บทที่40
มีข่าวดี
สุดท้ายแล้ว... มื้ออาหารในค่ำคืนนี้ก็จบลงเช่นเดิม ด้วยฝีมือของหนานกงจิ่นอวี่ที่ต้องเป็นฝ่ายลงมือทำอีกครั้ง
รสชาติอันสุดจะทานได้ของเซี่ยอันอวี่เมื่อครู่เป็นสิ่งยืนยันอย่างดีว่าการปล่อยให้นางเข้าครัวนั้นคือหายนะย่อม ๆเพราะฉะนั้นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่จึงจำต้องสวมบทพ่อครัวอย่างเลี่ยงไม่ได้
ไม่นานนัก อาหารง่าย ๆสองสามอย่างก็ถูกจัดวางเรียบร้อยบนโต๊ะกลางเรือนไม้เก่า ๆ จานผัดผักเรียบง่ายซุปใส และเนื้อผัดน้ำมันหอม ๆ ลอยฟุ้งไปทั่วห้องโถงท่ามกลางแสงตะเกียงสลัวในยามเย็น
หนานกงจิ่นอวี่ยังคงรักษาท่าทีสงบนิ่งและสุขุมเช่นทุกครั้งดวงตาคมกริบก้มลงตักข้าวอย่างเงียบงันแม้แต่เวลารับประทานอาหารก็ยังดูเป็นบุรุษผู้มีวินัยเข้มงวดไม่เปลี่ยน
ในขณะที่อีกฟากหนึ่งเซี่ยอันอวี่นั่งตักข้าวเข้าปากอย่างอารมณ์ดีราวกับลืมความล้มเหลวในครัวไปเสียสิ้น
ระหว่างเคี้ยวคำโตนางก็เอียงคอหันไปหาแม่ทัพหนุ่มตรงหน้า ดวงตาเปล่งประกายด้วยความคึกคักก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น
“นี่ ๆถึงแม้ข้าจะทำอาหารไม่สำเร็จ... แต่ข้ามีข่าวดีจะบอกท่านนะ!”
น้ำเสียงสดใสของนางทำให้หนานกงจิ่นอวี่ชะงักมือที่กำลังตักข้าวขึ้นเล็กน้อยเขาเงยหน้าขึ้นมองนางด้วยสายตานิ่งสงบเช่นเดิม แต่แววตาฉายแววสนใจอยู่จาง ๆ
“ข่าวดีอย่างนั้นหรือ?”เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นเช่นเคย
เซี่ยอันอวี่รีบพยักหน้ารัว ๆรอยยิ้มสดใสผุดขึ้นบนใบหน้าอย่างอดกลั้นไม่ไหว
“แน่นอนว่าเป็นข่าวดีสิ!”นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แทบจะกลายเป็นการโอ้อวดก่อนจะยืดตัวเล็กน้อยแล้วประกาศออกมาอย่างภาคภูมิใจ
“ข้าสามารถเพาะปลูกเพิ่มได้แล้วนะ!พรุ่งนี้ข้าจะเพาะได้ถึงห้าร้อยเมล็ดเชียวนะ!”
หนานกงจิ่นอวี่ที่ได้ยินเช่นนั้นแววตาใต้ดวงหน้าสงบนิ่งก็พลันฉายความประหลาดใจขึ้นเล็กน้อย
“...ห้าร้อยเมล็ดหรือ?”เขาทวนคำช้า ๆ
แม้สีหน้าจะยังคงเรียบเฉยแต่เพียงเสี้ยววินาทีของการเลิกคิ้วเล็กน้อยก็เพียงพอให้รู้ว่าแม่ทัพผู้เยือกเย็นถึงกับต้องให้ความสนใจกับข่าวนี้จริง ๆ
การเพิ่มจำนวนเมล็ดพันธุ์จากสามร้อยเป็นห้าร้อยในเวลาเพียงไม่กี่วัน...นั่นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลยแม้แต่น้อย
หนานกงจิ่นอวี่ย่อมเข้าใจดีว่าจำนวนเสบียงอาหารที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวเช่นนี้หมายถึงโอกาสในการมีชีวิตรอดของทุกคนภายในเมืองแห่งนี้ไม่ว่าจะเป็นทหารภายใต้บัญชาของเขาหรือแม้แต่ประชากรผู้หิวโหยที่ยังหลงเหลืออยู่ในกู่หลิงซา
“ใช่แล้ว!ห้าร้อยเมล็ด!” เซี่ยอันอวี่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความภาคภูมิใจใบหน้าของนางเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มสดใสแววตาเป็นประกายราวกับกำลังโอ้อวดความสำเร็จของตนเอง
แต่ยังไม่ทันให้หนานกงจิ่นอวี่ได้เอ่ยสิ่งใดนางก็รีบกล่าวต่อทันทีด้วยท่าทีเจ้าเล่ห์เล็ก ๆราวกับรู้ดีว่าคำขอถัดไปอาจทำให้แม่ทัพผู้นี้ต้องขมวดคิ้ว
“เพียงแต่ว่า...ตัวข้าเองก็ต้องการพื้นที่เพิ่ม...” น้ำเสียงของเซี่ยอันอวี่อ่อนลงเล็กน้อยก่อนจะเอียงคอยิ้มแห้ง ๆ พร้อมกล่าวต่อ
“แล้วก็ต้องไหว้วานท่าน...ช่วยจัดหาคนงานให้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการพรวนดิน หว่านเมล็ดหรือจัดการเรื่องเพาะปลูกทั้งหมด”
หนานกงจิ่นอวี่ชะงักไปเล็กน้อยดวงตาคมกริบเหลือบมองนางอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดออกมา
เซี่ยอันอวี่ที่เห็นสายตาเช่นนั้นก็รีบยิ้มประจบแล้วกล่าวเสริมต่อทันที
“ก็ในตอนนี้พื้นที่ด้านหลังเรือนมันไม่พอแล้วนี่นา...”นางว่า พลางชี้นิ้วไปทางด้านหลัง
“ถ้าจะปลูกเพิ่มจริง ๆ ก็ต้องหาสถานที่ใหม่แล้วพวกทหารของท่านก็ยุ่งกับงานสำรวจและลาดตระเวนอยู่ทุกวันจะให้ข้าทำคนเดียวมันก็ไม่ไหวหรอกนะ”
นางถอนหายใจออกมายาวเหยียดพลางแสดงสีหน้าเหนื่อยล้าโอเวอร์เกินจริง ราวกับจะบอกว่า ‘นี่ข้าก็พยายามเต็มที่แล้วนะ!’
