“ผู้อำนวยการเจิง เรื่องมันเป็นแบบนี้ค่ะ ฉันได้ร่วมมือกับชาวบ้านจัดตั้งสหกรณ์ชาวไร่ชาขึ้นมา หลังจากที่ฉันช่วยเหลือพวกเขาโปรโมตชาแล้ว ทางสหกรณ์จะขายชาจำนวนหนึ่งให้กับฉัน แล้วฉันจะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องการขาย ส่วนเรื่องกำไรขาดทุนก็จะเป็นเรื่องของฉันเองค่ะ”
ผู้อำนวยการเจิงได้ฟังก็ยิ่งรู้สึกว่าคังอิงเป็นคนที่มีความสามารถด้านการค้าจริงๆ ความคิดที่อยากชักชวนคังอิงมาทำงานที่สำนักงานเริ่มจางหายไป
ด้วยความสามารถของคังอิง หากต้องมาทำงานเป็นแค่ลูกจ้างชั่วคราวที่นี่ เงินเดือนเดือนละเจ็ดแปดสิบหยวน ถึงแม้ว่าคนอื่นจะอยากได้งานนี้มากขนาดไหน แต่สำหรับคังอิง นั่นเป็นการทำให้ไข่มุกตกอยู่ในมือของหมูชัดๆ
ผู้อำนวยการเจิงจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “ดูท่าสำนักงานเล็กๆ แบบนี้คงไม่อาจรั้งคุณเอาไว้ได้ แต่ว่าถ้าคุณต้องการอะไร ก็เอ่ยปากขอได้ตลอดเวลาเลยนะ”
ล้อเล่นน่า คังอิงเป็นคนที่สือเจียงหย่วนแนะนำมา แล้วสือเจียงหย่วนเป็นใคร? ผู้อำนวยการเจิงจะไม่รู้ได้อย่างไร
เพียงแต่ว่าบางเรื่องไม่สามารถพูดออกมาตรงๆ ได้ แต่ขอเพียงผู้อำนวยการเจิงแสดงความกระตือรือร้นและความจริงใจมากพอ ก็คงพอแล้วละ
ผู้อำนวยการเจิงผู้เข้าใจหลักการการทำหน้าที่เจ้าหน้าที่รัฐ ย่อมเข้าใจเหตุผลพวกนี้เป็นอย่างดี
คังอิงเองก็หวังว่าจะได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายบริหารเช่นกัน เพราะแบบนี้ทั้งสองจึงพูดคุยกันอย่างออกรสชาติ
ผู้อำนวยการเจิงบอกว่าเขาจะรีบส่งรายงานฉบับนี้ให้กับผู้บังคับบัญชาที่เกี่ยวข้อง เขาสัญญาว่าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้เรื่องนี้สำเร็จ
ท้ายที่สุดแล้วหากแผนนี้สำเร็จล่ะก็ เกษตรกรปลูกชาในอำเภอหลี่ว์ก็จะมีที่พึ่ง ราคาชาจะสูงขึ้นอย่างน้อยๆ สองถึงสามเท่า
คังอิงมอบเบอร์วิทยุติดตามตัวของเธอให้กับผู้อำนวยการเจิง พร้อมกับขอเบอร์วิทยุติดตามตัวของอีกฝ่ายเอาไว้เช่นกัน จากนั้นเธอก็ลุกขึ้นลา
ตอนนี้คังอิงรู้สึกว่าการมีวิทยุติดตามตัวสักเครื่องนั้นเป็นเรื่องที่สะดวกมาก ถึงจะไม่อาจเทียบเท่ากับโทรศัพท์มือถือ แต่ในช่วงที่เธอทำธุรกิจ ในยามจำเป็นคนอื่นก็สามารถติดต่อเธอได้สะดวก
คังอิงเพิ่งเดินออกจากประตูสำนักงานการเกษตร เธอกำลังจะขึ้นจักรยานแล้วไปปั่นเล่นรอบๆ
คิดไม่ถึงว่าตะแกรงหลังรถจักรยานของเธอจะถูกคนอื่นจับเอาไว้ คังอิงหันกลับไปดูก็พบว่าเป็นคังจวิ้นน้องชายของเธอนั่นเอง
“พี่ ไปอยู่ที่ไหนมา? ช่วงก่อนผมตามหาพี่ทุกที่เลย ไม่รู้ว่าพี่อยู่ที่ไหน พอหย่าแล้วก็ไม่กลับบ้าน พ่อแม่เป็นห่วงแทบแย่แล้วนะ”
คังจวิ้นพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูรักพี่สาวมาก สีหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความเป็นห่วงเป็นใย หากใครที่ไม่รู้ความสัมพันธ์ที่แท้จริงระหว่างพวกเขา คงคิดว่าคังจวิ้นเป็นห่วงคังอิงมากแทบแย่
