หลินเสวี่ยจู๋กับลู่ซื่อถูกแยกกันนำตัวไปที่ศาลต้าหลี่
แม้ว่าฮ่องเต้สุนัขจะตัดสินให้ยึดทรัพย์และเนรเทศเซียงอ๋องเมื่อคืนนี้แต่เมื่ออยู่ต่อหน้ากฎหมายก็ยังต้องยอมให้มีการพิจารณาคดีเกิดขึ้น
คนที่สอบปากคำหลินเสวี่ยจู๋คือหวังกวงเจิ้งรองหัวหน้าศาลต้าหลี่
ชื่อของคนผู้นี้ตั้งได้ดีมากแต่พฤติกรรมของเขากลับไม่เที่ยงตรงสมความหมายของชื่อเลยสักนิด เขารีบนำหนังสือรับสารภาพมาให้หลินเสวี่ยจู๋ลงนามทันที
หลินเสวี่ยจู๋อ่านถ้อยคำในนั้นััได้ว่าหลักตรรกะและใจความนับว่าชัดเจนและสมบูรณ์ เห็นได้ชัดว่าคนเขียนตั้งใจเป็อย่างยิ่ง
“ท่านเป็คนเขียนหรือ?” นางถามคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“ถูกต้อง” หวังกวงเจิ้งมองนางอย่างเกียจคร้าน ก่อนจะข่มขู่ “รีบลงนามเสีย หากลงนามตอนนี้ยังพอหลีกเลี่ยงการถูกลงทัณฑ์ได้”
หลินเสวี่ยจู๋ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นนางเอ่ยด้วยท่าทีเย้ยหยัน “การปฏิบัติตัวเป็ขุนนางต้องทำอย่างไรนับว่าท่านทำให้ข้ากระจ่างแจ้งแล้ว”
หวังกวงเจิ้งย่อมต้องััได้ถึงความเหยียดหยามในน้ำเสียงของนางแต่เขาไม่สนใจ
คนที่ฝ่าาประสงค์จะจัดการยิ่งปากแข็งก็ยิ่งตายอนาถ คนพรรค์นี้เขาเห็นมาเยอะแล้วจึงไม่รู้สึกรู้สาอันใด
เมื่อเขากำลังจะเรียกคนมาพาหลินเสวี่ยจู๋ออกไปลงทัณฑ์ผู้คุมก็วิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
หลินเสวี่ยจู๋เห็นเพียงว่าผู้คุมกระซิบอะไรบางอย่างสองสามประโยคที่ข้างหูของหวังกวงเจิ้งและนั่นก็ทำให้เขาหน้าซีดเผือดทันที เขารีบลุกจากที่นั่งแล้วออกไปด้านนอก
ฮ่องเต้สุนัขทราบแล้วว่าท้องพระคลังถูกปล้น
หลินเสวี่ยจู๋ยกมุมปากขึ้นอย่างเบิกบาน
หลังจากกลับเข้าไปในห้องขังนางก็นอนหงายบนกองฟางจากนั้นก็หลับตาลง และส่งจิตสำนึกของตนเองเข้าไปในมิติ เนื่องจากเมื่อคืนนางยุ่งตลอดทั้งคืนจึงไม่มีเวลาตรวจสอบสิ่งของ
ในมิติ นางพบว่าสิ่งของจำนวนนับไม่ถ้วนถูกกองรวมกัน ดูเผินๆราวกับสถานรับซื้อเศษขยะก็ไม่ปาน
หลินเสวี่ยจู๋ขมวดคิ้วเล็กน้อยรู้สึกว่าเื่นี้ยากที่จะจัดการอยู่บ้าง
สิ่งของที่นางปล้นมาจากท้องพระคลังและคลังสมบัติของฮองเฮานับว่าง่ายต่อการจัดระเบียบ แต่เครื่องเรือนและของใช้ประจำวันที่ปล้นมาจากจวนต่างๆทำให้นางรู้สึกขยะแขยงอยู่บ้าง
หากให้นางนำของเ่าั้มาใช้นางย่อมไม่มีทางใช้เป็แน่ ต่อให้แค่มองเมื่อคิดว่าเ้าของเดิมเคยใช้ นางก็รู้สึกกระอักกระอ่วนแล้ว
ยังมีหินฮวงจุ้ยก้อนใหญ่นอกจากกินพื้นที่แล้วก็ไร้ประโยชน์
หากมิติสามารถแบ่งพื้นที่ออกเป็สัดส่วนได้ก็คงจะดี นางอยากได้หอสมบัติห้องเอนกประสงค์ และสวนดอกไม้เล็กๆ
เช่นนั้นนางก็จะสามารถเปลี่ยนหินฮวงจุ้ยให้กลายเป็ูเาจำลอง...
