หยาดโลหิตสีดำคล้ำซึ่งรินไหลจากปลายนิ้วแห้งกรังของหญิงไร้หน้ายังคงซึมซาบลงสู่เนื้อไม้ของฝาโลงอย่างเชื่องช้าแต้มกลายเป็ตราอักขระมารแห่งสำนักโลหิตที่ลุกโชนด้วยไอสังหารเย็นะเื
สายฝนก่อนรุ่งสางยังคงกระหน่ำลงมาจากฟากฟ้าดั่งสายธารน้ำตาแห่ง์ลมพายุพัดกวาดเอาคราบเืบนฝาโลงให้ไหลรินลงสู่พื้นโคลนทว่าโลหิตเ่าั้กลับมิได้เจือจางไปตามสายน้ำหากแต่รวมตัวกันเป็เส้นสายสีแดงฉานประดุจอสรพิษโลหิตเลื้อยคดเคี้ยวผ่านแอ่งน้ำบนพื้นดิน มุ่งตรงไปสู่ทิศทางเดียว...ศาลเ้าผีท้ายหมู่บ้าน
หลินจิ่วเซิงยืนนิ่งอยู่กลางพายุฝนมือขวากำด้ามพลั่วเหล็กขุดศพไว้แน่น รังสีเย็นเยียบรอบกายเขาขมวดเกลียวแน่นขึ้นเนตรฟังศพที่สว่างวาบในดวงตาทอดมองตามเส้นอักษรสีเทาและสายเืที่ไหลไปทางศาลเ้าผีอย่างไม่คลาดสายตาทุกย่างก้าวที่เขาก้าวเดิน เสียงดินโคลนใต้ฝ่าเท้าคล้ายส่งเสียงร้องไห้อย่างเงียบเชียบ
ณธรณีประตูศาลเ้าผีอันมืดมิดร่างของซุนเหอ—ผู้ใหญ่บ้านผู้มีใบหน้าอมพะนำและแววตาเต็มไปด้วยความลับ—ยืนถือโคมไฟกระดาษที่เปลวไฟสั่นระริกอยู่ใต้ชายคาเขาห่อไหล่ ก้มหน้าต่ำ ทว่าหลินจิ่วเซิงกลับสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติอย่างหนึ่งทันทีด้วยสายตาของคนทำศพ
ปลายเท้าของผู้ใหญ่บ้านหยุดอยู่หลังแผ่นหินธรณีประตูเพียงครึ่งนิ้วเสมอมาแม้ในยามที่เขายื่นมือออกมารับลมฝน หรือในยามที่เขาเอ่ยปากเตือนชาวบ้านไม่เคยมีสักครั้งที่ปลายเท้าของเขาจะก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างนอกศาลและในศาลเ้าเลยแม้แต่น้อยราวกับมีปราการที่มองไม่เห็นกั้นขวางมิให้ชายชราผู้นี้เหยียบย่ำลงบนแผ่นดินภายนอก!
ชาวบ้านนับสิบชีวิตทยอยกันก้าวออกมาจากความมืดมิดของตรอกซอยร่างกายของพวกเขาเปียกปอนไปด้วยสายฝนดวงตาบวมปูดไร้แววชีวิตยืนล้อมรอบลานหน้าศาลเ้าผีประดุจหุ่นเชิดไม้ที่ถูกตรึงด้วยเส้นเชือกไร้รูปพวกเขามิได้ถืออาวุธ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าป่านปานกลาง ทว่าบรรยากาศกดดันที่แผ่อออกจากร่างคนเ่าั้กลับหนักอึ้งดั่งกำแพงหินศิลาขวางกั้นมิให้หลินจิ่วเซิงก้าวเข้าใกล้ธรณีประตูศาลเ้าแม้เพียงก้าวเดียว
"จิ่วเซิง...ถอยกลับไปเสีย" เสียงของผู้ใหญ่บ้านซุนเหอดังผ่านสายฝน แหบแห้งและสั่นเทา"ศาลเ้าแห่งนี้คือที่สถิตของสิ่งอัปมงคลั้แ่สมัยบรรพบุรุษคนเป็ห้ามแตะต้อง คนตายห้ามล่วงเกิน หากเ้าข้ามธรณีนี้ไปมหาภัยเจ็ดประการจะกลืนกินหมู่บ้านเราจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน!"