คังอิงรู้ดีแก่ใจ เธอหัวเราะพลางกล่าวว่า “นี่ไง พี่ก็ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขดีนี่นา บอกพ่อกับแม่ไม่ต้องกังวลนะ พอพี่จัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว จะกลับไปเยี่ยมพวกท่าน”
“พี่ แม้แต่หน้าพ่อกับแม่ พี่ยังไม่ยอมเจอเลย พี่ใจร้ายเกินไปแล้วนะ รู้ไหมว่าฟู่ซินหลางจะแต่งงานใหม่แล้วนะ” คังจวิ้นกล่าว
“เขาจะแต่งงานใหม่แล้วเหรอ? ยินดีกับเขาด้วยนะ แต่งงานกับใครล่ะ? อู๋ฮวนหรือเปล่า?” คังอิงถามอย่างหน้าชื่นตาบาน
เมื่อได้ยินว่าฟู่ซินหลางจะแต่งงานใหม่ คังอิงก็รู้สึกดีใจอย่างมาก ดีแล้วล่ะ พอเขาแต่งงานใหม่คงไม่มายุ่งกับเธออีก
“อู๋ฮวน? อู๋ฮวนเป็นใคร? ไม่ใช่อู๋ฮวนนะ ผมได้ยินมาว่าคนที่เขาจะแต่งงานด้วยคือไป๋เหลียนฮวา คนขายหมูที่อยู่ชั้นล่าง” คังจวิ้นโยนระเบิดลูกหนึ่งออกมา ทำเอาคังอิงตกตะลึง
“หา? ทำไมเขาถึงไปคบกับไป๋เหลียนฮวาได้ล่ะ? แต่ก่อนเขาเคยรังเกียจไป๋เหลียนฮวา แล้วว่าเธอเป็นคนขายหมูไม่ใช่เหรอ?”
คังอิงอดที่จะหัวเราะไม่ได้ ฟู่ซินหลางร่างกายบอบบางแบบนั้น พอแต่งงานกับไป๋เหลียนฮวาผู้หญิงร่างใหญ่คนนั้นแล้ว จะยังมีชีวิตดีๆ เหลืออีกไหม
ไป๋เหลียนฮวาเป็นคนที่กล้าถือมีดไล่ลูกค้าไปครึ่งซอยเชียวนะ พอแต่งงานกับหล่อน ฟู่ซินหลางกับเหมยเหนียงจะกล้ารังแกคนอื่นได้อย่างไรกัน
“ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่รู้ว่าพวกเขาคบกันได้ยังไง ก่อนหน้านี้พี่เขย...ไม่สิ ฟู่ซินหลางมาที่บ้านพวกเราแล้วบอกว่า การหย่ากับพี่ เขาไม่นับ เขาอยากจะกลับมาคืนดีกับพี่
พ่อกับแม่ก็เลยรู้ว่าพี่หย่ากับเขาเพราะเรื่องนี้แหละ ครั้งก่อนผมเจอพี่ ผมไม่กล้าบอกพ่อกับแม่ กลัวว่าพวกท่านจะรับไม่ได้ ผลก็คือฟู่ซินหลางมาแฉเรื่องนี้เอง” คังจวิ้นเล่า
ตอนนี้คังอิงถึงได้เข้าใจ ที่แท้แล้วแม้ว่าคังจวิ้นจะรู้ว่าเธอหย่าแล้ว แต่กลับไม่ยอมบอกพ่อแม่ จึงไม่แปลกที่พวกเขาไม่ได้ตามหาตัวเธอ
จนกระทั่งฟู่ซินหลางไปที่บ้าน พ่อแม่ของเธอจึงรู้ว่าเธอหย่ากับเขา
การที่ฟู่ซินหลางจะแต่งงานกับไป๋เหลียนฮวานั้น อาจเป็นเพราะชีวิตของเขาลำบากมากกระมัง? ทำไมอู๋ฮวนถึงเลิกกับฟู่ซินหลางนะ?
แต่อู๋ฮวนไม่ได้โง่ เธอจะยอมแต่งงานกับคนที่หย่าร้าง แถมยังมีฐานะไม่ค่อยดีอีกด้วยได้อย่างไร
พ่อแม่ของอู๋ฮวนต่างก็ทำงานในหน่วยงานใหญ่ มีชีวิตที่ดีมาก ทั้งสองคนคงไม่โง่ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีชีวิตที่ดีแบบนี้หรอก
คนฉลาดแบบนั้นจะยอมให้อู๋ฮวนแต่งงานกับฟู่ซินหลางได้อย่างไร?
ฟู่ซินหลางต้องดูแลแม่ที่กำลังป่วย แถมยังต้องเรียนต่อมหาวิทยาลัยอีก ถ้าไม่แต่งงานกับไป๋เหลียนฮวา แล้วเขาจะแต่งงานกับใครได้อีก?
พอคิดแบบนี้แล้วคังอิงก็รู้สึกว่าฟู่ซินหลางได้รับผลกรรมของตนเอง เธอไม่รู้สึกเห็นใจเขาเลยสักนิด
คังอิงเอ่ยถาม “พอพ่อกับแม่รู้ว่าพี่หย่าแล้ว พวกท่านว่ายังไงบ้าง?”
