บทที่5
จู่ๆเซนก็ผลุนผลันหันไปทางโต๊ะข้างเตียง ที่ๆเซนวางโทรศัพท์ชาร์จแบตไว้ แต่ตอนนี้มันว่างเปล่า
“ เมมึงเล่นอะไรเนี่ย ” เขาหันมาสีหน้ายุ่ง
“เอาโทรศัพท์คืนมา ” เขากดเสียงต่ำเช่นเดียวกับที่ข่มความโกรธไว้
หล่อนส่งคืนให้
“ ทำอะไรพูดมาซิ ”
“ก็แค่ลงรูปในไอจี ”
เซนกดเข้าแอพ ด้วยความหงุดหงิดแล้วจัดการลบโพสต์ในไอจีของเขาทันที
“โพสต์แล้วรีบลบแบบเนี้ย น่าสงสัยกว่าอีก ” หล่อนสะบัดสะบิ้ง
เซนหันขวับมาแย่งโทรศัพท์ของเมออกจากมือ
“ จะทำอะไรเซน ”
เขากดลบโพสต์ล่าสุดในไอจีหล่อนด้วย เมกรอกตาและถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย
แต่เซนไม่หยุดแค่นั้นเขากดเข้าคลังรูปภาพแล้วทยอยลบรูป
เท่านั้นเองเมก็ร้องไม่ได้ศัพท์ถลาไปยื้อแย่งเอาโทรศัพท์คืน เซนกันหล่อนเอาไว้มือหนึ่งอีกมือหนึ่งก็กดลบรูปที่แอบถ่ายเขาไว้ ไม่สนใจหญิงสาวที่กำลังกรี๊ดกร๊าดอยู่ข้างหลัง
ลบจนพอใจแล้วเขาถึงคืนโทรศัพท์
หล่อนน้ำตาไหลออกมาแต่ไร้ซุ่มเสียงริมฝีปากขบกันไว้แน่น
“เป็อะไรนักหนา เคยคุยกันไว้ยังไง เซนบอกแล้วไงว่าเซนไม่ชอบ ”
เขาเกลียดการกระทำแบบนี้ของหล่อนเลยด้วยซ้ำ
เมถึงขีดปรอทแตกหล่อนกรี๊ดทั้งน้ำตา เหวี่ยงโทรศัพท์ลงเตียง กระดอนหายไปที่พื้นแล้วตรงเข้าผลักเซนด้วยแรงทั้งหมดที่มี แต่เซนตั้งหลักไว้อยู่แล้วเขายึดแขนหญิงสาวไว้
“ เม! ”
“ทำไม! มันจะมากไปแล้วนะ เห็นกูเป็อะไรให้อยู่แบบไม่มีตัวตนแล้วมึงจะไปไหน ไปเอาใครก็ได้งี้เหรอ ”
หญิงสาวร่างแบบางพยายามดิ้นรนต่อสู้แต่ก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก
“ไปเอาใครอะไรเม ”
“มึงก็แรดไปทั่ว นึกว่าไม่รู้เหรอ ”
“ เมหยุดหยาบคายนะเซนไม่ชอบ ”
“แล้วที่มึงทำล่ะ กูก็ไม่ชอบเหมือนกันนั่นแหละ มีแต่เมที่ต้องยอมหรอเซนไม่ชอบๆแล้วเมล่ะ ”
“ถ้างั้นก็เลิกไป! ”
สิ้นคำอันแข็งกร้าวจากเซนหญิงสาวที่เคยทุรนทุรายอยู่ก็นิ่งงัน ข้อมือที่แข็งขืนอ่อนแรงลงทันที
“ เซนบอกเลิกเมเหรอ ” หล่อนชาไปทั้งตัว
“ก็ถ้าคบกับเซนแล้วเมลำบากอึดอัดมากขนาดนั้นน่ะ เพราะเซนก็ทำเต็มที่ได้เท่านี้เหมือนกัน”
เมทรุดลงนั่งกับเตียง
“ เมก็รู้เซนเคยพูดไปหมดแล้วว่าทำไม ว่าเพราะอะไร เซนทำได้แค่ไหน อะไรที่ทำได้ก็ทำอะไรที่ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ”
เซนยืนมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาไม่อยากพูดอะไรไปมากกว่านี้เลย
“ ถ้าคบกันแล้วอึดอัดมันก็ต้องหยุดน่ะเม ”
“เอาคำว่าเลิกมาบีบเมเหรอ นึกจะเลิกก็เลิกเหรอ ทำได้ง่ายๆอย่างนั้นเลยใช่มั้ย ” หล่อนพูดทั้งน้ำตาอาบแก้ม
“ เซนไม่ได้บีบไม่เคยคิดด้วย คนที่บีบเซนคือเมต่างหาก ”
เขาพูดแล้วก็ออกจากห้องไป
เมหมดแรงจะคิดจะพูดอะไรอีกไม่รู้ว่าเซนจะเดินออกจากห้องไปเลยมั้ย ไม่รู้ว่าคืนนี้จะเลิกกันจริงๆมั้ยถึงเธอจะไม่ยอมหรือพลิกสถานการณ์กลับมาได้แต่ความคับแค้นและรู้สึกว่าตัวเองสิ้นท่ามันก็ยังอยู่และกลับยิ่งทวีคูณมีแต่ความเจ็บใจ มีแต่คำถาม สิ่งที่เธอเรียกร้องมันไม่มีวันจะได้มา มีแต่สิ่งที่เธอกลัวและไม่อยากให้มาถึงที่เขยิบใกล้เข้ามาแบบเร่งวันเร่งคืน
ไม่เลิกก็อยู่แบบจำใจยอมถ้าจะคบกับเซน เธอมีทางเลือกเท่านี้จริงๆเหรอ
ทั้งห้องเงียบกริบมาครู่ใหญ่
เมออกมามองหาเซนที่ห้องรับแขกในความมืดสลัวมีเพียงแสงไฟดวงเล็กๆนวลตาพอมองเห็น เขาที่นอนคู้ตัวหลับอยู่บนโซฟา
แค่เห็นว่าเขายังอยู่ภาพที่เขานอนคุดคู้ตรงโซฟา ความรู้สึกเอ็นดูห่วงหา ความรู้สึกผิดมันก็กลับตลบขึ้นมาท่วมท้น
ทำไมเมจะไม่รู้ว่าเซนเป็คนขี้เหงาและคิดมากขนาดไหน
อย่างที่รู้หลังจากแม่เซนเสียได้เดือนเศษ เขาก็เอาแต่เที่ยวหัก และไม่เคยแสดงอาการเศร้าซึมใดๆอีก ถ้าไม่ชวนเพื่อนมาค้างบ้านก็ไปค้างบ้านเพื่อนเป็อยู่แบบนี้
ทุกครั้งที่กลับจากเที่ยวเซนไม่เคยเมาจนไร้สติ เขามีสติครบถ้วนแต่น็อคเพราะแบตหมดเมื่อหัวถึงหมอนเขาก็พร้อมจะหลับเป็ตายทันที ไม่ต้องมีเวลามาฟุ้งซ่านแม้แต่นาทีเดียว
จนมาคบกับเมเขาก็ค่อยๆลดระดับความถี่ในการท่องราตรีลง
ในห้างหรูใจกลางเมือง่ฤดูร้อนปีที่แล้ว
เมเดินเฉิดฉายควงหนุ่มหล่อหน้าหวานสีผิวตัดกับหล่อนอย่างชัดเจน ใครเห็นก็ต้องมองตามจนเหลียวเธอหัวใจพองฟูราวกับเดินลอยล่องอยู่ในความฝัน
เมแวะดูเครื่องประดับเซนก็ช่วยดูช่วยเลือกอย่างเต็มใจ
“ ชอบอะสวยเนาะ ตกหลุมรักอีกแล้วอะ ”
เมมองแหวนคริสตัลส่องประกายรับแสงไฟแพรวพราวบนนิ้วนางเรียวสวย
“ตกหลุมรักอีกแล้ว ” เขาจับมือหล่อนไปดู
“ สวยดี ซื้อสิตัดกับผิวดี ” เซนว่า
“ อยากได้..”