หลินจิ่วเซิงปักปลายพลั่วลงบนพื้นโคลนเสียง 'ฉึก' ดังสะท้อนก้องความเงียบเขาไม่หันหลังกลับ ไม่หลบสายตาทว่าดวงตาเรียวยาวคู่นั้นกลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของผู้ใหญ่บ้าน
"ท่านห้ามข้าเพราะข้างในมีปีศาจ..."เสียงของเด็กหนุ่มขุดหลุมเรียบนิ่ง สุภาพ ทว่าปานใบมีดโกนที่กรีดผ่านลมหนาว"...หรือเพราะข้างนอกมีคนเป็?"
คำถามนั้นตกกระทบใจกลางความเงียบดั่งหินใหญ่น้ำหนักพันชั่งหล่นลงกลางบ่อน้ำซุนเหอนิ่งชะงัก โคมไฟในมือสั่นไหวรุนแรงขึ้นรอยย่นบนใบหน้ากระตุกเกร็งด้วยความเ็ปที่ซ่อนไว้ลึกสุดหัวใจชายชราสูดหายใจเข้าลึก ค่อยๆ ช้อนสายตามองเด็กหนุ่มที่ตนเห็นมาั้แ่ยังเยาว์วัย
"บางประตูปิดไว้เพื่อให้เด็กคนหนึ่งได้มีวัยเยาว์..."ซุนเหอกระซิบตอบอย่างคมคายแฝงความนัยอันลึกซึ้ง"...ไม่ใช่เพื่อขังปีศาจ"
เสี่ยวเถาที่ยืนอยู่ข้างกายหลินจิ่วเซิงเอื้อมมือเล็กๆอันเย็นชื้นมาจับชายเสื้อของเขาไว้ กระดิ่งทองแดงที่คอส่งเสียงกรุ๋งกริ๋งแ่เบาแววตาของนางเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัว นางมองดูชาวบ้านที่คุ้นเคยมองดูผู้ใหญ่บ้านที่เคยให้อมยิ้มแก่นางเมื่อวันวาน แต่ยามนี้นางกลับรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมิติอันพิศดารที่คลุมเครืออยู่รอบกายทุกคน
หลินจิ่วเซิงก้มลงมองเสี่ยวเถาเอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำราบเรียบแต่หนักแน่น "เสี่ยวเถาความเมตตาที่เมินเฉยต่อความจริง มิใช่การปกป้อง... แต่คือการกักขังหากเ้าอยากช่วยพวกเขา เ้าต้องกล้ามองเห็นาแที่แท้จริงไม่ใช่ช่วยซ่อนโลงศพไว้ใต้เตียง"
เด็กหญิงตัวน้อยกัดริมฝีปากพยักหน้าช้าๆ แม้ความกลัวจะแล่นผ่านไขสันหลังแต่นางก็ไม่ปล่อยมือจากชายเสื้อของพี่ชาย
หลินจิ่วเซิงยกเนตรฟังศพขึ้นตรวจตราบรรยากาศรอบศาลเ้าอีกครั้งคราวนี้เขาไม่ได้มองเพียงภาพมายาภายนอกแต่มองลึกลงไปในเส้นสายลมปราณและอักขระที่สลักอยู่ตามแผ่นยันต์สีเหลืองที่ติดเรียงรายอยู่ตามเสาและชายคาศาลเ้า
ยันต์ทุกแผ่นมิได้เขียนด้วยชาดหรือหมึกธรรมดาหากแต่เขียนด้วยหมึกศพผสมเืดำที่แห้งกรัง และเมื่อหลินจิ่วเซิงเพ่งมองเส้นอักษรสีเทาที่ลอยล่องเขาก็ต้องใจสั่นสะท้าน—บนแผ่นยันต์นับร้อยแผ่นที่ล้อมรอบศาลเ้าทุกแผ่นถูกจารึกด้วยชื่อของชาวบ้านแต่ละคนในหมู่บ้านแห่งนี้! ชื่อของสัปเหร่อร้านขายเต้าหู้ ร้านผ้า แม่บุญธรรม... ทุกชื่อถูกเขียนไว้ด้วยตัวอักษรตายเพื่อผูกจิติญญาของพวกเขาไว้กับค่ายกล
แต่สิ่งที่ทำให้หลินจิ่วเซิงต้องขมวดคิ้วแน่นที่สุดคือยันต์แผ่นใหญ่ที่สุดที่แปะอยู่ตรงกลางธรณีประตู...
