ฮอลลี่รู้สึกสนุกกับการนั่งในเลื่อนอยู่ได้เพียงครู่เดียวดูเหมือนสุนัขจะสนุกมากกว่าเธอเสียอีก
“พ่อคะ หยุดเลื่อนเถอะ หนูลงเดินดีกว่า”
ทักก์จึงหยุดเลื่อนเพื่อให้ลูกสาวปีนลง ลมหายใจที่จมูกออกมาเป็ละไอคละคลุ้ง
“ระวังขานะลูก” เขาเตือนฮอลลี่ขึ้นอีก แต่เด็กหญิงะโลงอีกข้างหนึ่ง เพื่อมิให้ไปกระทบกับขาของ เลสลี่ข้างที่เข้าเฝือกเอาไว้ สายตาของทักก์อ้อยอิ่งอยู่กับเลสลี่ที่ซุกใบหน้าอยู่ใต้เสื้อคลุม โผล่ออกมาแค่ดวงตาเท่านั้น “คุณอุ่นสบายหรือเปล่า” น้ำเสียงนั้นบอกความเป็ห่วงอยู่
“ค่ะ” เธอพยักหน้ารับไปพร้อมกัน เกรงว่าเขาจะไม่ได้ยินคำตอบของเธออย่างชัดเจน
อากาศที่เย็นเยือกปะทะอยู่กับแนวหน้าผากและเปลือกตา ในขณะที่ร่างกายส่วนที่เหลืออบอุ่นอยู่ภายใต้เสื้อคลุมขนสัตว์ตัวนั้น เมื่อทักก์ออกกำลังลากต่อไป เลสลี่ก็ปล่อยตัวตามสบาย รู้สึกพอใจกับการเดินทางอันราบรื่น
นกสีฟ้าตัวหนึ่งโผบินอยู่บนกิ่งไม้ ติดตามเลื่อนคันนั้นเข้ามาในราวป่า พร้อมกับส่งสัญญาณเตือนภัยให้สัตว์หลายในป่าได้รู้ว่า ขณะนี้กำลังมีมนุษย์บุกรุกเข้ามาแล้วสายลมอันสงัดเงียบ แต่บางครั้งก็จะมีสายลมอ่อน ๆ พัดไปปะทะกับหิมะที่เกาะอยู่บนกิ่งที่ปราศจากใบของต้นเมเปิ้ลและเบิร์ช และทำให้เกล็ดสีขาวใสงดงามราวแก้วผลึกลอยคว้างลงมาสู่พื้นดินเบื้องล่าง
เส้นทางนั้นคดเคี้ยววกวนทอดตัวไปตามหุบเขาแคบ ๆ ที่มีผนังและูเาตระหง่านอยู่ทั้งสองข้างในบริเวณนั้นมีลำธารสายเล็ก ๆ ที่น้ำได้กลายเป็น้ำแข็งไปหมดแล้ว ในบางครั้งเส้นทางก็จะผ่านเข้าไปใกล้ลำธาร จนเลสลี่ได้ยินเสียงกระซิบแ่ๆ ของมันที่ไพเราะราวเสียงดนตรียามที่มันทิ้งตัวลงจากแนวที่ระเกะระกะด้วยก้อนหิน
ขณะนี้ทุกคนได้เดินห่างจากประตูรั้วมาไกลพอประมาณ และในที่สุดก็มาถึงบริเวณที่มีป่าสนขึ้นอยู่ตรงเชิงเขา ทักก์หยุดเลื่อนลง และปลดสายบังเหียนออกจากตัว
“แถบนี้มีสนอยู่แยะไป” เขาหันมาบอกกับลูกสาวและเดินไปหยิบขวานที่อยู่ในเลื่อน ขณะที่โน้มตัวลงนั้นเขาก็หรี่ตาให้เลสลี่ “พอผมลงมือตัดต้นไม้ก็หันไปมองทางอื่นเสียนะครับ”
เธอลดเสื้อคลุมลงจากปาก และตอบเขาออกไปว่า
“คุณกลัวฉันจะร้องเรียกเ้าป่าให้มาช่วยรักษาต้นไม้ด้วยหรอคะ”
“ผมคงไม่แปลกใจหรอกนะถ้าคุณจะทำอย่างนั้นจริงๆ ” ทักก์พยายามจะยิ้ม แต่ความหนาวเย็นเยือกขนาดนั้นทำให้เขายิ้มไม่ออก
ขณะที่เลสลี่มองตามร่างที่เดินไปยังแนวป่าสน เธอก็ให้สงสัยตัวเองขึ้นมาว่า เธอพูดเล่นเกี่ยวกับที่ตนเองมีความเชื่อมั่นอย่างรุนแรงได้อย่างไร บางทีอาจจะเป็เพราะทักก์ วิลเลี่ยมสิ เป็บุคคลที่ไม่มีใครใจร้ายพอที่จะโกรธเขาได้ลงกระมัง
