนางเอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในห้อง
ก่อนที่นางจะเอ่ยอะไร หลานสาวก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน “ ทำให้ท่านเป็ห่วง ข้าละอายใจยิ่งนัก แต่วันนี้มีเื่หนึ่งที่คิดไว้ อยากมาปรึกษาท่านอา “
ไป๋เลี่ยงหลินพยักหน้า “ นั่งสิ “ ก่อนที่เฝิงหลานจะเดินเข้ามารินน้ำชาให้พวกนางทั้งสองคน
ที่แท้วันนี้กู้เซียนเซียนมาปรึกษานางเื่การหาบ้านเช่าละแวกนี้ เพื่ออยู่รอพี่ชายและพี่สาวของนางที่ยังมีคดีอยู่ด้านใน เฉพาะเื่นี้ที่ทำให้นางตัดใจไม่เดินทางต่อจนกว่าจะรู้แน่ว่าครอบครัวของนางปลอดภัย
ไป๋เลี่ยงหลินยังคงกังวลเื่ความปลอดภัย จึงยังไม่ได้ตกปากรับคำในทันที เพียงแต่รับปากว่าจะกลับไปคิดดู
กู้เซียนเซียนจึงไม่ได้รบเร้าอีก นางรู้อยู่แล้วว่าคงไม่ได้คำตอบในวันนี้ ก่อนหมุนตัวเดินแยกออกไป ท่ามกลางสายตาวิตกกังวลของอาหญิงและบ่าวของนาง
“ เดี๋ยวก่อน “ ไป๋เลี่ยงหลินคล้ายจะหลุดปากรั้งหลานสาวไว้ ตอนที่กู้เซียนเซียนหันกลับมามองนาง ไป๋เลี่ยงหลินเองยังรู้สึกตั้งตัวไม่ติด แต่ก็ยังคงเดินเข้าไปหาเด็กสาว ลูบหัวกลมๆของนางอย่างอ่อนโยน “ เซียนเซียนตอนนี้เ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง “
กู้เซียนเซียนได้ยินพลันส่งยิ้มแป้น “ ท่านอาประสงค์ให้ข้ารู้สึกเช่นไรหรือ ตอนนี้ข้ามีความสุขดี กินอิ่มนอนหลับ ท่านไม่ต้องกังวลแทนข้าหรอก “
ยิ่งเห็นหลานสาวเป็แบบนี้นางยิ่งหวาดวิตก เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือน้อยๆ “ ดี ..ดี.. เ้า.. ไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว “
แม้ไป๋เลี่ยงหลินจะไม่เห็นด้วยกับการหาเช่าที่อยู่ในตอนแรก แต่ภายหลังเมื่อทบทวนอยู่หนึ่งคืน วันถัดมานางก็ให้เฝิงหลานไปเดินหาบ้านเช่ากับกู้เซียนเซียน แม้จะกังวลกับการออกไปข้างนอกของทั้งสองคน แต่ถึงอย่างไรตอนนี้ก็ยังมี ‘ คนคุ้มกัน ‘ อยู่ นางจึงยอมปล่อยให้ทั้งคู่วิ่งวุ่นดูบ้านเช่าทั้งวัน จนมาจบที่เรือนหลังเล็กภายในตรอกแคบๆแห่งหนึ่งใน่บ่ายคล้อย หลังไป๋เลี่ยงหลินมาดูเองก็พบว่าแม้สภาพเรือนดินชั้นเดียวแทบจะเรียกได้ว่าซอมซ่อ แต่ก็มีห้องนอนถึงสามห้อง มีห้องครัวเล็กๆ กับบ่อน้ำเก่าที่ยังใช้งานได้อยู่ตรงกลางเรือน ประกอบกับที่ตั้งในตรอกนั้นถือว่าดีกว่าสภาพบ้านมาก เพราะมันเข้าออกได้ถึงสามทาง หลังจากใช้เวลาอีกหนึ่งถึงสองวันในการทำสัญญาและทำความสะอาด วันที่สี่กลุ่มของกู้เซียนเซียนจึงได้ย้ายเข้าไปอยู่