เมทำเสียงหลบ ส่งสายตาเว้าวอนพลางคว้าแขนเซนมากอด
เซนหัวเราะคล้ายว่านึกเดาไว้อยู่แล้ว
“ ด้ายครับ..”
เมแทบจะติดปีกบินความจริงหล่อนจะซื้อเองก็ได้แต่มันมีความหมายอย่างยิ่งถ้าเซนเป็คนซื้อให้
“เพราะตกหลุมรักนะเนี่ย ก็เลยต้องซื้อ ”
เขาช่างพูดอะไรที่ทำให้เธอเอ่อท้นไปด้วยความสุขเสมอ
เมอยากจะตื่นมาแล้วได้เจอกับเซนในวันนั้นอีกครั้ง
เย็นนี้นัดถ่ายหนังสั้นซีนท้ายๆแล้ว
จู่ๆเซนก็โผล่มาเคาะประตูห้องโยชิเปิดให้เข้ามาด้วยสีหน้างุนงง เพราะเขาหอบกระเป๋าถุงใบใหญ่สองใบกับเป้ที่หลังอีกหนึ่ง
“ ขอเอามาฝากไว้ที่ห้องพี่โยก่อนนะ” เขาวางกระเป๋าทั้งหมดลงข้างโซฟา
“ ขนของจะมาอยู่แล้วเหรอวะ ”
“ก็ว่าจะ..แต่จะฝากไว้นี่ก่อนจนกว่าจะปิดกล้องนะ เซนอาจจะไปๆมาๆ เพราะเดี๋ยวมีบวงสรวงเตรียมเปิดกล้องอีก ”
เซนทิ้งตัวลงนั่งวันนี้เขาดูไม่ค่อยสดใสเหมือนทุกที
“ ทำไมวะทะเลาะกับเพื่อนมึงแล้วสิ ”
โพล่งออกไปแล้วก็อยากตบปากตัวเองเพราะท่าทีนิ่งงันของอีกฝ่าย ทำให้บรรยากาศห้องกลายเป็เดดแอร์เสียฉิบ
“ เออ พี่โยขอดูกล้องพี่โยหน่อยสิ ”
โยชิหยิบกล้องDSLRบนชั้นมาส่งให้
“เซนยังไม่ได้ซื้อกล้องเลย อาจารย์สั่งงานแล้วด้วยเนี่ย ” เขาลองปรับกล้อง
“ ซื้อสิ เรียนนิเทศน์ต้องใช้อยู่แล้ว”
“ แล้วต้องซื้อแบบไหนยังไงอะเซนไม่รู้เื่เลย ”
โยชิเดินมายืนข้างเซนสอนให้รู้จักการทำงานพื้นฐานของกล้องพร้อมกับให้ลองทำเอง เสริมเทคนิคที่จำเป็บางอย่าง
หัวคิ้วเซนเริ่มขมวดแต่เขาก็พยายามหัดถ่าย จัดพื้นที่เพื่อวางวัตถุต่างๆลงบนโซฟา ลองถ่ายชัดตื้นชัดลึกจนเซนเริ่มถ่ายตามโจทย์ได้บ้าง
“แล้วถ้าจะถ่ายคนล่ะ ให้ข้างหลังละลายแบบนี้บ้าง ”
เซนหันโฟกัสมาที่โยชิ
“จริงๆมันมีเลนส์สำหรับถ่ายคนอยู่ ”
โยหยิบเลนส์ในกระเป๋ากล้องมาเปลี่ยนให้
“อันนี้เรียกเลนส์ฟิกส์ไว้ถ่ายคน ” เขาจับโฟกัสมาที่เซน พร้อมกดชัตเตอร์
“ อะ ลองดู...ในห้องแสงไม่ค่อยสวยออกมาถ่ายตรงระเบียงดีกว่า”
ที่ระเบียงเซนฝึกหัดถ่ายตามที่โยชิสอน มันสนุกเวลาที่ถ่ายออกมาได้สวยงามแต่ก็ไม่ใช่จะทำออกมาดีตลอด