ชื่อของ 'ซุนเหอ'ไม่ได้ถูกเขียนเพียงครั้งเดียวหากแต่ถูกจารึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงเก้าชั้น! เก้าอักขระเก้าสายเืซ้อนทับกันจนกลายเป็จุดศูนย์กลางอันมืดมิดคอยสูบฉีดพลังงานค่ายกลไปหล่อเลี้ยงทั่วทั้งหมู่บ้าน
ผู้ใหญ่บ้านซุนเหอมิใช่เพียงผู้ดูแลหมู่บ้าน...แต่เขาคือ แกนค่ายกล ที่แบกรับโครงสร้าง์สร้างผีนี้ไว้บนแผ่นหลัง!
"ยันต์พวกนี้..."หลินจิ่วเซิงพึมพำกับตนเอง สายตาอ่านเบาะแสผ่านรอยคราบหมึกและกลิ่นอายศพ"พวกมันมิได้มีไว้เพื่อกันสิ่งภายนอกไม่ให้เข้า...แต่มันมีไว้เพื่อรั้งไม่ให้ิญญาข้างในรับรู้ว่าตนเองไร้ร่าง!และชื่อของซุนเหอถูกใช้เป็หมุดตรึงสัจจะแห่งความตาย"
ทว่าเหตุใดหนุ่มน้อยขุดหลุมจึงยังไม่เฉลยความจริงแก่ชาวบ้าน? เพราะเขารู้ดีว่าหากความทรงจำอันเปราะบางของชาวบ้านถูกทำลายลงในยามนี้จิติญญาของพวกเขาย่อมแตกสลายกลายเป็ผีร้ายทันทีตราบใดที่ยังไม่รู้ว่าผู้ใดคือผู้สร้างค่ายกลและบิดาของตนเกี่ยวข้องอย่างไรเขาไม่อาจบุ่มบ่ามทลายแกนค่ายกลนี้ได้
ทันใดนั้นอักขระบนยันต์หน้าธรณีประตูก็เริ่มส่องแสงสีแดงเืรังสีฆ่าฟันปะทุขึ้นจากร่างของชาวบ้านรอบทิศทางพลังเวทอันบิดเบี้ยวบังคับให้พวกเขาก้าวเท้าเข้าล้อมหลินจิ่วเซิงด้วยแววตาเหม่อลอยเสียงกล้ามเนื้อกระดูกก้องดัง 'กร๊อบ' คล้ายกำลังถูกมือที่มองไม่เห็นชักเชิด!
การปะทะเปิดฉากขึ้นโดยไร้เสียงร้องเตือน!
