ตอนที่10 ถูกลอบทำร้าย
ถึงแม้เสือจะไม่ชอบขี้หน้าเจมส์มากแค่ไหน แต่ต้องทำใจยอมรับว่าอีกฝ่ายเสียงดีมากจริงๆ น้ำเสียงมีความดุดัน ทรงพลัง กราดเกรี้ยวจนน่าขนลุก ทำให้เขาเผลอโยกหัวตามจังหวะดนตรีและในระหว่างที่ตัวเองกำลังแสดงอากัปกิริยานั้นอยู่ ไอซ์แฟนสาวที่เพิ่งมีอะไรกันเมื่อช่วงบ่ายมา มีดวงตาเป็นประกายวิบวับเวลามองชายซึ่งอยู่บนเวที นั่นจึงทำให้เสือหยุดมีส่วนร่วมกับเสียงเพลง ขบกราม มือทั้งสองกำแน่นจนเส้นเลือดปูดท่ามกลางเสียงเชียร์ เสียงดนตรี เสียงนักร้อง ทุกคนสนุกไปกับมันจนลืมเวลา หรือแม้กระทั่งย่างกุ้งบนเตาเวลาผ่านไปจบการแสดง เจมส์ลงมาจากเวทีด้วยแผ่นหลังอันชุ่มไปด้วยเหงื่อ ต้องบอกก่อนเลยว่าการร้องเพลงไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องใช้พลังจำนวนมาก ไม่ใช่แค่ขึ้นไปยืนร้องเฉยๆถ้าหากเจมส์ไม่ได้เป็นลูกหลานชาวประมง ไม่ได้ออกกำลังกายทุกเช้าไปกับการเก็บอวนขึ้นมาจากทะเลทุกวัน คงทนร้องไม่ถึงชั่วโมง“เหนื่อยหน่อยนะ อ้ะนี่น้ำดื่มเย็นๆ”ลงเวทีมา เจมส์ได้รับน้ำจากเจ้จุ๊บแจงกับผ้าเย็นหนึ่งผืน“ขอบคุณครับพี่” เจมส์ตอบรับอย่างสุภาพ รับของทั้งสองสิ่งจากมือเจ้าของร้านวัย 30 ปีสาเหตุที่เจมส์กลับมาสุภาพเนื่องจากผลของบุหรี่หรรษาหมดลงแล้ว ทำให้อารมณ์ฉุนเฉียวที่เกิดจากบุหรี่หมดลงไปด้วย ตามเวลาที่กำหนด 1 ชั่วโมง“แต่พี่ไม่คิดเลยนะเนี่ยว่าเจมส์จะร้องเพลงได้เพราะ เสียงดีมากเลย อย่างกับนักร้องอาชีพแน่ะ” ดอนเข้ามาตบไหล่ พลางกล่าวชมเชยจากใจจริง“นั่นสิเจมส์ ถ้าพี่รู้ก่อนหน้านี้นะว่าเจมส์จะร้องเพราะ พี่คงไม่ต้องจ้างคนอื่นหรอก” จุ๊บแจงเสริม สายตาที่หล่อนมองนักศึกษาตัวดำวันนี้ต่างไปจากทุกที ไม่ได้เป็นความหลงใหลเชิญชู้สาว แต่เป็นสายตาเอ็นดูแบบพี่สาว“จริงของคุณ ถ้าหากเจมส์บอกก่อนหน้านี้นะ พี่คงไม่ต้องให้เจมส์ไปคอยเก็บโต๊ะ ยกเตาถ่านไปตั้งหรอก”"...."เจมส์หัวเราะแห้งกับคำพูดของคู่สามีภรรยา ถ้าหากว่าเขามีความสามารถอย่างนั้นจริงๆ คงไม่ทนยกเตาถ่านตั้งนานหรอก เรื่องนี้ต้องขอบคุณถุงมือฟ้าประทาน ถ้าหากไม่มีถุงมือเขาคงจะไม่สามารถทำเรื่องเหลือเชื่ออย่างวันนี้ได้“งั้นหลังจากนี้ผมคิดว่าเราควรจะให้เจมส์มาร้องประจำ แทนนักร้องคนเก่าเลยดีไหม” ดอนไม่อยากคิดเรื่องนักร้องคนนั้น