เมื่อคิดเช่นนี้ทิวทัศน์ตรงหน้าก็เปลี่ยนไปทันที
หลินเสวี่ยจู๋พบว่าตนเองยืนอยู่บนผืนหญ้าสีเขียวขจีด้านข้างมีหินฮวงจุ้ยก้อนใหญ่ตั้งอยู่ ด้านหน้าเป็อาคารไม้แบบโบราณหลังหนึ่งที่แกะสลักเป็ลวดลายต่างๆทั้งยังทาสีเอาไว้อย่างเรียบร้อย ใกล้ๆ กันยังมีเรือนชั้นเดียวที่เต็มไปด้วยฝุ่น
ดูเหมือนว่ามิติได้ยกระดับเปิดใช้งานคุณสมบัติใหม่แล้ว
หลินเสวี่ยจู๋วิ่งไปที่อาคารไม้แบบโบราณด้วยความตื่นเต้น
เมื่อเปิดประตูนางก็สำรวจด้านในปรากฏว่าชั้นหนึ่งคือคลังเสบียง ชั้นสองคือคลังเก็บผ้าและหนัง ชั้นสามคือคลังเก็บสมุนไพรและใบชา ชั้นสี่คือคลังเก็บทอง เงิน และไข่มุก ส่วนชั้นห้าคือคลังเก็บข้าวของเครื่องใช้และเครื่องประดับต่างๆ ทั้งหมดถูกจำแนกเป็หมวดหมู่ วางเรียงกันอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย
ส่วนสิ่งของที่อยู่ในเรือนชั้นเดียวไม่ต้องไปดูแล้ว
หลินเสวี่ยจู๋ออกจากมิติด้วยความพึงพอใจ
เมื่อลืมตาขึ้นก็เห็นองครักษ์สองคนลากบุรุษผู้หนึ่งที่มีโลหิตอาบเต็มตัวเข้ามาโดยมีผู้คุมเดินตามหลังผู้คุมคนดังกล่าวชี้ไปที่ห้องขังของหลินเสวี่ยจู๋ด้วยท่าทีเหม่อลอย
องครักษ์สองคนจึงโยนบุรุษผู้นั้นเข้ามาในห้องขังเดียวกับหลินเสวี่ยจู๋
นางรีบเพ่งมองโดยอาศัยแสงไฟสลัวๆในห้องขัง เห็นเพียงว่าบนตัวของเขาเต็มไปด้วยรอยแส้ขาทั้งสองข้างหัก โลหิตไหลรินจนอาบกางเกงเป็สีแดง
ถึงแม้จะสติพร่าเลือน แต่เขาก็ยังกัดฟันอดทนไม่ส่งเสียงร้องสักแอะ
นี่คือเซียงอ๋องหยวนซิวพระเอกในนิยาย!