ชาวบ้านนับสิบคนพุ่งตัวเข้าหาหลินจิ่วเซิงดั่งคลื่นมนุษย์ที่ไร้ความรู้สึกพลังกายของพวกเขาเพิ่มพูนขึ้นอย่างผิดธรรมชาติด้วยฤทธิ์ของยันต์ศพ หลินจิ่วเซิงรู้ดีว่าเขาไม่อาจใช้พลั่วขุดศพฟันผ่าหรือทำร้ายร่างกายของคนเหล่านี้ได้เพราะนี่คือร่างของชาวบ้านที่เลี้ยงดูเขามาตลอดสิบหกปี
หลินจิ่วเซิงก้าวถอยหลังหนึ่งก้าววาดพลั่วเหล็กเป็วงกลมบนพื้นโคลนตัดเส้นทางเดินของปราณอัปมงคลเพื่อชะลอความเร็วของศัตรูพลั่วของเขาเคาะเข้าที่ข้อเท้าและจุดชีพจรตายของชาวบ้านอย่างแม่นยำ มิได้มุ่งร้ายแต่เน้นการทำให้ล้มลงและสลายแรงปะทะ
ยันต์ที่ซ่อนอยู่ใต้ลิ้นของชาวบ้านพลันเปล่งแสงสีแดงฉานควันพิษโลหิตทะลักออกจากปากของพวกเขาส่งกลิ่นคาวเน่าเฉ่าร่างกายของชาวบ้านเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง แขนขาขยายใหญ่ขึ้น กระดูกบิดเบี้ยวค่ายกลดึงเอาพลังงานจากใต้ดินมาบังคับให้พวกเขาใช้ชีวิตเป็เดิมพันหลินจิ่วเซิงถูกบีบให้เข้าสู่วงล้อมอย่างสมบูรณ์
หลินจิ่วเซิงไม่เปิดใช้พลังสุสานกายาอันเหนือชั้นเพราะขอบเขตฝึกตนของเขายังไม่ตื่นขึ้นเต็มที่ เขาอาศัยภูมิปัญญาและกฎของสัปเหร่อ!หลินจิ่วเซิงล้วงเอากิ่งท้อแห้งและผงขี้เถ้าธูปจากถุงผ้าข้างเอวปาลงไปบนเปลวไฟของโคมไฟกระดาษที่หล่นอยู่บนพื้น
"เสี่ยวเถา!ควันท้อเบิกทาง!" หลินจิ่วเซิงร้องสั่ง
ควันสีขาวนวลผสมกลิ่นหอมเผ็ดร้อนของใบท้อและขี้เถ้าธูปพุ่งกระจายออกไปตามแรงลมพุ่งเข้าใส่ใบหน้าของชาวบ้านทันทีกลิ่นท้ออันเป็ปฏิปักษ์กับปราณศพทำให้ชาวบ้านไออย่างรุนแรง 'แค่น! แค่น!' ยันต์กระดาษสีเหลืองเปื้อนเืดำที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ลิ้นถูกสำรอกออกมาหลุดร่วงลงพื้นโคลน!
เสี่ยวเถาเคลื่อนไหวราวกับสายลมแดงนางพุ่งตัวไปข้างหน้า ร่างน้อยๆ ว่องไวประดุจจิ้งจอกรวบเก็บแผ่นยันต์ที่หลุดออกจากปากชาวบ้านทีละแผ่นอย่างชาญฉลาด ขณะเดียวกันอู๋กุย—อีกาดำเฒ่า—ก็โผบินลงมาจากกิ่งไม้ใหญ่บินโฉบเข้าใส่ดวงตาของผู้ใหญ่บ้านซุนเหอ ส่งเสียงร้อง 'กา! กา!' เพื่อรบกวนการควบคุมค่ายกลของชายชรา
หลินจิ่วเซิงตอกแผ่นป้ายชื่อเปล่าลงบนพื้นดินสี่ทิศตรึงเส้นทางเดินของควันท้อกักขังปราณอัปมงคลไว้ชาวบ้านที่หลุดจากการควบคุมทรุดลงกับพื้นโคลน หมดสติไปทีละคนชัยชนะครั้งนี้มิได้เกิดจากความโเี้ทว่าเกิดจากความเข้าใจในพิธีและตรรกะแห่งสัจจะศพ
ทว่าราคาที่ต้องจ่ายคือเวลาที่ใกล้จะถึงรุ่งสาง และความจริงอันน่าหวาดกลัวที่กำลังจะถูกเปิดเผย!
เปรี้ยง!
พายุฟ้าผ่าฟาดลงมาจากท้องฟ้ามืดมิดแสงสีฟ้าขาวสว่างวาบตัดผ่านหยาดฝนประดุจกระจก์ที่ส่องสว่างสะท้อนทุกสรรพสิ่งบนโลกมนุษย์...
ชั่ววินาทีที่แสงฟ้าแลบส่องกระทบพื้นลานหน้าศาลเ้าแสงสว่างจ้าเผยให้เห็นเงาบนพื้นโคลนอย่างเด่นชัด—ชาวบ้านทุกคนที่นอนทอดร่างอยู่บนพื้นรวมทั้งผู้ใหญ่บ้านซุนเหอ... กลับไร้ซึ่งเงาบนพื้นดินแม้เพียงเสี้ยวเดียว!
ไร้ซึ่งเงา!ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งชีวิตที่สะท้อนกับแสง!