----------------------------------------------------------------------
กู้เหยากำลังนั่งอยู่ในห้องๆหนึ่งภายในศาลปกครอง วางแขนขวาบนโต๊ะเพื่อให้หมอหญิงจับชีพจรให้นาง
ตอนที่ได้ยินเสียงโซ่พันธนาการลากเข้ามาภายในห้อง กู้เหยาก็รีบก้มหัวหลุบสายตาเพื่อซ่อนแววตาระทมทุกข์ไว้ไม่ให้พี่ชายเห็น
นับั้แ่พวกเขาถูกแยกคุมขัง นี่ก็ผ่านไปเจ็ดแปดวันแล้ว เขาใช้สายตาแดงก่ำมองตรงไปที่นางทันที ก่อนละสายตาไปที่หญิงอีกคนข้างกายนาง
“ นางเป็อย่างไรบ้าง “ น้ำเสียงสุภาพทุ้มต่ำเอ่ยถามหมอหญิง วันนี้เขารู้อยู่แล้วว่าเซียวหลงอนุญาติให้หมอมาตรวจดูนาง แม้จะประหลาดใจนิดหน่อยเพราะไม่คิดว่า ถึงกับออกมาตรวจกันที่นอกคุกหลวง
หมอหญิงเขียนที่กำลังขีดๆเขียนๆใบสั่งยายื่นให้กับผู้ช่วย ก่อนมองไปที่ขาของกู้หยุนที่หยุดยืนอยู่ตรงประตู “ แค่อ่อนเพลีย ขาดอาหาร “
กู้หยุนมองไปที่น้องสาวอีกรอบ ถึงตอนนี้นางก็ยังคงไม่มองมาที่เขาแม้แต่น้อย
ความคิดของเขาถูกขัดขึ้นอีกครั้ง เพราะได้ยินน้ำเสียงประชดประชันเอ่ยขึ้นอีก “หากเ้าไม่เข้ามานั่ง ข้าก็ตรวจดูขาให้ไม่ได้ ขอเพียงเ้าส่ายหน้าไม่ยอมรับการรักษา ข้าก็จะออกไปทันที “ นางเอ่ยขึ้นพร้อมๆกับมือที่ไล่เก็บขวดยาลงล่วมยาไปทีละชิ้น ประหนึ่งเพื่อรอคำตอบของกู้หยุนไปด้วย
“ ขอบคุณท่านหมอ แต่ขาข้าไม่มีความจำเป็ต้องรักษา “ กู้หยุนยังคงตอบกลับนางด้วยความสุภาพตามนิสัยพ้ื้นฐานของเขา
“ แล้วแต่เ้าเถอะ “ นางพูดพลางสะพายล่วมยาเตรียมตัวจากไป แต่กู้เหยากลับเอ่ยตัดบทขึ้นมาก่อน “ ท่านรอข้าซักครู่ ข้าขอคุยกับพี่ชายก่อน “ นางไม่ยินยอมให้พี่ชายของนางต้องพิการเป็อันขาด
กู้หยุนมองตามหลังของหมอหญิงและผู้ช่วยที่สาวเท้าออกไปรอนอกห้อง คล้อยหลังคนกลุ่มนี้เขารีบเดินกะเผลกเข้าไปกอดกู้เหยาที่นั่งอยู่ด้านในทันที เป็การกอดที่ไม่มีคำพูดใดๆเล็ดลอดออกมาจากปากจากพี่ชายเช่นเขา มีเพียงความรู้สึกเปียกชื้นที่หน้าอกจากน้ำตาที่ร้อนลวกและเสียงร่ำไห้เบาๆของน้องสาวในอ้อมแขน “ เ้าไม่เป็ไรนะ “ สุดท้ายเป็ฝ่ายเขาที่เอ่ยขึ้นมาก่อน แม้จะรู้ว่านางเ็ปทรมานยิ่งกว่าเขาหลายเท่านัก