ในความเป็นจริงเซี่ยอันอวี่รู้ดีว่าการขยายพื้นที่เพาะปลูกไม่ใช่เรื่องง่ายอาณาเขตของจวนเจ้าเมืองแห่งนี้เป็นเพียงแค่เรือนไม้หลังเก่าพื้นที่ด้านหลังที่นางใช้ปลูกผักอยู่ทุกวันก็แทบจะเต็มความจุแล้ว
หากต้องการปลูกเพิ่มนางจำเป็นต้องออกไปหาพื้นที่ใหม่ซึ่งแน่นอนว่าการจัดการเรื่องเหล่านี้ย่อมไม่ใช่หน้าที่ของนางผู้เดียวจะให้นางลงแรงขุดพรวนดิน หว่านเมล็ด และกลบหลุมทั้งหมดตามลำพัง...คงต้องใช้เวลาทั้งวันทั้งคืน แถมยังเหนื่อยแทบตายอีกด้วย
หนานกงจิ่นอวี่พยักหน้ารับคำขอของเซี่ยอันอวี่ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นตามแบบฉบับของเขา
“มีพื้นที่แห่งหนึ่ง...อยู่ห่างจากจวนเจ้าเมืองไม่ไกลนัก”
เขาเว้นช่วงเล็กน้อยคล้ายกำลังนึกภาพสถานที่นั้นในใจ ก่อนจะกล่าวต่อ
“เป็นพื้นที่โล่งกว้างพอเหมาะสำหรับใช้ในการเพาะปลูก... เพียงแต่ว่าดินในบริเวณนั้นก็ไม่ต่างจากทั่วทั้งเมืองนี้เป็นดินแห้งแล้งที่ตายไปแล้ว...”
ดวงตาคมกริบเหลือบมองเซี่ยอันอวี่ ราวกับต้องการความมั่นใจ
“ใช้ได้หรือไม่?”
เซี่ยอันอวี่ยิ้มมุมปากอย่างมั่นใจก่อนจะพยักหน้าโดยไม่ลังเล
“ขอแค่มีแผ่นดินให้เหยียบพอก็พอแล้วที่เหลือ... ข้าจัดการเอง” น้ำเสียงของนางเปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นแม้จะเป็นเพียงหญิงสาวจากโลกเดิม แต่ตอนนี้นางรู้ดีว่าตนมี 'ตัวช่วย'ที่ทำให้แผ่นดินแห้งแล้งพวกนั้น กลายเป็นสวนอาหารชั้นยอดได้
หนานกงจิ่นอวี่เห็นท่าทีมั่นใจเช่นนั้นก็พยักหน้าเบาๆ อีกครั้ง เขาก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ส่วนเรื่องแรงงาน... นั่นไม่ใช่ปัญหาใหญ่”
เซี่ยอันอวี่ชะงักเล็กน้อยเงยหน้าขึ้นฟังอย่างตั้งใจ
“แม้ว่าเมืองนี้จะเหลือผู้คนเพียงหยิบมือหลังจากถูกความอดอยากและความตายกลืนกิน...แต่ก็ยังพอมีคนหลงเหลืออยู่ประมาณสามร้อยชีวิต” ดวงตาของหนานกงจิ่นอวี่ฉายแววแน่วแน่เขากล่าวต่ออย่างเป็นระบบ
“ข้าจะให้หวังจางไปจัดการรวบรวมคนพวกเขาย่อมยินดี หากแลกแรงงานกับอาหาร... สำหรับเมืองกู่หลิงซาแห่งนี้เงินทองไม่มีค่าอะไรอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่มีค่าที่สุดคือเสบียงอาหารต่างหาก”
เซี่ยอันอวี่พยักหน้าคล้อยตามทันทีนางเข้าใจสถานการณ์นี้ดี เพราะตั้งแต่วันที่เหยียบย่างเข้ามาในเมืองนางก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศหดหู่และความสิ้นหวังของผู้คน
ในดินแดนที่แห้งแล้งและไร้ซึ่งอนาคตแบบนี้ อาหารคือสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงชีวิตและความหวังของผู้คน