ตอนที่ 2
…กาลเวลาจะหยุดนิ่งได้ยังไงในเมื่อยังคงมีทั้งดวงดาวและดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนฟ้าแบบนี้?
“ใช่ ที่นี่ไม่มีเวลา แต่โชคดีที่อย่างน้อยดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ยังทำงานอยู่” ท่าทีของอีวานทำให้ไอแซ็กรู้ว่า ชายหนุ่มกำลังข้องใจเื่อะไร ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงอธิบายในส่วนที่ตนพอจะรู้ให้อีกฝ่ายฟังด้วยท่าทางสบายๆ แต่ติดกวนอยู่หน่อยๆ
“ฉันไม่เข้าใจ ยังไงมันก็คือการเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่ง” คำตอบของแซ็กไม่ช่วยทำให้อีวานเข้าใจหลักการของมิติกึ่งกลางมากขึ้นเลย ทั้งยังทำให้เขางงมากกว่าเดิมอีกด้วย
ในเวลานี้อีวานงงกับตรรกะที่ว่า กาลเวลาหยุดนิ่ง แต่ดวงจันทร์ยังคงลอยเด่นบนท้องฟ้าซึ่งบ่งบอกว่าเวลานี้คือ ตอนกลางคืน
ไหนจะคำนิยามที่ว่าไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนั่นอีก การเปลี่ยนจากตอนกลางคืนเป็ตอนกลางวันก็นับว่าเป็การเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เองอีวานจึงเข้าไม่ถึงหลักการของสถานที่ที่เรียกว่า ‘มิติกึ่งกลาง’ แห่งนี้เลย
“มันคือนิยามของิญญาที่มีกายเนื้ออย่างพวกเรา ไม่ใช่สภาพแวดล้อมของมิติกึ่งกลางต่างหากเล่า เ้าคนหัวทึบ!” แซ็กถลึงตาแล้วสบถออกมา เหมือนกับที่เคยสบถใส่อีวานในสมัยที่พวกเขาเป็เพื่อนร่วมห้องกันเมื่อแปดปีที่แล้ว จากนั้นก็ก้าวไปบนทางเท้าเพื่อพาอีกฝ่ายไปยังจุดหมายที่อยู่ไม่ไกลนัก
แซ็กอดที่จะถอนหายใจอย่างนึกผิดหวังในความหัวช้าของเ้าคนหัวรั้นที่เอาแต่บอกว่า ตัวเองโตแล้วอย่างอีวานไม่ได้จริงๆ
คงไม่ใช่ว่า การใช้ชีวิตตลอดแปดปีที่ผ่านมาโดยไม่มีเขา จะทำให้เ้าหมอนี่กลายเป็คนที่โตแต่ตัวหรอกนะ!
ขณะที่แซ็กกำลังตีอกชกหัวอยู่ในใจ อีวานเพียงแค่เม้มปากเพื่อสงบสติอารมณ์เอาไว้ในแบบที่คนโตๆ แล้วเขาทำกัน
ปกติเขาเป็คนที่หัวไวมาก แต่เพราะเขาพึ่งจะมาที่มิติกึ่งกลางได้ไม่ถึงชั่วโมง จึงไม่เข้าใจหลักการของที่นี่ ด้วยเหตุนี้เองแม้ว่าจะถูกสบถอย่างเหลืออดแบบนั้น เขาก็เลือกที่จะไม่โต้ตอบเพราะเห็นแก่ข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ที่อีกฝ่ายพยายามอธิบายให้เขาเข้าใจ ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงเดินตามหลังแซ็กเงียบๆ ด้วยท่าทีอันใจเย็น
พวกเขาใช้เวลาไม่นานก็เดินมาถึงอพาร์ตเมนต์ปูนสีน้ำตาลหม่นขนาดหกชั้นของแซ็กที่ตั้งอยู่ห่างจากอาคารสำนักงานเพียงสองบล็อกถนนเท่านั้น
ถึงแม้ว่าตัวอาคารจะรายล้อมไปด้วยอาคารสูง แต่ด้วยความที่อพาร์ตเมนต์แห่งนี้อยู่ติดกับสวนสาธารณะจึงทำให้มีความกลมกลืนกับอาคารหลายสิบชั้นที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ ในเชิงสุนทรียศาสตร์
แซ็กเดินขึ้นบันไดอิฐสีส้มด้านนอกตัวอาคารโดยมีอีวานเดินตามหลังอยู่เงียบๆ พวกเขาเดินตามโถงระเบียงแบบเปิดบริเวณชั้นสองไปหยุดอยู่หน้าประตูห้องริมสุด ซึ่งอยู่ใกล้กับชายหนุ่มสองคนที่กำลังไขกุญแจเข้าห้องที่อยู่ข้างกับห้องของแซ็กพอดี
“ไงแซ็ก ว้าว!!! นี่คือโซ…” ชายหนุ่มผมสีน้ำตาลสว่างร่างบึกที่กำลังไขกุญแจห้องอยู่หันมาเอ่ยทักโดยไม่วายที่จะเอ่ยแซวแซ็กเป็พิเศษ
…แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดให้จบประโยคก็ถูกแซ็กขัดขึ้นมาก่อน
“นี่คู่หูของฉัน อีวาน ฮาร์สัน” แซ็กกระแอมพลางเอ่ยเสียงขรึมเป็การตัดบทไม่ให้ไซม่อนพูดอะไรพิลึกพิลั่นที่จะทำให้อีวานสติแตกขึ้นมาอีก
“อ๋อ….คู่หูของนายสินะ ยินดีที่ได้รู้จัก ฉันไซม่อน ส่วนนี่สุดที่รักของฉันอีริค” ไซม่อนเอ่ยด้วยใบหน้าทะเล้นพลางผายมือไปยังชายหนุ่มั์ตาสีเขียวที่มีเส้นผมสีดำหม่นรูปร่างเพรียว ที่ยืนหน้าขรึมอยู่ข้างกัน
ท่าทางทะเล้นระคนหยอกเอินของไซม่อนที่มีต่อแซ็ก ทำให้อีวานมุ่นคิ้วด้วยความข้องใจขึ้นมา
“ยินดีที่ได้รู้จัก” แม้ว่าอีวานจะยังติดใจกับถ้อยคำหยอกล้อของไซม่อน แต่เขาก็ยังคงเอ่ยทักทายทั้งสองอย่างสุภาพ
“คู่หูนายมารยาทดีชะมัด ไว้ถ้ามีอะไรก็มาเคาะประตูห้องเราได้นะ แต่ไม่รับประกันว่า จะว่างเปิดให้หรือเปล่า” ไซม่อนคลี่ยิ้มกว้างแล้วเอ่ยอย่างทะเล้น จากนั้นก็ปลดล็อกประตูห้อง แล้วพาอีริคเข้าห้องไป
ไซม่อนไม่วายที่จะขยิบตาให้พวกเขาอย่างมีเลศนัยก่อนที่จะปิดประตู ทิ้งให้อีวานยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น
แซ็กส่ายหัวเบาๆ ให้กับความทะเล้นของไซม่อนพลางหยิบกุญแจมาไขล็อกประตูไปด้วย ชั่วอึดใจต่อมาเขาก็ปลดล็อกประตูแล้วก้าวเท้านำอีวานเข้าไปในห้องอันแสนสุขของตน
ภาพของห้องพักขนาดเล็กที่รกรุงรังไปด้วยข้าวของที่ถูกวางอย่างระเกะระกะราวกับห้องของมนุษย์เงินเดือนที่ไม่รู้จักทำความสะอาดเลยแม้แต่ครั้งเดียวปรากฏอยู่เบื้องหน้าของอีวาน ทำให้เขาต้องหรี่ตาลงอย่างนึกรังเกียจกับความสกปรกซกมกของเ้าของห้องขึ้นมา
“รกชะมัด สมกับเป็ห้องของนายจริงๆ” อีวานเอ่ยพลางเตะถุงเท้าที่ถูกถอดกองเอาไว้บนพื้นไม้สีอ่อนไปด้วย
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมากวาดตามองห้องรกๆ ที่มีข้าวของวางเกลื่อนกลาดอยู่ตามมุมต่างๆ ด้วยสายตาดูถูกอย่างเปิดเผย
