โคโรนาซอมบี้

    บทที่ 12

    ในวันนี้เกือบจะทั้งวันพวกเขาเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยเรียบร้อย กว่าเสร็จก็เป็นเวลาบ่ายสามโมงพอดี แน่นอนว่ามันก็มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นอย่าง ป้าแจ่ม ลุงเชิด เจ้าของอพาร์ทเม้นท์แห่งนี้ และประกิตลูกชายของพวกแก เขาอาศัยอยู่ที่ตึกบี ชั้นบนสุดจึงพอหนีมาได้ทันเวลาพอดี ส่วนที่ตึกซี พวกเขาสามารถช่วยได้เพียงแค่เด็กสาววัย 8 ขวบกับแม่ท้องแก่ รวมแล้วสามชีวิต โจมองไปยังพี่ก้อยที่ท้องแก่ใกล้คลอด มันก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกผิดในใจ ความคิดเหล่านั้นมันก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง เมย์ที่เห็นอย่างนั้นก็เดินเข้ามาหาเขาก่อนจะแตะบนไหล่เบาๆ เพราะเธอนั้นรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ โจที่โดนแตะเขาก็หลุดจากภวังค์ความคิดของตัวเอง ก่อนจะหันมากล่าวกับเมย์ที่อยู่ด้านหลัง“เป็นห่วงฉันด้วยเหรอเนี้ย.. ไม่ใช่ว่าแอบชอบฉันอยู่หรอกนะ..” โจรู้ว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นมันอาจจะทำให้ทุกคนรู้สึกแย่ไปด้วย เขาจึงพูดเบี่ยงประเด็นออกไป เมย์ที่ได้ยินก็หน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะโวยวายเสียงดัง“นายจะบ้าหรือไง.. ใครจะไปชอบเจ้าผู้ชายหื่นกามอย่างนายกัน.. แต่ก็เป็นห่วงจริงๆนั่นแหละ ตอนนี้นายเป็นความหวังของพวกเราทั้งหมด แล้วนายยังเป็นผู้นำกลุ่มของพวกเรา ทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ที่การตัดสินใจของนาย นายแสดงความอ่อนแอ ความสิ้นหวังอย่างนี้ แล้วพวกฉันล่ะจะคิดยังไงถ้านายยังเป็นแบบนั้นน่ะ..” เมย์กล่าวพร้อมกับหลับตาพยักหน้าเหมือนกับเป็นคำพูดของผู้ใหญ่ที่สอนเด็กน้อย“นั่นซินะ.. งั้นเธอก็ต้องเป็นคนที่ทะลายความอ่อนแอภายในใจของฉันให้หน่อยซิ ฉันว่ามันได้ผลดีเลยล่ะ..” โจกล่าวพร้อมกับยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนเป็นครั้งแรกที่หญิงสาวได้เห็น แน่นอนว่ามันทำให้เมย์มองโจเปลี่ยนไป“ก็ได้.. ฉันจะกำจัดความอ่อนแอให้นายเอง .. ไป กลับประชุมกันได้แล้วว่าจะเอาอย่างไรต่อ..” เมย์กล่าวโดยที่ไม่มองโจตรงๆ แต่เธอก็แอบมองไปที่เขาอยู่ดี ก่อนที่เธอจะหันไปอีกทาง และเดินจากไป โจที่ได้ยินอย่างนั้นเขาก็พูดขึ้นกับตัวเองทันที“นั่นซินะ ตอนนี้ทุกคนกำลังหวังพึ่งเรา ทุกคนกำลังหวังให้เราช่วยเหลือพวกเขา เราเป็นผู้นำชุมชนนี้แล้ว เราจะต้องเข็มแข็ง ห้ามแสดงความอ่อนแอ แม้จะอยู่ในสถานการณ์อย่างนี้ก็เถอะ..” เขามองไปที่ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ ก่อนจะเดินไปรวมกับกลุ่มทันที“เอาล่ะครับ สถานการณ์อย่างนี้เราก็เหมือนลงเรือลำเดียวกันแล้ว ก่อนอื่นผมขอแนะนำตัวเองก่อน อย่างที่ทุกคนทราบผมชื่อโจ และการที่จะเกิดเรื่องนี้ขึ้นผมเป็นแค่พนักงานร้านสะดวกซื้อที่อยู่ใกล้ๆนี้เองครับ เชิญคนอื่นต่อเลย..” หลังจากที่ทุกคนมารวมกลุ่มกันโจก็เริ่มต้นด้วยการบอกชื่อ และอะไรที่เขาเคยทำมาก่อน คนอื่นก็เริ่มต่อในทันที เมย์และโฟร์เธอเป็นนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ ในสาขาฟิสิกส์เคมี น้องมายด์เรียนม.6 เตรียมที่จะเข้ามหาวิทยาลัยในคณะวิทยาศาสตร์เช่นกัน แต่เป็นสาขาวิทยาศาสตร์การกีฬา แต่ก็ยังไม่มีโอกาสได้เรียนรู้อะไรเลย  สองแฝดก็เพิ่งจะเข้ามหาวิทยาลัยด้วยเช่นกัน ในคณะบริหารธุรกิจ นพเรียนจบวิศวะเครื่องกลมาผิดกับหน้าตาของเขาเป็นอย่างมาก ส่วนคนสุดท้ายสาวโหดประจำกลุ่มที่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าเธอเรียนแพทย์ และยังปี 5 แล้ว ตอนแรกที่ทุกคนได้ยินก็ต่างไม่เชื่อมันผิดกับบุคลิกของทั้งคู่เลยจริงๆ ส่วนป้าแจ่มเคยเป็นนางพยาบาลก่อนจะมาเป็นแม่บ้านให้กับลุงเชิด ยังพอมีความรู้ติดตัวมาอยู่บ้าง ส่วนตัวของลุงเชิดเป็นลูกคุณหนูมาตั้งแต่เกิด พ่อแม่ของลุงเป็นถึงผู้ครอบครองที่ดินหลายร้อยไร่ทั่วทั้งกรุงเทพ และอพาร์ทเม้นท์แห่งนี้ก็ด้วยเช่นกันที่เป็นมรดกตกทอดมา  มันอาจจะเป็นเพราะลุงแกเป็นคนง่ายๆ ไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับสมบัติแย่งชิงกับพี่น้องคนอื่น ลุงเชิดเลยมาใช้ชีวิตสงบๆอยู่ที่นี่ สุดท้ายประกิตเขาก็อายุเท่ากับโจ เรียนจบคณะเกษตรศาสตร์ และโชคดีที่เขาได้ปลูกพืชทดลองเอาไว้ในที่ดินนี้หนึ่งโรงเรือนอีกด้วย โจจึงตัดสินใจว่าจะค่อยไปดูในภายหลัง จากนั้นเป็นเด็กน้อยวัยแปดขวบที่กำลังขวัญผวา เธอมีชื่อว่า ‘บีม’ หนูบีมที่ขาดพ่อแม่ไปในใจเธออยากจะร้องไห้ ถึงเธอจะเป็นเด็กแต่ก็ยังเข้าใจสถานการณ์ได้ดี ป้าแจ่มอาสาที่จะดูแลเธอให้เอง ซึ่งน้องบีมก็เข้าไปกอดป้าแจ่มในทันที มันเล่นเอาทั้งหมด ถึงกับหัวเราะออกมาในการกระทำของเธอ  สุดท้ายคือพี่ก้อยที่ทำงานเป็นพนักงานบัญชี และเธอก็ท้องมาแล้ว 8 เดือน อีกไม่นานก็จะคลอดแล้ว มันน่าจะเป็นปัญหามากที่สุดในตอนนี้“ปัญหาของพวกเราตอนนี้มีสองเรื่องหลักๆ หนึ่งคือเรื่องอาหารการกิน สองก็คือเรื่องของพี่ก้อย.. ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมจะไม่ทิ้งพี่ก้อยแน่นอนครับ และผมก็คิดว่าทุกคนก็คิดอย่างนั้นครับ จริงไหมครับ..” ทุกคนพยักหน้าสนับสนุนกัน มันทำให้ก้อยที่ตอนนี้น้ำตาไหลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว“เรามาเรื่องแรกกันก่อนเลยนะครับ .. อาหารนั้นในช่วงแรกๆเราจะต้องเสี่ยงกันสักหน่อย ช่วงนี้เราจะต้องออกไปขนย้ายอาหารจากพวกร้านสะดวกซื้อ อะไรที่กินได้เราจะเอามันมาทั้งหมดก่อน แล้วค่อยมาแยกกันอีกที ซึ่งเรื่องนั้นผมมีแผนอยู่แล้ว แต่จะขอลงรายละเอียดทีหลัง แต่สิ่งที่เราจะต้องคำนึงถึงจริงๆก็อาหารสำหรับระยะยาวครับ เพราะผมคิดว่ารัฐบาล และทหารคงจะรับมือพวกซอมบี้ไม่ไหวแล้ว เราจะต้องช่วยเหลือตัวเองเท่านั้น..” โจเว้นจังหวะเล็กน้อยให้ทุกคนได้คิดตาม ก่อนจะกล่าวต่อทันที“ดังนั้นหน้าที่ของลุงเชิด แล้วก็ประกิต ทั้งสองต้องทำการเพาะปลูกเพาะชำกิ่งขยายพันธุ์ให้พวกมันมีมากพอที่จะนำมาเป็นอาหารของเราในอนาคตให้ได้เพียงพอครับ .. ป้าแจ่มช่วยดูแลเรื่องหลังบ้านให้พวกเราได้ไหมครับ นอกจากการเลี้ยงดูน้องบีม พี่ก้อยแล้วผมอยากจะขอให้ป้าแจ่มช่วยดูแลส่วนกลางด้วยนะครับ..” โจกล่าวกับครอบครัวแรกสำหรับหน้าที่ของพวกเขา“ป้ายังไงก็ได้หมดแหละ เลี้ยงเด็กน้อยขี้อ้อนคนนี้ไม่ใช่ปัญหาเลย.. ส่วนก้อยก็พอจะดูแลตัวเองได้อยู่ใช่ไหม..” ป้าแจ่มกล่าวพร้อมกับมือที่ลูบหัวของบีมไปด้วย และหันไปถามกับก้อย ซึ่งเธอก็พยักหน้าให้ เพราะเธอก็ไม่อยากจะเป็นภาระกับใครในขณะที่คนอื่นกำลังทำงานอย่างสุดกำลังอยู่“ก้อยเองก็จะพยายามช่วยงานนะคะ..” พี่ก้อยเอ่ยออกมา ป้าแจ่มก็เตือนอีกเช่นกันว่าให้ทำงานแต่เบาๆเท่านั้นพอ ที่เหลือแกกับน้องบีมจะจัดการเอง ซึ่งเธอก็พยักหน้าให้ด้วยความไม่เต็มใจเท่าไร ส่วนลุงเชิดที่ได้รับหน้าที่ของตัวเองก็รับหน้าที่ไปทำ นอกจากจะช่วยลูกชายในการทำเกษตรกรรมแล้ว ลุงแกยังรับปากว่าจะช่วยเรื่องทำความสะอาดอีกด้วย ส่วนประกิตเองก็ตั้งมั่นว่าจะดูแลเรื่องปากท้องของคนในกลุ่มเอง“ไว้ใจผมได้เลย.. แต่ผมต้องการให้คนมาช่วยกันทำห้องเย็นแบบโบราณก็ได้ครับ ใต้ดินประมาณนี้อะครับ ..” ประกิตพยักหน้าตอบรับ เรื่องการกินทุกชีวิตต้องพึ่งพาเขา แน่นอนว่าเขาจะทำให้เต็มที่ แต่มันก็ยังมีส่วนจำเป็นอย่างเช่นห้องเก็บวัตถุดิบ เมล็ดพันธุ์อะไรพวกนั้นที่ยังขาดอยู่ จากนั้นทุกคนก็มานั่งหารือกันในสิ่งจะทำต่อ  ห้องเย็น อาหารการกิน ยาและอุปกรณ์การแพทย์ สุดท้ายคือห้องเก็บเสียงที่มันควรจะมีให้พร้อมในตอนที่ทำคลอด ซึ่งในระหว่างที่พูดกันอยู่นั้นเองเจนที่เป็นหมอประจำกลุ่มก็ได้ตรวจอาการเบื้องต้นไปแล้วบ้าง โจจึงตัดสินใจว่า ผู้ชายทุกคนจะเริ่มสร้างห้องเย็นกันก่อน แน่นอนว่านพเป็นคนออกแบบ และสร้างมัน ส่วนผู้หญิงให้ทำให้ห้องของป้าแจ่มเป็นห้องที่กันเสียงโดยวัสดุพวกกล่องลังกระดาษ... จากนั้นพวกเขาก็เริ่มลงมือทำมันเลยทันที เพราะว่าเวลาทุกอย่างมันมีค่าอย่างยิ่งสำหรับการเอาตัวรอดในโลกอย่างนี้...