ร่างเล็กผอมบางเอาแต่สายหัวไปมาและไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามองเขา กระตุ้นให้เขาต้องถามต่อ “ เ้าสบายดีใช่หรือไม่ “ เขาไม่ได้ถามนางว่าถูกใครรังแกบ้างใหมใน่ที่ถูกคุมขัง เพราะไม่อยากสะกิดแผลในใจของนางขึ้นมาอีก แต่คิดไม่ถึงเลยว่า หลังจากพูดจบ ก็ได้ยินเสียงแหบพร่ากล้ำกลืนก้อนสะอื้นของนาง
“ พี่ใหญ่ ข้าเป็คนสกปรกใช่หรือไม่ ที่แท้ข้าเป็ผู้หญิงสกปรก ท่านไม่ต้องมาสนใจข้าอีกแล้ว … “ เสียงร่ำไห้ของนางรำพึงรำพันจนเขาปวดใจ มือเล็กๆที่แสนบอบบางยังตวัดขึ้นมาทุบตีที่หน้าอกและลำตัวของเขา
กู้หยุนเพียงใช้สองมือกอบกุมใบหน้าของนางให้เงยหน้าขึ้นมองเขา ปล่อยให้มือของนางทุบตีเขาต่อไป “ พูดจบหรือยัง …. น้องรอง เ้าไม่เคยสกปรก สำหรับข้าเ้าคือน้องสาวคนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง “ กู้หยุนบอกนางด้วยน้ำเสียงจริงจังหนักแน่น นี่เป็ครั้งแรกที่นางยอมร้องไห้กับเขา โวยวายใส่เขาั้แ่เกิดเหตุการณ์หลายอย่างโถมทับกันเข้ามา
เขาปล่อยให้นางได้ร้องไห้ระบายออกมาโดยไม่มีคำพูดปลอบใจออกมาจากปากเขาอีก จนกระทั่งมือที่ทุบตีเขาอยู่ค่อยๆคลายลงและเปลี่ยนไปเป็กอดเอวเขาแน่นแทน “ พี่ใหญ่ ท่านไม่รังเกียจข้าใช่หรือไม่ “ นางถามเสียงสะอื้น
“ ชาตินี้ทั้งชาติ ข้าไม่มีวันรังเกียจน้องสาวของตนเอง เ้าลืมไปได้เลย “ เขารับคำนางเสียงหนักแน่นและเป็คำสัญญาตลอดชั่วชีวิตของเขา
กู้เหยาเงยหน้าขึ้นมามองพี่ชาย “ ถ้าอย่างนั้น ท่านรักษาขาเถอะ ไม่งั้นต่อไปใครจะดูแลข้า “ นางเอ่ยขณะยิ้มทั้งน้ำตา
“ จบหรือยัง ถ้าจบแล้วก็มานั่งลง “ เสียงของหมอหญิงเอ่ยขัดขึ้น นางเคาะประตูห้องเรียกพวกเขาเบาๆอยู่หลายที แต่ดีนักสองพี่น้องกลับไม่มีใครลุกขึ้นมาเปิด สายตาแขกสตรีที่ไม่ได้รับเชิญมองตรงไปที่กู้เหยา ‘ ดี เมื่อนางสงบลงแล้ว ข้าจะได้ขอเวลาคืนมาบ้าง ‘
ตอนนี้กู้หยุนถึงได้ยอมนั่งลงให้หมอหญิงตรวจ แม้จะรู้สึกขัดเขินอยู่เล็กน้อยก็ตาม เพราะทั้งขาและแผลต่างอยู่ใต้ร่มผ้าทั้งนั้น