“อย่าบ่นน่า” แซ็กเอ่ยพลางก้มลงเก็บถุงเท้าที่อีวานเตะเมื่อครู่ไปใส่ไว้ในตะกร้าผ้าที่วางอยู่หน้าห้องน้ำไปด้วย
“ไหนล่ะห้องนอนของฉัน?” สภาพห้องที่มีแค่เตียงไม้สนขนาดกลางหนึ่งหลังกับเครื่องเรือนอีกนิดหน่อยทำให้อีวานสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมา
…หวังว่าประตูที่อยู่สุดทางเดินนั่นจะเป็ประตูห้องของเขานะ อีวานภาวนาในใจ ขณะที่ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังประตูไม้ที่ถูกทาด้วยสีฟ้าหม่นโดยไม่รู้ตัว
“ห้องฉันมีแค่นี้แหล่ะ” แซ็กเอียงตัวพิงกับผนังห้องสีขาวครีมพลางขยิบตาให้อีวาน จากนั้นจึงเอ่ยตอบด้วยท่าทางกวนๆ
“มันไม่แย่ไปหน่อยเหรอ? ...ได้! ฉันนอนที่โซฟาเอง” อีวานอุทานอย่างไม่เชื่อสายตา แต่ในเสี้ยววินาทีนาทีถัดมาเขาก็จำเป็ต้องทำใจยอมรับ ชายหนุ่มจึงเอ่ยปากจัดแจงเื่ที่นอนของตัวเองไปอย่างฝืนๆ
เขาจะไปคาดหวังอะไรกับลูกเศรษฐีที่ไม่เคยทำงานอย่างแซ็ก เครย์ตัน ได้ล่ะ แค่หมอนี่ยอมให้อยู่ด้วยก็นับว่าดวงดีแล้ว อีวานปลอบใจตัวเองอย่างน่าเวทนา
“ดีมาก” แซ็กเอ่ยพลางดันตัวจากผนังมายืนดีๆ จากนั้นจึงตบมือเสียงดังด้วยใบหน้าอันเบิกบานราวกับว่า เขากำลังพอใจที่ในที่สุด อีวานก็ยอมทำตัวเป็ผู้ใหญ่เสียที
แซ็กยอมรับว่า เขาก็ชอบที่อีวานหัวดื้ออยู่หรอกนะ แต่บางทีก็อยากให้พูดง่ายๆ แบบนี้อยู่เหมือนกัน!
อีวานลอบถอนหายใจอย่างหนักอกหนักใจกับสภาพห้องที่ไม่ถูกสุขอนามัยเป็อย่างยิ่งของแซ็ก แต่ถึงจะหนักใจมากแค่ไหนชายหนุ่มก็ทำได้แค่เดินไปที่โซฟาสีเหลืองมัสตาร์ดแล้วจัดการนำเสื้อผ้าที่กองอยู่บนนั้นไปเก็บใส่ตู้เสื้อผ้าให้แซ็กอย่างมีน้ำใจ จากนั้นเขาก็เริ่มปัดกวาดโซฟาตามประสาคนรักสะอาด
ขณะที่อีวานกำลังนั่งพักเหนื่อยอยู่บนโซฟาที่มีประกายวิบวับของความสะอาดเอี่ยมอ่องอยู่ แซ็กก็เดินไปที่ตู้เสื้อผ้าแล้วค้นเอาหมอนและผ้าห่มที่ซื้อเก็บเอาไว้เมื่อหลายปีที่แล้วออกมา
“นี่เครื่องนอนของนาย” แซ็กเอ่ยพลางโยนหมอนและผ้าห่มสีแดงลายจุดซึ่งเป็ลายเดียวกับเครื่องนอนบนเตียงของเขาไปให้อีวานที่กำลังนั่งเล่นอยู่บนโซฟาไปด้วย
“ขอบใจ” อีวานเคยชินกับพฤติกรรมอันหยาบคายของแซ็กมานานแล้ว ด้วยเหตุนี้เองเขาจึงเอ่ยขอบคุณอีกฝ่ายที่อย่างน้อยก็ให้เขายืมชุดเครื่องนอนมาใช้สำหรับคืนนี้อย่างรู้มารยาท
แซ็กเลิกคิ้วเล็กน้อยที่อยู่ๆ อีวานก็เกิดพูดขอบคุณเป็ขึ้นมา เขาจำได้ว่าเมื่อแปดปีที่แล้วหัวเด็ดตีนขาดอย่างไร อีวานก็ไม่เคยเอ่ยคำขอบคุณให้เขาได้ยินเลยสักครั้ง
…ทั้งยังไม่เคยยอมรับความปรารถนาดีของเขาเลยสักหน!