ที่ถูกแฟนสาวตัดอวัยวะเพศจนเป็นขันที นึกถึงทีไรเสียววาบหว่างขาจุ๊บแจงผงกศีรษะเห็นด้วย “นั่นสิ เดี๋ยวหลังจากนี้เจมส์ก็มาเป็นนักร้องประจำร้านพี่แล้วกัน ส่วนเรื่องยกเตาไปให้ลูกค้า เดี๋ยวพี่ให้คนอื่นทำแทนเอง”กล่าวจบเจ้าของร้านวัย 30 ปียื่นแบงค์พันให้เจมส์ พูดต่อไปว่า“นี่คือค่าจ้างสำหรับวันนี้”เจมส์มองเงินที่อยู่ในมือแล้วต้องตกใจ ถามกลับไปว่า “ให้ผิดหรือเปล่าครับ”จุ๊บเเจงส่ายหน้า “ไม่ผิดหรอก นี่แหละคือราคามาตรฐานนักร้องในแต่ละคืน”เจมส์นับเงินอีกครั้ง พบว่ามันมากกว่าการเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านที่ได้เพียงวันละ 250 บาทอย่างเห็นได้ชัด ร้องเพลงแค่หนึ่งชั่วโมงได้เงินมากถึง 1000 บาท หากเทียบกับเด็กเสิร์ฟที่ต้องทำทุกอย่างในร้านแล้วมันช่างต่างกันเหลือเกินร้านจุ๊บแจงเปิดร้านตั้งแต่หกโมงเย็น ปิดร้านก็ดึกดื่นเที่ยงคืน ความจริงเจมส์ควรจะเลิกงานเวลานั้น แต่ด้วยความที่วันนี้เขารับหน้าที่เป็นนักร้องหนึ่งวัน เจ้เจ้าของร้านจึงอนุณาตให้กลับก่อน แถมยังบอกว่าพรุ่งนี้ไม่ต้องเป็นเด็กเสิร์ฟแล้วนะ ให้เป็นนักร้องแทนเจมส์เดินออกจากร้านหมูกระทะด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เงินหนึ่งพันบาทอาจเป็นแค่เงินเล็กน้อยหากเทียบกับนักธุรกิจใหญ่ แต่สำหรับเจมส์มันเป็นก้าวหนึ่งในชีวิตที่เริ่มเปลี่ยนไปจากเดิมแต่ทว่าเดินออกจากร้านหมูกระทะไม่ทันไร กับถูกดักซุ่มเล่นงานโดยอันธพาลสองคน แม้ในซอยจะค่อนข้างมืด แต่เจมส์พอจะเห็นใบหน้าอีกฝ่ายได้ลางๆสองคนที่โผล่มาจากมุมมืดไม่ใช่ใครอื่น พวกเขาเป็นลูกน้องพี่เสือที่เจมส์เคยเห็นหน้า“พวกมึงมีอะไร...”ยังพูดไม่ทันขาดคำ สองคนนี้ยกไม้หน้าสามฟาดเข้าที่ศีระเจมส์อย่างจัง ถึงเขาจะเป็นลูกชาวประมง ออกหาปลาตั้งแต่ยังเด็กมีช่วงล่างเเข็งแรง ก็ไม่สามารถต่อต้านท่อนไม้สองท่อนที่ฟาดลงมาได้ แต่โชคดีบริเวณนั้นมีขยะตกพื้น เจมส์เผยอสะดุดกระป๋องที่คนมักง่ายโยนทิ้ง ทำให้ไม้ที่ฟาดลงมาบนศีรษะ เฉียดไปโดนไหล่ข้างขวาแทนความเจ็บปวดจากไหล่แล่นเข้ามา แถมยังเป็นการฟาดเต็มแรง ทำเอาเจมส์ทรุดลงไปบนพื้นไม่ปล่อยให้ลุกขึ้นมาสวนกลับ หนึ่งในนั้นยกไม้ขึ้นมาฟาดอีกครั้ง ทั้งคู่ไม่ยั่งมือ ทั้งฟาดและทุบตีไปทั้งตัวเจมส์ไม่รู้ว่าอันธพาลสองคนเล่นงานเขาไปกี่ครั้ง แต่ที่รู้ๆ คือร่างกายแทบจะแหลกเละ ขยับลุกขึ้นมาไม่ได้เมื่อทั้งคู่เดินจากไป พร้อมกับโยนไม้ที่ทุบตีเจมส์จนสาแก่ใจไว้ข้างๆ ลำตัว เจมส์ขบฟันกรอด เงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก มองทั้งคู่เดินจากไปด้วยอารมณ์คุกรุ่นแต่ถึงใจอยากจะลุกขึ้นไปจัดการ แต่ร่างกายมันกลับไร้ซึ่งเรี่ยวแรง นอนแผ่หราอยู่ตรงนั้นมากกว่าสิบนาที จึงพอจะมีแรงลุกขึ้นยืน เรียกวินมอเตอร์ไซค์บนช่วงถนนถัดไป ให้ไปส่งหาดจอมเทียนด้วยสภาพร่างกายของเจมส์เนื้อตัวถถลอกปอกเปิก ย่อมสร้างความตกใจให้กับพี่วิน แต่เขาไม่กล้าถามให้มากความ เพราะเกรงว่าอาจเอาตัวเข้าไปอยู่ในน้ำครำ............มาถึงหาดจอมเทียน จ่ายเงินให้วินมอเตอร์ไซค์แล้วเดินกะโผกกะเผลกกลับไปที่เรือ ระหว่างเดินเขาไม่สนใจผู้หญิงที่ยืนอยู่ใต้ต้นมะพร้าวโบกมือให้ เพียงเดินผ่านไป ไม่สนแม้แต่มองเรือนร่างสวมผ้าน้อยชิ้นนั่งลงบนเรือ เจมส์มีสีหน้าบิดเบี้ยว ทวีความโกรธแค้นชัดเจน“ไอ้เวรตะไล กูไม่ทำอะไรมึง มึงก็ส่งคนมาเล่นงานกู ทั้งที่มึงแย่งแฟนกูไป สงสัยคงเพราะเห็นว่ากูเป็นแค่ลูกชาวประมง จะรังแกยังไงก็ได้สินะ!”ด้วยเสียงคำรามกร้าว ทำให้ผู้หญิงที่ยืนอยู่บนทางเท้าตกใจ ต้องหันมามองนักศึกษาร่างกายฟกช้ำบนเรืออย่างอดไม่ได้เจมส์ไม่สนสายตาดังกล่าว สตาร์ทเครื่องยนต์ ขับเรือออกไปจากหาดทรายทันทีแต่ไม่แคล้ววันนี้ถือเป็นวันที่เจมส์เคราะห์ร้ายจริงๆ ขับเรือออกจากหาดยังไม่ถึงครึ่งทาง น้ำมันดันมาหมด ติดแหงกอยู่กลางทะเล ลอยเคว้งกับเรือไร้น้ำมันหลังจากที่มองดูน้ำมันในเครื่อง กลวงโบ๋เบ๋ไม่มีสักหยดเจมส์เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าช่วงบ่ายตนออกไปล่ากุ้งกลับมาขาย เวลานั้นไม่ได้เติมน้ำมัน พอขายเสร็จปุ๋บก็รีบขึ้นรถโดยสารไปร้านหมูกระทะเจมส์นั่งชันเข่าบนเรือ รู้สึกอยากจะดูดบุหรี่หรรษาอย่างช่วยไม่ได้ บางทีมันอาจทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาก หรือไม่อาจแย่ขึ้นกว่าเดิมในขณะมองดวงจันทร์บนท้องฟ้า เจมส์เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าตนมีถุงมือ แถมวันนี้ยังหอบเอาหนังสือการ์ตูนหลายเล่มไปนั่งอ่านในวิทยาลัยกุหลาบขาวคิดได้ดังนั้นนักศึกษามหาวิทยาลัยตัวดำเริ่มค้นหาหนังสือการ์ตูนในกระเป๋า โดยหวังว่าจะมีของสักชิ้นสองชิ้นในหนังสือที่พอจะช่วยตนได้ในเวลานี้“เจอแล้ว!”