แม้หลินเสวี่ยจู๋จะรู้ว่าฮ่องเต้สุนัขมีนิสัยชั่วช้าและเ้าเล่ห์ถึงขั้นทำให้ขาทั้งสองข้างของหยวนซิวพิการ แต่นางไม่คิดว่าเขาจะทรมานคนถึงขั้นนี้
ไม่แปลกใจเลยที่หยวนซิวจะเข้าสู่ด้านมืดในอนาคต
ผู้ที่ทุ่มเทสุดชีวิตเพื่อปกป้องแคว้นแต่กลับต้องลงเอยเช่นนี้ จิตใจล้วนต้องเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
หลินเสวี่ยจู๋หลับตาแล้วส่งจิตสำนึกเข้าไปในมิติของตนเองนางค้นหาโอสถรักษาหยวนชี่ ก่อนจะออกจากมิติแล้วยัดโอสถเข้าไปในปากของหยวนซิว
จากนั้นนางก็เข้าไปในมิติอีกคราก่อนจะพบโอสถที่ทำจากทองคำอีกหลายขวด นางนำมาราดลงบนาแของหยวนซิวราวกับโอสถเ่าั้ไม่มีราคา
นางไม่สะดวกที่จะหยิบผ้าสะอาดๆจากในมิติออกมา นางจึงฉีกเสื้อคลุมของตนเองออกครึ่งหนึ่ง แล้วฉีกมันอีกคราเพื่อทำเป็แถบผ้าก่อนจะนำมาพันไว้รอบขาที่าเ็ของหยวนซิว
เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วนางก็ใช้มือกวาดเศษฟางที่กระจัดกระจายมารวมกัน แล้วเอื้อมมือผ่านซี่กรงห้องขังที่ทำจากไม้เพื่อหยิบฟางเพิ่มจากห้องขังข้างๆแล้วนำมาปูให้หยวนซิวนอน
จู่ๆ ผู้คุมก็เดินเข้ามาใกล้ห้องขัง
หลินเสวี่ยจู๋โน้มตัวไปใกล้ทำท่าทางบอบบางและน่าสงสาร
“ใต้เท้าโปรดมอบแผ่นไม้ให้ข้าสักสองสามแผ่นจะได้หรือไม่? ข้าจะได้นำไปดามขาของสามี”
ผู้คุมใช้ด้ามดาบเคาะประตูห้องขังอย่างโเี้พลางะโอย่างกราดเกรี้ยว “ฝ่าาทรงพระราชทานอภัยโทษไว้ชีวิตเขาแล้วเ้ายังคิดว่าตัวเองเป็พระชายาเซียงอ๋องอยู่จริงๆ หรือ?” พูดจบก็ตรวจสอบกลอนประตูว่าแ่าดีแล้วก่อนจะรีบร้อนเดินจากไป
ทว่าเื้ัเขาหลินเสวี่ยจู๋ยิ้มตาหยี ในมือถือพวงกุญแจไว้ ก่อนจะเปิดประตูห้องขังอย่างไม่รีบร้อน
กฎข้อหนึ่งคือ วัตถุในระยะสองเมตรสามารถใส่เข้าไปในมิติได้ขอเพียงนางใช้ความคิดเท่านั้นเมื่อเป็เช่นนี้ นางจึงสามารถขโมยกุญแจบนตัวผู้คุมมาได้
นางเดินออกไปนอกห้องขังด้วยฝีเท้าแ่เบาในมือถือขวดที่บรรจุผงยาสลบเอาไว้ นางพบว่าด้านนอกมีผู้คุมเฝ้ายามอยู่หนึ่งคน
ถึงอย่างไรเื่วุ่นวายครั้งใหญ่อย่างการที่ท้องพระคลังถูกปล้นก็เพียงพอที่จะทำให้ทั้งเมืองหลวงเกิดความปั่นป่วนได้แล้ว
ทั้งที่เกิดเื่ใหญ่โตทว่ากลับทิ้งผู้คุมไว้หนึ่งคนเพื่อเฝ้านักโทษ ก็นับว่าเพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของนักโทษรายนี้แล้ว