“พ่อโกรธมากจนเขวี้ยงที่เขี่ยบุหรี่แตกเลย ส่วนแม่ก็โกรธมาก บ่นว่าทำไมพี่ถึงตัดสินใจเอง ไม่ยอมปรึกษาพวกท่านก่อน” คังจวิ้นกล่าวด้วยสายตาหลุกหลิก
คังอิงคิดเล็กน้อยก็เข้าใจ พ่อแม่ของเธอคงโกรธมาก เพราะกลัวว่าฟู่ซินหลางจะมาทวงเงินสินสอดสินะ?
เงินสินสอดที่ได้รับตอนเธอแต่งงานถูกนำไปให้คังจวิ้นแต่งงานหมดแล้ว หากฟู่ซินหลางมาทวงเงินสินสอด พวกเขาคงไม่มีปัญญาจ่ายให้แน่ๆ
คังอิงกล่าวบอกคังจวิ้นว่า “ถ้าฟู่ซินหลางมาอาละวาดที่บ้าน แล้วทวงเงินสินสอด เธอก็บอกเขาไปว่าพี่ทำงานให้ที่บ้านเขาเหมือนวัวเหมือนม้ามาสามปีแล้ว เงินสินสอดของพวกเขาพี่จ่ายไปหมดแล้ว
ถ้าเขากล้าข่มขู่พ่อกับแม่อีก เธอก็บอกเขาไปเลยว่าพี่มีหลักฐานที่สามารถเล่นงานเขาได้ เขาคงไม่กล้าทำอะไรหรอก”
คังจวิ้นพยักหน้าแล้วบอก “ครับ ผมเข้าใจแล้ว อ้อ ใช่แล้วพี่ ตอนนี้ลูกชายผมเพิ่งจะเกิดได้ครึ่งเดือน อีกไม่นานก็จะครบเดือนแล้ว พี่ไม่กลับไปดูหลานชายหน่อยเหรอ?”
พอคังอิงได้ฟังก็รู้ว่าคังจวิ้นต้องการอะไร? จะให้เธอกลับไปช่วยเหลือน้องสะใภ้ในช่วงพักฟื้นหลังคลอดลูกงั้นเหรอ? คงไม่พ้นเรื่องเงินทำขวัญคลอดหลานชายนั่นแหละ
คังอิงหยิบเงินห้าสิบหยวนออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นให้คังจวิ้นพลางกล่าวว่า “ช่วงนี้พี่งานยุ่งมาก ไม่มีเวลาว่างกลับบ้าน เธอเอาเงินนี้ไปซื้อเสื้อผ้าให้ลูกก็แล้วกัน ถือว่าเป็นน้ำใจจากพี่นะ”
คังจวิ้นรับเงินมาแล้วกำไว้ในมือแน่น เขาที่ยังรู้สึกไม่พอใจจึงกล่าวว่า “พี่ รู้ไหมว่าเสี่ยวชิงลำบากมากตอนคลอดลูก เธอผ่าคลอดแล้วนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลเป็นอาทิตย์กว่าๆ ถึงได้กลับบ้าน
เพราะว่าผ่าคลอด ตอนแรกๆ เธอก็เลยนั่งเดินไม่ได้ ตอนนี้น้ำนมของเธอก็ยังไม่พออีก เด็กเลยต้องกินนมผง โอ๊ย! คิดไม่ถึงเลยว่าการเลี้ยงลูกจะต้องใช้เงินเยอะขนาดนี้”
“เธอก็รู้แล้วนี่ ว่าการสร้างครอบครัวมันเหนื่อยแค่ไหน แต่ก่อนพวกเธอสองคน ก็แค่หาอะไรกินให้อิ่มท้องก็พอแล้ว จะกินอะไรก็เรื่องของพวกเธอ
ตอนนี้เธอมีลูกแล้ว ควรทำตัวให้เป็นผู้ใหญ่กว่านี้ได้แล้ว ต่อไปเด็กต้องเรียนหนังสือ ค่าใช้จ่ายเรื่องการเลี้ยงดูนั้นเยอะมาก อีกหน่อยลูกชายของเธอก็ต้องแต่งงาน ถ้าเธอไม่มีเงินล่ะจะทำอย่างไร? จะพึ่งพ่อกับแม่ตลอดเลยเหรอ? พวกท่านก็ต้องแก่เข้าสักวัน”
คังอิงถือโอกาสสั่งสอนคังจวิ้น
คังจวิ้นได้ยินคำบ่นแบบนี้ก็รู้สึกปวดหัว เขาเกาหัวแล้วกล่าวว่า “เรื่องไกลขนาดนั้น ผมไม่คิดหรอก! อีกอย่างพอพ่อกับแม่แก่แล้ว พวกเราก็ยังมีพี่อยู่นี่นา”
คังอิงได้ฟังก็รู้สึกว่าเขายังคิดจะให้เธอเป็นพี่สาวที่คอยเลี้ยงดูแลน้องชายอีกงั้นหรือ? เหอะ ฝันไปเถอะ เธอที่ไม่อยากคุยกับเขาต่อจึงบอกว่า
“พี่ไปก่อนนะ อีกไม่กี่วันพอหลานครบเดือนแล้ว พี่จะกลับไปบ้านนะ!”