“มันต้องถ่ายบ่อยๆฝึกบ่อยๆ มึงก็จะแม่นขึ้นเว้ย ”
โยพูดเมื่อเห็นเซนทำท่าเบื่อๆ
“เซนจะเอาเวลาที่ไหนไปฝึกถ่ายล่ะ กล้องก็ยังไม่ได้ซื้อเลย ”
“ก็ต้องหาเวลาไง...อะไรถ้ามันสำคัญมากพอมึงก็จะมีเวลาให้มันเองน่ะ ”
“งั้นถ่ายรูปก็คงไม่ได้สำคัญมากพอกับเซนหรอก เอาจริงๆเซนหางานมาส่งอาจารย์ได้ไม่ยากหรอก”
โยชิเห็นรอยยิ้มกับคำพูดของอีกฝ่ายแล้วเขาก็ส่ายหัว
“มึงมาเรียนเพราะอะไรวะ ”
“....เรียนเพราะ......คิดว่าอยากรู้เื่ภาพยนต์แล้วก็เซนสนใจอยากเป็ผู้กำกับอยู่เหมือนกัน แต่จริงๆตอนนี้ก็ชอบงานแสดงอยู่นะ ”
“แล้วทำไมไม่เรียนการแสดง ”
“เซนว่าเซนเรียนมาเยอะแล้ว ั้แ่เด็ก เวลาจะแสดงแต่ละเื่ก็ต้องมีลงคอร์สมีเวิร์คชอปกันตลอดอยู่แล้ว เลยอยากเรียนอย่างอื่นที่สนใจดูบ้าง ”
“ ก็ดีในเมื่อเลือกแล้วก็จงตั้งใจเรียน แล้วก็ทำงานส่งอาจารย์ด้วยตัวเองสิวะ เข้าใจปะอย่าบอกว่าไม่มีเวลาจริงๆตอนนี้ก็ฝึกได้เื่อยู่นะ ”
“ ถ้างั้นไปช่วยดูซื้อกล้องหน่อยสิ ”
“มึงก็นัดวันมาละกัน ถ้าไปได้ก็จะไป ”
“ ช่วยสอนใช้ให้ด้วยนะ”
“มึง...ซื้อกล้องเค้า ที่ร้านเค้าก็สอนมึงอยู่แล้วน่ะ ”
“ เอ้าก็เดี๋ยวมันจำไม่ได้ไง ” เซนทำเสียงจริงจัง
“ เออๆๆกูก็สอนให้อยู่แล้วปะวะเนี่ย ”
“ สอนจริงๆนะ ”
“มึงน่ะ..เรียนให้มันจริงๆนะ ”
คำพูดของโยชิดูซอฟท์ผิดกับเมื่อก่อนมากเขารู้สึกเหมือนว่าตัวเองมีพี่ชายอยู่กับเขาอีกคนมันทำให้เซนสบายใจที่จะมาอยู่หอมากขึ้น
ความจริงเซนก็อยากกลับไปอยู่บ้านแต่ต้องไม่ใช่อยู่คนเดียว เขามั่นใจว่าอยู่ไม่ได้แน่เพราะเคยลองมาแล้ว
หลังจากเหตุการณ์เมื่อคืน เซนก็ยังไม่รู้ว่าจะเลิกกันจริงหรือเปล่าแต่เขาฟิวส์ขาดแล้วกับพฤติกรรมนี้ของเม ซึ่งมันไม่ใช่ครั้งแรก
ก่อนนั้น่ที่คบกันได้สักระยะขณะที่พวกเขาเดินห้างอยู่แล้วเจอแฟนคลับเข้ามาทักทาย ขอถ่ายรูปทั้งเอ่ยถาม
“ แล้วออดี้ล่ะเซนเอาออดี้ไปไว้ไหนน้า ”
“ เออนอกใจออดี้เหรอ ”
“ เปล่านี่เพิ่งแยกกับออดี้ มาเดินเล่นกับเพื่อนครับ ”
