ตอนที่ 7 สู้เพื่อวันข้างหน้า (1)
ทว่าพอพูดถึงนายน้อยใหญ่...
“พี่ใหญ่ร่างกายไม่สู้ดีงั้นหรือ” หากจะเปรียบกับพี่รองซึ่งเป็พี่น้องร่วมอุทรแล้ว ดูเหมือนว่าเ้าของร่างเดิมจะเคยพบนายน้อยใหญ่คนนั้นน้อยครั้งกว่าเสียอีก จำได้ว่าในงานเลี้ยงฉลองครบรอบวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าเมื่อปีก่อน ผู้คนต่างสวมใส่ชุดบางๆ มีเพียงพี่ใหญ่ที่ยังสวมเสื้อคลุมกันลมหนาๆ คงเป็เพราะร่างกายไม่แข็งแรงจริงๆ
เซียงป่ายไม่ค่อยได้ออกไปนอกเรือน ดังนั้นเื่นี้คงต้องฟังจากปากของเซียงฉี่ นางพูดด้วยเสียงแ่เบาว่า “ครึ่งปีมานี้ นายน้อยใหญ่ดูแข็งแรงขึ้นมาบ้างแล้วเ้าค่ะ” นางครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่จึงพูดต่อว่า “อาจเป็เพราะการสอบถงเซิง[1] เมื่อปีก่อน ทำได้ไม่เลวเ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินถึงประโยคสุดท้าย อวี๋เจียวพลันเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมาภายในจิตใจ นางรู้สึกว่าคำพูดเหล่านี้ของเซียงฉี่มีความหมายอื่นแอบแฝงอยู่
นางรู้ว่าอวี๋ฉางเหวิน บิดาของเ้าของร่างมีลูกชายทั้งหมดสามคน นอกจากลูกชายคนโตที่เกิดแต่อวี๋ฮูหยินแล้ว ที่เหลืออีกสองคนล้วนเกิดแต่ลูกอนุภรรยา แต่ที่ไม่เหมือนกับบ้านตระกูลอื่นๆ คือลูกชายทั้งสามคนไม่แบ่งแยกลูกภรรยาเอกหรือลูกอนุภรรยา ล้วนได้ศึกษาเล่าเรียนที่เรือนหน้าอย่างเท่าเทียมกัน…
อวี๋เจียวที่เรียบเรียงเื่ราวจนชัดเจนแล้วก็เข้าใจขึ้นมาในทันที ตอนที่อี๋เหนียงเข้ามาในบ้านหลังนี้ ฮูหยินกำลังตั้งครรภ์ พอปีที่สองก็ให้กำเนิดพี่ชายของนางอวี๋จือรุ่น เมื่อเป็เช่นนี้แล้ว อายุของนายน้อยใหญ่อวี๋จือถังและอวี๋จือรุ่นจึงห่างกันแค่ปีเดียว การเล่าเรียนของคนทั้งสองก็น่าจะอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกัน แต่พอนึกถึงอวี๋จือถัง ตนเองเป็ถึงบุตรชายคนโตของภรรยาเอก แต่กลับมีน้องชายที่ความสามารถเป็เลิศคอยไล่ตามหลังอยู่เช่นนี้ ความกดดันภายในจิตใจคงจะมีอยู่ไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นร่างกายของเขาก็ไม่แข็งแรงอีก
อวี๋เจียวผู้ซึ่งรำลึกถึงเื่ราวในอดีตได้ ในยามนี้สภาพจิตใจไม่สู้ดีนัก ยังจำได้ว่าที่อี๋เหนียงไม่ได้ขึ้นเป็ผิงชี เป็เพราะอวี๋ฮูหยินมีความเสี่ยงต่อการแท้งลูก ที่พี่ใหญ่ร่างกายไม่แข็งแรง คงจะไม่เกี่ยวข้องกับเื่นี้หรอกนะ
พอคิดถึงสีหน้าท่าทางของพี่รองเมื่อตอนก่อนจากไป อวี๋เจียวพลันกัดลิ้นในทันที...บ้าเอ๊ย คราวนี้แย่แล้ว!
คำพูดที่นางเอ่ยกับอวี๋จือรุ่นในวันนี้ ไม่ได้กล่าวขึ้นมาลอยๆ อย่างที่รู้เ้าของร่างเดิมปีนี้อายุสิบเอ็ดปี นอกจากรูปร่างหน้าตาที่ดูดีแล้ว นางไม่มีวิชาความรู้ติดตัวเลยแม้แต่นิด นางไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ของราชวงศ์นี้สักเท่าใดนัก ไม่เข้าใจเกี่ยวกับธรรมเนียมปฏิบัติในยุคสมัยนี้เช่นกัน แต่ดูจากฐานะของบุตรชายและบุตรสาวสายรอง รวมทั้งการเรียกขานตำแหน่งของขุนนางต่างๆ ก็พอจะดูออกว่าไม่ได้แตกต่างจากสังคมในยุคศักดินาของประเทศจีนในสมัยก่อนมากนัก ผู้หญิงในสมัยก่อนมีฐานะต้อยต่ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงลูกสาวอนุภรรยาตัวเล็กๆ ซึ่งไร้ที่พึ่งพิงอย่างนาง ดังนั้นนางจึงเข้าใจในสถานการณ์ของตนเองดี หวังว่าอวี๋จือรุ่นจะสามารถช่วยเหลือนางให้หลุดพ้นจากสภาพนี้ได้ อย่างน้อยก็ช่วยให้นางไม่ต้องถูกกักตัวอยู่ในเรือนเล็กๆ หลังนี้ หากมีโอกาสได้เรียนรู้วิชาอื่นๆ บ้างก็คงจะดีไม่น้อย ทว่านางคิดไม่ถึงเลยว่า ระหว่างมารดาของเ้าของร่างเดิมกับอวี๋ฮูหยิน จะมีความแค้นที่ใหญ่หลวงเช่นนี้
ตอนนี้หวังเพียงว่าเื่ที่ตนเองคาดเดาจะไม่เป็ความจริง ไม่เช่นนั้น ฮึๆ นางซึ่งไม่ต่างจากผักกาดขาวต้นเล็กต้นนี้ ก็คงจะได้เหี่ยวเฉาอยู่บนพื้นดินจริงๆ
…
ไม่พูดไม่ได้ว่า สิ่งที่อวี๋เจียวคิดไว้เป็เื่จริงทั้งหมด!
เื่รับผิงชีในคราวนั้น ทำให้อวี๋ฮูหยินโมโหหนักมาก จนมีเืออกขณะตั้งครรภ์ถึงสามครั้ง ที่อวี๋จือถังเกิดมามีร่างกายไม่แข็งแรงจะเกี่ยวข้องกับเื่นี้หรือไม่ ไม่มีใครกล้ารับรอง แต่อวี๋ฮูหยินเชื่อโดยไม่มีข้อสงสัย หากไม่ใช่เพราะนางสารเลวเฝิงหว่านเหมย สุขภาพของลูกชายไม่มีทางอ่อนแอเช่นนี้เป็แน่
ความจริงแล้วเื่ราวทุกอย่างที่กล่าวมา ในใจของอวี๋จือรุ่นก็พอจะคาดเดาได้เกือบทั้งหมด ดังนั้นหลายปีที่ผ่านมา เขาจึงได้แต่ทำทุกสิ่งด้วยความรอบคอบ ระมัดระวังไม่ให้อวี๋ฮูหยินเห็นถึงข้อผิดพลาดของตนเอง แต่มาวันนี้เพื่อความสุขทั้งชีวิตของน้องสาว เขาก็ได้แต่กัดฟันยอมเผยจุดอ่อนของตนเองออกมา
พูดแล้วก็พูดอีก เจียวเจียวอายุสิบเอ็ดปีแล้ว หากยังไม่ได้ร่ำเรียนวิชาติดตัวไว้บ้าง วันข้างหน้าแม้ตนจะได้รับตำแหน่งเป็ขุนนางใหญ่ หรือถึงขั้นได้ตำแหน่งเป็อัครมหาเสนาบดี อยู่เหนือผู้คนนับหมื่น แต่อย่างไรเจียวเจียวก็คงไม่พ้นถูกบ้านสามีดูแคลน หากอยากยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง ก็จำเป็ต้องพึ่งความมุมานะของตัวเองแล้วละ
ต้องยอมกัดฟันอดทน และใจแข็งให้ถึงที่สุด เขามาถึงห้องตำราของบิดาในยามดึก มองไปเห็นชายวัยกลางคนที่เฝ้าประตูอยู่ จึงยิ้มพร้อมยกมือขึ้นมาประสานกันเพื่อคารวะ “ท่านอาจง จือรุ่นอยากเข้าพบท่านพ่อ รบกวนท่านช่วยเป็ธุระให้ด้วย”
เชิงอรรถ
^ เป็นการสอบระดับต้นในระบบการสอบคัดเลือกขุนนางในประเทศจีนสมัยโบราณ