ใช้เวลาไปร่วมยี่สิบนาที เจมส์พบกับสิ่งที่ต้องการจากหนังสือเรื่องโปรด เจ้าหนูยอดนักตกปลาโฮยอนนั่นเอง!“ว่าแต่...จะเอาออกมาได้หรือเปล่านะ” เจมส์มองสิ่งที่อยู่ในหนังสือแล้วต้องกลืนน้ำลาย จะว่าไงดี สิ่งที่เขาต้องการวันนี้มีขนาดใหญ่มาก ลำพังแค่ตัวเขาจะมีแรงดึงมันออกมาได้ยังไง แค่ยกอวนก็ถือว่าหนักมากพอแรงแล้วแต่เมื่อมองดูถุงมือฟ้าประทาน ชายหนุ่มคิดว่ามันน่าจะไม่มีปัญหา ลำพังเรื่องมหัศจรรย์ที่มันสามารถดึงสิ่งของออกจากหนังสือก็นับว่าอัศจรรย์แล้ว กะอีแค่เรื่องน้ำหนักคงไม่เป็นไรหรอกมั้งท่ามกลางกระแสความคิดมากมาย สุดท้ายเจมส์ตัดสินใจที่จะดึงมันออกมาจากหนังสือ ถึงแม้ดูจากขนาดน่าจะมีน้ำหนักยิ่งกว่ารถยนต์หนึ่งคันก็ตามท่ามกลางแสงสีฟ้าฉาบเรือประมงลำเล็กที่กำลังโคลงเคลงไปมา เรือยอร์ชสีขาวลำหนึ่งถูกดึงออกมาจากหน้าหนังสือ!ท่ามกลางความรู้สึกที่ไหลผ่านข้อมือ เจมส์รู้สึกว่าเรือที่ควรจะหนักมากช่างเบาจิ๋วเหมือบกับปุยนุ่น แต่ในขณะเดียวกัน แสงสีฟ้าบนถุงมือก็ดูจะเลือนลางมากไม่ปล่อยให้เวลาเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ รีบตัดสินใจดึงเรือออกจากหนังสือรวดเดียว!หลังจากที่ดึงมันออกมา เจมส์ปล่อยเรือยอร์ชสีขาวลงทะเลโดยไม่รีรอ ทำเอาผิวน้ำที่สงบนิ่งแผ่ซัดคลื่นขนาดย่อม เรือประมงส่ายไปมาแทบจะพลิกคว่ามองดูเรือยอร์ชสุดหรูบนทะเล เจมส์ลอบปาดเหงื่อบนหน้าผากในสภาพนั่งเกาะกุมเรือประมงลำเล็กนี่คือหนึ่งในผลงานของนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง จอร์ส ไมรดัส จากเรื่องเจ้าหนูยอดนักตกปลาโฮยอนตัวเรือดูจากภายนอกไม่ต่างจากเรือยอร์ชทั่วไป แต่ด้วยความที่มันเป็นสิ่งประดิษฐ์โดยจอร์ส ไมรดัส ถ้าเรือธรรมดาก็คงแปลกเจมส์กระโดดขึ้นไปบนเรือ พบว่ามันต่างจากที่เห็นในหนังสือมาก ตัวเรือมีขนาดกว้างขวางโอ่อ่า มีพื้นที่ส่วนตัวด้านใน พร้อมด้วยไวน์ราคาแพง เครื่องครัวสุดหรูอย่างกับภัตตาคารอาหารฝรั่งเศษแต่อย่างใดก็ตามของที่ถูกนำออกมาจากหนังสือย่อมมีข้อเสียหนึ่งข้อ ไม่ยกเว้นแม้แต่เรือลำนี้ และข้อเสียของมันก็คือ แล่นบนผิวน้ำช้ากว่าปกติสองเท่า!