มันเป็ธรรมดาที่เมจะน้อยใจเซนเข้าใจดี
หลังกลับจากห้างระหว่างที่อยู่กันตามลำพังในห้องเซนกำลังง้อพยายามทำให้หล่อนอารมณ์ดี จู่ๆเมก็คว้าโทรศัพท์ของเธอมาถ่ายเซนลงไอจีสตอรี่ยังดีที่เซนไหวตัวหยุดพูดทัน ภาพที่ปรากฏเป็เซนที่กำลังหัวเราะเก้อๆ ฝืดๆ
“จะถ่ายทำไมเนี่ย ”
เซนพูดพลางปัดป้องตัวเองแต่ก็รู้ว่าไม่มีประโยชน์ยิ่งเขาฝืนก็จะยิ่งสะดุดตามากขึ้นไปอีกเขาทำได้แต่หัวเราะตีหน้าตาย
“วันนี้มาเที่ยวห้องเพื่อนนะคะ ห้องเพื่อนสวยยย ”
เมื่อเซนแย่งโทรศัพท์มาได้สตอรี่นั้นก็ถูกลบแต่มีคนกดเข้าไปดูบ้างแล้ว ถึงจะเป็ในไอจีของเมก็ตาม
เมอาจจะคิดว่าแค่แกล้งเล่นเอาคืนนิดหน่อยพอขำๆ แต่สำหรับเซนไม่ขำ มันซีเรียส การกระทำแบบนี้ของเมมันเสี่ยงจะดับอนาคตพื้นที่การงานของเขาได้มันทำให้เซนหวาดระแวงจนไม่อยากใช้ชีวิตร่วมกับหล่อนอีกแล้ว
“ วันนี้ดูเงียบๆมีอะไรรึเปล่าวะ ”
ไม่นึกว่าคำถามแบบนี้จะออกมาจากปากโยชิ
“ เปล่านี่..ทำไมเหรอ”
“ เปล๊าไม่เป็ไรก็ดีแล้ว ”
“ก็อาจจะเหนื่อยมั้ง กองนี้ก็เร่งถ่ายเร่งปิดกล้อง ส่วนซีรีย์ก็กำลังจะเปิดกล้องเสร็จจากนี่วันพฤหัสเซนไปงานบวงสรวงต่อ ่นี้อาจารย์ก็เริ่มสั่งงานเก็บคะแนนมันติดๆกัน ก็เลยเหนื่อยมั้ง ”
โยชิรับฟังอย่างตั้งใจเขามองหน้าคนน้อง แต่ไม่ได้พูดอะไร
“ ที่ถามนี่เป็ห่วงใช่มั้ยหรือว่าสงสัย อยากเผือก ” เซนยิ้มขำ
“ ถามได้อย่างกูก็ต้องอย่างหลังอยู่แล้ว งานถนัด ” เขาหัวเราะ
“ แหม่เอาจริงๆนะ มึงเก่งกว่ากูตั้งเยอะ กูจะเอาอะไรไปห่วงมึ้ง กูควรห่วงตัวเองก่อนดีกว่ารึเปล่าวะ กูนี่จะจบมั้ยถ้าจบแล้วจะยังไงต่อไป ”
“ ก็ว่าไปเห็นพี่วินบอกว่าส่งเื่ฝึกงานไปที่ซีเอ็มจีแล้วนี่ ”
เซนเอ่ยถึงบริษัทzap media group สังกัดที่ตนทำงานอยู่
“ ใช่เพิ่งส่งไป ยังไม่ตอบกลับมาเลยจะโดนคัดทิ้งรึเปล่าไม่รู้ ”
“ ถ้าได้มาอยู่กองที่เซนถ่ายก็ดีนะ”
“ กูได้หมดอะถ้าเค้ารับนะจะให้ช่วยยกไฟยกพร้อพได้หมด ”
“ ไม่อะเดี๋ยวเซนจะไปบอกพี่บีว่า พี่โยแสดงได้ จะให้มาเล่นด้วย ”
เซนพูดยิ้มๆ