อีวานที่กำลังจัดหมอนและผ้าห่มนวมอยู่บนโซฟา ไม่ทราบถึงความคิดของแซ็กเลยแม้แต่น้อย ซ้ำร้ายชายหนุ่มยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายกำลังจ้องตนอยู่ ซึ่งอาจเป็เพราะเขายังติดใจสิ่งที่แซ็กเอ่ยเมื่อตอนที่พวกเขาอยู่หน้าอาคารสำนักงานอยู่กระมัง
“ถามได้ไหม ิญญาที่มีกายเนื้อคืออะไร?” อีวานไม่ได้หันมาเอ่ยถามแซ็กตรงๆ เขาแค่เอ่ยถ้อยคำเ่าั้ออกมา ขณะที่สองมือยังจัดปลอกหมอนให้เรียบตึงไปตามนิสัยเ้าระเบียบของตน
“นี่ไง” แซ็กก้าวเข้าไปหยุดอยู่ที่ด้านหลังชายหนุ่ม แล้วใช้ฝ่ามืออันใหญ่โตแตะแผ่นหลังของอีกฝ่ายเบาๆ
อาจเป็เพราะถูกััอุ่นๆ จากฝ่ามือของแซ็กจู่โจมอย่างกะทันหัน ทำให้อีวานสะดุ้งโหยงอย่างไม่ทันตั้งตัว
“?!!” อีวานหันขวับไปมองแซ็กด้วยความใที่อยู่ๆ อีกฝ่ายก็ถือวิสาสะมาแตะกันแบบนี้อย่างเคืองๆ
“นี่คือร่างกายที่มิตินี้สร้างให้เราหลังจากที่ก้าวเข้ามา” แซ็กออกแรงดันกระดูกสันหลังของอีวานเบาๆ จากนั้นเขาก็ชักมือกลับพลางอธิบายด้วยสุ้มเสียงอันจริงจังราวกับว่า เขาไม่ยี่หระกับพฤติกรรมห่ามๆ เมื่อครู่ของตัวเองเลยแม้แต่น้อย
อีวานไม่ได้มองโลกในแง่ร้ายถึงขนาดหลงคิดไปว่า แซ็กตั้งใจลวนลามกัน
อันที่จริงเขาไม่เคยคิดในแง่นั้นเลยสักครั้งและััของฝ่ามือที่ดันกระดูกสันหลังเมื่อครู่ มันชัดเจนมากพอที่จะทำให้ชายหนุ่มสรุปได้ว่า ตอนนี้เขาไม่ใช่ิญญาที่เปลือยเปล่าเหมือนกับตอนที่ยังติดอยู่ในรถ
…อย่างน้อยตอนนี้เขาก็มีกายเนื้อเหมือนกับตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ล่ะนะ
“เป็แบบนี้นี่เอง เพราะงั้นตอนแรกถึงได้ร้อนแบบนั้นสินะ” อีวานหันกลับมานั่งดีๆ พลางเอื้อมมือไปััอกซ้ายของตัวเองเบาๆ แล้วเอ่ยถึงความร้อนราวกับถูกไฟคลอกในยามที่ก้าวเท้าผ่านประตูบานนั้นเข้ามาในมิติกึ่งกลาง
“ไม่เห็นร้อน ตอนที่ฉันเข้ามาก็เย็นดีออก” แซ็กผิวปากด้วยท่าทางอันน่าหมั่นไส้พลางเอ่ยอย่างอารมณ์ดี พาให้อีวานขมวดคิ้วกังขาในความแตกต่างของพวกเขาในยามที่มิติมอบกายเนื้อให้ขึ้นมา
“ไปหาอะไรกินกัน” แซ็กไม่ปล่อยให้อีวานเหม่อลอยนานนัก เขาเอ่ยอย่างกระตือรือร้นพลางก้าวเท้าไปที่ประตูอย่างเร่งรีบ เพราะเขายังต้องพาอีวานไปซื้อของใช้จำเป็ที่ตลาดกลางคืนต่อ
“มีของแบบนั้นด้วยเหรอ?” อีวานเอ่ยถามเสียงหลง ถึงแม้ว่าเขาจะตื่นตากับมหานครนี้มากเพียงใด แต่ชายหนุ่มก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะมีร้านอาหารอะไรเทือกนั้นด้วย
นี่มันชีวิตหลังความตายแบบไหนกันเนี่ย? อีวานอดที่จะเอ่ยถามตัวเองในใจไม่ได้ราวกับว่า เขากำลังติดอยู่ในความฝันเพียงตื่นหนึ่งเท่านั้น
“ที่มิติกึ่งกลางไม่ต่างจากโลกของเราเท่าไหร่” แซ็กเอ่ยพลางส่งยิ้มกวนๆ ไปให้อีวาน จากนั้นเขาก็ฉวยเอาเสื้อแจ็คเก็ตสีเขียวตัวเก่งที่พาดอยู่บนพนักเก้าอี้ขึ้นมาใส่ แล้วเอื้อมมือไปผลักประตู จากนั้นก็เดินนำอีวานออกจากห้องไป
แซ็กพาอีวานมาที่ย่านตลาดกลางคืนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอพาร์ตเมนต์นัก อีวานมองแสงไฟหลากสีของร้านรวงต่างๆ ที่ตั้งบนทางเท้าเบื้องหน้าด้วยความอัศจรรย์
ดวงตาสีฟ้าสว่างมองข้าวของแปลกตาที่วางขายตามแผงลอยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็แผงขายเครื่องประดับที่ทำจากหินวิเศษที่สามารถเปล่งแสงได้ซึ่งอยู่ใกล้ๆ แผงขายขนนกที่มีขนนกหลากสีลอยอ้อยอิ่งอยู่บนอากาศ ไกลออกไปหน่อยก็เป็แผงขายพืชพันธุ์รูปร่างประหลาด ซึ่งตรงข้ามกันนั้นเป็แผงขายสินค้าอื่นๆ ที่มีรูปร่างน่าพิศวงด้วยความสนใจอยู่ไม่น้อย ขณะที่ขาทั้งสองของเขายังคงก้าวตามแซ็กไปยังร้านอาหารแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับร้านที่ขายดอกไม้หน้าตาประหลาดที่มีสีสันฉูดฉาดในแบบที่เขาไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
“ถึงจะแปลกแต่ก็เหมือนกับโลกของเรามาก” อีวานก้าวเข้ามาในร้านอาหารสไตล์คันทรี่สีเขียวเข้มซึ่งมีกิมมิคเป็โคมไฟรูปร่างคล้ายปลาทองที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือโต๊ะอาหาร ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองทิวทัศน์อันแปลกตาครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ยพลางนั่งลงบนเก้าอี้ตัวที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับแซ็กไปด้วย
“ก็บอกแล้ว” แซ็กผิวปากด้วยท่าทางอันน่าหมั่นไส้พลางหยิบรายการอาหารที่ตั้งอยู่บนโต๊ะขึ้นหมุนเล่น
อีวานยักคิ้วหนึ่งที จากนั้นเขาก็หยิบรายการอาหารขึ้นมาดูเช่นกัน หลังจากนั้นไม่นานชายร่างอ้วนก็เดินมารับรายการอาหารกับพวกเขาด้วยรอยยิ้มเบิกบานที่ประดับอยู่บนใบหน้า
“เอาซุปหอยลายกับเนื้อวัวย่าง แล้วก็เบียร์อีกสองแก้ว” แซ็กวางรายการอาหารลง จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นไปสั่งอาหารทันทีราวกับว่า เขาคิดเื่รายการอาหารสำหรับวันนี้เอาไว้แล้ว
“ได้เลยแซ็ก!” เ้าของร้านที่พ่วงตำแหน่งบริกรขานรับอย่างเป็กันเอง จากนั้นก็ขยิบตาให้อีวานที่กำลังดูเมนูอาหารอยู่หนึ่งทีอย่างมีเลศนัย แล้วจึงหมุนกายมุ่งหน้าไปที่ประตูห้องครัวอย่างเบิกบาน
“ตายแล้วยังติดแกรมสินะ” อีวานเอ่ยนิ่งๆ พลางหลุบตามองราคาซุปหอยลายที่อยู่บนรายการอาหารแล้วจึงวางมันลงที่เดิม
นี่ล่ะหนอคนรวย ไม่ว่าจะยังมีชีวิตอยู่หรือจะตายไปแล้วก็ยังใช้ชีวิตฟู่ฟ่าอยู่เหมือนเดิม อีวานมองทิวทัศน์ของตลาดกลางคืนผ่านทางหน้าต่างร้านพลางรำพันขึ้นมาในใจ
“ตายแล้วก็ต้องกินของดีๆ ต่างหาก” แซ็กเอ่ยแก้คำพูดของอีวานด้วยน้ำเสียงสบายๆ จากนั้นก็เอนหลังไปพิงกับพนักเก้าอี้ที่ทำจากเหล็กสีดำด้วยท่าทางอันผ่อนคลาย
“ไว้ฉันจะจ่ายคืน” อีวานเอ่ยอย่างสุขุมพลางเลื่อนสายตาไปมองราคาอาหารมื้อนี้แวบหนึ่ง
“นึกว่าจะหยิ่งเหมือนเมื่อก่อนเสียอีก” แซ็กเคาะโต๊ะโลหะที่ถูกปูด้วยผ้าสีครีมเบาๆ แล้วเอ่ยด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันมีชีวิตชีวา
“นี่เพราะฉันเป็ผู้ใหญ่ไง” อีวานเอ่ยพลางเอนหลังไปพิงกับพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางอันผ่อนคลายไม่ต่างกับอีกฝ่ายนัก
“แค่คำขอบคุณก็พอ” แซ็กวางฝ่ามืออันใหญ่โตลงบนโต๊ะพลางเอ่ยตัดบทยิ้มๆ ด้วยดวงตาที่มีประกายของความอิ่มใจอยู่หน่อยๆ
อีวานหรี่ตามองรอยยิ้มอันพึงพอใจของแซ็กแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ แต่ไหนแต่ไรเ้าหมอนี่ก็ยังเป็คนที่ชอบเหยียบย่ำศักดิ์ศรีคนอื่นเป็ที่สุด
การกระทำแบบนี้ของแซ็กเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอด่มัธยมปลาย จนกระทั่งมันจบลงเมื่อแปดปีที่แล้ว
อีวานไม่เคยคิดมาก่อนว่า จะต้องกลับมาอยู่ในสภาพแบบนี้อีก จนกระทั่งก้าวเข้ามาในมิติกึ่งกลาง!
“ไว้ฉันจะจ่ายคืน” อีวานยืนกรานเสียงเข้ม พาให้แซ็กต้องถอนหายใจออกมาอย่างหมดอารมณ์
“หัวดื้อเหมือนเดิมเลยนะ ฉันล่ะเกลียดนิสัยเสียๆ ของนายจริงๆ” แซ็กกอดอกพลางส่ายหัวเบาๆ กับนิสัยอันดื้อรั้นของอีกฝ่าย
ทั้งที่ตอนอยู่ในห้องก็ยังพูดขอบคุณเขาอยู่เลย ทำไมพอจะเลี้ยงมื้อค่ำถึงไม่ยอมให้เลี้ยงกันเนี่ย?! แซ็กบ่นกระปอดกระแปดอยู่ในใจ
“มันเื่ของฉัน ไม่เกี่ยวกับนาย” อีวานเอ่ยเสียงขรึมด้วยท่าทางอันเ็าที่แซ็กเห็นจนชินตาไปนานแล้ว
“แหงล่ะ มันไม่ใช่เื่ของฉันนี่ จริงไหม?” แซ็กทำได้แค่กลอกตามองอีวานพลางเอ่ยล้อด้วยสีหน้ากวนๆ ขณะที่ในใจก็นึกปลงตกกับนิสัยเสียๆ ที่แก้ไม่หายของอีกฝ่ายไปด้วย
ขณะความขัดแย้งของทั้งสองค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาบนโต๊ะอาหารนั้น ชายหนุ่มผมทองเ้าของดวงตาฟ้ากระจ่างในชุดสูทสีขาวสะอาดอันโดดเด่นก็เดินมาหยุดอยู่ที่ข้างโต๊ะของพวกเขาด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันเจิดจรัส
“เดาไว้แล้วว่าพ่อต้องอยู่ที่นี่” ใบหน้าอันหล่อเหลาของชายหนุ่มประดับไปด้วยรอยยิ้มอันเบิกบาน ขณะที่แพขนตาสีทองสว่างกระพือไปมา พาให้เกิดทิวทัศน์อันงดงามที่น่ามอง
“ไงมาร์แชล” แซ็กถอนหายใจออกมาเสียงดัง จนอีวานที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันได้ยิน แล้วหันไปเอ่ยทักผู้มาใหม่อย่างเซ็งๆ
มาร์แชลไม่สนใจท่าทีของผู้เป็พ่อเท่าไหร่นัก เขาลากเก้าอี้มานั่งลงระหว่างทั้งสองอย่างถือวิสาสะ แล้วหันมาส่งยิ้มพิมพ์ใจให้กับอีวานด้วยใบหน้าอันเบิกบานเป็ที่สุด
“ในที่สุดครอบครัวของเราก็อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเสียทีนะครับคุณแม่” สุ้มเสียงอันไพเราะที่เต็มไปด้วยความเปรมปรีดิ์ของมาร์แชลทำให้อีวานถึงกับหยุดหายใจไปชั่วขณะ
“?!!”
คุณแม่?
…นี่เขามีลูกชายตัวโตแบบนี้ั้แ่เมื่อไหร่?!!!