แต่ทว่าเมื่อแสงฟ้าแลบตกกระทบลงบนร่างของหลินจิ่วเซิงเด็กหนุ่มขุดหลุมผู้ถือพลั่วเหล็ก...สายตาของเขากลับต้องเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง
บนพื้นโคลนเื้ัหลินจิ่วเซิงปรากฏเงาดำทอดทับซ้อนกันถึงสองเงา!
เงาหนึ่ง...คือร่างของเด็กหนุ่มอายุสิบหกปีผู้สวมเสื้อผ้าสัปเหร่อปานกลาง รูปร่างผอมเกร็ง
ทว่าอีกเงาหนึ่งที่ซ้อนทับอยู่ข้างใต้...กลับเป็เงาของชายชราหลังค่อม ผมยาวสยายมือหนึ่งถือพลั่วขุดศพโบราณที่มีไอความตายแผ่พุ่งออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว!
ความเงียบสงัดเข้าครอบคลุมลานหน้าศาลเ้าผีทันทีมีเพียงเสียงสายฝนกระทบใบไม้และเสียงลมหายใจหอบหนักของหลินจิ่วเซิงเงาสองเงาบนพื้นโคลนคล้ายมีความคิดเป็ของตนเอง เงาชายชราค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองเงาเด็กหนุ่ม ก่อนจะสลายหายไปเมื่อแสงฟ้าแลบมืดดับลง
เนตรฟังศพในดวงตาของหลินจิ่วเซิงสั่นสะท้านอย่างไม่เคยเป็มาก่อนคำเตือนใต้หนังตาศพชราในโลงใต้เตียงลอยกลับเข้ามาในหัว: 'ชาติที่เก้าอย่าเชื่อความทรงจำของหมู่บ้าน'
เบื้องหน้าเขา...ผู้ใหญ่บ้านซุนเหอที่ไร้ซึ่งเงา ทรุดเข่าลงกับพื้นโคลนอย่างหมดแรงโคมไฟในมือหลุดลอยไปตามสายน้ำใบหน้าชราภาพเปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาที่ผสมผสานกับสายฝนชายชราเงยหน้าขึ้นมองหลินจิ่วเซิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ความรักความรู้สึกผิด และความอ้อนวอนอันลึกซึ้ง
"นายท่านน้อย..."ซุนเหอกระซิบ เสียงของเขาสั่นสะท้านจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "ได้โปรด...ได้โปรดรอจนถึงรุ่งสางเถิด อย่าเพิ่งขุดอดีตขึ้นมาเลย... ให้พวกเราได้เป็พ่อเป็แม่ เป็ผู้ใหญ่บ้านที่เลี้ยงดูเ้าต่อไปอีกสักคืนเดียวก็ยังดี..."
คำว่า 'นายท่านน้อย'ยิ่งเพิ่มปริศนาอันหนักอึ้งลงบนแผ่นหลังของหลินจิ่วเซิงชายชราผู้นี้รู้จักเขาในตัวตนใด? ชาติที่เก้าหรือสัปเหร่อขุดหลุม?
ยังไม่ทันที่หลินจิ่วเซิงจะเอ่ยปากตอบเสียงครืนๆ ก็ดังขึ้นจากใต้พื้นดินของศาลเ้าผี!
แผ่นศิลาที่ปิดทางลงใต้ศาลเ้าสั่นะเืไอความเย็นเยียบและกลิ่นอายศพเด็กโปรยปรายออกมาจากรอยแยกหลินจิ่วเซิงแนบหูลงฟังพิธี เนตรฟังศพส่งผ่านเสียงสะท้อนจากความลึกสิบวาใต้แผ่นดิน
ในความมืดมิดใต้ศาลเ้าผีมีเสียงของเด็กหลายคนกำลังไห้ร้องด้วยความทรมาน เสียงเล็กๆนับสิบเสียงดังประสานกันเป็จังหวะเดียวกับเสียงหัวใจของเสี่ยวเถาร้องก้องขึ้นมาจากใต้ดินอย่างเด่นชัด:
"อย่าปล่อยให้พวกเขาเอาชื่อเราไป...อย่าให้เขาเอาชื่อพวกเราไป..."