“ ส๊า...ธุเค้าคงเอาหรอก ”
“ เอ๊า! ทำไม? มันไม่ใช่ว่าเป็ไปไม่ได้นะ”
โยมองพินิจคนตรงหน้าชักไม่แน่ใจว่าพูดเย้าเล่นหรือจริง
“เชื่อครับเชื่อว่ามึงมีพาวเวอร์ ”
“ไม่ใช่เื่พาวเวอร์ดิ ”
“ เข้าใจแต่อย่าพูดไปเลย ถึงยังไงกูก็ไม่ได้อยากจะทำอะไรแบบนั้นอยู่แล้วขอแค่เค้ารับฝึกงาน ได้ทำงานเื้ัอย่างที่กูคิดไว้ก็เป็บุญแล้ว ”
เซนจับกล้องขึ้นมาโฟกัสใบหน้าโยชิแล้วกดชัตเตอร์
“ เล่นมาจนจะปิดกล้องละไม่ชอบงานแสดงบ้างเลยเหรอ ”
“ ก็โอเคก็ไม่ได้แย่นะ แต่อาจจะยังไม่ถึงกับชอบหรือหลงใหลถ้าจำเป็ต้องทำก็จะพยายามทำให้ดีมากกว่า แต่นิสัยนี่ชอบทำอะไรที่มันเป็ส่วนตัวมากกว่าถูกจับจ้องมั้ง”
“ เหรอ แล้วถ้าถูกจับจ้องมากๆจะเป็ยังไง”
“มันก็เขิน..ก็คงทำอะไรไม่ถนัดดิ ”
“ เหรออยากเห็นอะ ”
“ อยากเห็นอะไร”
“อยากเห็นเวลาพี่โยเขินไง ”
โยชิสั่นหัวกับความกวนประสาทของรุ่นน้องจอมแสบ
“อย่างเวลาที่เซนกอดพี่โยในมอ อันนั้นเขินปะ ”
“ ไม่อะกูขนลุกขนพอง กูว่ามันน่าอายมากกว่าอันนั้นอะ ”
“ อ๋อ..อืม ”เซนพยักหน้าแต่ยังครุ่นคิด
“ แล้วถ้าเราจูบกันล่ะ...จะเขินปะ”
จู่ๆสีผิวที่แก้มโยชิก็เปลี่ยนเป็สีเืฝาด
“ อะไรนะ? ”
เซนยกกล้องขึ้นมากดชัตเตอร์จับภาพโยชิขณะที่ผิวแก้มขาวใสแดงเรื่อสุกปลั่งลามไปจนถึงใบหูกับสีหน้าวางอารมณ์ไม่ถูกของโยชิ มันให้ภาพแปลกตา
“มึงจะถ่ายทำไมเนี่ย ” เขาโวยวาย
“ ก็เมื่อกี้พี่โยเขินนี่....ใช่รึเปล่า ” เซนดูพออกพอใจมาก
“ก็แล้วมึงจะพูดอะไรของมึงล่ะ ”
“ ก็เซนหมายถึงถ้าเราต้องเล่นซีนจูบแบบจูบจริงน่ะ จะเขินรึเปล่า...คิดอะไรเนี่ย ”
เพราะจริงๆวันนี้ซีนที่จะถ่ายก็มีซีนจูบแต่โยชิขอใช้มุมกล้องช่วย
คำตอบของเซนทำเอาโยชิยืนเซ่อเซนแอบยิ้มแกมซ่อนหัวเราะ
ถ้าโยจะไม่ชอบเซนนอกจากเื่กอดก็เห็นจะเป็เื่ที่เซนชอบแกล้ง ชอบหลอกล่อกวนประสาทเขา จนทำให้เขาดูเหมือนเป็เด็กง้องแง้งและเขาก็ดันเผลอประสาทแดกเกินเหตุกับมันอยู่เรื่อย
จู่ๆโยชิก้าวเข้ามาประชิดตัวเซนที่กำลังยิ้มหัวดูรูปในกล้อง