หลินเสวี่ยจู๋เปิดขวดแล้วเป่าผงยาสลบออกไปในทิศทางของผู้คุมรายนั้น ไม่นานเขาก็ล้มลง
หลินเสวี่ยจู๋เดินเข้าไปใกล้ก่อนจะเทผงยาสลบที่จมูกของเขาอีกครา
จากนั้นถอดเครื่องแบบขุนนางของเขาออกอย่างสบายใจและกล้าหาญนางสวมเครื่องแบบนั้นให้ตนเอง โยนร่างเขาเข้าห้องขังแล้วลงกลอนเรียบร้อย ก่อนจะเดินจากไปอย่างหยิ่งยโส
ในเวลานี้ศาลต้าหลี่ได้ตกอยู่ในความอลหม่านเรียบร้อยแล้ว
ทันทีที่หลินเสวี่ยจู๋เดินออกไปด้านนอกศาลต้าหลี่ก็พบทหารหน่วยเล็กๆ หน่วยหนึ่งกำลังขานชื่อ พวกเขากำลังจะออกเดินทางไปตรวจตราที่จวนของขุนนางทุกคน
นางเดินตามทหารหน่วยนี้ไปอย่างเงียบงัน
เมื่อออกมาจากศาลต้าหลี่ได้ไม่ไกลนักนางก็ได้ยินทหารสองคนที่ยืนอยู่ปลายแถวพูดคุยกัน
“เ้ารู้หรือไม่ว่าจวนเหยี่ยนอ๋องไม่เพียงแต่ถูกปล้นคลังสมบัติเท่านั้นแม้แต่ตำหนักบรรทมและห้องตำรายังถูกกวาดเอาทรัพย์สินไปจนเกลี้ยงว่ากันว่าเมื่อคืนท่านอ๋องกับพระชายาต้องนอนในเรือนของบ่าวรับใช้เช้านี้ไม่ได้เปลี่ยนแม้แต่ชุดชั้นในด้วยซ้ำ”
“เหวินจงโหวนับว่าอนาถยิ่งกว่าทรัพย์สมบัติที่สั่งสมมาตลอดชีวิตหายไปทั้งหมด เขาถึงขั้นตาเหลือกเป็ลมล้มพับไปทันทีได้ยินว่าตอนหมอหลวงไปตรวจก็ต้องไปที่เรือนของบ่าวรับใช้ เห็นว่าเหวินจงโหวกำลังห่มผ้าห่มที่ขาดรุ่งริ่งดูน่าสงสารยิ่งนัก”
“สองคนนี้เพิ่งเปิดโปงการฏของเซียงอ๋องจู่ๆ ก็เกิดเื่พรรค์นี้ขึ้น เ้าว่าใช่กรรมตามสนองหรือไม่? เช่นนี้เกรงว่าเซียงอ๋องจะถูกใส่ร้าย”
“ชู่เื่นี้ไม่อาจพูดเหลวไหล ระวังศีรษะของเ้าไว้ด้วย”
“ข้าไม่ได้พูดเหลวไหลนอกจากเทพเซียนบน์แล้ว ผู้ใดจะสามารถปล้นจวนเหยี่ยนอ๋องกับจวนเหวินจงโหวแบบไร้สุ้มเสียงภายในคืนเดียวได้อีกเล่า?”
“ที่เ้าพูดมานับว่ามีเหตุผล”
หลินเสวี่ยจู๋แอบฟังอย่างออกรสออกชาติ อดที่จะลอบให้กำลังใจพวกเขาไม่ได้‘ถูกแล้ว จงคิดเช่นนี้ต่อไป’
เ้าคนน่ารักตัวน้อยพวกนี้ชื่อเสียงของเซียงอ๋องต้องอาศัยพวกเ้าแล้ว!
เพียงแต่ฟังจากคำพูดของสองคนนี้ดูเหมือนพวกเขาจะไม่รู้เื่การปล้นท้องพระคลัง ดูเหมือนฮ่องเต้สุนัขวางแผนที่จะใช้ประโยชน์จากการที่จวนเหยี่ยนอ๋องและจวนเหวินจงโหวถูกปล้นเพื่อตรวจสอบอย่างลับๆ
เช่นนั้นนางก็จะมอบโอกาสให้ฮ่องเต้สุนัขอีกครา คิดเสียว่าเป็การ ‘ตอบแทน’พระคุณที่เขาไม่ฆ่านางก็แล้วกัน
.............................