จู่ๆท่านหมอที่นั่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้าขณะกำลังใช้ค้อนไม่้เล็กๆไล่เคาะขาที่หักของกู้หยุนจากหัวเข่าไปจนถึงปลายเท้าก็เงยหน้าขึ้นมองเขา“ หมอไม่แบ่งแยกชายหญิง เ้าจะเกร็งไปทำไม “ ประโยคนี้ทำให้กู้หยุนที่เคยสงบเสงี่ยมต้องเบี่ยงสายตาหลบไปอีกด้านหนึ่งทันที
หลังจากดามเฝือกที่ขาให้ชายหนุ่มแล้ว นางก็ไล่ตรวจาแบริเวณลำตัวต่อ ตอนที่นิ้วมือเย็นๆไล่ทำแผลให้เขาจากแผ่นหลังมาด้านหน้า เขาถึงกับเริ่มสังเกตุเห็นว่าขนตาของหมอหญิงคนนี้ยาวอย่างเหลือเชื่อ ตอนที่นางตั้งอกตั้งใจรักษาแผลให้เขา ดวงหน้าอ่อนหวานหมดจดนั้นช่างจริงจังเคร่งขรึมจนดูขัดกันอย่างประหลาด น่าสนใจจริงๆ
‘ เอ๊ะ.. นี่ข้ากำลังคิดอะไรอยู่ ‘ กู้หยุนรีบดึงสติกลับมาทันที เมื่อััได้ว่าเ้าของปลายนิ้วเย็นๆนั่นกำลังแก้มัดเชือกที่เอวของเขา นั่นทำให้กู้หยุนชะงักแข็งกลายเป็หินอยู่ตรงนั้นในทันที เพราะาแที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่ด้านหลังต่ำกว่าเอวลงไป ตอนที่ได้สติกลับมาเขาก็รีบรวบปลายขอบกางเกงไว้ในมือแน่น ก่อนได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆของน้องสาว จนเขาต้องหันกลับไปขึงตาใส่นาง
“ ไม่ต้องรบกวนแม่นางจะดีกว่า ตรงนี้ข้าจะทำแผลเอง “ เขาเอ่ยขึ้นอย่างเกรงอกเกรงใจด้วยใบหน้าเจือสีเืจางๆ
“ เ้าอายน้องสาว ? เช่นนั้นให้นางไปนั่งอีกห้อง “ หมอหญิงเอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ พลันส่งสายตามองกู้เหยาทำท่าให้นางออกไป
กู้หยุนได้ยินจึงรีบปฏิเสธทันควัน “ ไม่ใช่แบบนั้น “ คำตอบเช่นนี้ทำให้หมอหญิงหันหน้าไปมองที่ใบหน้าของชายหนุ่มเบื้องหน้า
“ ถ้าเช่นนั้นเ้าไม่จำเป็ต้องอายข้า มีอะไรบ้างที่หมอไม่เคยเห็น เว้นแต่เ้าจะมีอะไรที่งอกเงยมากกว่าคนอื่นเท่านั้น “ คำตอบของนางทำเอากู้หยุนอ้าปากค้าง ใบหน้าแดงก่ำ นี่นางคิดไปไหนต่อไหนแล้ว นางเคยเห็นอะไรกันแน่ อะไรคืองอกไม่งอก เขารีบกระเถิบตัวออกห่างนางทันที ทำท่าประหนึ่งสาวน้อยที่ถูกอันธพาลลวนลาม
“ ถ้างั้นศิษย์พี่ ท่านเป็คนทำ “ นางโยนขวดยาไปที่ด้านหน้า เซียวหลงที่กำลังเดินเข้ามาในห้องก็คว้ามันไว้ได้ในมือเดียว เพียงแต่เขาโยนมันต่อไปให้ทหารข้างตัว “ เดี๋ยวให้เขาทำ “ เขาเอ่ยขึ้นก่อนถอยไปยืนผสานมือไม่ไกลจากกู้หยุน “ พรุ่งนี้ข้า้าคำตอบ “