“เอาต้นนี้ดีกว่าค่ะ พ่อ” ฮอลลี่เลือกสนต้นหนึ่งที่มีความสูงเกือบ 10 ฟุตเห็นจะได้
“มันใหญ่เกินไป เอาต้นนี้ดีกว่า ขนาดมันค่อยเหมาะกับตัวลูกหน่อย”
เสียงสนทนาของสองพ่อลูกได้ยินมาถึงเลสลี่อย่างชัดเจน โดยไม่จำเป็ต้องเงี่ยหูฟังเลย เธอมองไม่เห็นว่าทักก์เลือกต้นไม้ต้นไหน ทั้งนี้เพราะมันมีกลุ่มที่ใหญ่กว่าบังอยู่หลังจากนั้นไม่นาน เธอก็ได้ยินเสียงใบขวานที่ถูกหวดเข้าไปกินเนื้อไม้อยู่ เลสลี่เบือนหน้าไปเสียทางหนึ่ง ไม่ถึงกับไม่อยากจะมองภาพนั้นเสียทีเดียว แต่อยากมองไปรอบ ๆ บริเวณนั้นมากกว่า
เธอรู้ดีว่า เมื่อในหุบเขาแห่งนี้มีต้นไม้น้อยลง หญ้าก็จะขึ้นมาแทนที่ และเ้าของไร่ปศุสัตว์ก็จะมีทุ่งหญ้าไว้เลี้ยงโคนมของเขามากขึ้น
เสียงเปลือกไม้ที่ฉีกขาดกระเด็นออกจากลำต้นดังอยู่เป็ระยะๆ เลสลี่แสร้งทำเป็ไม่ได้ยินเสียง ใจหนึ่งนั้นไม่้าให้สิ่งที่ไม่พอตาพอใจเข้ามาทำลายบรรยากาศที่ได้ออกมาอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ เธอ้าจะหาความสุขให้กับตนเอง และตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะหาความสุขดังกล่าวให้พบ
เสียงสุนัขเริ่มเห่าขึ้น เมื่อเลสลี่หันไปมอง เธอก็เห็นทักก์ลากต้นไม้เล็ก ๆ มาตามพื้นหิมะ โดยมีสุนัขคอลลี่ตัวนั้นวิ่งเหย่า ๆ มาข้าง ๆ ขณะนี้เขาได้เอาใบขวานใส่ลงในซองหนังไว้ตามเดิม และถือด้ามของมันไว้ ฮอลลี่รีบวิ่งขึ้นหน้ามาที่เลื่อนก่อน
“คุณเลสลี่คะ เห็นต้นไม้ของเราหรือยัง สวยจังเลยนะคะ” เด็กหญิงพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ออกจะเป็การโชคดีอยู่ ที่เด็กหญิงมิได้รั้งรอที่จะอยู่ฟังคำตอบ ดังนั้นเธอจึงไม่ตกอยู่ในสภาพถูกบังคับให้เสแสร้งแสดงความเห็นด้วย อย่างไรก็ตาม ทักก์ได้สังเกตเห็นความเงียบงันของเธออยู่ เมื่อเดินเข้ามาใกล้เลื่อน
“ผมเกรงว่าจะต้องเอาต้นไม้นี่ผูกติดไปกับเลื่อนแล้วละ หวังว่าคุณคงไม่รังเกียจหรอกนะ” เขาเอ่ยขึ้น
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ”
ทักก์เอาต้นไม้นั้นผูกติดเข้าทางด้านหน้าของเลื่อนมันเป็ต้นสนขนาดเล็กที่ได้รูปทรงงาม สูงประมาณ 4 ฟุตเห็นจะได้ กลิ่นยางสนระเหยหอมอยู่ในอากาศที่เลสลี่หายใจเข้าไป
“จับไว้ครับ” เขาเงยหน้าขึ้นบอกเธอ “ผมจะเลี้ยวเลื่อนกลับไปทางเก่า”
จากนั้นเขาก็ก้มลงจับคานด้านหน้า ยกมันขึ้นให้สูงจากพื้นดินเล็กน้อย ใช้น้ำหนักตัวของเลสลี่ซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังของเลื่อนเป็จุดถ่วง ขณะที่หมุนเลื่อนให้เลี้ยวกลับซึ่งเพียงครู่เดียวงานนี้ก็สำเร็จลงอย่างเรียบร้อย