เซนเงยหน้ามามองแบบงงๆพลันก็คิดได้ว่าโยคงไม่พอใจที่เขาถ่ายรูปเมื่อครู่ไว้ เซนรีบเบี่ยงตัวหลบ
“จะทำอะไรพี่โย ไม่ให้ลบนะ อุตส่าห์ถ่ายตอนเผลอได้ ถ่ายสวยด้วยรูปนี้เซนชอบ ”
เขาถอยกรูด อีกฝ่ายก็ตามติดไม่ลดละจนหลังเซนชนผนัง
มือขวาโยชิก็ค้ำยันกำแพงไว้ทันที เซนเริ่มรู้สึกแปลกๆ
ขวาของเซนคือขอบระเบียงซ้ายคือแขนของโยชิที่กักกันเขาไว้ และยังไม่มีทีท่าจะถอยห่างออกไปมีแต่จะขยับใกล้เข้ามา
เซนจ้องตาสู้
สีหน้าโยนิ่งตึงมองจ้องกลับไม่วอกแวกหลบตา จนเซนใจคอไม่ค่อยดี เขาอดไม่ได้ที่จะยกแขนขึ้นกำบังตัวเองไว้และไม่ลืมที่จะเอากล้องหลบไปข้างหลังเมื่ออีกฝ่ายยังเบียดเข้ามา
หรือว่าจะใช้กำลังแย่งกล้องมันเคยทำอะไรห่ามๆแบบนั้นเวลางี่เง่า แต่มันจะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ทำไมวะ
“จะทำอะไรพี่โย ”
เซนพบว่าตัวเองเสียงสั่นนิดๆหัวใจก็เต้นแรง
บ้าไปแล้วเขากลัวเหรอโยชิยังยื่นหน้าเข้ามาใกล้อีก
“ทำบ้าอะไรของมึงเนี่ย พี่โย เซนไม่เล่นนะ ”
เซนขึ้นเสียง หันหน้าหลบอีกมือที่เคยกันกล้องไว้เปลี่ยนมาผลักยันอีกฝ่ายเพราะสิ่งที่ต้องป้องกันตอนนี้ดูจะไม่ใช่กล้อง
แต่โยชิก็ไวพอกันเขายึดข้อมือทั้งสองข้างคนน้องไว้
“ ทำไมวะก็แค่จะลองเวิร์คชอบบทจูบดู ถ้ากูทำได้ ที่จะถ่ายกันวันนี้ก็ไม่ต้องใช้มุมกล้องก็ได้ไง”
“ เดี๋ยวๆ ”
โยชิไม่ฟังเสียงตรึงข้อมือทั้งสองของเซนไว้กับผนัง แล้วยื่นหน้าเข้ามาชิดอีก
“ ไม่ต้องจับเซนไว้อย่างนี้สิ!! ”
เซนคิดอะไรไม่ออกแล้วเขาหลับตาหันหน้าหนีโยชิอย่างเดียว รู้สึกใบหน้าตัวเองนั้นร้อนฉ่า เหงื่อกาฬแตกซึมตามไรผม
“ อย่าเพิ่งพี่โยปล่อยก่อน เซนทำไม่ได้....มันไม่ใช่ปุบปับจะมาอะไรแบบนี้ เซนต้องทำสมาธิก่อน ”
“ก็กูกำลังมีสมาธินี่ มึงก็นิ่งๆแค่นั้นแหละ ไหนว่าเก่งไง ”
สิ้นคำท้ายทำเอาเซนหุบปากเงียบ แต่เขาก็ยังไม่สามารถจะลืมตามามองคนตรงหน้าได้อยู่ดี
จะบ้าตายหัวใจเซนเต้นแรงแบบไม่เคยเป็มาก่อน เขาประหม่าตื่นเต้นจนเหงื่อซึม เมื่อลมหายใจโยชิใกล้เข้ามารดปลายจมูก