ก่อนที่เขาจะเอาบังเหียนใส่เข้าตรงไหล่อีกครั้ง ทักก์ก็ดึงปืนไรเฟิลออกมาจากซอง
“ตอนที่เราผ่านมาผมเห็นมิสซึลโทอยู่บนต้นไม้ต้นหนึ่ง” เขาพูดเป็เชิงอธิบาย
ขณะที่เลื่อนผ่านมาตามเส้นทางเดิมได้ประมาณ 1 ใน 3 ทักก์ก็ชี้ให้ดูต้นไม้ที่เป็เป้าหมายของเขา เมื่อเลสลี่แหงนหน้าขึ้นก็เห็นเถามิสซึลโทเกาะอยู่บนกิ่งไม้สูง ฮอลลี่เข้าไปยืนอยู่ข้างตัวบิดา ยกมือทั้งสองข้างขึ้นอุดหูไว้และหลับตาแน่น
แม้เลสลี่จะเตรียมตัวอยู่ก่อนแล้ว แต่เธอก็อดสะดุ้งไม่ได้เมื่อได้ยินเสียงะุนัดแรกดังขึ้น เสียงกระรอกตัวหนึ่งกรีดร้องออกมาด้วยความใขณะที่กระโจนจากกิ่งไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง และแล้วก็มีเสียงอะไรบางอย่างตกลงสู่พี้นดิน
ฮอลลี่กับสุนัขวิ่งแกมะโไปตามพื้นดินที่มีหิมะกองพูนอยู่เพื่อที่จะเก็บมันขึ้นมา เมื่อทั้งลูกสาวกับสุนัขวิ่งกลับมายืนอยู่ข้างตัวแล้ว เขาจึงได้ยิ่งขึ้นอีกนัด และหลังจากที่ยิงนัดที่ 3 ออกไปแล้ว เขาจึงได้ถอดะุที่เหลือออกจากรังเพลิง และสอดปืนกระบอกนั้นกลับเข้าไว้ในซอง
“แต่มันยังมีอีกนี่พ่อ” ฮอลลี่ทักท้วง เมื่อเธอกับสุนัขวิ่งกลับมาจากการเก็บมิสซึลโทพวงสุดท้ายแล้ว
“แค่นี้ก็พอแล้ว” เขาตอบ “เอาไปเก็บรวมไว้ในถุงไป๊ ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เราควรจะมุ่งหน้าไปที่รถกันได้แล้ว”
เลสลี่จับสังเกตความรู้สึกบางประการที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้น เป็ครู่เธอจึงได้ตระหนักว่า ละอองหิมะที่โปรยปรายอยู่ในอากาศนั้นมิได้ร่วงหล่นลงมาจากต้นไม้ อุณหภูมิอุ่นขึ้นเล็กน้อย และหิมะก็เริ่มตกลงมาแล้ว
“พ่อคะ หิมะตกแล้วละ” ฮอลลี่ร้องเอะอะขึ้น และเด็กหญิงก็แบมือพยายามจะจับเกล็ดหิมะที่ปลิวลงมาไว้ให้ได้ “แล้วถ้าเราหลงทางล่ะคะพ่อ สมมุติว่าหิมะตกหนักจนเราหาทางกลับไม่พบ เราจะทำยังไงดีคะ ที่จริงเราควรโรยเศษขนมปังไว้ตามทางอย่างที่แฮนเซลกับเกรเตลทำนะคะ”
“พ่อคิดว่าล้อเกวียนมันต้องทำรอยไว้ให้เห็นบ้างหรอกน่า ถ้าเราไปตามรอยนั้นเราก็ต้องถึงรถจนได้ละ”ทักก์ตอบลูกสาว
“งั้นเรามาแกล้งทำเป็ว่าไม่มีรอยดีไหมคะ จะได้สนุกขึ้น” ฮอลลี่รุกเร้า ้าจะลิ้มรสความตื่นเต้นจากการที่ได้ผจญภัยอยู่
“โอเค ลูกแกล้งทำได้เลย” เขาเอี้ยวตัวไปมองเลสลี่ “แต่พ่อจะไปตามทางเดิมนะ”
มันเป็ความรู้สึกที่มหัศจรรย์จริง ๆ สำหรับการเดินทางกลับในขณะที่มีเกล็ดหิมะโรยละอองฝอย ๆ ผ่านต้นไม้ลงมา ในบรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบสงัด นอกจากเสียงฝีเท้าที่อยู่บนหิมะกับเสียงล้อเลื่อนที่ครูดผ่านไปตามเส้นทาง ขากลับนี้ดูเหมือนระยะทางจะสั้นกว่าขาไปมาก